LOGINผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่าทางนิ่งขรึมแสนสง่า 'พ่อครู'ที่ราวกับอยู่สูงสุดเกินจะเอื้อมมือถึง แต่เขากลับห่วงใยเฝ้ารักษา'เธอ'จากอาการเจ็บไข้ไร้ทางหายขาด "ของบางสิ่งแตะต้องเพียงแค่แผ่วเบา มือก็สั่นเทา..."
View Moreสามเดือนผ่านไป
เรือนแม่หมอ (ช่วงค่ำ)
“น้ำอบ ลัลนาคลอดแล้วรึ”
เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของ เดือนอ้าย เอ่ยถาม น้ำอบ หญิงสาวที่ยืนลูบท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ของตนอยู่ข้าง เดโช คนรักของเธอ ทำให้น้ำอบหันมามองเดือนอ้ายและตอบกลับเสียงใสด้วยความดีใจและแสนยินดี
“คลอดแล้ว เอ็งไม่ต้องห่วงมันแข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ข้าได้ยินเสียงแม่หมอพูดว่ามันได้ลูกชาย”
“จริงรึ ลัลนาเก่งเหลือเกิน”
ดวงตาคู่สวยที่คราแรกเต็มไปด้วยความกังวลของเดือนอ้ายแต่เมื่อได้ยินว่าเพื่อนรักอย่าง ลัลนา คลอดลูกแล้วอีกทั้งยังปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกก็ทำให้เธอรู้สึกเบาใจ สายตาก็เป็นประกายริมฝีปากเล็กสีชมพูระเรื่อเป็นธรรมชาติก็คลี่ยิ้มและชะเง้อมองขึ้นไปบนเรือนแม่หมอด้วยความดีใจ
ซึ่งเดือนอ้ายรู้ข่าวว่าลัลนาและควันธูปย้ายจากเรือนมาอยู่เรือนแม่หมอเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ไม่รู้ว่าคลอดวันนี้จึงไม่ได้มาดูตั้งแต่แรกแต่เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของชาวบ้านว่าลัลนาส่งเสียงเจ็บปวดเห็นทีจะคลอดวันนี้ก็ทำให้เดือนอ้ายออกจากเรือนมาหาทันที แม้จะช่วยอะไรไม่ได้แต่ก็อยากมาเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเพื่อนของเธอ
และเหตุที่เดือนอ้ายไม่ค่อยรู้ข่าวคราวของผู้ใดเพราะเธอเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน แทบไม่เคยออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน จะออกจากเรือนก็แค่ตอนค่ำที่ผู้คนหลับใหลเพื่อไปอาบน้ำยังลำธาร เพราะเธอไม่ค่อยแข็งแรงและเป็นเพราะ...
“เอ็งขึ้นไปดูสิ ไพรพายก็อยู่บนเรือน”
“ขึ้นไปได้รึ”
“ขึ้นได้ แต่ข้าท้องอยู่พ่อครูไม่ให้ขึ้นไป”
“พ่อครูรึ”
“พ่อครูเปลวเทียน”
“มีผู้อื่นอีกรึไม่”
เดือนอ้ายเอ่ยถามเสียงเบาทำให้น้ำอบมองหน้าเธออย่างนึกรู้ว่าเหตุใดเดือนอ้ายถึงถามเช่นนี้ เพราะเรื่องที่เดือนอ้ายหลบหน้าพ่อครูแสงไฟมาตลอดหลายเดือนทุกคนต่างรู้และสังเกตได้
“พ่อครูทั้งสองนั่นแหละ เพราะลัลนามันคลอดตอนค่ำ เกรงว่าจะมีสิ่งไม่ดีมากล้ำกราย”
“งั้นรึ เช่นนั้นข้ารออยู่ข้างล่างดีกว่า ขึ้นไปจะเกะกะเสียเปล่า ๆ”
สิ้นเสียงหวานดวงตาคู่สวยของเดือนอ้ายที่มองขึ้นไปบนเรือนแม่หมอแล้วเห็นร่างสูงของชายผู้หนึ่งที่นุ่งผ้าโสร่งสีขาวก้าวเดินออกมาหยุดยืนอยู่บริเวณชานเรือน ก็รีบก้มหน้าและเดินไปยืนอยู่ข้างหลังเดโชและน้ำอบ
ทำให้ พ่อครูแสงไฟ ที่มองลงมายังกลุ่มคนด้านล่าง มองด้วยสายตาและใบหน้าที่นิ่งเรียบ
ขายาวก้าวเดินลงบันไดด้วยท่าทางนิ่งสงบและแสนสง่า แขนแกร่งข้างขวายกขึ้นมากำมือไว้ที่บริเวณขอบผ้านุ่ง แขนอีกข้างตกอยู่ข้างลำตัวและบ่าซ้ายมีผ้าสีขาวสะอาดวางพาด ใบหน้าและสายตามองตรงไปยังทางเบื้องหน้า พ่อครูแสงไฟเดินผ่านคนที่ยืนอยู่ด้านล่างไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง
เดือนอ้ายยืนก้มหน้ามองเท้าของพ่อครูแสงไฟที่เดินผ่านไปด้วยหัวใจที่เจ็บหน่วง จนกระทั่งมั่นใจว่าพ่อครูแสงไฟเดินจากไปไกลแล้วจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
“น้ำอบขึ้นมาได้แล้ว! เดือนอ้าย!”
