เข้าสู่ระบบควันสีขาวลอยโขมงขึ้นเหนือน้ำพุร้อนสไตล์แดนปลาดิบอย่างการแช่ออนเซน ด้วยไฮโดเจนคาร์บอเนตเสมือนส่งตรงมาจากเมืองอากิตะก่อนค่อย ๆ ลอยวนไปตามต้นไผ่ลำเดี่ยวที่ปลูกล้อมรอบ ลักษณะขนของมันนุ่มคล้ายกำมะหยี่ เมื่อเอามือไปลูบจะสัมผัสถึงความนุ่มไม่ระคายมือ ก่อนที่ควันสีขาวจะลอยขึ้นไปจนสุดปลายไผ่โมโซญี่ปุ่นที่กำลังพลิ้วไหวตามสายลมฤดูหนาวแล้วค่อย ๆ จางหายไปในอากาศ
“อื้ม สบายจัง~” เปลือกตาของใครบางคนค่อย ๆ ขยับพร้อมกับเสียงผ่อนลมหายใจยาวเมื่อร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเครียดและสังคมจอมปลอมที่วุ่นวาย จนสมองที่หนักอึ้งรู้สึกโล่งสบาย มุมปากอวบอิ่มยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข
ตามร่างกายที่เปลือยเปล่าหยาดน้ำสีใสเกราะอยู่บนผิวสีแทนเนียนละเอียดเมื่อโผล่พ้นขอบอ่างหลังจากที่แช่มันจนหนำใจแล้ว มือเล็กเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดมาพันร่างไว้ เรียวขาสวยได้รูปก้าวขึ้นจากพื้นผิวน้ำก่อนเหยียบลงบนหินอ่อนสีดำเรียงกันเป็นทางเดิน พลางเยื้องย่างมายังห้องกระจกใสกึ่งโอเพ่นแอร์ โดยมีพนักงานหญิงวัยกลางคนขาประจำนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยท่าทางร้อนรน
เมื่อพนักงานเปิดประตูกระจกใสบานใหญ่ ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวขาเข้าไป เสียงโทรศัพท์ก็แผดร้องดังไปทั่วทั้งห้อง จนหญิงสาวถึงกับเบ้หน้า จบเห่แล้วเวลาแห่งความสุข
“เอ่อ...ดังมาครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ แฮะๆ” พนักงานสาวคนเดิมได้แต่ยืนยิ้มแห้ง จนเจ้าของโทรศัพท์ถึงกับต้องกลอกตามองบนด้วยความละเหี่ยใจ เมื่อมองดูนาฬิกาที่แขวนไว้บนผนังกระจกใส ไม่ต้องเดาว่าใคร ที่เป็นมารผจญความสุขของเธอ
นิ้วเรียวเล็กแตะปุ่มรับสายด้วยท่าทางเบื่อหน่ายเต็มทน “หายหัวไปไหนมา หัดแหกตาดูเวลาบ้างว่านี่มันกี่โมงแล้ว..!” เสียงปลายสายพยายามข่มกลั้นความอดทน แต่เจ้าของโทรศัพท์กลับไม่ได้ดูเหมือนไม่รู้สึกผิดหรือสะทกสะท้าน ปล่อยให้ปลายสายเหน็บแนมอย่างที่เคยทำประจำ
“จะหยุดพูดกี่โมงค่ะ จิกเป็นไก่เชียว?”
“นี่! แล้วมันหน้าที่ผมไหมที่ต้องโทรตามลูกน้องอย่างคุณ?”
“ก็ใครใช้ให้โทรล่ะ” คนเป็นลูกน้องตอบหน้าตายขณะมองเล็บที่ดูเริ่มจะยาวเล็กน้อย หลังไม่ได้เข้าร้านทำเล็บมาอาทิตย์กว่า
“วันอะไรนะ ตัดเล็บได้รึเปล่า” เสียงเล็กพึมพำเบา ๆ ในลำคอเมื่อมันดูยาวขึ้นนิดหน่อย
“แพรวา!!” น้ำเสียงเหลืออดของปลายสายดังจนเพื่อนในกลุ่มต้องหันมามองกันเลิ่กลั่ก ไม่ต้องบอกชื่อก็รู้ว่าใคร มีคนเดียวเท่านั้นที่กล้าท้าทายความอดทนของซีอีโอตาสีน้ำข้าวจนหน้าเขียวคล้ำ
“ฉันรู้น่า อีกครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวฉันไปรับ บ่นเป็นลุงแก่ไปได้” คนที่กล้าท้าทายชะตากรรมยังไม่ลืมเหน็บให้อีกหนึ่งดอก
“เดี๋ยวนี้และตอนนี้!”
