Mag-log inค่ำคืนแรกในหมู่บ้านโคกอีแหลวสำหรับ กริช ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่เต็มไปด้วยเสียงประหลาดมากมายตั้งแต่คืนแรก ภายใต้มุ้งสีขาวที่ดูเหมือนป้อมปราการสุดท้าย กริชนอนเบิกตากว้างท่ามกลางความมืดสนิทที่คนเมืองอย่างเขาไม่เคยสัมผัส มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง บ้านย่าจะมีไฟแค่พอสลัว ๆ ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน
เสียงรอบกายที่อิปิ๊บอกว่าเป็นธรรมชาติ กลับกลายเป็นวงดนตรีออร์เคสตราที่ชวนขนลุก เสียงจิ้งหรีดที่กรีดปีกประสานเสียงกันจนหูอื้อ เสียง "ตับแก! ตับแก!" ของตุ๊กตาเจ้าถิ่นที่ดังกังวานมาจากขื่อบ้านไม้ และที่หนักที่สุดคือเสียงลมพัดยอดพร้าวที่ฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังเดินวนอยู่รอบเรือน
"ผีโพง... มันคงไม่ชอบตับสถาปนิกหรอกมั้ง" เขาพึมพำปลอบใจตัวเองพลางกระชับผ้าห่มแน่น
แกรก... แกรก...
เสียงบางอย่างลากผ่านฝาบ้านไม้ดังขึ้นใกล้หู กริชสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งพรวด หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะกลองรบ ทันใดนั้น เงาดำตะคุ่มขนาดใหญ่ก็โผล่มาทาบทับอยู่บนผ้ามุ้งสีขาว พร้อมกับเสียง “ฟึ่ดดด! แง้ววววว!”
“เฮ้ย!!! ผี!! ช่วยด้วยยยย!”
กริชแหกปากร้องลั่นบ้านพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในมุ้งจนมุ้งแทบหลุดหล่นลงมากอง พริบตานั้น แสงสว่างจากไฟฉายกระบอกยาวก็ส่องวาบเข้ามาที่ใบหน้าของเขา พร้อมกับร่างของย่าบุญมาที่เดินถือตะเกียงออกมาจากห้องนอนด้วยอาการตกใจ
“เป็นอิหยังบักหลานชาย! ร้องซะบ้านสิแตก!” ย่าบุญมาดุพลางส่องไฟฉายไปรอบๆ กริชตัวสั่นชี้มือไปที่นอกมุ้ง
“ผี... ผีโพงครับย่า! มันมาลากข้างฝาบ้านตรงผมนอน เงาเบ้อเริ่มเลย”
ย่าบุญมาถอนหายใจยาวพลางเดินไปดูที่ขอบหน้าต่าง ก่อนจะอุ้มเจ้า ‘สีหมอก’ แมวสีครามตัวโตที่ย่าเลี้ยงไว้ขึ้นมาโชว์
“นี่แม่บ่ ผีโพงเจ้า บักสีหมอก... มันมาจับจิ้งจกกินซื่อ ๆ ดอก แหม... ตัวโตเป็นควายใจเสาะปานมดแท้น้อ” กริชหน้าเสีย รีบทรุดตัวลงนอนมุดผ้าห่มด้วยความอับอาย
“ผม... ผมแค่ไม่ชินครับย่า”
ตีสี่ตรง...
