Masuk“เลือกผ้า” เขายังจำสิ่งที่แม่บอกเขาก่อนออกจากบ้านได้ ว่าให้พาเธอไปซื้อผ้ากลับมาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่
เสี่ยวอวี่ไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า พ่อแม่ของเธอเป็นคนชอบแต่งตัว ทุก ๆ ปี พ่อกับแม่จะคอยส่งเสื้อผ้าใหม่มาให้เธอใส่เสมอ ตรงกันข้าม ซิงโจวกลับขาดแคลนเสื้อผ้าใส่ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงผ้าสีดำที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยปะใด ๆ ที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ เป็นชุดเดียวที่ยังดูเรียบร้อยที่สุดของเขา
ปกติออกไปทำงานที่ทุ่งเขาไม่กล้าหยิบชุดนี้มาใส่ วันนี้...เขามาจดทะเบียนสมรสกับเธอถึงได้หยิบมาใส่ เสี่ยวอวี่กลับไม่มีคูปองผ้า เธอล้วงเอาลูกอมกำหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้พนักงานขาย ก่อนจะเอ่ยถามว่ามีผ้าที่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อขายไหม ? ผ้าที่ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง มักเป็นผ้าที่มีตำหนิ ราคาก็จะถูกกว่าหน่อย ปกติแล้ว ถ้าไม่รู้จักคนในร้าน ไม่มีทางซื้อได้
เสี่ยวอวี่เป็นคนปากหวานช่างพูดช่างจาก เอ่ยชมพนักงานร้านไม่กี่คำก็ทำให้พนักงานขายอารมณ์ดีใจหยิบม้วนผ้ามาให้เธอเลือกอยู่หลายสี เธอเลือกผ้าสีเทากับสีดำมา ซื้อแค่ไม่กี่หลา หลังจากนั้น ก็ได้ซื้อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มอีกไม่กี่อย่าง ซิงโจวเห็นผ้าที่เธอเลือกก็ขมวดคิ้วแน่น
ซิงโจวแอบคิดในใจ ผ้าลายดอกไม้พวกนั้นเหมาะกับเธอมากกว่าสีมืดทึบพวกนี้เสียอีก ทว่า...ด้วยนิสัยและการฝึกฝนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยรู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้น ถ้าพูดมากเกินไป โทษเบาก็แค่ถูกทำโทษ โทษหนักถึงตาย
ซิงโจวก้มหน้าต่ำ เขาไม่อยากมองผ้าลายดอกไม้พวกนั้น เพราะกลัวจะถูกทำโทษ หลังจากที่ซื้อของทุกอย่างเสร็จ เสี่ยวอวี่ให้เขาเป็นคนถือของแทน ข้าง ๆ สหกรณ์คือร้านถ่ายรูป เธอไม่พูดอะไร จูงมือเขาเข้าไปในร้านถ่ายรูปทันที อยากจะถ่ายรูปในยุคนี้ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เจ้าของร้านกดถ่ายครั้งเดียวก็เสร็จแล้ว
ซิงโจวไม่ชินเมื่อต้องใกล้ชิดกับคนอื่น เสี่ยวอวี่ชี้ไปที่รูปถ่ายหน้าร้าน ก่อนจะพูดกับเขาว่า
“ฝูซิง นั่งนิ่ง ๆ นะ รอหนึ่งอาทิตย์ รูปถ่ายของเราสองคนจะตั้งอยู่ที่หน้าร้าน ในอนาคต พอเราอายุมากขึ้น เราก็จะได้เห็นว่าตอนเรายังหนุ่มยังสาวเป็นยังไง”
เมื่อชาติที่แล้ว ตอนที่ถูกอาจารย์แทงทะลุหัวใจ อายุเขาเพิ่งจะ 20 และตอนนี้ เขาก็อายุ 20 เหมือนเดิม กฎหมายสมรสในยุคนี้ก็ยังไม่แก้ไข ผู้ชายอายุ 20 ส่วนผู้หญิงอายุ 18 ก็สามารถจดทะเบียนสมรสได้แล้ว เสี่ยวอวี่เมื่อก่อนป่วยเป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานก็ต้องจากทุกคนไป
ชาตินี้...เธอได้มาอยู่ในร่างปราศจากโรคภัย ก็อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับซิงโจวไปจนแก่เฒ่า จะพาเขามาถ่ายรูปที่นี่ทุกปี จะได้มีรูปเก็บไว้ดูตอนที่พวกเขาถึงวัยชรา ซิงโจวไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าถ่ายรูปคืออะไร สิ่งที่เขาเข้าใจคือ...