“ไม่ได้” เสียงเล็กปฏิเสธทันควัน
“ต้องได้” เสียงทุ้มเน้นน้ำหนักคำสั่งที่เริ่มจะมีน้ำโหเล็กน้อย ในขณะที่เขาทำงานงก ๆ แต่เลขากลับหายหัวไปไหนก็ไม่รู้
“ไม่ได้ เพราะฉันกำลังจะนวดเท้า”
“นวดเท้า.!” แอรอนถึงกับต้องกัดฟันกรอดในคำตอบของแม่เลขาตัวดี นี่เขาฟังไม่ผิดใช่ไหม?
“ฟังนะแพรวา ผมไม่สนว่าคุณจะกำลังนวดหน้าเท้าหรือเอาเท้านวดหน้า แต่ผมเป็นเจ้านายลูกน้องอย่างคุณคือต้องปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้ และไม่มีลูกจ้างคนไหนกล้าปฏิเสธบอสแบบที่คุณกำลังทำหรอก”
“ก็เลขาแบบฉันไง!”
“แพรวา!!” คนเป็นบอสตวาดเสียงดังด้วยความโมโห รู้สึกเหมือนความดันจะขึ้นฉับพลัน
“รู้แล้ว ๆ เรียกอยู่นั่นแหละ ฉันรู้ค่ะว่าฉันชื่อแพรวา อ้อ! เอาอย่างนี้ดีกว่าฉันสรุปให้คุณเลยก็แล้วกัน เอาเป็นว่าคุณกลับกับพวกเมมเบอร์นั้นก่อนนะคะ บาย”
“แพรวา นี่คุณยัง” ติ๊ด จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปขณะที่ซีอีโออย่างเขายังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ ทำเอาเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบตุบ กรามสองข้างขยับเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ ดวงตาสีน้ำข้าวจ้องเขม็งไปที่โทรศัพท์ที่กำแน่นจนแทบจะแหลกคามืออยู่รอมร่อ
“สู้ ๆ วะเพื่อน” มาร์ชเมมเบอร์หนุ่มหน้าคมสัญชาติไทยใจเกินร้อย รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนเนียนละเอียดเมื่อเทียบกับสมาชิกในวง ยิ้มกรุ้มกริ่มขณะเดินเข้ามาบีบไหล่เบา ๆ เหมือนจะให้กำลังใจหรือซ้ำเติมกันแน่
“คราวนี้อะไรอีกละ?”
“แช่ส้นทีน” แอรอนทรุดลงนั่งบนโซฟาอย่างปลงตก ทำงานงกงกมาทั้งวันเขายังไม่รู้สึกเหนื่อยเท่ากับคุยกับเลขาแค่เพียงห้านาทีแต่เหมือนกับสูบพลังชีวิตเขาไปห้าปี
“มันก็ปกติไม่ใช่เหรอวะ ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” เมเนเจอร์ของวงเอ่ยขณะที่มือก็กดโทรศัพท์ยิก ๆ ด้วยใบหน้าตึงเครียดจนเป็นภาพที่เหล่าสมาชิกชินแล้ว
อีกมุมหนึ่งเหล่าสไตล์ลิชช่างแต่งหน้าต่างก็กำลังวุ่นวายกับการเก็บสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เพราะตอนนี้ก็ปาไปสองทุ่มแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้กินแม้แต่ข้าวเที่ยงด้วยซ้ำ
“ก็แค่เปลี่ยนเลขา” เสียงเข้มของชายหนุ่มรูปร่างสูง กำยำ คิ้วเข้มยาวเรียวสวย รับกับตาโตหวานคมเข้ม จมูกที่โด่งสวยได้รูป อีกทั้งปากเป็นกระจับพอดีรับกับโครงหน้าคมคายบวกกับไรหนวดเคราที่เผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูชวนหลงใหล พูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ยากจะคาดเดาความรู้สึกจากน้ำเสียงและแววตา
“คาเอล มึงคิดว่ามันกล้า?” มาร์ชยังยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างไม่เลิก ทำเอาแอรอนหน้าสั่น นัยน์ตาสีน้ำข้าวจ้องมองคนกวนส้นเขม็ง ไม่มีวันไหนที่มันจะไม่เว้าวอนรองเท้าเบอร์สี่สิบสอง