ยังไม่ทันที่แสงแรกจะจับขอบฟ้า ความเงียบสงัดของราตรีกาลก็ถูกทำลายลงด้วยเสียง ‘ก๊ก... ก๊ก... ก๊ก...’ มันคือเสียงสากกระทบลงบนครกไม้ดังแว่วมาจากใต้ถุนบ้าน ตามมาด้วยเสียงฟันไม้ฟืน ‘โป๊ก! โป๊ก!’ ที่จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ
กริชสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูภูมิฐานตอนนี้ยับยู่ยี่ เขาพยายามจะข่มตาหลับต่อ แต่กลิ่นบางอย่างก็เริ่มลอยขึ้นมาตามร่องไม้กระดาน... กลิ่นควันไฟจางๆ ที่มีความหอมอบอวลของข้าวเหนียวสุกใหม่ๆ กลิ่นควันจากฟืนไม้สะเดาที่ย่าบุญมาใช้ก่อเต้าหุงหาอาหาร เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำวัยเด็กแต่มันช่างขัดใจคนรักการตื่นเที่ยงวันอาทิตย์อย่างเขาเหลือเกิน
มอออออ... เสียงวัวของย่าที่อยู่ในคอกที่อยู่ห้างจากตัวบ้านไปหน่อยก็ร้อง ใต้ถุนบ้านก็มีเสียงร้องรับเสียงไก่ที่ประสานเสียงกันราวกับนัดหมาย กริชทนไม่ไหวต้องมุดตัวออกจากมุ้ง เดินงัวเงียลงมายังชานเรือน
เขาเห็นย่าบุญมาในชุดเดิมแต่คาดผ้าซิ่นผืนใหม่ ท่านกำลังนั่งอยู่หน้าเตาฟืน แสงไฟจากฟืนสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยประสบการณ์ ย่ากำลังปั้นข้าวเหนียวร้อนๆ ใส่กระติ๊บ
“อ้าว... ตื่นแล้วเบาะบักหลานชาย ย่ายังบ่ทันได้ไปปลุกอยู่” ย่าบุญมาเอ่ยทักโดยไม่หันมามอง
“ไปล้างหน้าล้างตาซะลูก พระเพิ่นใกล้สิมาแล้ว”
“ย่าครับ... นี่มันยังมืดอยู่เลยนะครับ พระท่านเดินไหวเหรอครับ ยังไม่สว่างเลยครับ” กริชถามพลางขยี้ตา
“พระเพิ่นกะเดินตามแสงเทียน แสงธรรมนั่นล่ะ มาๆ อย่าเว้าหลาย ไปเตรียมตัวใส่บาตรหน้าบ้าน”
กริชที่ต้องไปล้างหน้าล้างตา เพื่อมาใส่บาตรพร้อมย่าบุญมา
เวลา 05.50 น.
แสงทองรำไรเริ่มฉาบทั่วท้องทุ่งนาสีเขียวขจี หมอกบางๆ ปกคลุมยอดหญ้าส่งกลิ่นหอมดินโชยมาตามลม กริชถูกบังคับให้นุ่งผ้าโสร่งไหมสีหมากสุกของพ่อที่ย่าบุญมาประคบประหงมเก็บรักษาไว้ในหีบไม้อย่างดี พร้อมพาดผ้าขาวม้าลายหมากรุกเฉียงบ่า ท่าทางของเขาดูขัดเขินประหม่า มือหนึ่งคอยพะวงจับปมผ้าโสร่งที่เอวเพราะกลัวมันจะหลุดร่วงลงมาให้อับอายชาวบ้าน ยิ่งเมื่อต้องมายืนรอพระอยู่ที่ซุ้มประตูหน้าบ้านพร้อมกับย่าในชุดเต็มยศแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักแสดงหลงโรง
ไม่นานนัก เงาร่างในจีวรสีส้มเข้มก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอกจางๆ พระสงฆ์สองรูปเดินเท้าเปล่าด้วยอาการสำรวมผ่านถนนลูกรังที่ขรุขระ เสียงนกกระยางร้องเรียกกันแว่วมาแต่ไกล ยิ่งขับเน้นให้เช้านี้ดูขลังและสงบอย่างที่กริชไม่เคยสัมผัสในเมืองกรุง
