Home / วาย / มาสคอตที่รัก / บทที่ 2 เจอกันครั้งแรก

Share

บทที่ 2 เจอกันครั้งแรก

last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-27 19:28:12

บรรยากาศภายในห้องประชุมบอร์ดบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจนั้นเย็นเยียบจนแทบจะจับขั้วหัวใจ แม้ว่าเครื่องปรับอากาศจะถูกตั้งอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบห้าองศา ทว่ารังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากบุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกลับทำให้ทุกอย่างดูหนาวเหน็บลงไปอีกหลายเท่าตัว

ชนันภัทร์ อัศววัฒน์สกุล หรือ ‘ทาย’ ในวัย 28 ปี ยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ รูปร่างสูงโปร่งถึง 182 เซนติเมตรในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีกรมท่าทำให้เขาดูโดดเด่นและมีอำนาจ แต่ในสายตาของผู้ถือหุ้นอาวุโสหลายคนที่นั่งเรียงรายอยู่รอบโต๊ะวงรี เขาก็ยังเป็นเพียงแค่ ‘เด็กเมื่อวานซืน’ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ... เป็นเพียงลูกของภรรยารองที่พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาเทียบชั้น

“ตัวเลขคาดการณ์ที่คุณนำเสนอมา มันดูมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยไหม ชนันภัทร์”

น้ำเสียงทรงอำนาจและแหบพร่าของ ‘เจ้าสัวนิพนธ์’ ท่านประธานผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของเขาดังแทรกขึ้นกลางคัน ทำเอาบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งหนักอึ้งลงไปอีก ทายชะงักคำพูด มือหนาที่ถือพอยเตอร์เลเซอร์ลดลงข้างลำตัว เขาพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังถูกบีบรัด

“จากข้อมูลทางสถิติในไตรมาสที่ผ่านมา ประกอบกับทิศทางของตลาดเอเชียในตอนนี้ ผมเชื่อว่าเราสามารถดันเป้าหมายผลประกอบการให้ไปถึงจุดนั้นได้ครับท่านประธาน” ทายอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและฉะฉาน พยายามใช้เหตุผลเข้าสู้

“เชื่อเหรอ?” ประธานบริษัทแค่นหัวเราะในลำคอ “ในโลกของธุรกิจระดับนี้ เราไม่ใช้ความเชื่อในการบริหารเงินพันล้านหรอกนะชนันภัทร์ ประสบการณ์ของคุณยังน้อยเกินไปที่จะมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขสวยหรูพวกนี้”

คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความปรานีต่อหน้าผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ เปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงบนความทุ่มเททั้งหมดที่ทายอดหลับอดนอนเตรียมมาตลอดทั้งสัปดาห์ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมจะงัดเอาข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เตรียมเผื่อไว้ขึ้นมาโต้แย้ง แต่กลับถูกเสียงนุ่มนวลของใครบางคนขัดขึ้นเสียก่อน

“คุณพ่อครับ ใจเย็นๆ ก่อนดีไหมครับ”

‘ปวิน’ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และมีศักดิ์เป็นพี่ชายต่างมารดาของทาย เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะอบอุ่น แต่แววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

“ทายเขาก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วล่ะครับ ถึงแม้ว่าโมเดลที่น้องนำเสนออาจจะดู... อ่อนหัดและข้ามขั้นตอนไปบ้างตามประสาคนไฟแรง แต่ผมเชื่อว่าทายไม่ได้มีเจตนาจะเอาเงินของบริษัทไปเสี่ยงหรอกครับ น้องคงแค่อยากจะสร้างผลงานให้ทุกคนเห็นเร็วๆ จนลืมมองรายละเอียดรอบด้านไปบ้าง ก็เท่านั้นเอง”

คำพูดที่ฟังเผินๆ เหมือนจะปกป้อง แต่แท้จริงแล้วคือการจงใจเหยียบย่ำและชี้เป้าข้อผิดพลาดของทายให้ทุกคนในห้องเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น มันคือศิลปะการเชือดเฉือนที่ปวินถนัดที่สุด การตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่าทายนั้นทั้ง ‘อ่อนหัด’ และ ‘กระหายผลงาน’ จนขาดความรอบคอบ

ทายขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขามองสบตากับพี่ชายต่างมารดาที่ทำทีเป็นส่งยิ้มให้กำลังใจมาให้ สถานะของเขาในตระกูลนี้ถูกขีดเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจนมาตั้งแต่เกิด ปวินคือลูกชายของภรรยาหลวง คือทายาทอันดับหนึ่งที่ทุกคนยอมรับและพร้อมจะปูพรมแดงให้เดิน ส่วนเขาคือลูกเมียรองที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นสิบเท่าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่ในบริษัทแห่งนี้

“พอแค่นี้แหละ ชนันภัทร์” ผู้เป็นพ่อตัดบทอย่างไม่ไยดี “กลับไปทำโมเดลประเมินความเสี่ยงมาใหม่ทั้งหมด ปรับตัวเลขให้อยู่ในความเป็นจริง แล้วค่อยเอามาเสนอผมสัปดาห์หน้า... ปิดการประชุมได้”

