Mag-log in“ตื่นได้แล้วอ้ายกริช ตะเว็นสิเลียก้นแล้ว” เสียงใสๆ ของอิปิ๊ดังมาจากทางสระน้ำ เธอเดินกลับมาพร้อมล้างหน้าล้างตาจนสดใส ในมือถือขันน้ำอะลูมิเนียมใบเล็ก กริชบิดขี้เกียจบนเปลญวน พลางสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ
“ปิ๊... เชื่อไหม นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมตื่นมาแล้วไม่ปวดหัวเรื่องเดตไลน์งานเลย”
“กะดีแล้วจ้า แต่มื้อนี่ล่ะเดตไลน์ของจริง!” อิปิ๊ชี้ไปที่เถียงนาสภาพเขรอะ
“อ้ายสิเปลี่ยนมันเป็นสตูดิโออิหยังนั่นบ่แม่นเบาะ ฟ้าวสิ ข่อยสิช่วยเป็นลูกมือให้มื้อหนึ่ง”
08.30 น. ปฏิบัติการ "รื้อเพื่อสร้าง"
กริชเริ่มใช้ทักษะสถาปนิกที่ร่ำเรียนมา เขาไม่ได้เริ่มด้วยการทุบ แต่เริ่มด้วยการ "จัดระเบียบ" เขาหยิบสมุดสเก็ตช์ภาพออกมา วาดแปลนเถียงนาคร่าวๆ แบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชาญฉลาด แบ่งห้องทำงาน ห้องเก็บของ
“ปิ๊... มุมทิศตะวันออกนี่ แสงตอนเช้าสวยมาก ผมจะวางโต๊ะเขียนแบบตรงนี้ ส่วนมุมโน้นที่เป็นที่เก็บปุ๋ยเราจะขยับไปไว้ใต้ถุนให้หมด แล้วตีระแนงไม้ไผ่บังสายตาเอา ทำประตูปิด ส่วนผนังไม้เก่าๆ นี่ ผมจะไม่ทาสีทับนะ ผมจะขัดแล้วลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ ให้เห็นลายไม้เดิมๆ มันดู 'Raw' และ 'Rustic' ดี” อิปิ๊ยืนมองภาพในสมุดสเก็ตช์แล้วเกาหัว
“ร้อ... รัส... อิหยังนะอ้าย ข่อยฮู้อยู่อย่างเดียวคือมันต้อง 'เลี่ยม' (เงา) และไม่มีหยากไย่ เอ้า... ลุย”
กริชถอดเสื้อเชิ้ตเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาว โพกผ้าขาวม้าที่หัวอย่างทะมัดทะแมง เขาเริ่มจากการปัดกวาดครั้งใหญ่ คราวนี้เขาฉีดสเปรย์สมุนไพรไล่ตุ๊กแกนำร่องไปก่อนจนมั่นใจว่า "เจ้าบ้าน" ย้ายสำมะโนครัวชั่วคราวไปแล้ว อิปิ๊ช่วยแบกกระสอบปุ๋ยลงไปเรียงที่ใต้ถุนตามคำสั่งของกริชอย่างแข็งขัน
“เฮ้ยปิ๊! อย่าเพิ่งทิ้งไม้กระดานแผ่นนั้น” กริชตะโกนบอกเมื่อเห็นอิปิ๊จะโยนไม้เก่าผุๆ ทิ้ง
“นั่นมันไม้เนื้อแข็งลายสวยมาก เอามาขัดทำเป็นชั้นวางหนังสือได้เลยนะนั่น”
“โอ๊ยยย... อ้ายนี่กะตาถึงน้อ ของเก่าๆ กะสิเอามาเฮ็ดของใหม่” อิปิ๊บ่นแต่ก็ยอมเอาไม้มาวางไว้ให้
ตลอดทั้งเช้า กริชเปลี่ยนจากสถาปนิกหน้าขาวกลายเป็นช่างไม้หน้าดำ เขาใช้แปรงขัดพื้นไม้จนคราบฝุ่นหนาเตอะหลุดออก เผยให้เห็นเนื้อไม้แดงเข้มแสนคลาสสิก เขาใช้เชือกป่านมัดโครงสร้างบางจุดให้แน่นขึ้น และนำผ้าขาวม้าลายสวยๆ ที่ย่าบุญมาเคยให้มาประยุกต์ทำเป็นผ้าม่านบังแดดที่มุมหน้าต่าง
11.00 น. แขกผู้มาเยือนกับความตกตะลึง
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังช่วยกันประคองโต๊ะไม้ตัวยาวที่กริชเพิ่งขัดคราบฝุ่นและยางไม้ออกจนเกลี้ยง เผยให้เห็นเนื้อไม้สีแดงเข้มลายสวยตามธรรมชาติ กริชกับอิปิ๊ก็ต้องหยุดมือเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งคอวัวดังกรุ๊งกริ๊งใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยพลังที่คุ้นเคย
“บักกริช! อีปิ๊! เฮ็ดหยังกันอยู่น้อลูก พากันรื้อเถียงนาย่าถิ่มแล้วเบาะ!”