เมื่อพระมาหยุดยืนที่หน้าซุ้มประตู ย่าบุญมารีบนั่งคุกเข่าลงอย่างคล่องแคล่ว กริชรีบทำตามจนเข่ากระแทกพื้นดินดัง ปึก จนเขาต้องกัดฟันสะกดความเจ็บ หลวงพ่อผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าในหมู่บ้านหยุดเดิน ท่านมองดูชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่นั่งข้างย่าบุญมาด้วยสายตาเมตตา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“โยมแม่ใหญ่... มื้อนี่มีแขกบ้านแขกเมืองมานำเบาะ หน้าตาคุ้นๆ คือจั่งเห็นเงาโยมไกรซ้อนทับอยู่” ย่าบุญมาประนมมือไหว้ มือก็ค่อยๆ หยิบห่อหมกปลาและขนมเทียนใส่ลงในบาตรอย่างประณีต
“สาธุเจ้าค่ะหลวงพ่อ นี่บักกริชลูกชายบักไกรมันเจ้าค่ะ มันเพิ่งกลับมาแต่กรุงเทพฯ มาแจ้งข่าวว่าพ่อมันเสียแล้วเจ้าค่ะ” กริชยกมือขึ้นไหว้ก้มกราบหลวงพ่อ
“เจริญพร... ถึงว่าหน้าตาถอดแบบกันมา” หลวงพ่อหันมามองกริช
“กลับมาบ้านเฮากะดีแล้วลูกเอ๊ย ดินหม่องนี่มันถ่าน้ำใจเจ้าของมาดน (รอใจเจ้าของมานาน) อยู่ให้เป็นสุขเด้อ” กริชพยักหน้ารับอย่างเก้ๆ กังๆ ย่าบุญมาสะกิดไหล่เขาแรงๆ
“ฟ้าวใส่บาตรลูก ข้าวเหนียวกำลังฮ้อนๆ”
กริชเอื้อมมือลงไปในกระติ๊บสานด้วยไม้ไผ่ ทันทีที่นิ้วสัมผัสกับข้าวเหนียวที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ความร้อนจัดก็แล่นเข้าสู่ปลายนิ้วจนเขาแทบจะสะดุ้งโหยง
‘ร้อน! ร้อนชะมัด!’ เขาอุทานในใจ แต่สายตาของย่าและสายตาที่สงบนิ่งของหลวงพ่อทำให้เขาต้องฝืนทน
กริชพยายามปั้นข้าวเหนียวที่เหนียวติดมือและร้อนจี๋ให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ แต่ด้วยความไม่ชิน ก้อนข้าวเกือบจะหลุดจากมือจนเขาต้องรีบตะครุบไว้กลางอากาศอย่างทุลักทุเล ก่อนจะบรรจงวางลงในบาตรพระทีละรูป
ในจังหวะที่เขาก้มลงกราบพระกลางถนนลูกรัง กลิ่นข้าวสุกและอากาศเย็นเยือกยามเช้าซึมเข้าสู่โสตประสาท ความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงสวดให้พรเป็นภาษาบาลีสั้นๆ กลับทำให้หัวใจที่เคยวุ่นวายอยู่กับตัวเลข แบบแปลน และความเร่งรีบของสถาปนิกเมืองกรุงเริ่มนิ่งลงอย่างน่าประหลาด เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตอนที่ย่ากรวดน้ำ ที่ส่งผ่านมาจากมือของย่าที่แตะไหล่เขาไว้ขณะรับพร ความรู้สึกโหยหาที่เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงชอบนั่งเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกบ่อยๆ บัดนี้มันเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาในใจของเขาแล้ว
“สถาปนิกกะสร้างตึกได้... แต่คนบ้านทุ่งเขาใช้ 'ใจ' สร้างความสุขเด้ออ้าย”
เสียงแว่วของอิปิ๊ที่แอบมองอยู่ไกลๆ ดังขึ้นในหัวของเขา กริชถอนหายใจยาว ความเงียบสงบในเช้านี้เหมือนเป็นยาขนานเอกที่กำลังเริ่มรักษาแผลใจจากการสูญเสียพ่อ และเริ่มเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับ "นรกกลางทุ่งนา" ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า!
หลังจากพระสงฆ์เดินลับหายไปกับสายหมอก ความเงียบสงบที่กริชเพิ่งได้รับมาเป็นยาขนานเอกรักษาแผลใจ ก็ถูกทำลายลงอย่างยับเยินด้วยเสียงระเบิดของท่อไอเสียรถซาเล้งคู่ใจของอิปิ๊
“บรืนนนนนนนน! ปังๆๆ!”
รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสภาพผ่านศึกมาโชกโชนเบรกเอี๊ยดจนฝุ่นสีแดงตลบอบอวล กลบชุดโสร่งไหมมัดหมี่ราคาแพงที่กริชเพิ่งจะนุ่งเสร็จ อิปิ๊ในชุดเชิ้ตลายสก็อตแขนยาวที่พับขึ้นถึงศอก สวมรองเท้าบูทยางสีส้มปรี๊ดกระโดดลงจากรถพร้อมเสียงหัวเราะใสที่เป็นเอกลักษณ์
“ปาดดดด! อ้ายกริช นุ่งโสร่งคือจั่งกำนันแท้จ้า! คือสิฟิตคักน้ออ้าย สงสัยมื้อคืนผีโพงบ่ได้ลักกินตับเบาะ” เธอเอ่ยแซวพลางปัดฝุ่นที่ลอยฟุ้ง กริชไอค่อกแค่ก ปัดฝุ่นออกจากโสร่งพลางขมวดคิ้วสวนกลับ
“ถ้าผีโพงมีจริง ผมว่ามันคงหนีไปตั้งแต่ได้ยินเสียงรถคุณแล้วล่ะปิ๊ เสียงดังปานรถถังขนาดนี้ ใครจะไปหลับลง” ย่าบุญมาหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
“เซาเว้าหยอกกันได้แล้วพวกเจ้า มาๆ บักหลานชาย มาช่วยย่าพาวัวลงทุ่งแน มื้อนี่ตาสีเพิ่นบ่อยู่ ย่าเลยต้องพึ่งแฮงเจ้าล่ะ” กริชหน้าเหวอ หันไปมองทางคอกวัวที่อยู่ข้างบ้านที่เริ่มมีเสียงกุกกัก เสียงร้อง
“พาวัวเหรอครับย่า ผมต้องทำยังไงบ้าง ต้องจ้างรถบรรทุกมาไหมครับ”
“รถบรรทุกอิหยังกะด้อกะเดี้ย!” ย่าส่ายหน้า
“กะแค่จูงมันออกไปจากคอก พามันไปกินหญ้าหม่องเถียงนาพู้นล่ะ ไปลูกไปอย่ามัวแต่ลีลา” ย่าบุญมาเดินนำลงจากเรือนไปยังคอกไม้ใต้ถุนบ้าน กลิ่น "หอมรัญจวน" ของมูลวัวและฟางเปียกชื้นลอยมาแตะจมูกกริชจนเขาต้องดึงผ้าขาวม้าขึ้นมาปิดจมูก
ตอนพิเศษ: กำเนิด "ไอ้หนูนาสีทอง" ขวัญใจชาวโคกอีแหลวค่ำคืนกลางฤดูเก็บเกี่ยว กลิ่นรวงข้าวหอมมะลิที่สุกงอมโชยมาตามลมหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาสีทอง แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าที่บ้านโคกอีแหลวดูจะนิ่งสงบผิดปกติ ทว่าในเรือนไม้หลังงามของผู้ใหญ่กริช กลับมีความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น"โอ๊ย อ้ายกริช ปิ๊เจ็บท้อง" เสียงร้องของอิปิ๊ดังฝ่าความเงียบ ทำเอาผู้ใหญ่บ้านหนุ่มที่กำลังนั่งตรวจแบบแปลนโรงเรียนดินถึงกับปากกากระเด็น"ปิ๊ เป็นอะไรจ๊ะ หรือว่ามะขามป้อมเมื่อเย็นมันแผลงฤทธิ์" กริชพุ่งตัวไปที่เตียงหน้าตาตื่น"บ่ใช่ มันเจ็บแบบ... แบบสิออกแล้วอ้าย ฮืออออ อ้ายกริช ปิ๊ปวด" อิปิ๊หน้าซีดเผือด มือเรียวจิกหมอนจนแน่น กริชสติกระเจิง ทำอะไรไม่ถูก จะอุ้มเมียก็กลัวจะทำหล่น จะโทรหาหมอก็ลืมรหัสล็อกหน้าจอ"สติจ๊ะกริช... สติ" กริชตบหน้าตัวเองซ้ายทีขวาทีจนแก้มแดงเถือก แต่มันก็ยังระงับอาการมือไม้สั่นไม่ได้"ปิ๊ อ้าย... อ้ายต้องทำยังไงก่อน กระเป๋า ใช่ กระเป๋าเตรียมคลอด" กริชลนลานวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าแต่แทนที่จะคว้ากระเป๋าผ้าอ้อม เขากลับคว้าเอา ม้วนพิมพ์เขียวกับตลับเมตรคู่ใจออกมากอดไว้แน่น"อ้ายกริช""ฮึ่ย! เอาตลับเมตรมาทำไม
ตอนที่ 60 (ตอนจบ) : นาสีทองที่ถักทอด้วยรัก แสงทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านทุ่งรวงข้าวที่สุกปลั่งส่งกลิ่นหอมละมุนไปทั่วอาณาบริเวณ “นาสีทองโมเดล” ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของชายหนุ่มสถาปนิกที่เคยเกือบจะทิ้งความฝัน และหญิงสาวสู้ชีวิตที่มี “ซาเล้ง” เป็นอาวุธคู่กายวันนี้คือวันสำคัญที่สุด... วันเปิดตัว “ห้องสมุดดินและศูนย์เรียนรู้เยาวชนนาสีทอง” ผลงานมาสเตอร์พีซที่กริชทุ่มเททั้งความรู้และความรักสร้างขึ้นมาบรรยากาศที่หน้าอาคารดินทรงหอยทากคึกคักไปด้วยผู้คน แต่เจ้าของโครงการอย่าง ผู้ใหญ่กริช กลับอยู่ในสภาพที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม เขาไม่ได้ยืนสง่าผ่าเผยเหมือนสถาปนิกในนิตยสาร แต่กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งถือยาดมตราโป๊ยเซียนจ่อจมูก อีกมือกุมพุงตัวเองไว้ราวกับคนท้องเสีย“อึก... ปิ๊จ๋า... ให้ใครเอาไอ้รถโม่ปูนที่จอดอยู่ไปเก็บที อ้ายได้กลิ่นฝุ่นปูนแล้วมันพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก” กริชโอดยิ้มๆ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม“อดทนเอาเด้ออ้ายกริช” อิปิ๊ในชุดผ้าซิ่นพื้นเมืองสีเขียวน้ำไหล เดินนวยนาดมาตบหลังสามีเบาๆ วันนี้เธอผิวพรรณผุดผ่อง แก้มอมชมพูผิดกับกริชรา
ตอนที่ 59 : ความฮอตของผู้ใหญ่บ้านกริชความฮอตของ "ผู้ใหญ่กริช" เริ่มลามปามไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเพจท่องเที่ยวชื่อดังลงรูปผู้ใหญ่บ้านในลุคสถาปนิกมาดเซอร์ ยืนกางพิมพ์เขียวท่ามกลางทุ่งนาสีทอง พร้อมแคปชั่น“ผู้ใหญ่บ้านหล่อบอกต่อด้วย... อยากนอนเถียงนาพ่อผู้ใหญ่ ” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่จากเมืองกรุงแห่กันจองห้องพักโฮมสเตย์นาสีทองจนเต็มไปถึงปีหน้า!บ่ายวันนั้น ขณะที่อิปิ๊กำลังนั่งเคี้ยวมะยมดองจนหน้าเบี้ยวเพราะอาการแพ้ท้อง เธอก็เหลือบไปเห็นแขกสาวสวยกลุ่มหนึ่งในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพลิ้วไหว เดินนวยนาดมาหาผู้ใหญ่กริชที่กำลังนั่งล้างคราบโคลนออกจากขาอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นจามจุรี"อุ๊ย ผู้ใหญ่ขา... รบกวนหน่อยค่ะ" เสียงหวานหยดย้อยแว่วมาถึงหูอิปิ๊"พอดีแอร์ในห้องพักหลังที่ 2 มันมีเสียงแปลก ๆ แถมไม่ค่อยเย็นเลยค่ะ ผู้ใหญ่ช่วยเข้าไปดูให้หน่อยได้ไหมคะ พวกเราเปิดแอร์ไม่เป็นหรือเครื่องมันจะเสียก็ไม่รู้ค่ะ"กริชเงยหน้าขึ้นเช็ดมือ"อ๋อ... แอร์หลังนั้นผมเพิ่งล้างไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ เดี๋ยวผม" ยังไม่ทันที่กริชจะพูดจบ"เคร้ง!" เสียงถาดสเตนเลสที่อิปิ๊ถืออยู่ร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น แขกสาวสะดุ้งโหยง ส่วนกริชหน้าซีดเผ