ท่านประธานลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปเป็นคนแรก ตามด้วยคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ที่ทยอยลุกตามออกไป บางคนส่งสายตาเห็นใจมาให้ทาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไร ทายยืนนิ่งอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ ค่อยๆ กดปิดระบบทีละอย่างด้วยความใจเย็นที่สร้างขึ้นมาเคลือบแผลในใจ

“เหนื่อยหน่อยนะทาย”

เสียงกระซิบกลั้วเสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหลัง ทายหันกลับไปมองก็พบว่าปวินยังคงยืนอยู่ในห้อง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างกำลังยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

“โปรเจกต์นี้มันอาจจะใหญ่เกินตัวนายไปสักหน่อย พี่เข้าใจนะว่านายอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณพ่อเห็น แต่บางที... การทำตัวให้เจียมศักดิ์เจียมศรีและค่อยๆ เรียนรู้งานไปตามสเตป มันอาจจะดีกว่าการพยายามก้าวกระโดดจนล้มหน้าคะมำนะ” ปวินก้าวเข้ามาใกล้ๆ ลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่ได้ยินกันแค่สองคน “ยังไงซะ เลือดมันก็ข้นกว่าน้ำอยู่วันยังค่ำ ตำแหน่งหรือความไว้ใจบางอย่าง... มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่านายพยายามแค่ไหน แต่มันอยู่ที่ว่านายเป็น ‘ลูกของใคร’ ต่างหาก”

ทายมองลึกเข้าไปในดวงตาของพี่ชายต่างมารดา ความโกรธเกรี้ยวและน้อยใจตีตื้นขึ้นมาในอก แต่เขาถูกสอนมาให้เก็บซ่อนอารมณ์ให้มิดชิดที่สุด เขาจึงเพียงแค่เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ พี่ปวิน” ทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวั่นไหว “แต่บังเอิญว่าผมชอบความท้าทายมากกว่าการเดินตามรอยเท้าของใคร ผมจะกลับไปแก้โมเดลมาใหม่... และหวังว่าในการประชุมครั้งหน้า พี่จะเตรียมตัวมาดีพอที่จะหาข้อติมันได้อีกนะครับ”

พูดจบ ทายก็คว้าแฟ้มเอกสารของตัวเองแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่รอฟังคำตอบ ปล่อยให้ปวินยืนกำแก้วกาแฟแน่นด้วยความหงุดหงิด

ตลอดทางเดินยาวสู่ลานจอดรถผู้บริหาร ทายพยายามรักษาสีหน้าให้ดูน่าเกรงขามและไร้ที่ติ พนักงานที่เดินสวนมาต่างค้อมศีรษะทำความเคารพ เขาเพียงแค่พยักหน้ารับทว่าไม่ได้สบตาใคร เมื่อก้าวเข้ามานั่งในเบาะหลังของรถยุโรปคันหรูประจำตำแหน่ง ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่สตาร์ตขึ้น

ทันทีที่อยู่ตามลำพัง หน้ากากความเข้มแข็งที่สวมไว้ก็พังทลายลง

“กลับบ้านไหมครับคุณทาย” ลุงคนขับรถเอ่ยถามผ่านกระจกมองหลัง

ทายไม่ได้ตอบในทันที เขายกมือขึ้นคลายปมเนกไทที่รัดแน่นจนเกินไปออก รู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงในรถที่เคยคุ้นชิน จู่ๆ ก็ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ บรรยากาศภายในห้องโดยสารสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้กำลังบีบรัดเขา ราวกับว่ากำแพงที่มองไม่เห็นกำลังบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ

คำพูดของผู้เป็นพ่อและรอยยิ้มเย้ยหยันของปวินยังคงฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ไม่ว่าเขาจะทุ่มเททำงานหนักแค่ไหน อดนอนมากี่คืน หรือสร้างผลกำไรให้บริษัทได้มากเท่าไหร่ เขาก็ยังไม่เคยดีพอในสายตาของพ่อ ไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เขาเป็นเหมือนเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานที่ถูกใช้งานเพื่อผลประโยชน์ แต่ไม่เคยมองว่ามีค่าพอจะให้ขึ้นเป็นหมากตัวหลัก

“คุณทายครับ?” ลุงคนขับรถถามย้ำด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของผู้เป็นเจ้านาย

“ไม่ต้องกลับบ้านครับลุง...” ทายเค้นเสียงบอก แผ่วเบาทว่าชัดเจน “แวะห้างสรรพสินค้าข้างหน้าให้ผมที”

เขาไม่อยากกลับไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ไม่อยากไปเจอสายตาจับผิดของแม่เลี้ยง ไม่อยากไปเจอปวินที่คงจะเอาเรื่องความล้มเหลวในห้องประชุมไปเล่าให้แม่ตัวเองฟังอย่างออกรส และที่สำคัญ... เขาไม่อยากกลับไปเจอความว่างเปล่าในห้องนอนของตัวเอง ที่ไม่มีใครให้เขาสามารถระบายความอึดอัดนี้ออกมาได้เลยแม้แต่คนเดียว