ย่าบุญมาเดินนำฝูงวัวมาถึงชายทุ่งหน้าเถียงนา ท่านหยุดชะงักพลางหยีตามองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ พื้นที่รอบเถียงนาที่เคยรกรุงรังไปด้วยวัชพืชและเศษไม้เก่า บัดนี้ถูกถากถางจนเตียนโล่ง สิ่งที่ทำให้ย่าถึงกับต้องเอามือทาบอกคือ "ของรักของหวง" ของท่าน ทั้งตะกร้าใส่ปุ๋ย จอบ เสียม คราดเหล็ก และกระสอบข้าวเปลือกที่เคยกองพะเนินอยู่บนเถียงนา บัดนี้ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ "ห้องใต้ถุน" ที่กริชประยุกต์ใช้ไม้ระแนงเก่ามาตีเป็นคอกกั้นดูสัดส่วนสวยงาม
“ย่าครับ! มาพอดีเลย ดูสิครับ ผมจัดที่ทางใหม่ให้ย่าแล้วนะ” กริชตะโกนบอกพลางวางขาโต๊ะลง แล้วรีบก้าวลงจากเถียงนามาหาย่าที่ยืนอึ้งอยู่
ย่าบุญมาเดินช้า ๆ เข้าไปใกล้ใต้ถุนเถียงนา ท่านมองดูอุปกรณ์ทำนาที่ถูกวางเรียงตามลำดับการใช้งาน มีการทำที่แขวนจอบเสียมไว้อย่างเก๋ไก๋ด้วยง่ามไม้เก่าที่กริชเก็บมาดัดแปลง
“ปาดดด... คือมาเฮ็ดเป็นระเบียบแท้ล่ะหลาน ขนลงมาไว้ใต้ถุนเบิดเลยเบาะ”
“ใช่ครับย่า ผมกั้นห้องเก็บของไว้ข้างล่างนี่แหละครับ จะได้หยิบใช้ง่าย ๆ ไม่ต้องแบกขึ้นแบกลงให้ปวดหลัง” กริชอธิบายพลางชี้ให้ดู
“ส่วนข้างบน ผมขอใช้เป็นที่นั่งทำงานนะครับย่า ผมล้างจนสะอาดกริบแล้ว ตุ๊กแกก็น่าจะย้ายบ้านไปอยู่กอไผ่ข้าง ๆ แทนแล้วครับ”
ย่าบุญมาค่อย ๆ เงยหน้ามองขึ้นไปบนตัวเถียงนาที่บัดนี้ดูโปร่ง โล่ง และมีสง่าราศีอย่างประหลาด ผ้าม่านผ้าขาวม้าที่กริชเอามาผูกไว้ตรงช่องลมพัดปลิวไสวตามแรงลมทุ่ง แสงแดดที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้กระทบกับพื้นวันที่ขัดจนเงา ทำให้เถียงนาเก่า ๆ ดูเหมือน "รีสอร์ท" ขนาดเล็กกลางป่า
“ย่าบ่คิดเลยว่า... ของฮก ๆ (รก ๆ) ที่ย่าเก็บไว้ มันสิเอามาเฮ็ดให้เบิ่งดีได้ขนาดนี้” ย่าเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยพลางลูบเสาไม้ที่กริชเพิ่งขัด
“พ่อเจ้าเพิ่นฮักเถียงนานี่หลาย... เพิ่นกะมักจัดของคือจั่งเจ้านี่ล่ะ แต่เพิ่นบ่มีหัวศิลปะคือเจ้า กริชเอ๊ย... ย่าขอบใจหลายเด้อที่บ่รื้อทิ้ง แต่เลือกสิรักษามันไว้” อิปิ๊ที่ยืนเช็ดเหงื่ออยู่ข้างโต๊ะไม้ตะโกนลงมาแซว
“ย่าจ๋า! อย่าฟ้าวย่อง (ชม) อ้ายเขาหลาย เดี๋ยวอ้ายเขาสิเหลิง (ลอย) จนบ่ยอมลงไปทำนาเด้อจ้า ตอนนี่อ้ายกริชเพิ่นสถาปนาเจ้าของเป็น 'สถาปนิกเถียงนา' ไปเรียบร้อยแล้ว” ย่าบุญมาหัวเราะร่วนพลางส่งห่อข้าวเหนียวที่เตรียมมาให้