ทุกคนเรียกมันว่ากล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สามารถบันทึกรูปร่างของมนุษย์ลงบนกระดาษพิเศษได้ คู่บ่าวสาวที่แต่งงานกันจะมาที่นี่ เพื่อบันทึกดวงวิญญาณของคนสองคนให้อยู่ในภาพถ่ายเดียวกัน ที่นี่ไม่เรียกว่าเหมือนยุคที่เขาจากมา แต่เรียกว่าแต่งงาน
อาจารย์ของเขาเคยกำชับว่า คนอย่างพวกเขาที่เป็นทหารพลีชีพหรือหน่วยตายแทนนั้น ห้ามมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างเด็ดขาด ห้ามมีครอบครัวหรือสหายคนสนิท และห้ามมีพันธะผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงาน
ซิงโจวจำได้ว่า มีครั้งหนึ่งเขาเคยเก็บลูกสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บมาได้ตัวหนึ่ง เขาเลี้ยงดูมันอย่างเงียบ ๆ คิดว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ จนกระทั่งสุนัขตัวนั้นหายดี เขาก็เริ่มรู้สึกผูกพันกับมัน ทว่า...อาจารย์กลับลงมือจัดการสุนัขตัวนั้นต่อหน้าต่อเขาอย่างไร้ความปรานี
ร่างกำยำลุกพรวด สีหน้าของซิงโจวพลันซีดเผือด ก่อนจะรีบวิ่งออกจากร้านถ่ายรูปไป เจ้าของร้านยังไม่ทันจะได้กดถ่าย เห็นอย่างนั้นถึงกับทำตัวไม่ถูก จึงรีบเอ่ยถาม
“เขาเป็นอะไร ? ยังอยากถ่ายไหม ?”
“ต้องขอโทษด้วยนะพี่ เราไม่ถ่ายแล้วค่ะ” ขอโทษเจ้าของร้านเสร็จ เธอก็รีบวิ่งตามซิงโจวไป
ซิงโจวไม่ได้วิ่งไปไหนไกล เขาวิ่งออกมารอเธอที่หน้าร้าน เสี่ยวอวี่วิ่งตามมาก็เห็นพี่ชายคนโตของเขา ‘เย่จินซาน’ กำลังเดินมา สีหน้าแลดูเป็นกังวลมาก
“พี่ใหญ่ พี่มาทำอะไรที่นี่คะ ? ฉันกับฝูซิงกำลังจะกลับค่ะ” จินซานเห็นทั้งสองเดินออกมาจากร้านถ่ายรูปก็ประหลาดใจมาก เขาจึงเอ่ยถาม
“จดทะเบียนกันเสร็จแล้วเหรอ ?”
“เสร็จแล้วค่ะ” ว่าแล้ว...เสี่ยวอวี่ก็ได้ยื่นใบทะเบียนสมรสให้จินซานดู พอจินซานเห็นทะเบียนสมรสแล้ว เขาถึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
“แล้ว...เรื่องพวกค้ามุนษย์อะไรนั่นเป็นยังไงกันแน่ ?” แม่บอกให้เขามาที่อำเภอให้มาตามหาน้องชาย
เขากับน้องชายอีกคน ‘เย่อินซาน’ รีบวิ่งไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านยืมจักรยานปั่นมาที่อำเภอทันที พอมาถึงที่อำเภอ เขาก็สอบถามไปทั่ว แต่...กลับได้ยินผู้คนพูดกันว่า วันนี้...มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น มีเจ้าสาวคนหนึ่งคิดอยากจะขายสามีโง่ๆ ของตัวเองให้กับกลุ่มพวกค้ามนุษย์
นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีใครรู้รายละเอียดอะไรเพิ่มเติมอีก อินซานกลัวมาก จึงปั่นจักรยานกลับไปรายงานแม่ จินซานอยู่ที่อำเภอเพื่อสืบถามต่อ หาทางอยู่นานกว่าจะหาสถานีตำรวจเจอ ตำรวจที่สถานีบอกว่า คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นั้นพากลุ่มพวกค้ามนุษย์มาที่นี่แล้ว พอจัดการทุกอย่างเสร็จ ก็ได้ไปจดทะเบียนสมรสกันแล้ว
ตำรวจบอกให้เขาไปตามหาที่สำนักงานกิจการพลเรือนดู มาถึงสำนักงานกิจการพลเรือนก็ไม่เจอใครเลย พอเดินออกมาข้างนอกก็เจอพวกเขาอยู่ตรงหน้าร้านถ่ายรูปพอดี