เสียงของไพรพายที่ดังขึ้นเรียกสติเดือนอ้ายที่ยืนมองพ่อครูแสงไฟราวกับคนที่ตกอยู่ในภวังค์ให้หันกลับไปมอง และเมื่อไพรพายเห็นเดือนอ้ายเธอก็รีบส่งเสียงเรียกด้วยความดีใจและรีบเดินลงมาหาในทันที
“จะตกเรือน!”
แต่น้ำเสียงเข้มที่พูดดุตามหลังไพรพายมานั้นก็ทำให้ทั้งสามคนที่กำลังจะเดินเข้าไปหาไพรพายชะงัก แต่ไพรพายกลับหันไปส่งยิ้มหวานให้พ่อครูเปลวเทียนอย่างไม่กลัว
“ข้าจะไปบอกเอ็งที่เรือนอยู่เชียว”
“เหตุใดไม่บอกข้าตั้งแต่แรก”
เดือนอ้ายเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเมื่อไพรพายเดินลงมาหาและจับมือเธอไปกุมไว้ ทำให้ไพรพายมองเพื่อนรักด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ลัลนามันสั่งไว้ กลัวเอ็งจะเป็นห่วงเช่นนี้”
“จะไม่ห่วงได้อย่างไรเพื่อนข้าทั้งคน แล้วมันเจ็บท้องนานรึไม่”
“ตั้งแต่โพล้เพล้ แต่ก็ไม่นานหรอก เลิกห่วงมันได้แล้ว! มันแข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก ตอนนี้อุ้มลูกซุกอกผัวอยู่ สบายใจเชียว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เอ็งก็อย่าวิ่ง ท้องยังอ่อนอยู่”
เดือนอ้ายพยักหน้ารับรู้ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและไม่ลืมที่จะกำชับไพรพายด้วยน้ำเสียงเอ็ดดุ เพราะตอนนี้ไพรพายท้องแล้ว
ซึ่งคนที่เป็นห่วงไพรพายเสียยิ่งกว่าใครก็คือชายหนุ่มที่นุ่งโสร่งสีดำยืนอยู่บนชานเรือนอย่าง พ่อครูเปลวเทียน แล้วมองไพรพายไม่ละสายตาทำให้คนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวไพรพายรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
พ่อครูเปลวเทียนยืนมองไพรพายพาเดือนอ้าย น้ำอบและเดโชขึ้นมาบนเรือนแล้วเดินไปจับมือเล็กของไพรพายมากุมไว้ด้วยความหวงแหนไม่อยากให้เธออยู่ห่างตัว แต่ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปในเรือนแม่หมอ พ่อครูเปลวเทียนก็มองไปเห็น กุมารใบบุญ ยืนแอบมองอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ จึงยกยิ้มมุมปากสายตาก็เป็นประกายแสนเจ้าเล่ห์
เช้ามืดเพราะคำบอกกล่าวของผู้เป็นแม่ที่กำชับว่าให้เดือนอ้ายออกจากเรือนแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่าก่อนตะวันจะขึ้น ทำให้ตอนนี้เดือนอ้ายที่มีผ้าผืนแดงคลุมหัวและสะพายห่อผ้าอยู่ที่ไหล่เล็กเดินเข้าไปในป่า ไปในเส้นทางที่เธอพอจะคุ้นเคยเพราะเคยเข้าไปเก็บผลไม้กับผู้เป็นพ่อและแม่แม้ว่าจะไม่บ่อยก็ตาม พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง เพราะตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเดือนอ้ายมันมืดพอสมควรแม้ว่าใกล้จะเช้าแล้วก็ตาม“แล้วข้าจะต้องเดินไปทางใด”เดือนอ้ายหยุดยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วหันมองซ้ายขวาอย่างคิดไม่ตกว่าจะต้องเดินไปทางใด เพราะทางที่พอจะจำได้เธอก็เดินมาจนสุดทางแล้ว“ก็ฉันคิดถึงเธอ มันคิดถึง...”“...”“ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร”เสียงของชายหนุ่มที่เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงยานครางทำให้เดือนอ้ายสะดุ้งและหันมองไปรอบ ๆ อย่างลนลาน อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่เสียงแต่คล้ายว่าจะมีเสียงเครื่องดนตรีประกอบ ซึ่งเดือนอ้ายนั้นไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดเพราะเสียงไม่คล้ายกับที่หมู่บ้านของเธอนั้นมีแต่เมื่อตั้งสติและยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ เดือนอ้ายก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยิ
เรือนเดือนอ้าย“มันผีเข้า แต่ว่ามันยังมีบุญจึงไปหาพ่อครูแสงไฟให้ช่วยได้ทัน มิเช่นนั้นป่านนี้พ่อกับแม่ของมันคงจะแบกร่างไร้ลมหายใจของลูกสาวกลับเรือน”“ผีเข้ารึ”เดือนอ้ายที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าประตูแล้วสอดส่องสายตามองออกไปข้างนอกผ่านช่องเล็ก ๆ ของบานประตูที่เปิดแง้มเพื่อรอผู้เป็นแม่กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ เอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงของหญิงวัยกลางคนโจษจันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเช้านี้เดือนอ้ายขยับนั่งหลังตรงแล้วปิดประตูเรือน ใบหน้าสวยก็หันกลับมามองภายในเรือนของตนอย่างรู้สึกหวาดกลัว“เดือนอ้าย”“เฮือก! แม่!”เดือนอ้ายที่นั่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนพร้อมกับขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในหัวพลันสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียก และเมื่อหันกลับมามองแล้วพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้เป็นแม่ก็ยกมือขึ้นทาบอกแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง“เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วข้าเรียกอยู่นานเอ็งไม่ได้ยินรึถึงได้สะดุ้งจนตัวโยน”“ข้า ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจ้ะแม่”“...”“ข้านั่งรอแม่นั่นแหละ มาดักรอว่าแม่จะกลับมาเมื่อใด”“เหตุใดถึงต้องรอ รอกินผลไม้รึ”“...จ้ะ”“มิใช่ว่ารอฟังจากปากข
“ผู้ต่ำต้อยเช่นมึง กล้าดีอย่างไรมาลองดีกับกู!”น้ำเสียงเข้มคล้ายชายแก่ตะคอกใส่พ่อครูแสงไฟที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าหิ้งบูชาด้วยท่าทางนิ่งสงบ โดยที่สองแขนของขวัญถูกพ่อและแม่จับตรึงแขนไว้คนละข้างไม่ให้ลูกสาวของตนที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นอะไรพุ่งเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟแม้ว่าก่อนหน้านี้พ่อครูจะสวดท่องบริกรรมคาถาเพื่อขับไล่ แต่บางอย่างที่สิงสู่อยู่ในตัวของขวัญกลับไม่ยอมออกไปพ่อครูแสงไฟหันไปหยิบม้วนสายสิญจน์แล้วนำมาพันรอบหัวของขวัญ ซึ่งเธอก็ยังคงมีท่าทีพยศและต่อต้านไม่ยอมให้พ่อครูแสงไฟทำในสิ่งที่ต้องการได้โดยง่าย ฝ่ามือใหญ่จึงวางลงที่หัวทับสายสิญจน์สีขาวที่พันส่วนอีกมือก็ยกขันน้ำมนต์ที่ถูกปลุกเสกแล้วมาถือไว้พร้อมกับสวดท่องบริกรรมคาถา“มึงจะลองดีกับกูรึ!”“มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน ภูตัง มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศาสัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”สิ้นเสียงสวดท่องพ่อครูแสงไฟก็ยกขันน้ำมนต์เทราดตั้งแต่หัวจนเปียกชุ่มไปทั้งตัวของขวัญ ทำให้หญิงสาวตัวเล็กกรีดร้องและดิ้นทุรนทุรายจนผู้เป็นพ่อและแม่แทบจะสู
สองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายใบหน้าของหัวสวมที่มีลวดลายการวาดเขียนและแกะสลักงดงามไม่ต่างไปจากใบหน้าที่ถูกปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเรียวรีและวาดเขียนเป็นรูปดอกทัดรักทัดยังใบหูซ้าย ก้มหน้ามองสิ่งของที่ถูกทำอย่างประณีตในมือเรียวทั้งสองเดือนอ้ายมองพวงดอกพุ่มแดงที่ทำจนเสร็จสิ้นในมือด้วยความใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมองไม่ได้เป็นประกายสดใสเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ทำไปถวายพ่อครูแสงไฟเพื่อกราบไหว้หัวสวมด้วยตัวเองซึ่งพวงดอกพุ่มแดงนั้นจะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีเลือกคู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังใช้เป็นเครื่องกราบไหว้หัวสวม โดยปกติแล้ววันนาแม่ของลัลนาจะเป็นผู้ที่ทำเครื่องสักการะไปถวายพ่อครูแสงไฟและพ่อครูเปลวเทียนซึ่งแต่ละปีจะทำการเปลี่ยนเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่เดือนอ้ายผู้ที่ชอบร้อยพวงดอกพุ่มแดงมักจะทำเปลี่ยนให้พ่อครูแสงไฟอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าพวงเก่าจะไม่ได้แห้งหรือเหี่ยวเฉาก็ตามซึ่งพ่อครูแสงไฟก็ไม่ได้ว่าอะไร หากเดือนอ้ายอยากทำถวายเขาก็พร้อมที่จะรับไว้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อผู้อื่นทำให้เขากลับไม่รับ“เดือนอ้าย”“เสร็จแล้วจ้ะแม่”เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดั





