LOGINสองวันต่อมา
เรือนเดือนอ้าย
ใบหน้าของหัวสวมที่มีลวดลายการวาดเขียนและแกะสลักงดงามไม่ต่างไปจากใบหน้าที่ถูกปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเรียวรีและวาดเขียนเป็นรูปดอกทัดรักทัดยังใบหูซ้าย ก้มหน้ามองสิ่งของที่ถูกทำอย่างประณีตในมือเรียวทั้งสอง
เดือนอ้ายมองพวงดอกพุ่มแดงที่ทำจนเสร็จสิ้นในมือด้วยความใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมองไม่ได้เป็นประกายสดใสเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ทำไปถวายพ่อครูแสงไฟเพื่อกราบไหว้หัวสวมด้วยตัวเอง
ซึ่งพวงดอกพุ่มแดงนั้นจะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีเลือกคู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังใช้เป็นเครื่องกราบไหว้หัวสวม โดยปกติแล้ววันนาแม่ของลัลนาจะเป็นผู้ที่ทำเครื่องสักการะไปถวายพ่อครูแสงไฟและพ่อครูเปลวเทียนซึ่งแต่ละปีจะทำการเปลี่ยนเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่เดือนอ้ายผู้ที่ชอบร้อยพวงดอกพุ่มแดงมักจะทำเปลี่ยนให้พ่อครูแสงไฟอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าพวงเก่าจะไม่ได้แห้งหรือเหี่ยวเฉาก็ตาม
ซึ่งพ่อครูแสงไฟก็ไม่ได้ว่าอะไร หากเดือนอ้ายอยากทำถวายเขาก็พร้อมที่จะรับไว้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อผู้อื่นทำให้เขากลับไม่รับ
“เดือนอ้าย”
“เสร็จแล้วจ้ะแม่”
เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นหน้าประตูเรือน เดือนอ้ายก็ละสายตาจากพวงดอกพุ่มแดงที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูพร้อมกับตอบรับเสียงใส แล้วลุกขึ้นยืนจากบริเวณข้างหน้าต่างที่เธอนั่งร้อยพวงดอกพุ่มแดงตั้งแต่เช้าเพื่อนำไปให้ผู้เป็นแม่
เดือนงามส่งยิ้มให้ลูกสาวหลังจากที่เดือนอ้ายเปิดประตูและก้าวเดินออกไปหา เมื่อเห็นพวงดอกพุ่มแดงที่ร้อยอย่างสวยงามดูแปลกตา ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“งามนัก แม่ไม่เคยเห็นพวงดอกพุ่มแดงเช่นนี้มาก่อน ดอกไม้สีขาว ๆ นี้เอ็งได้มาจากที่ใดรึ”
เดือนงามรับพวงดอกพุ่มแดงไปจากมือเดือนอ้ายแล้วมองพวงดอกพุ่มแดงที่ในส่วนของวงคล้องมีความกว้างพอสมควร ถูกร้อยด้วยดอกไม้สีขาวดอกเล็ก ๆ ซ้อนทับกันจนมีความหนา และนำส่วนปลายทั้งสองด้านมาบรรจบกันโดยมีดอกพุ่มแดงดอกใหญ่ร้อยล้อมรอบและมีอุบะห้อยระย้าลงมาจำนวนห้าสาย ซึ่งแต่ละสายก็ถูกร้อยด้วยดอกสีขาวเล็ก ๆ และในส่วนของปลายก็เป็นดอกพุ่มแดง
“ในตำราเรียกว่า ดอกมะลิ จ้ะแม่ มีกลิ่นหอมตั้งแต่ยังเป็นดอกตูม หากบานสะพรั่งก็จะยิ่งส่งกลิ่นหอม”
“งั้นรึ แม่ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ข้าก็ไม่เคยเห็นจ้ะ เคยเห็นแต่ในตำรา คืนก่อนข้าบังเอิญได้กลิ่นจึงเดินตามไปดูเห็นมันขึ้นอยู่เป็นกลุ่มในป่าจึงเก็บกลับมาด้วย”
“แอบเข้าไปในป่ายามค่ำมืดผู้เดียวอีกแล้วรึ”
“...ข้านอนไม่หลับจ้ะแม่”
“นอนไม่หลับอย่างไรก็อย่าได้ออกไปเดินเพ่นพ่านเช่นนี้อีก ยิ่งในป่า ยิ่งไม่ควร”
“จ้ะแม่”
เดือนงามพูดกำชับและมองเดือนอ้ายอย่างไม่สบายใจ เพราะหากอยู่เรือนเดียวกันก็ยังพอจะสอดส่องดูแลเดือนอ้ายได้ แต่เมื่อไม่ได้อยู่ด้วยกันพอค่ำมืดต่างคนต่างนอนหลับ เดือนอ้ายจะออกไปไหนหรือทำอะไรเธอก็ไม่รู้