สิบห้านาทีต่อมา ทายพาตัวเองเดินเข้ามาท่ามกลางฝูงชนในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรยากาศรอบตัวจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ภาพของครอบครัวที่จูงมือกันเดินซื้อของ กลุ่มเพื่อนวัยรุ่นที่หยอกล้อกันเสียงดัง และคู่รักที่เดินคลอเคลียกันอยู่ตามร้านต่างๆ ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกับพายุฝนที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของเขาอย่างสิ้นเชิง

ทายเดินไปตามทางเดินอย่างไร้จุดหมาย เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนี้ เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้บนท่อนแขน ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเพื่อระบายอากาศ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งบนบ่าก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย อาการปวดหัวตุบๆ บริเวณขมับเริ่มเล่นงานเขาอย่างหนักจนต้องหรี่ตาลงเพื่อสู้กับแสงไฟสว่างจ้าของห้าง

เขาต้องการที่นั่ง... ที่ไหนก็ได้ที่เขาสามารถหยุดพักความคิดที่วิ่งวุ่นอยู่ในหัวได้สักครู่

สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับม้านั่งไม้บิลต์อินตัวยาวที่ตั้งอยู่ริมลานน้ำพุใกล้กับร้านไอศกรีม ทายไม่รอช้า เขาเดินตรงเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวนั้นราวกับคนหมดแรง แผ่นหลังกว้างพิงพนักพิงอย่างเหนื่อยล้า ศอกสองข้างตั้งชันบนหน้าขาแล้วยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองแรงๆ หวังจะขับไล่อาการปวดหัวและความทรงจำในห้องประชุมให้หลุดลอยไป

เสียงดนตรีป็อปใสๆ ที่เปิดวนซ้ำไปซ้ำมาจากร้านไอศกรีมไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกปวดหัวมากขึ้นไปอีก ทายหลับตาลง พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหนดสติให้อยู่กับจังหวะการหายใจของตัวเอง เขาบอกตัวเองว่าเขาจะอ่อนแอไม่ได้ เขาต้องกลับไปแก้โมเดลความเสี่ยงบ้าบอนั่นให้เสร็จคืนนี้

‘นายเป็นลูกของใครต่างหาก’

ประโยคของปวินดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง ทายขบกรามแน่นจนเจ็บ ร่างกายที่พยายามจะผ่อนคลายกลับมาเกร็งเขม็งอีกครั้ง ความรู้สึกพ่ายแพ้และโดดเดี่ยวโจมตีเขาอย่างรุนแรงจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว เขาเป็นผู้ชายอายุ 28 ปี ที่มองจากภายนอกเหมือนมีครบทุกอย่าง ทั้งเงินทอง หน้าตา และตำแหน่งการงานที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่ลึกๆ แล้ว เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเปล่าเล่าเปลือย... ไม่มีอะไรเลย

ความอ้างว้างนี้กัดกินหัวใจเขามาตลอดสิบปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่เขาอายุ 18... วันที่ ‘แม่’ จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

แม่คือแสงสว่างเดียวในคฤหาสน์ที่แสนเย็นชาหลังนั้น คือเซฟโซนเพียงหนึ่งเดียวที่มองเขาด้วยความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่มองเป็นหมากบนกระดานธุรกิจของตระกูล หลังจากที่สูญเสียแม่ไป ทายก็ต้องยืนหยัดต่อสู้กับคำดูถูกและแรงกดดันในฐานะ ‘ลูกเมียรอง’ เพียงลำพังมาโดยตลอด

สิบปีที่ต้องสวมหน้ากากผู้บริหารที่เข้มแข็ง สิบปีที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าใครเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ทายโหยหาความอบอุ่นที่หล่นหายไปเหลือเกิน... ไม่มีอีกแล้วอ้อมกอดที่แสนคุ้นเคยในวันที่โลกใจร้าย ไม่มีแม้แต่คนที่จะคอยลูบหัวแล้วบอกกับเขาว่า ‘ทำดีแล้วนะ’ หรือ ‘เหนื่อยก็พักผ่อนบ้างเถอะ’

ทายลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มที่เคยเยือกเย็นบัดนี้แดงก่ำและเต็มไปด้วยร่องรอยของความบอบช้ำทางจิตใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

แล้วในวินาทีนั้นเอง...

ท่ามกลางผู้คนนับร้อยที่เดินผ่านไปมา สายตาของชนันภัทร์กลับปะทะเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยสีขาวฟูฟ่องของมาสคอตหมีสวมหมวกไอศกรีมตัวหนึ่ง ที่จู่ๆ ก็หยุดชะงักสเต็ปการเต้นอย่างกะทันหัน

อุ้งมือหนาฟูของหมีตัวนั้นค่อยๆ ลดลงข้างลำตัว มันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น... และหันหน้ากากที่กำลังยิ้มนั้นมามองตรงที่เขาพอดี

ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงจอแจของผู้คนรอบข้างและเสียงดนตรีป็อปน่ารำคาญนั้นคล้ายจะถูกดึงให้เบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงแว่วไกลๆ ทายมองสบเข้าไปในช่องตาข่ายสีดำเล็กๆ บนหน้ากากหมีตัวนั้น

เขาไม่รู้หรอกว่าใครซ่อนอยู่ข้างใน... แต่ในวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำและตะเกียกตะกายอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง การที่จู่ๆ ก็มีใครบางคน (หรือแม้แต่หมีมาสคอตตัวหนึ่ง) หยุดสิ่งที่ทำอยู่เพื่อหันมามองเขา หันมาให้ความสนใจกับความยับเยินของเขา...

มันทำให้หัวใจที่กำลังด้านชาของชายหนุ่ม... กระตุกวูบขึ้นมาอย่างประหลาด.

ทางฝั่งของตุลยากรที่อยู่ภายใต้ชุดสกู๊ปปี้แบร์ เขากำลังยืนนิ่งงัน สองเท้าป้อมๆ ที่เคยขยับสเต็ปย่ำไปมาหยุดชะงัก

แม้จะมองผ่านช่องมองตาข่ายที่ทำให้วิสัยทัศน์แคบลงไปมาก แต่ตุลก็ยังเห็นผู้ชายที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวนั้นได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศของห้างสรรพสินค้าในวันหยุด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นซีดเซียว ขอบตาแดงก่ำ และเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าขั้นสุด รังสีความมืดมนและหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงเสียจนตุลรู้สึกอึดอัดแทน

สัญชาตญาณบางอย่างในตัวตุลร้องเตือนว่าผู้ชายคนนี้กำลังแตกสลาย... และกำลังต้องการใครสักคน

แม้จะรู้ดีว่ากฎเหล็กของการเป็นมาสคอตคือการเอนเตอร์เทนลูกค้าและสร้างรอยยิ้ม ไม่ใช่การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัวของใคร แต่ความขี้สงสารที่ฝังลึกอยู่ในนิสัยของตุลกลับมีอำนาจเหนือกว่าความกลัวผิดกฎ ขาป้อมๆ ในชุดหมีสีขาวจึงตัดสินใจก้าวเดินออกไปช้าๆ เตาะแตะตรงเข้าไปหาชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น

ทายมองเห็นก้อนขนสีขาวขนาดใหญ่กำลังขยับเข้ามาใกล้ คิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นอยู่แล้วยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นไปอีก สัญชาตญาณการป้องกันตัวของนักบริหารหนุ่มเริ่มทำงาน เขาเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาให้รับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดเตรียมพร้อมที่จะเอ่ยปากไล่ หรือลุกหนี หากเจ้ามาสคอตตัวนี้เข้ามาเซ้าซี้ แจกลูกโป่ง หรือทำท่าทางตลกโปกฮาเรียกร้องความสนใจแบบที่มันทำกับเด็กๆ

เขาไม่มีอารมณ์จะมาเล่นสนุกหรือปั้นหน้ายิ้มแย้มกับใครทั้งนั้นในเวลานี้ แค่ประคองตัวเองไม่ให้สติแตกก็เต็มกลืนแล้ว

แต่ทว่า... สิ่งที่ทายคาดเดากลับผิดคาดไปเสียหมด

สกู๊ปปี้แบร์ไม่ได้เดินเข้ามาประชิดตัว ไม่ได้ยื่นลูกโป่งให้ และไม่ได้ทำท่าทางตลกๆ เรียกรอยยิ้ม มันหยุดยืนห่างจากเขาประมาณหนึ่งก้าว ยืนนิ่งๆ เอียงคอเล็กน้อยมองดูเขาด้วยท่าทางที่... ถ้าทายไม่ได้ตาฝาด เขาคิดว่ามันดู ‘เป็นห่วง’

จากนั้น เจ้าหมีตัวกลมก็ค่อยๆ หันหลัง หย่อนสะโพกตุ้ยนุ้ยของมันลงบนม้านั่งไม้ตัวเดียวกัน ทิ้งระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งช่วงแขน ซึ่งเป็นระยะที่ทำให้ทายไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป แต่มันก็ใกล้พอที่จะทำให้เขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากชุดหนาๆ นั้น

ทายปรายตามองผู้ร่วมโต๊ะ(ม้านั่ง)คนใหม่อย่างระแวดระวัง เขาไม่เข้าใจว่ามาสคอตตัวนี้ต้องการอะไร ทำไมถึงทิ้งหน้าที่เรียกลูกค้าหน้าร้านแล้วมานั่งแหม่ะอยู่ตรงนี้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไป...

อุ้งมือหนาฟูสีขาวสะอาดก็ค่อยๆ ยกขึ้นมา... แล้ววางแหมะลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างแผ่วเบา

แปะ... แปะ...

ไม่ใช่การตบไหล่แรงๆ แบบเพื่อนฝูง ไม่ใช่การบีบนวดเอาใจ แต่มันคือการแตะเบาๆ แล้วตบเป็นจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอ เหมือนเวลาที่ผู้ใหญ่กล่อมเด็กให้หลับ หรือเวลาที่ใครสักคนพยายามจะบอกเราโดยไร้คำพูดว่า ‘ไม่เป็นไรนะ... ไม่เป็นไร’

ทายสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสแรก ร่างกายของเขาแข็งเกร็งราวกับถูกแช่แข็ง เขาไม่คุ้นชินกับการถูกเนื้อต้องตัวจากคนแปลกหน้า และยิ่งไม่คุ้นชินกับการได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเช่นนี้ แต่แปลกเหลือเกิน... แทนที่เขาจะปัดอุ้งมือนั้นทิ้งหรือลุกหนีด้วยความรำคาญ เขากลับพบว่าตัวเองนั่งนิ่งงัน ปล่อยให้อุ้งมือฟูๆ นั้นตบลงบนไหล่ของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความหนาของโครงไฟเบอร์กลาสและฟองน้ำภายในชุดมาสคอต อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวของมันดูเทอะทะและงุ่มง่าม แต่น้ำหนักที่กดทับลงมาบนลาดไหล่ของทายกลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด มันไม่ใช่สัมผัสจากเนื้อมนุษย์จริงๆ ด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่ผ้าขนสัตว์สังเคราะห์โง่ๆ แต่ทำไม... มันถึงได้อุ่นขนาดนี้

ความเงียบ... คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้

เจ้าหมีไม่ได้เอ่ยปากถามว่าเขาเป็นอะไร (แน่นอนล่ะว่ามันพูดไม่ได้ตามกฎ) ไม่ได้พยายามคะยั้นคะยอให้เขาเล่าปัญหาให้ฟัง ไม่ได้ตัดสินเขาจากเสื้อผ้าหน้าผมหรือนามสกุลที่เขาแบกรับ มันเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น มอบสัมผัสที่บริสุทธิ์และปราศจากเงื่อนไขใดๆ แอบแฝง

จังหวะการตบไหล่เบาๆ นั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทายรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกที่เต้นรัวด้วยความเครียดและโกรธเกรี้ยว ค่อยๆ ปรับจังหวะช้าลงจนประสานเป็นจังหวะเดียวกับการตบไหล่ของก้อนขนสีขาวข้างๆ กำแพงแห่งความเยือกเย็นที่เขาก่ออิฐถือปูนขึ้นมาอย่างหนาแน่นเพื่อปกป้องตัวเองตลอดสิบปีที่ผ่านมา กำลังถูกกะเทาะออกทีละน้อยด้วยอุ้งมือป้อมๆ ของมาสคอตหมีไอศกรีม

ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ผู้กุมบังเหียนโปรเจกต์ระดับพันล้าน ค่อยๆ คลายปมคิ้วที่ขมวดแน่นออก อาการปวดหัวตุบๆ บริเวณขมับที่ทรมานเขามาตั้งแต่ก้าวออกจากห้องประชุม เริ่มทุเลาลงราวกับถูกปัดเป่าออกไป เขาเผลอผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด ลาดไหล่ที่ตั้งตรงอย่างคนหยิ่งทะนงค่อยๆ ลู่ลง และโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว... แผ่นหลังกว้างของเขาก็เอนเอียงเข้าหาความนุ่มฟูของชุดมาสคอตทีละนิด... ทีละนิด จนกระทั่งท่อนแขนแกร่งสัมผัสแนบชิดกับด้านข้างลำตัวของก้อนขนสีขาว

ทายหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงสู่ความสงบที่โหยหา

ในห้วงความคิดที่ว่างเปล่า ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ... สัมผัสนี้คล้ายคลึงเหลือเกิน คล้ายกับตอนที่เขายังเป็นเด็กอายุสิบแปดที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่กลับต้องมานั่งร้องไห้กอดเข่าอยู่หน้าห้องไอซียู วันนั้น... แม่ของเขาก็เคยวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเขา ตบเบาๆ แบบนี้ เพื่อบอกให้เขาเข้มแข็งก่อนที่ท่านจะหลับตาลงตลอดกาล

หลังจากวันนั้น ทายก็ไม่เคยได้รับการสัมผัสที่ให้ความรู้สึก ‘ปลอดภัย’ แบบนี้จากใครอีกเลย โลกของเขามีแต่การแข่งขัน การแก่งแย่งชิงดี และการสวมหน้ากากเข้าหากัน เขาต้องทำตัวให้แข็งแกร่งราวกับหินผา เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหน โดยเฉพาะลูกของเมียหลวงอย่างปวิน มาเหยียบย่ำเขาได้

แต่ในวินาทีนี้ ภายใต้ความวุ่นวายของห้างสรรพสินค้า ทายกลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับอนุญาตให้อ่อนแอได้ เขาไม่ต้องเป็น ‘ชนันภัทร์’ รองประธานบริหารที่ต้องสมบูรณ์แบบ เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเหนื่อยล้า และกำลังได้รับการปลอบประโลมจากเพื่อนแปลกหน้าตัวโต

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ อาจจะแค่ห้านาที หรือสิบนาที แต่สำหรับคนที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าอย่างทาย มันคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่มีค่ามหาศาล

จู่ๆ จังหวะดนตรีป็อปใสๆ ที่เปิดวนจากร้านไอศกรีมก็เปลี่ยนแทร็กเป็นเพลงจังหวะสนุกสนานที่เร็วขึ้นกว่าเดิม มันคือสัญญาณอัตโนมัติที่บ่งบอกว่ารอบการแสดง หรือรอบการเรียกลูกค้าของมาสคอตกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

อุ้งมือหนาฟูหยุดชะงักการตบไหล่ มันค่อยๆ ละออกจากลาดไหล่ของชายหนุ่มอย่างอ้อยอิ่ง

ทายลืมตาขึ้นมาทันที ความรู้สึกสูญเสียความอบอุ่นกะทันหันทำให้เขาเผลอมองตามมือข้างนั้นไป สกู๊ปปี้แบร์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง (ที่เมื่อเทียบกับเขาก็ยังถือว่าเตี้ยกว่าอยู่ดี) มันหันหน้ามาหาเขาอีกครั้ง เอียงคอเล็กน้อย คล้ายจะสำรวจว่าคนตรงหน้าดีขึ้นหรือยัง

ภายใต้หัวไฟเบอร์กลาส ตุลยากรลอบมองใบหน้าของชายหนุ่ม เขาเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายดูผ่อนคลายลงมาก อาการเกร็งเขม็งที่ลำตัวหายไปหมดแล้ว ดวงตาที่เคยแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเครียดก็ดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ตุลยิ้มกว้างออกมาแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเห็น เขารู้สึกดีใจที่อย่างน้อย การเสียมารยาทเข้ามานั่งข้างๆ ลูกค้าโดยพลการในครั้งนี้ ก็ไม่ได้สูญเปล่า

‘สู้ๆ นะคุณ’

ตุลพูดประโยคนั้นในใจ ก่อนจะสื่อสารมันออกมาผ่านท่าทาง สกู๊ปปี้แบร์ยกอุ้งมือทั้งสองข้างขึ้นมากำหมัดหลวมๆ ระดับอก แล้วขยับขึ้นลงเบาๆ สองสามที เป็นท่าทางประกอบคำว่า ‘ไฟต์ติ้ง!’ หรือ ‘สู้ๆ!’ แบบฉบับมาสคอตที่ดูน่ารักน่าหยิกเสียจนความตึงเครียดใดๆ ในโลกก็คงต้องยอมแพ้

ทายมองภาพหมีอ้วนกลมตรงหน้าที่พยายามทำท่าขึงขังให้กำลังใจเขา นัยน์ตาสีเข้มที่เคยราบเรียบเย็นชามาตลอดทั้งวันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกซึ่งมักจะถูกเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงเสมอ จะค่อยๆ คลี่ออก...

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดลอดออกมาจากลำคอเบาๆ คิ้วเข้มที่เคยผูกกันเป็นปมคลายออกอย่างสมบูรณ์แบบ รอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือน... รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการเสแสร้งปั้นแต่งเพื่อธุรกิจ ไม่ได้เกิดจากการเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มที่มาจากความรู้สึกผ่อนคลายและขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของชนันภัทร์

มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ชายที่ดูน่าเกรงขามและเย็นชาคนนี้ ดูมีเสน่ห์และอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จนตุลที่แอบมองอยู่หลังหน้ากากถึงกับเผลอชะงักไปชั่วครู่ หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีทโดยไม่มีเหตุผล

เมื่อเห็นว่าภารกิจเยียวยาจิตใจสำเร็จลุล่วงด้วยดี สกู๊ปปี้แบร์ก็พยักหน้าให้หนึ่งทีเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง ขยับขาป้อมๆ เตาะแตะกลับไปประจำที่หน้าร้านไอศกรีม เริ่มต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะเพลงเพื่อเรียกรอยยิ้มจากเด็กๆ ต่อไป ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

ทายมองตามแผ่นหลังตุ้ยนุ้ยสีขาวที่เดินห่างออกไปจนกระทั่งมันกลับไปยืนโบกมืออยู่หน้าร้าน เขายกมือขึ้นแตะที่ลาดไหล่ของตัวเองตรงจุดที่เพิ่งถูกอุ้งมือฟูๆ นั้นตบเบาๆ ความอบอุ่นจางๆ ยังคงหลงเหลืออยู่

ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนถูกหินทับที่หน้าอกเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกปลอดโปร่งและมีสติกลับคืนมาอย่างเต็มเปี่ยม พายุฝนในใจสงบลงแล้ว และเขาก็พร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับสมรภูมิรบอีกครั้ง

ทายยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนหรู เขายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะถึงเช้าวันใหม่ การกลับไปรื้อโมเดลประเมินความเสี่ยงและตัวเลขพอร์ตโฟลิโอมาทำใหม่ทั้งหมดเพื่ออุดรอยรั่วที่พ่อและปวินโจมตี ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของเขา ขอแค่เขามีสมาธิและสภาพจิตใจที่นิ่งพอ ซึ่งตอนนี้... เขาได้รับมันมาแล้ว จากหมีขาวตัวหนึ่ง

ชายหนุ่มหยิบเสื้อสูทที่พาดไว้บนท่อนแขนขึ้นมาสวมทับ จัดการติดกระดุมเสื้อเชิ้ตและดึงเนกไทให้กลับมาเข้าที่ รูปลักษณ์ของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้ากลับคืนมาอีกครั้ง เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากบริเวณนั้น ทายหันกลับไปมองที่หน้าร้านไอศกรีมอีกครั้ง สกู๊ปปี้แบร์กำลังถูกรุมล้อมด้วยเด็กๆ กลุ่มใหญ่ มันทำท่าทางมินิฮาร์ทแจกจ่ายไปทั่ว ทายลอบยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

เขาจดจำชื่อร้าน โลโก้ และลักษณะของมาสคอตตัวนี้สลักไว้ในใจ

‘ขอบใจนะ... แล้วเจอกันใหม่’

ทายบอกลาในใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ลานจอดรถ ด้วยจังหวะก้าวเดินที่มั่นคงและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม โดยที่ในหัวของเขาได้ลงตารางนัดหมายส่วนตัวที่สำคัญที่สุดเอาไว้แล้วว่า... วันเสาร์หน้า ในเวลาเดียวกันนี้ เขาจะต้องเคลียร์ตารางงานทุกอย่างให้ว่าง เพื่อกลับมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 30 รางวัลของพญาราชสีห์ (ตอนจบ)

    แผ่นหลังกว้างของชนันภัทร์ดันบานประตูไม้โอ๊กให้ปิดลงสนิทพร้อมกับเสียงคลิกของล็อกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและภาระหน้าที่ระดับพันล้านทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เขากับคนในอ้อมแขนร่างอวบของตุลยากรถูกวางลงบนเตียงคิงไซซ์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวของทั้งคู่ ทายท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนฟูก กักขังคนตัวอวบไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำและหิวกระหาย จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลายนิ้วเรียวยาวของทายเอื้อมไปถอดแว่นตากรอบใสอันใหม่ของตุลยากรออกอย่างเชื่องช้า แล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะโคมไฟหัวเตียง“ค... คุณทาย ถอดแว่นผมทำไมครับ ผมมองคุณทายไม่ชัด...” ตุลยากรประท้วงเสียงสั่น ปรือตากลมโตที่เริ่มฉ่ำน้ำมองภาพใบหน้าหล่อเหลาที่พร่ามัวเล็กน้อย“ไม่ต้องใช้สายตาหรอกครับ...” ทายโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน “คืนนี้... เกอเกออยากให้หนูใช้แค่ ‘ความรู้สึก’ ก็พอ”สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างหนักหน่วงและเร

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 29 เดิมพันของราชสีห์

    บานประตูเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีดังก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดชนันภัทร์ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กเตะจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ กลางโกดัง ส่องให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ... และภาพตรงหน้า ก็ทำเอาหัวใจของพญาราชสีห์แทบจะหยุดเต้นบริเวณลานกว้างกลางโกดัง ตุลยากรถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ร่างอวบสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะยังคงถูกคลุมด้วยถุงผ้าสีดำ และเบื้องหลังเก้าอี้ตัวนั้น... คือปวินที่กำลังยืนถือปืนพกสีดำขลับ จ่ออยู่กลางหลังศีรษะของกุนซือตัวน้อย!“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้ทาย!” ปวินตะโกนสั่ง เสียงแหบพร่าและคลุ้มคลั่งทายหยุดชะงัก ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบเมตร นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟัน แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงรักษามาดของรองประธานบริหารผู้เยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจะปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของตุลยากรปวินแสยะยิ้ม ก่อนจะกระชากถุงผ้าสีดำออกจากศีรษะของตุลยากรอย่างแรง!“แฮ่ก... อึก!”ตุลยากรสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มสำลักจนหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมโ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 28 จุดบอด

    หลายวันผ่านไปหลังจากชัยชนะในงานประมูลพันล้าน บรรยากาศภายในอัศววัฒน์สกุลเต็มไปด้วยความคึกคักและการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่การรักษาความปลอดภัยรอบตัวของชนันภัทร์และตุลยากรถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดตามคำสั่งของท่านรองประธานบริหาร ทายไม่ยอมให้ ‘กุนซือข้างกาย’ ของเขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าจะไปทำงาน ทานข้าว หรือแม้แต่ตอนกลับมาพักผ่อนที่เพนต์เฮาส์แต่ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ความจำเป็นบางอย่างก็บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้อง ‘แยกจากกัน’ ชั่วคราว“ผมต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่หอพักครับคุณทาย...” ตุลยากรเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “แล้วก็ต้องไปเอาเอกสารตัวจริงเพื่อมาทำประวัติพนักงานให้เสร็จด้วย พี่ฝ่ายบุคคลทวงผมมาสองรอบแล้วนะครับ”ชนันภัทร์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด “ให้กฤตส่งคนไปเก็บให้ไม่ได้เหรอครับ? หรือไม่ก็รอให้ผมประชุมบอร์ดบริหารเสร็จตอนเย็น แล้วเราค่อยไปด้วยกัน”“คุณทายครับ... ผมไปแค่เก็บของใช้ส่วนตัว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วครับ” ตุลยากรพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ “อีกอย่าง วันนี้คุณทายมีประชุมใหญ่กับบอร์ดบริหารเพื่อเซ็นรับมอบโปรเจก

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 27 อภิสิทธิ์ของน้องหมี

    แสงแดดยามเช้าของวันพฤหัสบดีสาดส่องลอดผ่านมู่ลี่หน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงคิงไซซ์ภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรูตุลยากรขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา เด็กหนุ่มค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นรับวันใหม่ ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาทำงานครบถ้วน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... รสชาติของแชมเปญชั้นดี สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปาก และอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว!ร่างอวบสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก‘จูบ... เราจูบกับคุณทาย... แถมยังตกลงคบกันแล้วด้วย!’กุนซือหนุ่มทิ้งตัวลงไปกลิ้งเกลือกบนเตียงด้วยความเขินอายปนสับสน เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สินของเด็กจบใหม่คนหนึ่ง จะพลิกผันมาไกลถึงขนาดได้กลายเป็น ‘คนรัก’ ของรองประธานบริหารแห่งอัศววัฒน์สกุล!หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ตุลยากรก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็กพอดีตัวที่ทายซื้อให้เมื่อวันก่อน สวมแว่นตาอัน

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 26 กุนซือข้างกาย

    ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการระดมสมองอันตึงเครียด บริเวณโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกราฟข้อมูลชนันภัทร์และตุลยากรกำลังเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นในงานประมูลสัมปทานวันพุธที่จะถึงนี้“ถ้าวิชัยกับคุณปวินดึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้ามากดดันบอร์ดประมูลได้จริงๆ... ต่อให้ตัวเลข Valuation ของเราจะสวยงามแค่ไหน หรือซองประมูลเราจะให้ราคาสูงที่สุด เราก็อาจจะโดนปัดตกด้วยข้ออ้างเรื่องความไม่โปร่งใสได้อยู่ดีครับ” ตุลยากรขยับแว่นตาอันใหม่ ดึงภาพโครงข่ายผู้ถือหุ้นขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์“แล้วคุณตุ่นคิดว่า เราควรจะรับมือกับรัฐมนตรีคนนี้ยังไง?” ทายเอ่ยถาม ทดสอบไหวพริบของกุนซือป้ายแดง“ตีงู... ต้องตีที่หัวครับ” ตุลยากรตอบอย่างฉะฉาน แววตาฉายประกายนักสู้ “ผมให้พี่กฤตช่วยเช็กเส้นทางการเงินและการถือหุ้นผ่านนอมินีของรัฐมนตรีท่านนี้อย่างละเอียด... แล้วก็แจ็กพอตครับคุณทาย เราพบว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ หลักของเขา มีความเชื่อมโยงกับบอร์ดบริหารบางคนของอินฟินิตี้ เ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 25 ไร้หน้ากาก

    บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอย่างทรงพลังและเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นไอเย็นฉ่ำออกมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเฉียดตายและหลุดพ้นจากขุมนรกของวิชัยมาได้ อะดรีนาลีนในร่างกายที่เคยพลุ่งพล่านก็ค่อยๆ ลดระดับลง สติสัมปชัญญะของตุลยากรเริ่มกลับมาทำงานแจ่มชัดอีกครั้งเด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหนังแท้ อาการปวดแปลบที่มุมปากและรอยช้ำบนซีกแก้มเริ่มประท้วงให้รู้สึกตัว ตุลกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวเพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะคู่ใจ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงไฟของย่านธุรกิจใจกลางเมือง... ซึ่งมันไม่ใช่เส้นทางกลับไปยังหอพักชานเมืองของเขาเลย“ค... คุณทาย จะพาผมไปไหนครับ?” ตุลยากรเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเล็กๆ แล่นขึ้นมาในอก “นี่ไม่ใช่ทางกลับหอผมนี่ครับ”ชนันภัทร์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมาสบตากับคนเจ็บเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ “ผมไม่ได้จะพาคุณกลับหอพักครับ”“อ้าว... แล้วคุณทายจะพาผมไปไหน”“ผมจะพาคุณไปทำแผล... ที่เพนต์

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status