LOGINเดือนอ้ายยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากอดตัวเองไว้เมื่อเสือเดินออกมายืนปรากฏตัวให้เธอเห็นแบบชัดเจนพร้อมกับกระหน่ำปาก้อนหินใส่ตัวของเดือนอ้าย เพราะในร่างกายของผู้คนที่นี่จุดที่อ่อนแอที่สุดก็คือตามร่างกาย จุดที่แข็งที่สุดก็คือหัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่างกายจะบอบบางจนโดนกระทบกระแทกนิดหน่อยแล้วเจ็บเพราะหัวสวมนั้นปกป้องคุ้มครอง
แต่หากโดนกระทำซ้ำ ๆ ต่อเนื่องด้วยแรงของผู้ที่สวมใส่หัวสวมเหมือนกัน ก็จะทำให้แรงนั้นมันมากกว่าแรงคนปกติทั่วไปที่ไม่มีหัวสวมหลายเท่า
เดือนอ้ายพยายามลุกขึ้นยืนหลบหนีเพื่อเอาตัวรอดและด้วยความรีบร้อนจึงทำให้เธอล้มลงไปนั่งพับเพียบกับพื้นด้วยความแรง เสือที่ยืนมองอยู่อีกฝั่งจึงหัวเราะออกมาเสียงดังแต่เพียงไม่นานเสียงนั้นก็เงียบไป เดือนอ้ายจึงหันกลับไปมองด้วยความสงสัยเพราะนึกกลัวว่าที่เขาเงียบไปเพราะกำลังมุ่งหน้ามาหาเธอหรือเปล่า
“ไป”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจเอ่ยพูดออกคำสั่งเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้เสือที่ยืนมองอยู่อีกฝั่งตัวแข็งทื่อ เมื่อได้เห็นร่างสูงในชุดผ้าขาว จึงรีบลนลานวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าทันที
แต่ไม่เพียงแค่เสือที่ตัวแข็งเพราะเดือนอ้ายที่หันหน้ากลับไปมองข้างหลังก็นิ่งอยู่ท่าเดิม แม้ว่าเสือจะหนีหายไปจากสายตาเดือนอ้ายก็ยังไม่กล้าหันกลับมามองเจ้าของเสียงที่เธอรู้สึกว่าเขาอยู่ตรงหน้าเธอ
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่จ้ะ ข้าไม่เป็นอะไร”
เดือนอ้ายรีบหันหน้ากลับมามองพ่อครูแสงไฟเมื่อถูกสองมือใหญ่จับที่ต้นแขนทำให้เห็นว่าตอนนี้ร่างสูงสง่าย่อตัวลงมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นการกระทำก็แสนอ่อนโยน
“ลุกไหวรึไม่”
“ไหวจ้ะ”
“ข้าช่วย”
“พ่อครูปล่อยข้าเถิด หากผู้ใดมาเห็นเข้าจะไม่ดี”
“...”
สายตาคู่คมนิ่งสงบมองใบหน้าของหัวสวมเดือนอ้ายที่ก้มหน้าพูดและพยายามดึงมือเขาออกไปจากต้นแขนตัวเองอยู่สักพัก แล้วยอมปล่อยมือออกจากตัวเธอพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูงเดือนอ้ายจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วถอยหลังออกห่างจากพ่อครูแสงไฟใบหน้าก็ยังคงก้มงุดจนปลายคางแทบจะติดอก
“ขอบพระคุณจ้ะพ่อครู”
“...”
ไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมาทำให้เดือนอ้ายลดมือที่ยกขึ้นประนมไหว้ลงช้า ๆ แล้วเดินกลับไปนั่งลงเพื่อกอบผ้าที่กองอยู่บนพื้นขึ้นใส่ตะกร้า เพราะเธอคงจะนั่งซักผ้าต่อไม่ได้ด้วยกลัวว่าหากพ่อครูแสงไฟจากไป เสือจะกลับมาอีก
แต่เมื่อเดือนอ้ายหันหน้ากลับมาเพื่อจะเดินกลับเรือน กลับเห็นว่าพ่อครูแสงไฟยังยืนนิ่งอยู่กับที่และใบหน้าของหัวสวมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ก็มองมายังเธอ
“กลับไปซักให้หมด”
“ซักแล้วจ้ะ ซักเยอะแล้ว”
“โกหก”
“...”
สิ้นเสียงพ่อครูแสงไฟก็เดินไปหยุดยืนอยู่ริมลำธาร แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เดือนอ้ายนั่งซักผ้าเมื่อครู่นี้
“วันนี้พ่อครู...ไม่ทำสมาธิรึ”
“นั่งเงียบ ๆ จิตสงบ ก็เปรียบได้กับทำสมาธิ”
“...”
“ได้ทำบ้างรึไม่”
“ทำจ้ะ ข้าทำก่อนนอนทุกคืน”
“อืม”
เดือนอ้ายค่อย ๆ เดินกลับมานั่งลงที่เดิมแล้วทำทีเป็นซักผ้าต่อทั้ง ๆ ที่ใจหนึ่งก็อยากเดินหนีพ่อครูกลับเรือนแล้วค่อยมาซักวันอื่น แต่อีกใจก็อยากอยู่ใกล้ ๆ พ่อครูเพราะเพียงแค่ได้พบหน้าเขาก็ทำให้เดือนอ้ายรู้สึกดีเหลือเกิน
ผ่านไปครู่ใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมาแต่กลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่นิดเดียว เดือนอ้ายที่นั่งซักผ้าก็ขยับเข้าไปใกล้สายน้ำเพื่อแอบมองใบหน้าของพ่อครูแสงไฟที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ผืนนั้น”
“...”
“เปื้อนมากรึ”
“!”
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามเดือนอ้ายที่กำลังชะโงกหน้ามองสายน้ำก็หันหน้ากลับมามองพ่อครูแสงไฟทำให้เห็นว่าตอนนี้เขากำลังมองเธออยู่ จึงถอยกลับมานั่งหลังตรงที่เดิมด้วยความรู้สึกที่ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้ากับคำถามธรรมดา แต่เดือนอ้ายกลับรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น
“เปื้อนมากรึ”
“เปล่าจ้ะ ไม่ได้เปื้อน”
“แล้วเหตุใดถึงซักนานกว่าผืนอื่น”
“พ่อครู จับผิดข้ารึ”
“เปล่า”
“...”
“แค่มองเอ็งอยู่ตลอด จึงสงสัย”
เดือนอ้ายรีบก้มหน้าหลบหนีสายตาของพ่อครูแสงไฟ เพราะความรู้สึกร้อนรุ่มบนใบหน้าเหมือนจะยิ่งร้อนมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่ได้ยิน
“ผ้าที่เรือนข้าเยอะแล้ว”
“...”
“หากซักของเอ็งเสร็จแล้ว ข้าวานเอ็งไปเอามาซักได้รึไม่”
“...”
“ที่ตำหนักก็ไม่ได้เช็ดถู”
“...”
“ที่หลบหน้าข้า เพราะไม่อยากทำใช่รึไม่”
“เปล่าจ้ะ ข้าอยากทำ ข้าเต็มใจทำ”
เดือนอ้ายรีบเงยหน้าขึ้นมาปฏิเสธเพราะทุกอย่างที่พ่อครูแสงไฟพูดออกมา เขาไม่เคยเอ่ยปากสั่งแต่เป็นเธอที่เสนอขอทำ ด้วยเพราะอยากตอบแทนที่พ่อครูแสงไฟช่วยรักษาอาการเจ็บไข้
หน้าที่ของหญิงสาวทุกคน ที่จะต้องทำเมื่อออกเรือน
“แล้วเหตุใดจึงไม่ทำ ไม่ไปหาข้า”
“ข้าคิดไว้ว่าจะไปวันพรุ่งจ้ะ และที่ไม่ได้ไปทุกวันเช่นเดิม เพราะข้าดีขึ้นแล้ว”
“งั้นรึ”
พ่อครูแสงไฟตอบรับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อเดินมาย่อตัวนั่งลงตรงหน้าเดือนอ้าย ทำให้เธอแทบจะกลั้นหายใจกับความใกล้ชิด
และไม่เพียงเท่านั้นพ่อครูแสงไฟยังวางมือข้างซ้ายของตัวเองลงบนมือเล็กข้างขวาของเดือนอ้าย ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นวางทาบแก้มซ้ายของเธอ
“ตัวยังร้อนอยู่มาก แต่มือกลับเย็นเฉียบ”
เดือนอ้ายนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อมองพ่อครูแสงไฟไม่ละสายตา และอยากจะบอกพ่อครูเหลือเกินว่าอาการเหล่านี้มิใช่อาการเจ็บไข้ แต่มันคืออาการของคนที่กำลังเขินอายและหลงรักพ่อครูอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เช้ามืดเพราะคำบอกกล่าวของผู้เป็นแม่ที่กำชับว่าให้เดือนอ้ายออกจากเรือนแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่าก่อนตะวันจะขึ้น ทำให้ตอนนี้เดือนอ้ายที่มีผ้าผืนแดงคลุมหัวและสะพายห่อผ้าอยู่ที่ไหล่เล็กเดินเข้าไปในป่า