FAZER LOGINค่ำคืนแรกในหมู่บ้านโคกอีแหลวสำหรับ กริช ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่เต็มไปด้วยเสียงประหลาดมากมายตั้งแต่คืนแรก ภายใต้มุ้งสีขาวที่ดูเหมือนป้อมปราการสุดท้าย กริชนอนเบิกตากว้างท่ามกลางความมืดสนิทที่คนเมืองอย่างเขาไม่เคยสัมผัส มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง บ้านย่าจะมีไฟแค่พอสลัว ๆ ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน
เสียงรอบกายที่อิปิ๊บอกว่าเป็นธรรมชาติ กลับกลายเป็นวงดนตรีออร์เคสตราที่ชวนขนลุก เสียงจิ้งหรีดที่กรีดปีกประสานเสียงกันจนหูอื้อ เสียง "ตับแก! ตับแก!" ของตุ๊กตาเจ้าถิ่นที่ดังกังวานมาจากขื่อบ้านไม้ และที่หนักที่สุดคือเสียงลมพัดยอดพร้าวที่ฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังเดินวนอยู่รอบเรือน
"ผีโพง... มันคงไม่ชอบตับสถาปนิกหรอกมั้ง" เขาพึมพำปลอบใจตัวเองพลางกระชับผ้าห่มแน่น
แกรก... แกรก...
เสียงบางอย่างลากผ่านฝาบ้านไม้ดังขึ้นใกล้หู กริชสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งพรวด หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะกลองรบ ทันใดนั้น เงาดำตะคุ่มขนาดใหญ่ก็โผล่มาทาบทับอยู่บนผ้ามุ้งสีขาว พร้อมกับเสียง “ฟึ่ดดด! แง้ววววว!”
“เฮ้ย!!! ผี!! ช่วยด้วยยยย!”
กริชแหกปากร้องลั่นบ้านพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในมุ้งจนมุ้งแทบหลุดหล่นลงมากอง พริบตานั้น แสงสว่างจากไฟฉายกระบอกยาวก็ส่องวาบเข้ามาที่ใบหน้าของเขา พร้อมกับร่างของย่าบุญมาที่เดินถือตะเกียงออกมาจากห้องนอนด้วยอาการตกใจ
“เป็นอิหยังบักหลานชาย! ร้องซะบ้านสิแตก!” ย่าบุญมาดุพลางส่องไฟฉายไปรอบๆ กริชตัวสั่นชี้มือไปที่นอกมุ้ง
“ผี... ผีโพงครับย่า! มันมาลากข้างฝาบ้านตรงผมนอน เงาเบ้อเริ่มเลย”
ย่าบุญมาถอนหายใจยาวพลางเดินไปดูที่ขอบหน้าต่าง ก่อนจะอุ้มเจ้า ‘สีหมอก’ แมวสีครามตัวโตที่ย่าเลี้ยงไว้ขึ้นมาโชว์
“นี่แม่บ่ ผีโพงเจ้า บักสีหมอก... มันมาจับจิ้งจกกินซื่อ ๆ ดอก แหม... ตัวโตเป็นควายใจเสาะปานมดแท้น้อ” กริชหน้าเสีย รีบทรุดตัวลงนอนมุดผ้าห่มด้วยความอับอาย
“ผม... ผมแค่ไม่ชินครับย่า”
ตีสี่ตรง...