วันรุ่งขึ้น ซิงโจวกลับไปที่ศาลเจ้าอีกครั้ง เขาเห็นแค่ร่างของเหลียงฝูที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น ร่างของเหลียงฝูเริ่มแข็งตัวแล้ว คาดคะเนเวลาที่เสียชีวิต เหลียงฝูคงมาที่นี่หลังจากที่พวกเขาออกไปจากที่นี่ ไม่รู้ว่าวิญญาณของเหลียงฝูนั้นล่องลอยไปอยู่ที่ไหน ซิงโจวเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบ ๆสามวันต่อมา ชาวบ้านก็ได้พบศพของเหลียงฝูที่ศาลเจ้า ก็รีบลงจากเขาไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจก็รีบไปหาครอบครัวเหลียงเพื่อสอบถามดู เทียนตงร้องไห้ฟูมฟาย บอกว่าตนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าพี่ชายไปทำอะไรอยู่ที่ศาลเจ้านั่น ในใจของเทียนตนแม้จะรู้สึกเศร้าโศก แต่...หล่อนกลับรู้สึกโล่งอกมากกว่า ในที่สุด...ก็ไม่มีใครบังคับให้หล่อนอยู่ที่ลั่วเฉิงอีกต่อไปคนเป็น ๆ หายตัวไป เสี่ยวอวี่อยากจะแจ้งความคนหาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนหน้านี้เธอได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พนักงานในร้านก็เป็นพยานว่าเถ้าแก่เนี้ยเกาเดินทางไปดูที่ทำเลเพื่อขยายสาขาร้านบะหมี่ เหตุผลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สงสัยอะไร ทั้งครอบครัวต่างก็โศกเศร้าแต่...มีแค่ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่เท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเรื่องราวเป็นมายังไง แต่...พวกเขาก็ยังคงกังวล กังว
แต่...เกาเฟินยังห่วงทุกคนที่อยู่ที่นี่อยู่ จึงพูดกับทุกคนว่า “แต่ว่า...อวี่เอ๋อร์กำลังท้องอยู่ แม่อยากจะกลับไปคิดดูอีกที”“จะคิดอะไรอีกเล่า ทางนี้ไม่มีอะไรให้ลูกต้องห่วงเลยอาเฟิน แม่ยังแข็งแรงดี ร่างกายแม่ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว แม่ดูแลหลานกับเหลนของแม่ได้สบาย ลูกลองคิดดูสิอาเฟิน อาจิ่งอยู่ที่นั่นคนเดียวน่าสงสารแค่ไหน อาจิ่งเฝ้ารอลูกอยู่ตลอดเวลา แม่จะบอกอะไรให้นะ แม่รู้จักลูกชายของแม่ดี ถึงแม้จะอยู่ที่อื่นอยู่บนโลกนี้ เรื่องความรักน่ะ อาจิ่งรักใครรักจริง รักฝังใจไม่แบ่งใจให้ผู้หญิงคนอื่นหรอก ถ้าลูกไม่ยอมไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่น ลูกชายแม่จะต้องเสียใจมากแน่ ๆ เกิดในอนาคตอวี่เอ๋อร์ไม่ฝันถึงอาจิ่งอีกจะทำยังไง ? เราก็จะไม่รู้ว่าอาจิ่งจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไง ? ถึงตอนนั้นลูกต้องเสียใจมากแน่ ๆ อาเฟิน เชื่อแม่เถอะนะ ไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่นเถอะ ฝากดูแลอาจิ่งแทนแม่ด้วย”คำพูดของย่าโจวได้ปัดเป่าความลังเลสุดท้ายของเกาเฟินออกไปจนหมดสิ้น สุดท้าย...เกาเฟินก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่กับหวงจิ่งที่นั่น..........เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เสี่ยวอวี่ใกล้คลอดแล้ว ซิงโจวจึงรีบพาเธอมาที่โรงพยาบาล ไม่นาน...พี่ชายกับพี่ส