ตอนที่ 58: ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่บรรยากาศการใส่บาตรกรวดน้ำผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแซวของย่าบุญมา แต่เรื่องราวที่ "เรือนใหม่นาสีทอง" ยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะวันนี้ถือเป็นวันมงคลสองต่อ นอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตคู่ของกริชและอิปิ๊แล้ว ยังเป็นวันที่ชาวบ้านนาสีทองต้องมารวมตัวกันเพื่อหา "ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่" มาแทน พ่อผู้ใหญ่(พ่อของอิปิ๊) ที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น กำนันคนใหม่ของตำบลสายวันนั้น ชาวบ้านนับร้อยต่างพากันมานั่งล้อมวงกันที่ลานใต้ถุนเรือนกำนันคนใหม่ กลิ่นหอมของลาบเทาและต้มไก่บ้านโชยมาเป็นระยะ กำนันในชุดกากีเต็มยศยืนยิ้มหน้าบานมองดูลูกเขยคนเก่งที่กำลังเดินจูงมือลูกสาวลงมาหาชาวบ้าน"เอาล่ะ พี่น้องชาวนาสีทอง" กำนันหมายประกาศเสียงก้อง "ตอนนี้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมันว่างลง ข้อยกะเป็นกำนันแล้ว สิให้เบิ่งแยงทั้งตำบลมันกะสิไม่ทั่วถึง วันนี้ข้อยเลยอยากฟังเสียงพวกเจ้าว่า อยากได้ใครมาดูแลหมู่บ้านนาสีทองของเราต่อ"เสียงชาวบ้านซุบซิบกันไปมา จนกระทั่ง ลุงมิ่ง อดีตนักเลงเก่าประจำหมู่บ้านตะโกนขึ้นมา "สิไปหาไกลทำไมล่ะพ่อกำนันก็ไอ้เจ้ากริชลูกเขยพ่อนั่นแหละ มันจบกรุง
บทที่ 57 : ข้าวใหม่ปลามัน(ตอนตีสี่)บรรยากาศรอบเรือนหอยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกบางสีขาวนวล เสียงไก่ป่าเริ่มขยับปีกขันรับกันเป็นทอด ๆ ประสานกับเสียงนกกระแตแต้แว็ดที่บินผ่านท้องนาไป กลิ่นหอมกรุ่นของดินและน้ำค้างยามเช้าลอยลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาเบา ๆบนเตียงไม้ที่เมื่อคืนผ่าน "ศึกหนัก" มาจนหมอนกระจัดกระจาย กริชค่อยๆ ลืมตาขึ้นขยับกายเข้าไปสวมกอดร่างบางที่กำลังหลับสนิทจากด้านหลัง เขาฝังจมูกลงบนไหล่เนียนที่โผล่พ้นผ้าห่มผืนหนาออกมา"ปิ๊ เมียอ้าย ตื่นหรือยังจ๊ะ" กริชกระซิบเสียงพร่า พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกแกร่ง"อื้อ... อ้ายกริชปล่อยก่อนจ้ะ ปิ๊จะรีบไปนึ่งข้าวเดี๋ยวตักบาตรไม่ทัน" อิปิ๊งึมงำตอบทั้งที่ยังหลับตาพยายามขยับตัวหนีคนขี้อ้อน"ตักบาตรน่ะทันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้อ้ายอยากตักตวงความสุขจากเมียก่อนนี่นา" เขาไม่พูดเปล่า กลับซุกไซ้ปลายจมูกไปตามลำคอระหง ขบเม้มเบาๆ อย่างหยอกเย้า "เมื่อคืนอ้ายยังไม่อิ่มเลย ปิ๊แกะกระดุมให้อ้ายอีกรอบได้ไหมจ๊ะ""อ้ายกริชเสื้อก็ยังไม่ได้ใส่ จะให้แกะอะไรอีกล่ะ" อิปิ๊ลืมตาขึ้นมาค้อนวงใหญ่หน้าแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงวีรกรรม "เตียงสั่น" เมื่อคืน"