ยังไม่ทันที่แสงแรกจะจับขอบฟ้า ความเงียบสงัดของราตรีกาลก็ถูกทำลายลงด้วยเสียง ‘ก๊ก... ก๊ก... ก๊ก...’ มันคือเสียงสากกระทบลงบนครกไม้ดังแว่วมาจากใต้ถุนบ้าน ตามมาด้วยเสียงฟันไม้ฟืน ‘โป๊ก! โป๊ก!’ ที่จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ
กริชสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูภูมิฐานตอนนี้ยับยู่ยี่ เขาพยายามจะข่มตาหลับต่อ แต่กลิ่นบางอย่างก็เริ่มลอยขึ้นมาตามร่องไม้กระดาน... กลิ่นควันไฟจางๆ ที่มีความหอมอบอวลของข้าวเหนียวสุกใหม่ๆ กลิ่นควันจากฟืนไม้สะเดาที่ย่าบุญมาใช้ก่อเต้าหุงหาอาหาร เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำวัยเด็กแต่มันช่างขัดใจคนรักการตื่นเที่ยงวันอาทิตย์อย่างเขาเหลือเกิน
มอออออ... เสียงวัวของย่าที่อยู่ในคอกที่อยู่ห้างจากตัวบ้านไปหน่อยก็ร้อง ใต้ถุนบ้านก็มีเสียงร้องรับเสียงไก่ที่ประสานเสียงกันราวกับนัดหมาย กริชทนไม่ไหวต้องมุดตัวออกจากมุ้ง เดินงัวเงียลงมายังชานเรือน
เขาเห็นย่าบุญมาในชุดเดิมแต่คาดผ้าซิ่นผืนใหม่ ท่านกำลังนั่งอยู่หน้าเตาฟืน แสงไฟจากฟืนสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยประสบการณ์ ย่ากำลังปั้นข้าวเหนียวร้อนๆ ใส่กระติ๊บ
“อ้าว... ตื่นแล้วเบาะบักหลานชาย ย่ายังบ่ทันได้ไปปลุกอยู่” ย่าบุญมาเอ่ยทักโดยไม่หันมามอง
“ไปล้างหน้าล้างตาซะลูก พระเพิ่นใกล้สิมาแล้ว”
“ย่าครับ... นี่มันยังมืดอยู่เลยนะครับ พระท่านเดินไหวเหรอครับ ยังไม่สว่างเลยครับ” กริชถามพลางขยี้ตา
“พระเพิ่นกะเดินตามแสงเทียน แสงธรรมนั่นล่ะ มาๆ อย่าเว้าหลาย ไปเตรียมตัวใส่บาตรหน้าบ้าน”
กริชที่ต้องไปล้างหน้าล้างตา เพื่อมาใส่บาตรพร้อมย่าบุญมา
เวลา 05.50 น.
แสงทองรำไรเริ่มฉาบทั่วท้องทุ่งนาสีเขียวขจี หมอกบางๆ ปกคลุมยอดหญ้าส่งกลิ่นหอมดินโชยมาตามลม กริชถูกบังคับให้นุ่งผ้าโสร่งไหมสีหมากสุกของพ่อที่ย่าบุญมาประคบประหงมเก็บรักษาไว้ในหีบไม้อย่างดี พร้อมพาดผ้าขาวม้าลายหมากรุกเฉียงบ่า ท่าทางของเขาดูขัดเขินประหม่า มือหนึ่งคอยพะวงจับปมผ้าโสร่งที่เอวเพราะกลัวมันจะหลุดร่วงลงมาให้อับอายชาวบ้าน ยิ่งเมื่อต้องมายืนรอพระอยู่ที่ซุ้มประตูหน้าบ้านพร้อมกับย่าในชุดเต็มยศแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักแสดงหลงโรง
ไม่นานนัก เงาร่างในจีวรสีส้มเข้มก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอกจางๆ พระสงฆ์สองรูปเดินเท้าเปล่าด้วยอาการสำรวมผ่านถนนลูกรังที่ขรุขระ เสียงนกกระยางร้องเรียกกันแว่วมาแต่ไกล ยิ่งขับเน้นให้เช้านี้ดูขลังและสงบอย่างที่กริชไม่เคยสัมผัสในเมืองกรุง