เกาเฟินพาเสี่ยวอวี่กลับมาพักที่บ้าน ไม่ลืมกำชับให้พักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง จากนั้น...ก็โทรศัพท์ไปที่ทีมโบราณคดีบอกให้ซิงโจวรีบกลับมาที่บ้าน เกาเฟินไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีให้กับย่าโจวด้วย พอวางสายจากย่าโจว กำลังหมุนตัวจะกลับออกไปก็บังเอิญนึกได้ว่ายังไม่ได้โทรไปแจ้งข่าวดีให้กับพี่ชายกับพี่สะใภ้ของลูกสะใภ้ทราบด้วยซิงโจวทราบข่าวก็รีบตรงดิ่งมาที่บ้านทันที พอมาถึงเขาก็เห็นเสี่ยวอวี่กำลังนั่งอาบแดดอยู่บนเก้าอี้เอน เขาเดินไปนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอาหูแนบท้องแบนราบของเธอ หวังอยากจะได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อย ๆ สักหน่อย“คุณ ~ ตอนนี้ยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกหรอกค่ะ”“ผมได้ยินเสียงหัวใจคุณแล้ว มันแตกต่างจากปกติมาก”“คุณนี่จริง ๆ เลยนะ ฉันท้อง ก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา” เสี่ยวอวี่ดึงเก้าอี้เล็ก ๆ มาให้เขานั่ง พลางพูดกับเขาว่า“วันนี้...ฉันเดินผ่านสหกรณ์ บังเอิญได้ยินเทียนตงคุยโทรศัพท์กับเหลียงฝู ฉันว่าเหลียงฝูต้องเดาออกแน่ ๆ เลยค่ะ ว่ากุนซือข้างกายองค์ชายสิบเอ็ดคือพ่อของคุณที่ทะลุมิติไปอยู่ที่นั่น”ซิงโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้เธอพักผ่อนไม่ต้องคิดมาก เขาจะจัดการเรื่องนี้
เสี่ยวอวี่ตื่นขึ้นมารู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่อยากลุกไปไหน นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่อลหม่านกันเกือบทั้งคืน เธอก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคุมร่างไว้มิดชิดด้วยความเขินอาย ไม่ได้ลุกไปกินข้าว แม่สามีก็ไม่ได้มารบกวนเธอ ใกล้เที่ยง...ซิงโจวก็ได้นำมันเผาหอมกรุ่นเข้ามาให้“อวี่เอ๋อร์ คุณบ่นว่าอยากกินมันเผาไม่ใช่เหรอ ?” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วอมยิ้มเสี่ยวอวี่รีบลุกจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทั้งสองก็ไปนั่งกินมันเผาด้วยกันใต้ชายคาบ้าน ซิงโจวแอบหยิกแก้มขาวนวลเธอเบา ๆ ด้วย เกาเฟินยืนมองอยู่ข้างหลังพลางอมยิ้มไปด้วย แค่นี้จริง ๆ ที่ตนอยากจะเห็น ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินกลับเข้าครัวไปทำอาหารกลางวันต่อก่อนหน้านี้ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่ก็ดีต่อกัน แต่...รู้สึกว่ามันยังมีช่องว่างบางอย่างอยู่ระหว่างลูก ๆ สองคน ตอนนี้...ทุกอย่างราบรื่น ดีทุกอย่าง ลูกทั้งสองเข้าหอกันแล้ว ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก มื้อเที่ยงวันนี้ ตนต้องทำอาหารอร่อย ๆ บำรุงลูกทั้งสองสักหน่อยแล้วในช่วงเดือนอ้าย เสี่ยวอวี่กลับไปที่เมืองหยุนซินไปเยี่ยมพี่ชายกับพี่สะใภ้ เธอถามพี่สะใภ้ว่าอยากจะเปิดร้านบะหมี่เกาจี้