“หน้าอย่างมันเหรอจะกล้า แค่เขาไม่รับสายมันก็ดิ้นพล่านจะตายห่าอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่พูด กูจะขอบคุณมากไอ้ลีดเดอร์ไคกิ” แอรอนแดกดันหัวหน้าวง ผู้ได้รับฉายาพ่อไมโครเวฟของวง แต่สำหรับสมาชิกนั้นมันคือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ดี ๆ นี่เอง
“ด้วยความยินดีครับ” ใบหน้าที่ดูใจดีและน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่น พูดขณะก้มมองนาฬิกาข้อมือสีดำหรูทำเอาสมาชิกในวงไม่เว้นแม้แต่แอรอนที่ลอบชำเลืองมองหน้ากันกับสมาชิกในวงต่างเริ่มรู้สึกเสียวสันหลัง
“อยู่ทำมะเขืออะไร ขึ้นรถโน่น กูง่วง” มาร์ชชี้ไปที่รถลีมูซีนตราดาวสามแฉกล้อมรอบวงกลมสัญชาติเยอรมันสีดำสุดหรูที่สามารถกันกระสุนและระเบิดได้ในระดับบีวีอาร์เก้าและบีอาร์วีสิบ
มาร์ชหันกลับมาชักสีหน้าเล็กน้อยเมื่อแอรอนมีท่าทีลังเล “หรือมึงจะอยู่รอให้พ่อมึงมาสวบ” มาร์ชพยักพเยิดไปทางลีดเดอร์ของวงที่กำลังยืนคุยบางอย่างกับเมเนเจอร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แอรอนเมื่อได้ยินคำว่า “สวบ” ก็รู้สึกขนลุกชัน เมื่อก่อนสมาชิกในวงไม่รู้จักคำนี้หรอก แต่เพราะคนปากพล่อยมันชอบพูดศัพท์แปลก ๆ จนสมาชิกในวงจำต้องเข้าใจมัน
สุดท้ายแอรอนก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งเพื่อระบายความอดกลั้นแล้วลุกเดินตามเพื่อนซี้ที่ไม่อยากจะซี้ ตามมาด้วยสมาชิกอีกสองคนที่กำลังขึ้นรถลีมูซีนอีกคันพร้อมด้วยเมเนเจอร์ที่วัน ๆ ไม่นั่งดูโทรศัพท์จนรอยย่นโชว์อยู่กลางหน้าผากสามเส้น ก็คุยโทรศัพท์จนพกยาอมเป็นยาคู่กาย
ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากสถานีใหญ่ยักษ์ของอเมริกา ก็มีแฟนคลับมากมายมายืนอออยู่ฝั่งทางออก จนการ์ดกว่าร้อยคนคนต้องมาดูแลความปลอดภัย
ระหว่างนั้นก็จะมีขาประจำที่ชอบเสนอหน้าโชว์ความหล่อเปิดกระจกออกมาเพื่อจะทักทายแฟนคลับ ทำเอาสาว ๆ กรูกันมาแล้ววิ่งตามรถอย่างบ้าคลั่งจนการ์ดต้องปาดเหงื่ออีกรอบ
“บักมาร์ชนั่งลง! มึงสิมาอยากโชว์กล้ามดากหยังตอนนี้” (มาร์ชนั่งลง มึงจะอยากโชว์พาวน์อะไรตอนนี้) เสียงผู้จัดการส่วนตัวพ่วงตำแหน่งเพื่อนรักที่ลากตัวมาจากถิ่นช้างใหญ่พูดพร้อมใช้กล้ามปูที่บ่มเพาะมาหลายปีกระชากทีเดียวจนมาร์ชเซเกือบตกจากที่นั่ง
“บักพล” คนถูกกระชากตะคอกเสียงดังด้วยความโมโห ที่ถูกขัดจังหวะโชว์ใบหน้าหล่อให้สาว ๆ ที่ทนยืนรอพวกเขาตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ
“พอลค่ะ พอลลี่” เสียงที่เปล่งผ่านลูกกระเดือกพยายามจีบปากจีบคอเพื่อให้เสียงดูเล็กลง น่ารักน่าทะนุถนอม
“กูสิเอิ้นบักพล บักพล บักพล” (กูจะเรียกไอ้พล ไอ้พล ไอ้พล)
“ปากแตกนะคะ”
“บัก...” (ไอ้)
“ไอ้ห่า ถ้าพวกมึงไม่เงียบกูจะเผานี่แม่งทิ้ง” แอรอนกำหัวตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลพร้อมกับไฟแช็กตั้งท่าจะจุดมันเสียตอนนี้
มาร์ชรีบยกมือยอมแพ้ทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนจะรีบคว้าหมับดึงเอาตุ๊กตาสุดรักไปกอดแนบอกอย่างทะนุถนอม
"ไอ้เวร ถ้าลูกกูเกิดตกใจแล้วช็อกตายขึ้นมา มึงจะมีปัญญาทำคืนกูไหม?"