เมื่อพระมาหยุดยืนที่หน้าซุ้มประตู ย่าบุญมารีบนั่งคุกเข่าลงอย่างคล่องแคล่ว กริชรีบทำตามจนเข่ากระแทกพื้นดินดัง ปึก จนเขาต้องกัดฟันสะกดความเจ็บ หลวงพ่อผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าในหมู่บ้านหยุดเดิน ท่านมองดูชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่นั่งข้างย่าบุญมาด้วยสายตาเมตตา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“โยมแม่ใหญ่... มื้อนี่มีแขกบ้านแขกเมืองมานำเบาะ หน้าตาคุ้นๆ คือจั่งเห็นเงาโยมไกรซ้อนทับอยู่” ย่าบุญมาประนมมือไหว้ มือก็ค่อยๆ หยิบห่อหมกปลาและขนมเทียนใส่ลงในบาตรอย่างประณีต
“สาธุเจ้าค่ะหลวงพ่อ นี่บักกริชลูกชายบักไกรมันเจ้าค่ะ มันเพิ่งกลับมาแต่กรุงเทพฯ มาแจ้งข่าวว่าพ่อมันเสียแล้วเจ้าค่ะ” กริชยกมือขึ้นไหว้ก้มกราบหลวงพ่อ
“เจริญพร... ถึงว่าหน้าตาถอดแบบกันมา” หลวงพ่อหันมามองกริช
“กลับมาบ้านเฮากะดีแล้วลูกเอ๊ย ดินหม่องนี่มันถ่าน้ำใจเจ้าของมาดน (รอใจเจ้าของมานาน) อยู่ให้เป็นสุขเด้อ” กริชพยักหน้ารับอย่างเก้ๆ กังๆ ย่าบุญมาสะกิดไหล่เขาแรงๆ
“ฟ้าวใส่บาตรลูก ข้าวเหนียวกำลังฮ้อนๆ”
กริชเอื้อมมือลงไปในกระติ๊บสานด้วยไม้ไผ่ ทันทีที่นิ้วสัมผัสกับข้าวเหนียวที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ความร้อนจัดก็แล่นเข้าสู่ปลายนิ้วจนเขาแทบจะสะดุ้งโหยง
‘ร้อน! ร้อนชะมัด!’ เขาอุทานในใจ แต่สายตาของย่าและสายตาที่สงบนิ่งของหลวงพ่อทำให้เขาต้องฝืนทน
กริชพยายามปั้นข้าวเหนียวที่เหนียวติดมือและร้อนจี๋ให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ แต่ด้วยความไม่ชิน ก้อนข้าวเกือบจะหลุดจากมือจนเขาต้องรีบตะครุบไว้กลางอากาศอย่างทุลักทุเล ก่อนจะบรรจงวางลงในบาตรพระทีละรูป
ในจังหวะที่เขาก้มลงกราบพระกลางถนนลูกรัง กลิ่นข้าวสุกและอากาศเย็นเยือกยามเช้าซึมเข้าสู่โสตประสาท ความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงสวดให้พรเป็นภาษาบาลีสั้นๆ กลับทำให้หัวใจที่เคยวุ่นวายอยู่กับตัวเลข แบบแปลน และความเร่งรีบของสถาปนิกเมืองกรุงเริ่มนิ่งลงอย่างน่าประหลาด เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตอนที่ย่ากรวดน้ำ ที่ส่งผ่านมาจากมือของย่าที่แตะไหล่เขาไว้ขณะรับพร ความรู้สึกโหยหาที่เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงชอบนั่งเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกบ่อยๆ บัดนี้มันเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาในใจของเขาแล้ว
“สถาปนิกกะสร้างตึกได้... แต่คนบ้านทุ่งเขาใช้ 'ใจ' สร้างความสุขเด้ออ้าย”
เสียงแว่วของอิปิ๊ที่แอบมองอยู่ไกลๆ ดังขึ้นในหัวของเขา กริชถอนหายใจยาว ความเงียบสงบในเช้านี้เหมือนเป็นยาขนานเอกที่กำลังเริ่มรักษาแผลใจจากการสูญเสียพ่อ และเริ่มเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับ "นรกกลางทุ่งนา" ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า!
หลังจากพระสงฆ์เดินลับหายไปกับสายหมอก ความเงียบสงบที่กริชเพิ่งได้รับมาเป็นยาขนานเอกรักษาแผลใจ ก็ถูกทำลายลงอย่างยับเยินด้วยเสียงระเบิดของท่อไอเสียรถซาเล้งคู่ใจของอิปิ๊
“บรืนนนนนนนน! ปังๆๆ!”
รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสภาพผ่านศึกมาโชกโชนเบรกเอี๊ยดจนฝุ่นสีแดงตลบอบอวล กลบชุดโสร่งไหมมัดหมี่ราคาแพงที่กริชเพิ่งจะนุ่งเสร็จ อิปิ๊ในชุดเชิ้ตลายสก็อตแขนยาวที่พับขึ้นถึงศอก สวมรองเท้าบูทยางสีส้มปรี๊ดกระโดดลงจากรถพร้อมเสียงหัวเราะใสที่เป็นเอกลักษณ์
“ปาดดดด! อ้ายกริช นุ่งโสร่งคือจั่งกำนันแท้จ้า! คือสิฟิตคักน้ออ้าย สงสัยมื้อคืนผีโพงบ่ได้ลักกินตับเบาะ” เธอเอ่ยแซวพลางปัดฝุ่นที่ลอยฟุ้ง กริชไอค่อกแค่ก ปัดฝุ่นออกจากโสร่งพลางขมวดคิ้วสวนกลับ
“ถ้าผีโพงมีจริง ผมว่ามันคงหนีไปตั้งแต่ได้ยินเสียงรถคุณแล้วล่ะปิ๊ เสียงดังปานรถถังขนาดนี้ ใครจะไปหลับลง” ย่าบุญมาหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
“เซาเว้าหยอกกันได้แล้วพวกเจ้า มาๆ บักหลานชาย มาช่วยย่าพาวัวลงทุ่งแน มื้อนี่ตาสีเพิ่นบ่อยู่ ย่าเลยต้องพึ่งแฮงเจ้าล่ะ” กริชหน้าเหวอ หันไปมองทางคอกวัวที่อยู่ข้างบ้านที่เริ่มมีเสียงกุกกัก เสียงร้อง
“พาวัวเหรอครับย่า ผมต้องทำยังไงบ้าง ต้องจ้างรถบรรทุกมาไหมครับ”
“รถบรรทุกอิหยังกะด้อกะเดี้ย!” ย่าส่ายหน้า
“กะแค่จูงมันออกไปจากคอก พามันไปกินหญ้าหม่องเถียงนาพู้นล่ะ ไปลูกไปอย่ามัวแต่ลีลา” ย่าบุญมาเดินนำลงจากเรือนไปยังคอกไม้ใต้ถุนบ้าน กลิ่น "หอมรัญจวน" ของมูลวัวและฟางเปียกชื้นลอยมาแตะจมูกกริชจนเขาต้องดึงผ้าขาวม้าขึ้นมาปิดจมูก
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ทุ่งนาสีเขียวขจีถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบางๆ ส่งกลิ่นดินผสมกลิ่นน้ำค้างที่สดชื่นจนกริชลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด เขาไม่ได้ตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัล แต่ตื่นเพราะเสียงไก่ขันและเสียงนกกาเหว่าที่ร้องรับกันเป็นทอดๆ“ตื่นได้แล้วอ้ายกริช ตะเว็นสิเลียก้นแล้ว” เสียงใสๆ ของอิปิ๊ดังมาจากทางสระน้ำ เธอเดินกลับมาพร้อมล้างหน้าล้างตาจนสดใส ในมือถือขันน้ำอะลูมิเนียมใบเล็ก กริชบิดขี้เกียจบนเปลญวน พลางสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ“ปิ๊... เชื่อไหม นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมตื่นมาแล้วไม่ปวดหัวเรื่องเดตไลน์งานเลย”“กะดีแล้วจ้า แต่มื้อนี่ล่ะเดตไลน์ของจริง!” อิปิ๊ชี้ไปที่เถียงนาสภาพเขรอะ“อ้ายสิเปลี่ยนมันเป็นสตูดิโออิหยังนั่นบ่แม่นเบาะ ฟ้าวสิ ข่อยสิช่วยเป็นลูกมือให้มื้อหนึ่ง”08.30 น. ปฏิบัติการ "รื้อเพื่อสร้าง"กริชเริ่มใช้ทักษะสถาปนิกที่ร่ำเรียนมา เขาไม่ได้เริ่มด้วยการทุบ แต่เริ่มด้วยการ "จัดระเบียบ" เขาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพออกมา วาดแปลนเถียงนาคร่าวๆ แบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชาญฉลาด แบ่งห้องทำงาน ห้องเก็บของ“ปิ๊... มุมทิศตะวันออกนี่ แสงตอนเช้าสวยมาก ผม