“แม่รีบไปเถิด หากสายจะถวายไม่ทัน”
“เอ็งไม่ไปรึ”
“แม่ไปผู้เดียวน่ะดีแล้ว ข้าไปบ่อย ๆ ก็เกรงว่าผู้อื่นจะมองพ่อครูแสงไม่ดี”
“ไม่มีผู้ใดคิดเช่นนั้นหรอก”
“ไม่มีผู้ใดไม่คิดเสียมากกว่า”
พูดจบเดือนอ้ายก็จับต้นแขนเล็กของผู้เป็นแม่ให้หันหลังแล้วเดินลงไปจากเรือน แล้วยืนมองแผ่นหลังเล็กเดินถือกระจาดผลไม้และพวงดอกพุ่มแดงที่เดือนอ้ายตั้งใจทำไปถวายพ่อครูแสงไฟ ซึ่งเดือนอ้ายทำทั้งหมดสองพวง
“เพียงแค่ฝากของไป แม่เฒ่าคงจะไม่ว่าอะไร”
เอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาสายตาที่มองไปยังเรือนไม้ของพ่อครูแสงไฟก็หม่นแสงแสนน่าสงสาร แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินก้มหน้ากลับเข้าไปในเรือนของตน
เรือนพ่อครูแสงไฟ
เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากในตำหนักของพ่อครูแสงไฟทำให้เดือนงามที่เดินเข้าไปใกล้พลันหยุดชะงัก แล้วหันไปมองยังผู้คนที่ยืนจับกลุ่มชะเง้อมองมายังเรือนพ่อครูแสงไฟด้วยความสงสัย
“เกิดเหตุใดขึ้นรึ”
“อีขวัญมันถูกผีเข้า!”
“ผีเข้ารึ”
“เออ! มันเข้าไปในป่า กลับมาก็จับไข้นอนซมอยู่หลายวัน พ่อแม่มันเห็นท่าไม่ดีจึงพามาหาพ่อครูแสงไฟ ข้าเห็นกับตาว่าเพียงแค่มันก้าวขาเหยียบบันไดเรือนพ่อครูแสงมันก็กรีดร้องจนข้าตกใจขวัญกระเจิง!”
หญิงวัยกลางคนที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ที่พ่อแม่ของขวัญพาลูกสาวของตนมาหาพ่อครูแสงไฟเอ่ยพูดให้เดือนงามฟัง ทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วได้ยินด้วยต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจนเกิดเสียงดังเซ็งแซ่
“เงียบเสียง พ่อครูแสงกำลังทำพิธี”
ผืนฟ้าที่กลับมาจากหาผลไม้แล้วเห็นผู้คนยืนชะเง้อมองมายังเรือนพ่อครูแสงไฟจึงเดินมาดูด้วยความอยากรู้ แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมทั้งได้ยินเสียงสวดท่องบริกรรมคาถาที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน ก็เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบก่อนจะเดินจากไป ทำให้พวกชาวบ้านต่างพากันปิดปากและเดินแยกย้ายกลับไปชะเง้อมองเงียบ ๆ ที่เรือนของตน
ส่วนเดือนงามที่ตั้งใจจะนำผลไม้และพวงดอกพุ่มแดงของเดือนอ้ายมาถวาย ก็ก้มหน้ามองของในกระจาดแล้วเดินหลบเลี่ยงออกห่างจากเรือนของพ่อครูแสงไฟไปนั่งยังแคร่ไม้หน้าเรือนผู้อื่นเพื่อรอ
เช้ามืดเพราะคำบอกกล่าวของผู้เป็นแม่ที่กำชับว่าให้เดือนอ้ายออกจากเรือนแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่าก่อนตะวันจะขึ้น ทำให้ตอนนี้เดือนอ้ายที่มีผ้าผืนแดงคลุมหัวและสะพายห่อผ้าอยู่ที่ไหล่เล็กเดินเข้าไปในป่า ไปในเส้นทางที่เธอพอจะคุ้นเคยเพราะเคยเข้าไปเก็บผลไม้กับผู้เป็นพ่อและแม่แม้ว่าจะไม่บ่อยก็ตาม พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง เพราะตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเดือนอ้ายมันมืดพอสมควรแม้ว่าใกล้จะเช้าแล้วก็ตาม“แล้วข้าจะต้องเดินไปทางใด”เดือนอ้ายหยุดยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วหันมองซ้ายขวาอย่างคิดไม่ตกว่าจะต้องเดินไปทางใด เพราะทางที่พอจะจำได้เธอก็เดินมาจนสุดทางแล้ว“ก็ฉันคิดถึงเธอ มันคิดถึง...”