“ปัญญาอ่อน” แอรอนถึงกับต้องนวดขมับที่เต้นตุบ ๆ ไม่รู้ชาติที่แล้วเขาไปทำเวรทำกรรมอะไรกับพวกสองตัวนี่ หรือการที่เขาไปลากมันมาจากท้องนาบ้านป่าจะเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ในชีวิต คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกเฮ้อ~
ผ่านไปชั่วโมงกว่าทั่วทั้งรถก็ตกอยู่ในความเงียบ เนื่องจากมันสองตัวต่างพากันหลับกรนดังสนั่นรถ มีเพียงเขาที่นั่งดูตำแหน่งรถของแม่เลขาตัวดี ที่จอดรออยู่ไม่ไกลจากจุดนัดพบ
ครู่เดียวรถลีมูซีนก็จอดนิ่ง หนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีคาราเมลเมื่อสะท้อนกับแสงไฟของท้องถนนที่ห่างไกลผู้คน ก้าวขาลงจากรถก็เจอเลขาสาวยืนยิ้มแป้น
"ทีเรื่องอย่างนี้นี่เร็ว"
ห้องนอนขนาดใหญ่ในคฤหาสน์โจนส์ ถูกตกแต่งไว้ด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่ราคาแพงหูฉี่ แม้แต่พรมที่ทำจากขนแกะและเส้นไหมในสมัยปลายศตวรรษที่ 16 ของราชวงศ์ที่ถูกประมูลมาในราคาร้อยกว่าล้านก็ถูกวางอยู่ที่ห้องนี่“นายนี่ใช้เงินโคตรฟุ่มเฟือยเลยถึงจะหามาง่ายก็เถอะ” แพรวาชมไปดอกหนึ่งเมื่อเห็นพรมเปอร์เซียวางอยู่หน้าโซฟาแทนที่ราคานี้ควรจะอัดกรอบแขวนบนฝาผนังด้วยซ้ำ“ถ้าไม่อยากให้ผมฟุ่มเฟือยก็มาเป็นเมียผมสิ” คนตัวสูงได้ทีก็หว่านล้อมมันโต้ง ๆ นี่ละ ทำเอาคนฟังหน้าเห่อร้อนไปถึงใบหูขณะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น“พูดบ้าอะไรของนาย ว่าแต่มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉัน?” แอรอนได้แต่ใช้มือนวดขมับไปมาเมื่อแผนที่หนึ่งดูท่าจะไม่สำเร็จ แถมเจ้าตัวยังไม่เก็ทมุกอีก“คุณคิดยังไงกับนิทานที่แด๊ดเล่า?” คนถามหรี่สายตามองหญิงสาวที่กำลังพยายามตีสีหน้าไม่สนใจ แต่เขาที่ตีบทแตกเป็นเริ่ดมีหรือจะมองไม่ออกว่าแพรวากำลังรู้สึกยังไง“ก็
หนึ่งเดือนต่อมาคฤหาสน์โจน ก็จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่มีคนมาร่วมงานหลายพันคน“ไหนนายบอกว่างานเล็ก ๆ เชิญแต่ญาติและคนรู้จักมาไง?”“แล้วมีใครบ้างที่นายหญิงไม่รู้จัก?” แอรอนลอบมองด้วยใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่ม เมื่อลานหญ้าหน้าบ้านในคฤหาสน์เต็มไปด้วยโต๊ะรับแขกที่แน่นขนัดตา“ไหนนายบอกว่ายังแต่งงานตอนนี้ไม่ได้ นี่มันใหญ่เกินกว่างานแต่งด้วยซ้ำ”“นี่มันแค่สามแก๊งเท่านั้นเอง ยังไม่รวม”“พอเลย ฉันปวดหัว” แพรวาที่อยู่ในชุดเกาะไหล่สีขาวบริสุทธิ์ที่ปนความเซ็กซี่เล็กน้อยโดยการเปลือยไหล่ทั้งสองข้าง กระโปรงบานคลุมเข่าเล็กน้อยทำให้สวยหวานและน่ารักจน