ซาเล้งของอิปิ๊แล่นผ่านความมืดขรุขระของคันนามาจนถึงจุดหมาย แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของเถียงนาไม้ที่กริชเพิ่งวิ่งหนีมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ประสานเสียงกันระงมจนกริชเผลอกระชับเป้ในมือแน่น“เอ้า... ถึงแล้วอ้ายกริช อย่ามัวแต่ยืนสั่น รีบลงมาช่วยกันจัดที่ทางก่อนสิค่ำไปกว่านี้”อิปิ๊กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วกริชก้าวลงจากรถด้วยความระแวง สายตามองขึ้นไปบนเถียงนาที่มืดมิด“ปิ๊... คุณแน่ใจนะว่ายาสมุนไพรนั่นได้ผล ผมยังหลอนท่าทางสะบัดหางของเจ้าบ้านตัวลายไม่หายเลย”“เชื่อใจข่อยเถอะน่า” อิปิ๊พูดพลางหยิบแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาสามสี่แผ่นออกมาจากหลังรถ เธอเดินไปติดมันไว้ตามมุมเสาเถียงนาและกิ่งไม้ใกล้ๆ เพียงครู่เดียว แสงไฟสีนวลตาจากหลอด LED เล็กๆ ก็สว่างขึ้นรอบเถียงนา เปลี่ยนบรรยากาศที่น่ากลัวให้ดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นทันตา“โอ้โห... คุณมีโซลาร์เซลล์ด้วยเหรอ นึกว่าจะมีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดซะอีก” กริชอุทานด้วยความทึ่งในความไฮเทคของสาวบ้านนา“อ้ายกริช... นี่มันปีไหนแล้วจ้า ข่อยกะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยคือกันล่ะ” อิปิ๊หัวเราะร่วนก่อนจะสั่งการต่อ“เอ้า!
หลังจากเหตุการณ์ “ตุ๊กแกบุกสตูดิโอของกริช” จนสถาปนิกหนุ่มต้องวิ่งหน้าตั้งลืมมาด อิปิ๊ก็ทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็นกึ่งพี่เลี้ยง พาเขานั่งซาเล้งไปที่ร้านค้าท้ายหมู่บ้านเพื่อซื้ออาวุธลับที่เธออ้างว่า “เอาอยู่” ยิ่งกว่ายาฆ่าแมลงกระป๋องไหนๆ“เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ส่งก“เอาไปแขวนไว้ตามมุมมืดๆ หม่องที่เห็นไข่มันนั่นล่ะ กลิ่นนี่สิเฮ็ดให้พวกเพิ่นแสบจมูกแล้วย้ายสำมะโนครัวออกไปเองแบบสันติวิธี”เมื่อกลับมาถึงเถียงนา กริชยังคงยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ที่โคนบันได จนอิปิ๊ต้องเดินนำขึ้นไปแขวนถุงสมุนไพรตามจุดต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันมาสอนเขาใช้สเปรย์สมุนไพรฉีดพ่นไล่สัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ทั้งตะขาบและแมงมุมที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกไม้“จำไว้อ้าย... เฮาบ่ได้มาฆ่าเพิ่น เฮาแค่มาขอแบ่งที่อยู่ เพิ่นแสบเพิ่นกะไปเอง” อิปิ๊เอ่ยเสียงใสขณะฉีดฟึ่ดๆ เข้าไปในรูไม้ที่แม่ตุ๊กแกเคยโผล่หน้าออกมาแต่ปัญหาใหม่ที่กริชเพิ่งนึกได้ก็คือ ของที่เขาอุตส่าห์แบกออกมาวางไว้กลางเถียงนาเพื่อเตรียมทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ทำนาของย่า อุปกรณ์เขียนแบบราคาแพง และเครื่องมือช่างสารพัดอ