“เอ้อ! สิเป็นสถาปนิกหรือสิเป็นจอมปลวก ย่ากะภูมิใจเบิดล่ะลูก มา ๆ พักกินข้าวกันก่อน ย่าห่อหมกปลาตองกับลวกผักมาให้ มื้อนี่กินข้าวบน 'สตูดิโอ' ใหม่เจ้าคือสิแซ่บคักน้อบักหลาน”
ย่าบุญมานั่งเคี้ยวหมากคำโตพลางมองสำรวจ "สตูดิโอเถียงนา" ของหลานชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยแกมเอ็นดู แม้ย่าจะพอใจที่มันสะอาดสะอ้าน แต่สำหรับคนรุ่นย่า ความทันสมัยที่กริชกำลังพยายามใส่เข้ามามันช่างเป็นเรื่องใหม่เหลือเกิน
“ย่าครับ” กริชเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังใช้ผ้าเช็ดโต๊ะเขียนแบบชั่วคราว
“ห้องเก็บของข้างล่างที่ผมจัดใหม่ ผมอยากจะหาช่างมาทำประตูทั้งสองห้อง ปรับหน้าต่างให้ปิดเปิดกันขโมยให้แน่นหนาหน่อยครับ จะได้เก็บพวกเครื่องมือเขียนแบบกับโน้ตบุ๊กได้ปลอดภัย แล้วผมกะว่าจะสั่งแผงโซลาร์เซลล์ชุดใหญ่มาติดตั้งบนหลังคาด้วย จะได้มีแผงควบคุมไฟสำหรับชาร์จคอมพิวเตอร์ แล้วก็ติดหลอดไฟให้สว่างกว่าเดิม เวลาผมทำงานดึก ๆ จะได้ไม่ต้องจุดเทียน” ย่าบุญมาหยุดเคี้ยวหมาก หันมามองหลานชายสลับกับหลังคาสังกะสีเก่า ๆ
“สิเอาแผงกระจกมาตากแดดรับไฟเบาะหลาน แล้วมันสิบ่ล่อฟ้าล่อฝนเบาะล่ะหึ อีกอย่าง ช่างในหมู่บ้านเฮากะมีแต่ช่างไม้ช่างปูน สิไปหาช่างไฟเทวดามาจากไสมาเฮ็ดแผงไฟที่เจ้าว่านั่น” กริชยิ้มพลางมองไปทางอิปิ๊ที่กำลังแอบนั่งกินเนื้อแห้งอยู่มุมห้อง
“ผมเห็นปิ๊เขามีแผงเล็ก ๆ ผมเลยคิดว่าถ้าทำระบบให้มันดีกว่านั้นก็น่าจะทำงานได้สะดวกครับย่า ผมไม่ได้จะเอาหรูหราอะไรหรอกครับ แค่ขอให้มีไฟทำงานตอนกลางคืนได้ก็พอ” อิปิ๊กลืนเนื้อแห้งลงคอก่อนจะรีบแทรกขึ้นมา
“โอ๊ยยย ย่าจ๋า! อ้ายเพิ่นสิเปลี่ยนเถียงนาให้เป็น 'ยานอวกาศ' แล้วมั้งนั่น แต่กะดีคือกันเด้อจ้าย่า ปิ๊สิได้มาขอพ่วงชาร์จแบตมือถือข่อยนำ ระบบแผงไฟที่อ้ายกริชว่า ปิ๊พอสิฮู้จักช่างในเมืองที่เพิ่นมารับติดตั้งตามสวนอินทรีย์ให้ เดี๋ยวปิ๊จัดการให้เอง” ย่าบุญมาถอนหายใจยาวพลางยิ้มมุมปาก
“เออ... อยากเฮ็ดอิหยังกะเฮ็ดเถาะบักหลาน ขอแค่อย่ารื้อเสาหลักที่พ่อเจ้าลงไว้กะพอ มรดกชิ้นนี่เจ้าเป็นเจ้าของแล้ว อยากสิใส่ไฟ ใส่ประตู หรือสิใส่ปีกบินไปทางใด๋กะตามใจเจ้าเถาะ ย่าสิคอยเบิ่งอยู่หม่องเถียงนาข้าง ๆ นี่ล่ะ”
กริชพยักหน้าขอบคุณย่าด้วยใจที่พองโต ความฝันที่จะเปลี่ยนเถียงนาไม้เก่าให้กลายเป็น "แล็บสร้างสรรค์งาน" ท่ามกลางทุ่งนาสีทองเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกที...
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