“...”“ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร”เสียงของชายหนุ่มที่เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงยานครางทำให้เดือนอ้ายสะดุ้งและหันมองไปรอบ ๆ อย่างลนลาน อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่เสียงแต่คล้ายว่าจะมีเสียงเครื่องดนตรีประกอบ ซึ่งเดือนอ้ายนั้นไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดเพราะเสียงไม่คล้ายกับที่หมู่บ้านของเธอนั้นมีแต่เมื่อตั้งสติและยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ เดือนอ้ายก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยิ
เรือนเดือนอ้าย“มันผีเข้า แต่ว่ามันยังมีบุญจึงไปหาพ่อครูแสงไฟให้ช่วยได้ทัน มิเช่นนั้นป่านนี้พ่อกับแม่ของมันคงจะแบกร่างไร้ลมหายใจของลูกสาวกลับเรือน”“ผีเข้ารึ”เดือนอ้ายที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าประตูแล้วสอดส่องสายตามองออกไปข้างนอกผ่านช่องเล็ก ๆ ของบานประตูที่เปิดแง้มเพื่อรอผู้เป็นแม่กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ เอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงของหญิงวัยกลางคนโจษจันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเช้านี้เดือนอ้ายขยับนั่งหลังตรงแล้วปิดประตูเรือน ใบหน้าสวยก็หันกลับมามองภายในเรือนของตนอย่างรู้สึกหวาดกลัว“เดือนอ้าย”“เฮือก! แม่!”เดือนอ้ายที่นั่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนพร้อมกับขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในหัวพลันสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียก และเมื่อหันกลับมามองแล้วพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้เป็นแม่ก็ยกมือขึ้นทาบอกแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง“เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วข้าเรียกอยู่นานเอ็งไม่ได้ยินรึถึงได้สะดุ้งจนตัวโยน”“ข้า ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจ้ะแม่”“...”“ข้านั่งรอแม่นั่นแหละ มาดักรอว่าแม่จะกลับมาเมื่อใด”“เหตุใดถึงต้องรอ รอกินผลไม้รึ”“...จ้ะ”“มิใช่ว่ารอฟังจากปากข
“ผู้ต่ำต้อยเช่นมึง กล้าดีอย่างไรมาลองดีกับกู!”น้ำเสียงเข้มคล้ายชายแก่ตะคอกใส่พ่อครูแสงไฟที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าหิ้งบูชาด้วยท่าทางนิ่งสงบ โดยที่สองแขนของขวัญถูกพ่อและแม่จับตรึงแขนไว้คนละข้างไม่ให้ลูกสาวของตนที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นอะไรพุ่งเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟแม้ว่าก่อนหน้านี้พ่อครูจะสวดท่องบริกรรมคาถาเพื่อขับไล่ แต่บางอย่างที่สิงสู่อยู่ในตัวของขวัญกลับไม่ยอมออกไปพ่อครูแสงไฟหันไปหยิบม้วนสายสิญจน์แล้วนำมาพันรอบหัวของขวัญ ซึ่งเธอก็ยังคงมีท่าทีพยศและต่อต้านไม่ยอมให้พ่อครูแสงไฟทำในสิ่งที่ต้องการได้โดยง่าย ฝ่ามือใหญ่จึงวางลงที่หัวทับสายสิญจน์สีขาวที่พันส่วนอีกมือก็ยกขันน้ำมนต์ที่ถูกปลุกเสกแล้วมาถือไว้พร้อมกับสวดท่องบริกรรมคาถา“มึงจะลองดีกับกูรึ!”“มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน ภูตัง มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศาสัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”สิ้นเสียงสวดท่องพ่อครูแสงไฟก็ยกขันน้ำมนต์เทราดตั้งแต่หัวจนเปียกชุ่มไปทั้งตัวของขวัญ ทำให้หญิงสาวตัวเล็กกรีดร้องและดิ้นทุรนทุรายจนผู้เป็นพ่อและแม่แทบจะสู
สองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายใบหน้าของหัวสวมที่มีลวดลายการวาดเขียนและแกะสลักงดงามไม่ต่างไปจากใบหน้าที่ถูกปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเรียวรีและวาดเขียนเป็นรูปดอกทัดรักทัดยังใบหูซ้าย ก้มหน้ามองสิ่งของที่ถูกทำอย่างประณีตในมือเรียวทั้งสองเดือนอ้ายมองพวงดอกพุ่มแดงที่ทำจนเสร็จสิ้นในมือด้วยความใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมองไม่ได้เป็นประกายสดใสเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ทำไปถวายพ่อครูแสงไฟเพื่อกราบไหว้หัวสวมด้วยตัวเองซึ่งพวงดอกพุ่มแดงนั้นจะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีเลือกคู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังใช้เป็นเครื่องกราบไหว้หัวสวม โดยปกติแล้ววันนาแม่ของลัลนาจะเป็นผู้ที่ทำเครื่องสักการะไปถวายพ่อครูแสงไฟและพ่อครูเปลวเทียนซึ่งแต่ละปีจะทำการเปลี่ยนเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่เดือนอ้ายผู้ที่ชอบร้อยพวงดอกพุ่มแดงมักจะทำเปลี่ยนให้พ่อครูแสงไฟอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าพวงเก่าจะไม่ได้แห้งหรือเหี่ยวเฉาก็ตามซึ่งพ่อครูแสงไฟก็ไม่ได้ว่าอะไร หากเดือนอ้ายอยากทำถวายเขาก็พร้อมที่จะรับไว้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อผู้อื่นทำให้เขากลับไม่รับ“เดือนอ้าย”“เสร็จแล้วจ้ะแม่”เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดั
ในขณะที่พูดเดือนอ้ายไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองพ่อครูที่ก้าวเดินมาหยุดยืนตรงหน้า แต่เพียงไม่นานร่างเล็กก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟ ใบหน้างดงามที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหัวสวมก็มองพ่อครูแสงไฟที่ใบหน้าที่แท้จริงหลบซ่อนอยู่ในหัวสวมเช่นเดียวกันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม“พ่อครูจ๋า”“ต้องการสิ่งใด บอกข้า”สิ้นเสียงทุ้มพ่อครูแสงไฟก็เป็นฝ่ายก้าวเดินเข้าหาเดือนอ้าย สายตาก็จับจ้องมองเธอไม่วางตาทำให้เดือนอ้ายก้าวเดินถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับต้นไม้ใหญ่ไร้ซึ่งหนทางหลบหนีแขนข้างขวาที่ไร้ซึ่งผ้าผืนสีขาวคล้องแขนไว้เช่นทุกครั้งถูกยกขึ้นไปวางมือยังลำต้นเหนือหัวของเดือนอ้ายมืออีกข้างก็วางแตะยังสะโพกผาย แล้วก้มหน้าลงมาใกล้ทำให้เดือนอ้ายต้องยกมือเล็กข้างซ้ายที่สั่นเทาขึ้นดันหน้าท้องแข็งของพ่อครูแสงไฟเอาไว้เบา ๆ“ข้า ต้องการให้พ่อครูแสงไฟอย่ายุ่งกับข้าอีก”“...”“อยู่ให้ห่างจากข้า”“หากข้าไม่ทำล่ะ”“พ่อครูจะต้องเสียใจ”“...”“หากไม่อยากแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะข้า อย่า ยุ่ง กับ ข้า อีก”ท้ายประโยคเสียงหวานเอ่ยพูดเน้นย้ำทีละคำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แต่กลับรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งที่มือเล็กของเธอวางมือผลัก