แสงสีส้มทองทอประกายผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ขัดมันยับ กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงในเสียงตุ๊กแกหรือจิ้งหรีดเมื่อคืนเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเคยชินบางอย่าง เขาขยับตัวลุกขึ้นจากมุ้งสีขาวสะอาด พับเก็บอย่างมีระเบียบตามที่อิปิ๊เคยสอน (แม้จะยังเบี้ยวไปบ้าง) ก่อนจะเดินลงไปที่ชานเรือน ย่าบุญมานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมขันข้าวเหนียวและกับข้าวใส่บาตร ท่านยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นหลานชายสวมโสร่งเดินลงมาอย่างคล่องแคล่วขึ้น“ตื่นสายกะสิว่า ตื่นเช้ากะสิย่อง (ชม) เด้อนี่... มา ๆ ฟ้าวล้างหน้ามาปั้นข้าวรอพระ” ย่ากวักมือเรียกหลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน เมนูวันนี้เรียบง่ายตามสไตล์คนบ้านป่า น้ำพริกแจ่วปลาร้า รสจัดจ้าน ผักลวก สด ๆ จากหลังบ้าน และ ปลาทูทอด ที่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน“ย่าครับ แจ่วอันนี้มันเผ็ดน้อยกว่าเมื่อวานไหมครับ หรือว่าลิ้นผมมันเริ่มชินแล้วก็ไม่รู้” กริชเอ่ยพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย“มันบ่ได้เผ็ดน้อยลงดอกหลานเอ๊ย ใจเจ้าของมันเปิดรับแล้วรสชาติมันกะนัวเองล่ะ” ย่าบุญมาหัวเราะพลางคัดเลือกเนื้อปลา
หลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่ “งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ “ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันน
ตอนที่ 5 กาแฟสด ต้มสด ๆ ยกล้อท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นทุกขณะ กริชเดินลากเท้าผ่านคันนาที่ขรุขระด้วยความทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองโสร่งที่พร้อมจะหลุดทุกเมื่อ อีกมือหนึ่งก็ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบไปหมด ฝูงวัวของย่าบุญมาเดินทอดน่องเล็มหญ้าอย่างสบายใจ โดยมีอิปิ๊เดินนำหน้าแกว่งไม้เรียวไปมาอย่างคล่องแคล่ว“นั่นล่ะอ้าย... ออฟฟิศใหม่ของสุภาพบุรุษสถาปนิก” อิปิ๊ชี้ไม้เรียวไปทางสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งกริชเงยหน้ามองตาม และสิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบอยากจะทรุดตัวลงนอนกลางคันนา มันคือ ‘เถียงนา’ หรือกระท่อมไม้หลังเล็กสภาพเก่าคร่ำคร่า หลังคามุงสังกะสีที่มีรอยสนิมเกาะกิน ใต้ถุนยกสูงพอประมาณ ภายในที่ควรจะเป็นที่พักผ่อนกลับเต็มไปด้วยกระสอบปุ๋ย ถังฉีดยาฆ่าแมลง จอบ เสียม และเครื่องมือทำนาที่วางระเกะระกะจนแทบไม่มีที่ว่าง“ย่าบอกว่า ต่อไปนี้ให้อ้ายมาคุมงานอยู่ที่นี่ ที่นาห้าสิบไร่นี่ล่ะคือโครงการมรดกที่อ้ายต้องดูแล” อิปิ๊หันมาบอกพลางยิ้มกริ่มกริชก้าวขึ้นไปบนเถียงนาอย่างระมัดระวัง เสียงไม้กระดานดัง เอี๊ยด... เหมือนจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ เขาใช้นิ้วแตะลงบนขอบไม้แล้วก็ต้องรี







