LOGINเรือนพ่อครูแสงไฟ
เดือนอ้ายก้มหน้าเดินตามหลังพ่อครูแสงไฟกลับมาที่เรือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้พ่อครูแสงไฟอยู่กับเธอจนซักผ้าเสร็จ และเมื่อเดือนอ้ายกลับมาตากผ้าที่หลังเรือนของตน พ่อครูแสงไฟก็เดินเอามือไพล่หลังตามเธอมาและหยุดยืนมองเข้าไปในป่าอยู่ไม่ไกลจากเดือนอ้าย โดยไม่ยอมกลับเรือนตัวเอง
เดือนอ้ายที่ตากผ้าเสร็จจึงเอ่ยปากพูดว่าขอไปที่เรือนพ่อครูเพื่อจะยกตะกร้าผ้าของพ่อครูแสงไฟมาไว้ที่เรือนแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาไปซักให้ พ่อครูก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินนำเดือนอ้ายกลับมาที่เรือน
โดยมีสายตาของแม่เฒ่าที่นั่งอยู่ชานหน้าเรือนมองทั้งคู่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
เมื่อเดินมาถึงเรือนพ่อครูแสงไฟ เดือนอ้ายก็เดินแยกไปที่เรือนนอนของพ่อครูเพื่อหวังจะรีบยกตะกร้าผ้าแล้วรีบกลับเรือนของตน แต่เจ้าของเรือนที่เดินขึ้นบันไดไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูตำหนักก็หันมามองเธอแล้วเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“บนหิ้ง ฝุ่นเกาะหนาแล้ว”
“...เช่นนั้นพ่อครูนั่งรออยู่ข้างนอกก่อนได้รึไม่ ข้าจะเข้าไปทำให้จ้ะ”
เมื่อได้ยินเดือนอ้ายเอ่ยพูดพ่อครูแสงไฟก็หันหน้ากลับมามองประตู และผลักเปิดเข้าไปพร้อมกับก้าวขาเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่ยอมทำตามที่เดือนอ้ายบอก
“ดื้อ”
เสียงเล็กเอ่ยพูดกับตัวเองเบา ๆ แล้วเดินลงจากเรือนนอนของพ่อครูเพื่อลงมาตักน้ำในตุ่มใบเล็กข้างบันไดใส่อ่างดินเผาขนาดไม่ใหญ่มาก พร้อมกับหยิบผ้าผืนแดงที่ไว้สำหรับเช็ดถูตำหนักโดยเฉพาะซึ่งคนที่จัดเตรียมของพวกนี้ไว้ก็คือเดือนอ้าย แล้วเดินขึ้นบันไดเพื่อตามพ่อครูแสงไฟเข้าไปในตำหนักที่มีทางเดินเชื่อมต่อกับเรือนนอน
เดือนอ้ายค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปใกล้หิ้งบูชาที่วางตั้งอยู่ด้านหลังพ่อครูแสงไฟที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ด้านหน้า ซึ่งตอนนี้เดือนอ้ายเห็นว่าพ่อครูแสงไฟกำลังนำสายสิญจน์สีแดงมาถักร้อยเป็นเส้นหนาแต่ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด
เดือนอ้ายละสายตาจากของในมือพ่อครูแล้วหันมามองหิ้งบูชาเพื่อทำการเช็ดถูตามชั้นไม้อย่างเบามือด้วยกลัวว่าจะไปโดนของบนหิ้ง แต่ในตอนที่เดือนอ้ายเอื้อมแขนมาด้านหลังพ่อครูเพื่อเช็ดถูหิ้งเนื่องจากตัวเธอนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นห่างจากเขาพอสมควร ก็พอดีกับที่พ่อครูหันหน้ามาทางฝั่งที่เธอนั่งอยู่แล้วเอื้อมมือมาหยิบของที่วางอยู่บนพานซึ่งพานนั้นวางอยู่บนหิ้งด้านหลังจนทำให้ใบหน้าของทั้งสองเกือบจะชนกัน
ซึ่งจุดที่เกือบจะสัมผัสกันนั้น ก็คือหน้าผากของเดือนอ้ายและปากของพ่อครูแสงไฟ
“...”
“เหตุใดถึงไม่ขยับเข้ามา”
“...นั่งตรงนี้ก็ถึงจ้ะ”
“ถึงอย่างไร เอื้อมจนสุดแขน”
พูดจบพ่อครูแสงไฟที่เอื้อมมือมาหยิบมีดเล็กบนพานก็กลับไปนั่งหลังตรงแล้วทำสิ่งที่ค้างไว้ต่อ ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงแค่เดือนอ้ายเท่านั้นที่นั่งหัวใจเต้นแรงและร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเหมือนกำลังจะเป็นไข้
เดือนอ้ายก้มหน้าก้มตาเช็ดถูหิ้งบูชารวมทั้งพื้นเรือนอย่างตั้งใจโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมองพ่อครูแสงไฟเลยสักครั้ง แต่ก็รู้สึกได้ว่าถูกคนที่นั่งอยู่หน้าหิ้งบูชามองเธออยู่เป็นระยะ
“เสร็จแล้วจ้ะ”
“อืม”
“ข้าขอเข้าไปยกตะกร้าผ้าในเรือนพ่อครูนะจ๊ะ”
“อืม”
“...”
“มานั่งตรงหน้าข้า”
แต่ก่อนที่เดือนอ้ายจะคลานออกไปถึงประตูพ่อครูแสงไฟก็เอ่ยพูดให้เธอกลับมา ซึ่งเดือนอ้ายก็หันกลับมามองพ่อครูด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมคลานกลับมานั่งลงตรงหน้าพ่อครูแสงไฟอย่างว่าง่าย โดยเว้นระยะห่างจากเขาพอสมควร
“เข้ามาอีก”
“...”
“เข้า มา อีก”
“...”
พ่อครูแสงไฟมองเดือนอ้ายด้วยความรู้สึกที่เริ่มไม่พอใจ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนจิตนิ่ง แทบไม่เคยโกรธหรือหงุดหงิดสิ่งใดเพราะมันจะทำให้จิตของเขาไขว้เขวจนท้ายที่สุดก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้
แต่วันนี้ที่ได้เห็นท่าทีของเดือนอ้ายหลังจากที่เธอหลบหน้าเขามาหลายเดือน กลับทำให้พ่อครูแสงไฟทำจิตให้นิ่งเช่นที่ผ่านมาไม่ได้
“ส่งแขนซ้ายมา แล้วหงายมือขึ้น”
เดือนอ้ายทำตามที่พ่อครูแสงไฟบอกแล้วมองข้อมือเล็กของตัวเองที่เธอนั้นมองเห็นสีผิวที่แท้จริงคือผิวขาวซีด แต่พ่อครูและคนอื่น ๆ จะเห็นเป็นสีผิวที่ดำสนิทเหมือนที่เธอเห็นพ่อครูเช่นเดียวกัน
มองกำไลเชือกสีแดงที่นำสายสิญจน์เส้นเล็ก ๆ มาจับช่อให้มีความหนาและถักร้อยไขว้กันคล้ายเปียของเครื่องสักการะ ซึ่งพ่อครูใช้มือทั้งสองข้างจับปลายของมันไว้ทั้งสองฝั่งและนำมาวางลงบนข้อมือเล็กของเดือนอ้าย พร้อมกับเอ่ยท่องบริกรรมคาถาในขณะที่มือก็ยกกำไลเส้นนั้นรูดจากข้างล่างขึ้นมาข้างบนทั้งหมดสามครั้ง
เมื่อสิ้นเสียงสวดท่องก็ผูกมัดเงื่อนตายซึ่งเดือนอ้ายสังเกตเห็นว่า ระยะของเปียนั้นพอดีกับข้อมือของเธอเลย
“เดี๋ยวก็หาย”
เดือนอ้ายค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของฝ่ามือใหญ่ที่วางมือลงบนหัวของเธอแล้วลูบเบา ๆ น้ำเสียงที่เอ่ยพูดก็อบอุ่น และแม้ว่าจะไม่เห็นใบหน้าและสายตาของพ่อครูแสงไฟแต่เดือนอ้ายกลับรู้สึกว่าสายตาที่พ่อครูแสงไฟมองเธอนั้นเต็มไปด้วยความเมตตาและใจดี
“ไม่หายหรอกจ้ะ ข้าไม่มีทางหาย อีกไม่ช้าไม่นานก็จะ...ต้องตาย”
เช้ามืดเพราะคำบอกกล่าวของผู้เป็นแม่ที่กำชับว่าให้เดือนอ้ายออกจากเรือนแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่าก่อนตะวันจะขึ้น ทำให้ตอนนี้เดือนอ้ายที่มีผ้าผืนแดงคลุมหัวและสะพายห่อผ้าอยู่ที่ไหล่เล็กเดินเข้าไปในป่า ไปในเส้นทางที่เธอพอจะคุ้นเคยเพราะเคยเข้าไปเก็บผลไม้กับผู้เป็นพ่อและแม่แม้ว่าจะไม่บ่อยก็ตาม พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวง เพราะตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเดือนอ้ายมันมืดพอสมควรแม้ว่าใกล้จะเช้าแล้วก็ตาม“แล้วข้าจะต้องเดินไปทางใด”เดือนอ้ายหยุดยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่แล้วหันมองซ้ายขวาอย่างคิดไม่ตกว่าจะต้องเดินไปทางใด เพราะทางที่พอจะจำได้เธอก็เดินมาจนสุดทางแล้ว“ก็ฉันคิดถึงเธอ มันคิดถึง...”“...”“ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร”เสียงของชายหนุ่มที่เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงยานครางทำให้เดือนอ้ายสะดุ้งและหันมองไปรอบ ๆ อย่างลนลาน อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่เสียงแต่คล้ายว่าจะมีเสียงเครื่องดนตรีประกอบ ซึ่งเดือนอ้ายนั้นไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดเพราะเสียงไม่คล้ายกับที่หมู่บ้านของเธอนั้นมีแต่เมื่อตั้งสติและยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ เดือนอ้ายก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยิ
เรือนเดือนอ้าย“มันผีเข้า แต่ว่ามันยังมีบุญจึงไปหาพ่อครูแสงไฟให้ช่วยได้ทัน มิเช่นนั้นป่านนี้พ่อกับแม่ของมันคงจะแบกร่างไร้ลมหายใจของลูกสาวกลับเรือน”“ผีเข้ารึ”เดือนอ้ายที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าประตูแล้วสอดส่องสายตามองออกไปข้างนอกผ่านช่องเล็ก ๆ ของบานประตูที่เปิดแง้มเพื่อรอผู้เป็นแม่กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ เอ่ยพูดกับตัวเองเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงของหญิงวัยกลางคนโจษจันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเช้านี้เดือนอ้ายขยับนั่งหลังตรงแล้วปิดประตูเรือน ใบหน้าสวยก็หันกลับมามองภายในเรือนของตนอย่างรู้สึกหวาดกลัว“เดือนอ้าย”“เฮือก! แม่!”เดือนอ้ายที่นั่งกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนพร้อมกับขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในหัวพลันสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียก และเมื่อหันกลับมามองแล้วพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือผู้เป็นแม่ก็ยกมือขึ้นทาบอกแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง“เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วข้าเรียกอยู่นานเอ็งไม่ได้ยินรึถึงได้สะดุ้งจนตัวโยน”“ข้า ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจ้ะแม่”“...”“ข้านั่งรอแม่นั่นแหละ มาดักรอว่าแม่จะกลับมาเมื่อใด”“เหตุใดถึงต้องรอ รอกินผลไม้รึ”“...จ้ะ”“มิใช่ว่ารอฟังจากปากข
“ผู้ต่ำต้อยเช่นมึง กล้าดีอย่างไรมาลองดีกับกู!”น้ำเสียงเข้มคล้ายชายแก่ตะคอกใส่พ่อครูแสงไฟที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าหิ้งบูชาด้วยท่าทางนิ่งสงบ โดยที่สองแขนของขวัญถูกพ่อและแม่จับตรึงแขนไว้คนละข้างไม่ให้ลูกสาวของตนที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นอะไรพุ่งเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟแม้ว่าก่อนหน้านี้พ่อครูจะสวดท่องบริกรรมคาถาเพื่อขับไล่ แต่บางอย่างที่สิงสู่อยู่ในตัวของขวัญกลับไม่ยอมออกไปพ่อครูแสงไฟหันไปหยิบม้วนสายสิญจน์แล้วนำมาพันรอบหัวของขวัญ ซึ่งเธอก็ยังคงมีท่าทีพยศและต่อต้านไม่ยอมให้พ่อครูแสงไฟทำในสิ่งที่ต้องการได้โดยง่าย ฝ่ามือใหญ่จึงวางลงที่หัวทับสายสิญจน์สีขาวที่พันส่วนอีกมือก็ยกขันน้ำมนต์ที่ถูกปลุกเสกแล้วมาถือไว้พร้อมกับสวดท่องบริกรรมคาถา“มึงจะลองดีกับกูรึ!”“มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน ภูตัง มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศาสัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”สิ้นเสียงสวดท่องพ่อครูแสงไฟก็ยกขันน้ำมนต์เทราดตั้งแต่หัวจนเปียกชุ่มไปทั้งตัวของขวัญ ทำให้หญิงสาวตัวเล็กกรีดร้องและดิ้นทุรนทุรายจนผู้เป็นพ่อและแม่แทบจะสู
สองวันต่อมาเรือนเดือนอ้ายใบหน้าของหัวสวมที่มีลวดลายการวาดเขียนและแกะสลักงดงามไม่ต่างไปจากใบหน้าที่ถูกปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาทั้งสองข้างเรียวรีและวาดเขียนเป็นรูปดอกทัดรักทัดยังใบหูซ้าย ก้มหน้ามองสิ่งของที่ถูกทำอย่างประณีตในมือเรียวทั้งสองเดือนอ้ายมองพวงดอกพุ่มแดงที่ทำจนเสร็จสิ้นในมือด้วยความใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมองไม่ได้เป็นประกายสดใสเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ทำไปถวายพ่อครูแสงไฟเพื่อกราบไหว้หัวสวมด้วยตัวเองซึ่งพวงดอกพุ่มแดงนั้นจะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีเลือกคู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังใช้เป็นเครื่องกราบไหว้หัวสวม โดยปกติแล้ววันนาแม่ของลัลนาจะเป็นผู้ที่ทำเครื่องสักการะไปถวายพ่อครูแสงไฟและพ่อครูเปลวเทียนซึ่งแต่ละปีจะทำการเปลี่ยนเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่เดือนอ้ายผู้ที่ชอบร้อยพวงดอกพุ่มแดงมักจะทำเปลี่ยนให้พ่อครูแสงไฟอยู่บ่อยครั้งแม้ว่าพวงเก่าจะไม่ได้แห้งหรือเหี่ยวเฉาก็ตามซึ่งพ่อครูแสงไฟก็ไม่ได้ว่าอะไร หากเดือนอ้ายอยากทำถวายเขาก็พร้อมที่จะรับไว้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อผู้อื่นทำให้เขากลับไม่รับ“เดือนอ้าย”“เสร็จแล้วจ้ะแม่”เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดั
ในขณะที่พูดเดือนอ้ายไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองพ่อครูที่ก้าวเดินมาหยุดยืนตรงหน้า แต่เพียงไม่นานร่างเล็กก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินเข้าไปหาพ่อครูแสงไฟ ใบหน้างดงามที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหัวสวมก็มองพ่อครูแสงไฟที่ใบหน้าที่แท้จริงหลบซ่อนอยู่ในหัวสวมเช่นเดียวกันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม“พ่อครูจ๋า”“ต้องการสิ่งใด บอกข้า”สิ้นเสียงทุ้มพ่อครูแสงไฟก็เป็นฝ่ายก้าวเดินเข้าหาเดือนอ้าย สายตาก็จับจ้องมองเธอไม่วางตาทำให้เดือนอ้ายก้าวเดินถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับต้นไม้ใหญ่ไร้ซึ่งหนทางหลบหนีแขนข้างขวาที่ไร้ซึ่งผ้าผืนสีขาวคล้องแขนไว้เช่นทุกครั้งถูกยกขึ้นไปวางมือยังลำต้นเหนือหัวของเดือนอ้ายมืออีกข้างก็วางแตะยังสะโพกผาย แล้วก้มหน้าลงมาใกล้ทำให้เดือนอ้ายต้องยกมือเล็กข้างซ้ายที่สั่นเทาขึ้นดันหน้าท้องแข็งของพ่อครูแสงไฟเอาไว้เบา ๆ“ข้า ต้องการให้พ่อครูแสงไฟอย่ายุ่งกับข้าอีก”“...”“อยู่ให้ห่างจากข้า”“หากข้าไม่ทำล่ะ”“พ่อครูจะต้องเสียใจ”“...”“หากไม่อยากแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะข้า อย่า ยุ่ง กับ ข้า อีก”ท้ายประโยคเสียงหวานเอ่ยพูดเน้นย้ำทีละคำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แต่กลับรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งที่มือเล็กของเธอวางมือผลัก
ตกดึกเสียงบานประตูไม้ไผ่ฝั่งตำหนักถูกเปิดออกในช่วงกลางดึกที่บรรยากาศรอบเรือนไม้สงบเงียบและปกคลุมไปด้วยความมืด มีเพียงแค่แสงจากดวงจันทร์และแสงจากคบไฟหน้าเรือนที่มีชาวบ้านแวะเวียนมาจุดให้พ่อครูแสงไฟเป็นประจำเท่านั้น ที่ทำให้บริเวณหน้าเรือนของพ่อครูแสงไฟที่เจ้าของเพิ่งจะเปิดประตูแล้วก้าวเดินออกมาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนพอสมควรทุกอย่างยังคงถูกวางไว้ที่เดิม รวมทั้งตะกร้าสานที่มีผ้าผืนสีขาวถูกพับเรียงไว้ในนั้นอย่างเรียบร้อยวางอยู่หน้าเรือนนอนของพ่อครูแสงไฟใบหน้าหล่อคมคายนิ่งเรียบ สายตาไร้ซึ่งความคิดให้คาดเดา มองไปยังตะกร้าสานพร้อมกับขายาวที่ก้าวเดินเข้าไปหาและก้มลงไปยกมันขึ้นมาเพื่อนำกลับเข้าไปในเรือนนอนของตนซึ่งก่อนหน้านี้นับตั้งแต่เช้าที่เดือนอ้ายออกไปจากเรือนเขา พ่อครูแสงไฟก็เข้าฌานทำสมาธิตัดขาดจากโลกภายนอก โดยมีกุมารใบบุญคอยเป็นหูเป็นตาหากเกิดเหตุใดขึ้นก็จะเป็นผู้ที่ปลุกเขาให้ออกจากสมาธิแต่เรื่องบางเรื่องกุมารใบบุญก็ไม่อาจจะปริปากพูดได้ ด้วยเกรงว่าจะถูกคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเอ็ดดุและลงโทษพ่อครูแสงไฟนำตะกร้าสานมาวางลงไว้ข้างหีบผ้าที่อยู่มุมเรือน ร่างสูงย่อตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วย
เดือนอ้ายยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากอดตัวเองไว้เมื่อเสือเดินออกมายืนปรากฏตัวให้เธอเห็นแบบชัดเจนพร้อมกับกระหน่ำปาก้อนหินใส่ตัวของเดือนอ้าย เพราะในร่างกายของผู้คนที่นี่จุดที่อ่อนแอที่สุดก็คือตามร่างกาย จุดที่แข็งที่สุดก็คือหัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่างกายจะบอบบางจนโดนกระทบกระแทกนิดหน่อยแล้วเจ็บเพราะหัวสวมนั้นปก
เช้าเรือนเดือนอ้ายดวงตาคู่สวยที่แฝงเร้นไปด้วยความเศร้าหมองมองหีบผ้านุ่งที่บัดนี้มันว่างเปล่าเนื่องจากเป็นเวลานานหลายวันแล้วที่เดือนอ้ายไม่ได้ออกไปซักผ้าและเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือน เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอกจึงทำให้กลัวและระแวงจนไม่อยากออกไปที่ใดทั้งกลัว เสือ ชายห
สามเดือนผ่านไปเรือนแม่หมอ (ช่วงค่ำ)“น้ำอบ ลัลนาคลอดแล้วรึ”เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของ เดือนอ้าย เอ่ยถาม น้ำอบ หญิงสาวที่ยืนลูบท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ของตนอยู่ข้าง เดโช คนรักของเธอ ทำให้น้ำอบหันมามองเดือนอ้ายและตอบกลับเสียงใสด้วยความดีใจและแสนยินดี“คลอดแล้ว เอ็งไม่ต้องห่วงมันแข็งแร
“หากข้ารักษาเอ็งไม่ได้ ข้าก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้ให้ผู้ใดกราบไหว้อีก”“ข้าไม่อยากให้พ่อครูช่วยข้าแล้ว”“...”“พ่อครูต้องเจ็บและทนทุกข์ทรมานเพราะช่วยข้ามามากพอแล้ว”“อย่าได้คิดเชื่อคำแม่เฒ่า คนที่เอ็งควรเชื่อฟังมีเพียงข้า”“...”“เว้นเสียแต่ว่า เอ็งไม่อยากพบหน้าข้าอีก”“...”“ข้าใจร้ายกับเอ็งรึ”“พ่อครูไ