ตกดึกเสียงบานประตูไม้ไผ่ฝั่งตำหนักถูกเปิดออกในช่วงกลางดึกที่บรรยากาศรอบเรือนไม้สงบเงียบและปกคลุมไปด้วยความมืด มีเพียงแค่แสงจากดวงจันทร์และแสงจากคบไฟหน้าเรือนที่มีชาวบ้านแวะเวียนมาจุดให้พ่อครูแสงไฟเป็นประจำเท่านั้น ที่ทำให้บริเวณหน้าเรือนของพ่อครูแสงไฟที่เจ้าของเพิ่งจะเปิดประตูแล้วก้าวเดินออกมาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนพอสมควรทุกอย่างยังคงถูกวางไว้ที่เดิม รวมทั้งตะกร้าสานที่มีผ้าผืนสีขาวถูกพับเรียงไว้ในนั้นอย่างเรียบร้อยวางอยู่หน้าเรือนนอนของพ่อครูแสงไฟใบหน้าหล่อคมคายนิ่งเรียบ สายตาไร้ซึ่งความคิดให้คาดเดา มองไปยังตะกร้าสานพร้อมกับขายาวที่ก้าวเดินเข้าไปหาและก้มลงไปยกมันขึ้นมาเพื่อนำกลับเข้าไปในเรือนนอนของตนซึ่งก่อนหน้านี้นับตั้งแต่เช้าที่เดือนอ้ายออกไปจากเรือนเขา พ่อครูแสงไฟก็เข้าฌานทำสมาธิตัดขาดจากโลกภายนอก โดยมีกุมารใบบุญคอยเป็นหูเป็นตาหากเกิดเหตุใดขึ้นก็จะเป็นผู้ที่ปลุกเขาให้ออกจากสมาธิแต่เรื่องบางเรื่องกุมารใบบุญก็ไม่อาจจะปริปากพูดได้ ด้วยเกรงว่าจะถูกคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเอ็ดดุและลงโทษพ่อครูแสงไฟนำตะกร้าสานมาวางลงไว้ข้างหีบผ้าที่อยู่มุมเรือน ร่างสูงย่อตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วย
เรือนพ่อครูแสงไฟเดือนอ้ายก้มหน้าเดินตามหลังพ่อครูแสงไฟกลับมาที่เรือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้พ่อครูแสงไฟอยู่กับเธอจนซักผ้าเสร็จ และเมื่อเดือนอ้ายกลับมาตากผ้าที่หลังเรือนของตน พ่อครูแสงไฟก็เดินเอามือไพล่หลังตามเธอมาและหยุดยืนมองเข้าไปในป่าอยู่ไม่ไกลจากเดือนอ้าย โดยไม่ยอมกลับเรือนตัวเองเดือนอ้ายที่ตาก
เช้าเรือนเดือนอ้ายดวงตาคู่สวยที่แฝงเร้นไปด้วยความเศร้าหมองมองหีบผ้านุ่งที่บัดนี้มันว่างเปล่าเนื่องจากเป็นเวลานานหลายวันแล้วที่เดือนอ้ายไม่ได้ออกไปซักผ้าและเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือน เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอกจึงทำให้กลัวและระแวงจนไม่อยากออกไปที่ใดทั้งกลัว เสือ ชายห
“หากข้ารักษาเอ็งไม่ได้ ข้าก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้ให้ผู้ใดกราบไหว้อีก”“ข้าไม่อยากให้พ่อครูช่วยข้าแล้ว”“...”“พ่อครูต้องเจ็บและทนทุกข์ทรมานเพราะช่วยข้ามามากพอแล้ว”“อย่าได้คิดเชื่อคำแม่เฒ่า คนที่เอ็งควรเชื่อฟังมีเพียงข้า”“...”“เว้นเสียแต่ว่า เอ็งไม่อยากพบหน้าข้าอีก”“...”“ข้าใจร้ายกับเอ็งรึ”“พ่อครูไ
เดือนอ้ายยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากอดตัวเองไว้เมื่อเสือเดินออกมายืนปรากฏตัวให้เธอเห็นแบบชัดเจนพร้อมกับกระหน่ำปาก้อนหินใส่ตัวของเดือนอ้าย เพราะในร่างกายของผู้คนที่นี่จุดที่อ่อนแอที่สุดก็คือตามร่างกาย จุดที่แข็งที่สุดก็คือหัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่างกายจะบอบบางจนโดนกระทบกระแทกนิดหน่อยแล้วเจ็บเพราะหัวสวมนั้นปก