ไปในเส้นทางที่เธอพอจะคุ้นเคยเพราะเคยเข้าไปเก็บผลไม้กับผู้เป็นพ่อและแม่แม้ว่าจะไม่บ่อยก็ตาม พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง เพราะตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเดือนอ้ายมันมืดพอสมควรแม้ว่าใกล้จะเช้าแล้วก็ตาม“แล้วข้าจะต้องเดินไปทางใด”เดือนอ้ายหยุดยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วหันมองซ้ายขวาอย่างคิดไม่ตกว่าจะต้องเดินไปทางใด เพราะทางที่พอจะจำได้เธอก็เดินมาจนสุดทางแล้ว“ก็ฉันคิดถึงเธอ มันคิดถึง...”“...”“ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร”เสียงของชายหนุ่มที่เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงยานครางทำให้เดือนอ้ายสะดุ้งและหันมองไปรอบ ๆ อย่างลนลาน อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่เสียงแต่คล้ายว่าจะมีเสียงเครื่องดนตรีประกอบ ซึ่งเดือนอ้ายนั้นไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดเพราะเสียงไม่คล้ายกับที่หมู่บ้านของเธอนั้นมีแต่เมื่อตั้งสติและยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ เดือนอ้ายก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยิ
เรือนเดือนอ้าย“มันผีเข้า แต่ว่ามันยังมีบุญจึงไปหาพ่อครูแสงไฟให้ช่วยได้ทัน มิเช่นนั้นป่านนี้พ่อกับแม่ของมันคงจะแบกร่างไร้ลมหายใจของลูกสาวกลับเรือน”“ผีเข้ารึ”เดือนอ้ายที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าประตูแล้วสอดส่องสายตามองออกไปข้างนอกผ่านช่องเล็ก ๆ ของบานประตูที่เปิดแง้มเพื่อรอผู้เป็นแม่กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ เอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงของหญิงวัยกลางคนโจษจันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเช้านี้เดือนอ้ายขยับนั่งหลังตรงแล้วปิดประตูเรือน ใบหน้าสวยก็หันกลับมามองภายในเรือนของตนอย่างรู้สึกหวาดกลัว“เดือนอ้าย”“เฮือก! แม่!”เดือนอ้ายที่นั่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนพร้อมกับขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในหัวพลันสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียก และเมื่อหันกลับมามองแล้วพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้เป็นแม่ก็ยกมือขึ้นทาบอกแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง“เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วข้าเรียกอยู่นานเอ็งไม่ได้ยินรึถึงได้สะดุ้งจนตัวโยน”“ข้า ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจ้ะแม่”“...”“ข้านั่งรอแม่นั่นแหละ มาดักรอว่าแม่จะกลับมาเมื่อใด”“เหตุใดถึงต้องรอ รอกินผลไม้รึ”“...จ้ะ”“มิใช่ว่ารอฟังจากปากข
“ผู้ต่ำต้อยเช่นมึง กล้าดีอย่างไรมาลองดีกับกู!”น้ำเสียงเข้มคล้ายชายแก่ตะคอกใส่พ่อครูแสงไฟที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าหิ้งบูชาด้วยท่าทางนิ่งสงบ โดยที่สองแขนของขวัญถูกพ่อและแม่จับตรึงแขนไว้คนละข้างไม่ให้ลูกสาวของตนที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นอะไรพุ่งเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟแม้ว่าก่อนหน้านี้พ่อครูจะสวดท่องบริกรรมคาถาเพื่อขับไล่ แต่บางอย่างที่สิงสู่อยู่ในตัวของขวัญกลับไม่ยอมออกไปพ่อครูแสงไฟหันไปหยิบม้วนสายสิญจน์แล้วนำมาพันรอบหัวของขวัญ ซึ่งเธอก็ยังคงมีท่าทีพยศและต่อต้านไม่ยอมให้พ่อครูแสงไฟทำในสิ่งที่ต้องการได้โดยง่าย ฝ่ามือใหญ่จึงวางลงที่หัวทับสายสิญจน์สีขาวที่พันส่วนอีกมือก็ยกขันน้ำมนต์ที่ถูกปลุกเสกแล้วมาถือไว้พร้อมกับสวดท่องบริกรรมคาถา“มึงจะลองดีกับกูรึ!”“มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน ภูตัง มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศาสัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”สิ้นเสียงสวดท่องพ่อครูแสงไฟก็ยกขันน้ำมนต์เทราดตั้งแต่หัวจนเปียกชุ่มไปทั้งตัวของขวัญ ทำให้หญิงสาวตัวเล็กกรีดร้องและดิ้นทุรนทุรายจนผู้เป็นพ่อและแม่แทบจะสู
สองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายใบหน้าของหัวสวมที่มีลวดลายการวาดเขียนและแกะสลักงดงามไม่ต่างไปจากใบหน้าที่ถูกปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเรียวรีและวาดเขียนเป็นรูปดอกทัดรักทัดยังใบหูซ้าย ก้มหน้ามองสิ่งของที่ถูกทำอย่างประณีตในมือเรียวทั้งสองเดือนอ้ายมองพวงดอกพุ่มแดงที่ทำจนเสร็จสิ้นในมือด้วยความใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมองไม่ได้เป็นประกายสดใสเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ทำไปถวายพ่อครูแสงไฟเพื่อกราบไหว้หัวสวมด้วยตัวเองซึ่งพวงดอกพุ่มแดงนั้นจะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีเลือกคู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังใช้เป็นเครื่องกราบไหว้หัวสวม โดยปกติแล้ววันนาแม่ของลัลนาจะเป็นผู้ที่ทำเครื่องสักการะไปถวายพ่อครูแสงไฟและพ่อครูเปลวเทียนซึ่งแต่ละปีจะทำการเปลี่ยนเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่เดือนอ้ายผู้ที่ชอบร้อยพวงดอกพุ่มแดงมักจะทำเปลี่ยนให้พ่อครูแสงไฟอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าพวงเก่าจะไม่ได้แห้งหรือเหี่ยวเฉาก็ตามซึ่งพ่อครูแสงไฟก็ไม่ได้ว่าอะไร หากเดือนอ้ายอยากทำถวายเขาก็พร้อมที่จะรับไว้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อผู้อื่นทำให้เขากลับไม่รับ“เดือนอ้าย”“เสร็จแล้วจ้ะแม่”เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดั
ในขณะที่พูดเดือนอ้ายไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองพ่อครูที่ก้าวเดินมาหยุดยืนตรงหน้า แต่เพียงไม่นานร่างเล็กก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟ ใบหน้างดงามที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหัวสวมก็มองพ่อครูแสงไฟที่ใบหน้าที่แท้จริงหลบซ่อนอยู่ในหัวสวมเช่นเดียวกันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม“พ่อครูจ๋า”“ต้องการสิ่งใด บอกข้า”สิ้นเสียงทุ้มพ่อครูแสงไฟก็เป็นฝ่ายก้าวเดินเข้าหาเดือนอ้าย สายตาก็จับจ้องมองเธอไม่วางตาทำให้เดือนอ้ายก้าวเดินถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับต้นไม้ใหญ่ไร้ซึ่งหนทางหลบหนีแขนข้างขวาที่ไร้ซึ่งผ้าผืนสีขาวคล้องแขนไว้เช่นทุกครั้งถูกยกขึ้นไปวางมือยังลำต้นเหนือหัวของเดือนอ้ายมืออีกข้างก็วางแตะยังสะโพกผาย แล้วก้มหน้าลงมาใกล้ทำให้เดือนอ้ายต้องยกมือเล็กข้างซ้ายที่สั่นเทาขึ้นดันหน้าท้องแข็งของพ่อครูแสงไฟเอาไว้เบา ๆ“ข้า ต้องการให้พ่อครูแสงไฟอย่ายุ่งกับข้าอีก”“...”“อยู่ให้ห่างจากข้า”“หากข้าไม่ทำล่ะ”“พ่อครูจะต้องเสียใจ”“...”“หากไม่อยากแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะข้า อย่า ยุ่ง กับ ข้า อีก”ท้ายประโยคเสียงหวานเอ่ยพูดเน้นย้ำทีละคำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แต่กลับรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งที่มือเล็กของเธอวางมือผลัก
ตกดึกเสียงบานประตูไม้ไผ่ฝั่งตำหนักถูกเปิดออกในช่วงกลางดึกที่บรรยากาศรอบเรือนไม้สงบเงียบและปกคลุมไปด้วยความมืด มีเพียงแค่แสงจากดวงจันทร์และแสงจากคบไฟหน้าเรือนที่มีชาวบ้านแวะเวียนมาจุดให้พ่อครูแสงไฟเป็นประจำเท่านั้น ที่ทำให้บริเวณหน้าเรือนของพ่อครูแสงไฟที่เจ้าของเพิ่งจะเปิดประตูแล้วก้าวเดินออกมาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนพอสมควรทุกอย่างยังคงถูกวางไว้ที่เดิม รวมทั้งตะกร้าสานที่มีผ้าผืนสีขาวถูกพับเรียงไว้ในนั้นอย่างเรียบร้อยวางอยู่หน้าเรือนนอนของพ่อครูแสงไฟใบหน้าหล่อคมคายนิ่งเรียบ สายตาไร้ซึ่งความคิดให้คาดเดา มองไปยังตะกร้าสานพร้อมกับขายาวที่ก้าวเดินเข้าไปหาและก้มลงไปยกมันขึ้นมาเพื่อนำกลับเข้าไปในเรือนนอนของตนซึ่งก่อนหน้านี้นับตั้งแต่เช้าที่เดือนอ้ายออกไปจากเรือนเขา พ่อครูแสงไฟก็เข้าฌานทำสมาธิตัดขาดจากโลกภายนอก โดยมีกุมารใบบุญคอยเป็นหูเป็นตาหากเกิดเหตุใดขึ้นก็จะเป็นผู้ที่ปลุกเขาให้ออกจากสมาธิแต่เรื่องบางเรื่องกุมารใบบุญก็ไม่อาจจะปริปากพูดได้ ด้วยเกรงว่าจะถูกคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเอ็ดดุและลงโทษพ่อครูแสงไฟนำตะกร้าสานมาวางลงไว้ข้างหีบผ้าที่อยู่มุมเรือน ร่างสูงย่อตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วย
“หากข้ารักษาเอ็งไม่ได้ ข้าก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้ให้ผู้ใดกราบไหว้อีก”“ข้าไม่อยากให้พ่อครูช่วยข้าแล้ว”“...”“พ่อครูต้องเจ็บและทนทุกข์ทรมานเพราะช่วยข้ามามากพอแล้ว”“อย่าได้คิดเชื่อคำแม่เฒ่า คนที่เอ็งควรเชื่อฟังมีเพียงข้า”“...”“เว้นเสียแต่ว่า เอ็งไม่อยากพบหน้าข้าอีก”“...”“ข้าใจร้ายกับเอ็งรึ”“พ่อครูไ
เรือนพ่อครูแสงไฟเดือนอ้ายก้มหน้าเดินตามหลังพ่อครูแสงไฟกลับมาที่เรือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้พ่อครูแสงไฟอยู่กับเธอจนซักผ้าเสร็จ และเมื่อเดือนอ้ายกลับมาตากผ้าที่หลังเรือนของตน พ่อครูแสงไฟก็เดินเอามือไพล่หลังตามเธอมาและหยุดยืนมองเข้าไปในป่าอยู่ไม่ไกลจากเดือนอ้าย โดยไม่ยอมกลับเรือนตัวเองเดือนอ้ายที่ตาก
เช้าเรือนเดือนอ้ายดวงตาคู่สวยที่แฝงเร้นไปด้วยความเศร้าหมองมองหีบผ้านุ่งที่บัดนี้มันว่างเปล่าเนื่องจากเป็นเวลานานหลายวันแล้วที่เดือนอ้ายไม่ได้ออกไปซักผ้าและเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือน เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอกจึงทำให้กลัวและระแวงจนไม่อยากออกไปที่ใดทั้งกลัว เสือ ชายห
สามเดือนผ่านไปเรือนแม่หมอ (ช่วงค่ำ)“น้ำอบ ลัลนาคลอดแล้วรึ”เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของ เดือนอ้าย เอ่ยถาม น้ำอบ หญิงสาวที่ยืนลูบท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ของตนอยู่ข้าง เดโช คนรักของเธอ ทำให้น้ำอบหันมามองเดือนอ้ายและตอบกลับเสียงใสด้วยความดีใจและแสนยินดี“คลอดแล้ว เอ็งไม่ต้องห่วงมันแข็งแร