ชายที่ยืนอยู่ข้างกันมองไม่ละสายตา เมื่อแพรวาเดินตรงเข้าไปภายในคฤหาสน์“ต้องให้กูเทรนก่อนเสียเวอร์จิ้นไหมวะ ฮาฮ่า” มาร์ชโพล่งถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มขบขันพร้อมกับสมาชิกในวงที่เพิ่งเดินทางมาถึงรวมทั้งทอมและพอลลี่“ไอ้ห่ามาร์ช น้ำหน้าอย่างมึงที่พกตุ๊กตาหมีแทนตุ๊กตายาง ยังมีหน้าเสือกจะมาสอนเพื่อน” ไคกิสวนขวับทันทีทำเอาคนพกตุ๊กตาหมีแทนตุ๊กตายางพลันหน้าเข้มขึ้น“ไคกิว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ต้องเรียกว่าฟันหญิงแล้วทิ้งถึงจ
“แพรวาเป็นไงบ้างลูก” สังวาลวิ่งมากอดแพรวา เด็กน้อยที่เธอรักเหมือนลูกสาวตั้งแต่วันที่ได้อุ้มเด็กทารกในตอนนั้นไว้แนบอก เธอก็ปฏิญาณตนไว้แล้วว่าจะเลี้ยงแพรวาให้เติบโตมาอย่างดี“แพรไม่เป็นไรค่ะน้าสังวาล” คนถูกกอดรู้สึกร้อนที่ขอบตา ดวงตาเริ่มพร่ามัวจากม่านน้ำร้อน ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นอย่างรู้สึกเสียใจที่ผ่านมาเธอเลือกที่จะมองข้ามความหวังดีของสองคนนี้ไป“ปลอดภัยแล้วนะลูก” สมศักดิ์เดินเข้ามาลูบหัวแผ่วเบานั่นทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลเป็นทะลักราวกับเขื่อนแตก“ภรรเมีย สากลับมาแล้วครับ” เลออนทิ้งกระเป๋าแขนสองข้างกางมือกว้าง วิ่งตรงดิ่งมาหาเมียรักตั้งแต่หน้าบันไดทางขึ้น“พี่แพร ต้อนรับกลับบ้านเรานะคะ” ไวน์เลือกที่จะเมินสามีที่ยืนยิ้มเหงือกแห้งอยู่ไม่ไกล สี่คนโอบกอดกันแน่นเพื่อซึมซับความอบอุ่นและความห่วงหา“เอวาคิดถึงดาด้ามากใช่ไหมครับ” เลออนยกมือจะไปอุ้มลูกสาวจากแอนนา “แพ แพ” ทำเอาคนเป็นพ่อช๊อตฟิลครั้งที่สองได้แต่หน้าเขียวเข้มกอดอกอย่างไม่ชอบใจ“ไอ้ห่ารอน
“ไอ้น้องเวร กูบอกแล้วใช่ไหมว่าให้รอ” มาถึงเลออนก็ชกเข้าที่สันกรามด้วยความเดือดพล่านจนแอรอนล้มคว่ำไปกับพื้นปูนหยาบ แพรวาและชินรีบเข้าไปประคองให้ลุกขึ้น“นี่กินจิงโจ้มารีไง มาถึงก็เดินดุ่ม ๆ มาซัดน้องนุ่ง” แอรอนรู้สึกเจ็บจนชาไปทั้งหน้า เขาสะบัดหัวไล่ความมึนงงไปสองสามที“รนหาที่ตายยังไม่สำนึก”“ขอโทษได้ไหมล่ะ” เลออนถึงกับหน้าเลิ่กลั่กไปไม่ถูก เมื่อจู่ ๆ น้องเวรก็พูดขอโทษออกมาง่าย ๆ ทั้งที่เกิดมามันยังไม่เคยขอโทษพี่อย่างเขาสักคำ พายุที่เกรี้ยวกราดเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสดใสทันที“ไปไม่เป็นเลยสิท่า” นิโคไลตบไหล่เบา เลออนจึงทำได้แต่ถอนหายใจยาว จำต้องกลืนคำด่าที่เตรียมมาตั้งแต่รู้ว่าน้องชายขัดคำสั่งกลืนลงคอคืน“แพรวา..อะ..อาขอโทษ..อาละอายเกินที่จะหายใจบนโลกนี้แล้ว” ซัวเรสคลี่ยิ้มบางที่แสนอ่อนโยนและขมขื่นมองไปยังคนที่จะมาเป็นนายหญิงคนต่อไป“ซัวเรส แกอย่าคิดทำอะไรบ้า ๆ นะ” แววตาตัดพ้อจากนัยน์ตาสีมะกอกตอนที่มองไปยังผู้หญิงที่เขารักจนยอมทำทุกอย่างขอเพียง
หลังจากการยิงปะทะไม่ถึงสิบนาทีคนของดาร์คเดวิลก็ยกมือขึ้นยอมจำนนพร้อมกับนั่งคุกเข่าก้มหน้า ทันทีที่ชายผมสีเกรย์ปรากฏตัว“ฮึฮึ ไม่เจอกันนานเลยนะซัวเรส อลิซาเบธ” ชายรูปร่างสูงสมส่วนดูสมาร์ท นัยน์ตาสีเกรย์สีเดียวกับผม แค่นยิ้มเมื่อเจอกับเพื่อนยากที่ไม่ได้พบกันมาหลายสิบปีเขาหรี่ตามองสาวรูปร่างเพรียวเสื้อขาดวิ่นนั่งกอดเข่าตัวสั่นระริกด้วยความกลัว แววตาพลันเหี้ยมขึ้นมา ก่อนเสื้อสูทตัวใหญ่จะคลุมที่ไหล่บาง แพรวาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ เจ้าของเสื้อไม่พูดอะไรเพียงแค่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ“ห้ามให้มันตาย” รองเท้าของแอรอนเหยียบไปที่กลางอกของเรนเดลที่ใบหน้าช้ำสีเลือดแล้วบดขยี้ตรงกลางอกจนคนถูกเหยียบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เรื่องอาวุธเขาอาจจะไม่ถนัด แต่ถ้าเรื่องใช้กำลังแชมป์ยูโดสองสมัยอย่างเขาไม่มีทางเป็นรองใคร ก่อนรีบวิ่งมาหาแพรวาแม้จะเนื้อตัวสะบักสะบอมจนแทบไม่เหลือเค้าของไอดอลเขารีบแก้มัดเชือกออกด้วยมือสั่นเทายิ่งเมื่อเห็นข้อมือแดงเถือกนั้นถลอกจนมีเลือดซิปนั้น “เจ็บมากไหม ผะ ผมพาไปหาหมอน่ะ” ดวงตาอ่อนโยนที่มองมาเจือด้วยความเป็
“แสดงว่าพวกมันหักหลังกันเองครับ” ทันทีที่แอรอนก้าวขาลงมาจากรถก็พบศพนอนตายเกลื่อนผืนทราย บ้างก็ตาเบิกโพลง บ้างก็นอนคว่ำหน้า “น่าจะเพิ่งตายได้สามสี่ชั่วโมง” ชินเดินไปสำรวจใช้มือที่สวมถุงมือยางสัมผัสที่ขาอ่อนปวกเปียกสีแดงช้ำของผู้ตาย“มึงไปล้างแอลกอฮอล์เดี๋ยวนี้ เกิดกูติดเชื้อขึ้นมามึงรู้ไหมว่าเงินบริษัทจะหายไปกี่ร้อยล้านไอ้ห่า” ชินได้แต่อ้าปากค้างมองมือตัวเองที่ถูกหุ้มด้วยถุงมืออย่างดีสลับกับหน้านายที่ทำท่ารังเกียจเขา“แล้วพวกเวรนี่มันจะตายตอนไหนมันเกี่ยวอะไรกับกูวะไอ้ชิน คนที่กูต้องรีบไปช่วยคือแพรวา มึงจะมาช่วยหรือมาขวางกันแน่”“เพราะพวกมันอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณแพรวาที่หายตัวไปครับ” แอรอนชะงักกึก แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขาตอนนี้“งั้นมึงก็บอก ผบ.ตร. โน่น ให้มาทำหน้าที่ ไม่ใช่มัวพาญาติไปขี่รถเล่น”ก่อนจะก้าวขึ้นเรือยอร์ตหรูมูลค่าหลายร้อยล้านที่ขนาดสามารถบรรจุคนได้เป็นร้อยจอดเทียบท่ารออยู่“เลือกที่ได้ซอมซ่อเหมือนกับพวกหนูที่ชอบมุดหัวอยู่ในรูจริง ๆ” แอรอน