ตอนที่ 56 ความลับคืนเข้าหอบรรยากาศยามค่ำคืนที่นาสีทองอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิป่าและกลิ่นอายแห่งความสุข หลังจากมื้ออาหาร "งันเฮือน" ที่ครื้นเครงผ่านไป แสงตะเกียงเจ้าพายุบนเรือนไม้พะยูงหลังใหม่ส่องสว่างนำทางเข้าสู่พิธีสุดท้ายที่บ่าวสาวรอคอย (และเกรงกลัว) นั่นคือ "พิธีส่งตัวเข้าหอ"ที่หน้าห้องหอ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ย่าบุญมา และบรรดา "นกต่อ" หรือคู่ผัวเมียตัวอย่างที่ครองรักกันมานานจนหัวหงอกหัวขาวอย่าง ลุงหวังกับป้าเนียน นั่งรออยู่บนเสื่อน้ำมันลายสวยด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม มีนัยยะหยิกแกมหยอก"มาแล้ว ๆ บ่าวสาวมาแล้ว" ป้านวลตะโกนบอกคนข้างล่างที่แอบมาจอบฟังภายในห้องหอที่กริชออกแบบให้มีช่องลมรับแสงจันทร์และระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม เตียงไม้หลังใหญ่ถูกปูด้วยผ้าห่มแพรสีแดงสด ย่าบุญมาเชิญลุงหวังและป้าเนียนขึ้นไปนั่งและนอนบนเตียงเป็นปฐมฤกษ์"เอ้า... ตาหวัง ยายเนียน ลงไปนอนให้เด็กมันดูซิ" ย่าบุญมาสั่งสองสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานลุงหวังแกล้งล้มตัวลงนอนคว่ำแล้วกรนเสียงดัง ครอก... ฟี้ ก่อนจะพลิกตัวมากอดป้าเนียนกลมดิ๊ก "โอ๊ย... เตียงสถาปนิกนี่มันนุ่มดีแท้แม่เนียนเอ๊ย นอนแล้วมันอยากมีลูกอีกสักคนเด้""ลุงนี
หลังจากเหตุการณ์ “ตุ๊กแกบุกสตูดิโอของกริช” จนสถาปนิกหนุ่มต้องวิ่งหน้าตั้งลืมมาด อิปิ๊ก็ทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็นกึ่งพี่เลี้ยง พาเขานั่งซาเล้งไปที่ร้านค้าท้ายหมู่บ้านเพื่อซื้ออาวุธลับที่เธออ้างว่า “เอาอยู่” ยิ่งกว่ายาฆ่าแมลงกระป๋องไหนๆ“เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถ
แสงสีส้มทองทอประกายผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ขัดมันยับ กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงในเสียงตุ๊กแกหรือจิ้งหรีดเมื่อคืนเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเคยชินบางอย่าง เขาขยับตัวลุกขึ้นจากมุ้งสีขาวสะอาด พับเก็บอย่างมีระเบียบตามที่อิปิ๊เคยสอน (แม้จะยังเบี้ยวไปบ้าง) ก่อนจะเดินลงไปที่ชานเรือ
หลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน
ตอนที่ 5 กาแฟสด ต้มสด ๆ ยกล้อท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นทุกขณะ กริชเดินลากเท้าผ่านคันนาที่ขรุขระด้วยความทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองโสร่งที่พร้อมจะหลุดทุกเมื่อ อีกมือหนึ่งก็ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบไปหมด ฝูงวัวของย่าบุญมาเดินทอดน่องเล็มหญ้าอย่างสบายใจ โดยมีอิปิ๊เดินนำหน้าแกว่งไม้เรียว