เกาเฟินสับเนื้อหมูติดมันติดเนื้อให้ละเอียด เทเครื่องเทศลงไป นวดกับแป้งแล้วปั้นเป็นลูกชิ้น เถาฮวาก่อไฟในครัวอุ่นน้ำมันในกระทะ เกาเฟินปั้นลูกชิ้นไปพลางพูดไปด้วยว่า“หาเงินไว้เยอะ ๆ แล้วซื้อบ้านในเมืองสักหลัง ซื้อบ้านไว้ไม่ขาดทุนหรอก ดีที่สุดคือซื้อในเมืองใหญ่ ต้นไม้ย้ายที่ก็รอด คนย้ายที่ก็จะรุ่งเรือง อย่าไปกลัว ก็แค่ย้ายบ้านไปเปิดร้านบะหมี่ในเมืองเอง”“ค่ะแม่ ฉันจะเชื่อฟังแม่” หลังจากที่คืนเงินให้แม่เสร็จ เถาฮวาก็กลับบ้านไป ระหว่างทาง ก็เจอกับซิ่วห่าว“พี่ไปหาแม่มาเหรอ ?”“อืม พี่เอาเงินทุนไปคืนแม่น่ะ”“แม่รับเงินนั่นจริง ๆ เหรอ ?” แม่สามีมีร้านที่ลั่วเฉิง มีร้านที่ปักกิ่ง มีบ้านไม่รู้กี่หลัง หลายปีมานี้แม่สามีหาเงินได้เยอะมากแน่ ๆ เงินทุนให้ลูกชายยืมไปตั้งตัว ทำไมต้องเอาคืนด้วยก็ไม่รู้“ทำไมจะไม่รับล่ะ ?” เถาฮวาคลี่ยิ้ม แล้วจงใจพูดเสียงดังว่า“ตอนนั้น...เราเขียนสัญญากู้ยืมนี่นา ปีนี้...เราทั้งสองครอบครัวหาเงินได้ไม่น้อยเลยนะ บ้านเธอไม่ถึงกับจ่ายไม่ไหวหรอกมั้ง ใกล้ตรุษจีนแล้ว อย่าทำให้แม่โกรธเลยนะ”อินซานเตรียมเอาเงินไปคืนให้แม่เหมือนกัน ปีนี้...ร้านบะหมี่ของเขาที่สถานีรถไฟหาเงินได้ไม่น
เทียนตงกลับบ้านไปหาเหลียงฝู หลายปีมานี้ กลอุบายของพี่ชายเหี้ยมโหดขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่แล้วก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงาน แล้วหล่อนก็ได้เล่าให้พี่ชายฟังว่า ร้านอาหารเล็ก ๆ ของเสี่ยวอวี่ทำเงินได้มาก แต่…พี่ชายก็ไม่ได้รังเกียจที่เสี่ยวอวี่ทำมาค้าขาย และเสี่ยวอวี่ยังขยายร้านอีกหลายแห่ง ทำเงินไม่น้อยเลย หลายปีมานี้ พี่ชายก็คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่…หล่อนไม่อยากไปฝึกงานที่ลั่วเฉิงจริง ๆ“พี่ พี่อยากให้ฉันไปที่ลั่วเฉิงจริง ๆ เหรอ ? มันคุ้มค่าเหรอ ? ตอนนี้…ฝูซิงมีฐานะร่ำรวยแล้ว หาเงินได้เยอะกว่าเราเสียอีก เสี่ยวอวี่ไม่หย่ากับเขาหรอกค่ะ”เหลียงฝูหัวเราะ ชาติที่แล้วหลังจากตัดสินใจติดตามองค์ชายสาม เพื่อสร้างชื่อเสียงและอำนาจ เขาไม่เคยกลัวหรือหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยทตอนนี้ก็เช่นกัน เขายังคงรักผู้หญิงที่ยื่นข้าวกล่องให้เขากินในยามที่เขาลำบากยากจนที่สุด ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ปล่อยมือเธอเด็ดขาด“คนเราต้องมีเป้าหมาย เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วจะละทิ้งความตั้งใจไม่ได้ เพราะถ้าสูญเสียเป้าหมายไป ชีวิตก็ไร้ความหมาย”เทียนตงรู้ว่าเป้าหมายที่พี่ชายพูดถึงก็คือเสี่ยวอวี่ แต่…หล่อนก็ไม่เข้าใจอยู่ดี พี่ชายหล่อนมีทุกอย
“คุณตำรวจคะ ฉันกับฝูซิงรีบไปจดทะเบียนสมรสค่ะ พวกเรา...ไปได้หรือยังคะ ?”เจ้าหน้าที่ตำรวจหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกำชับเสี่ยวอวี่ว่า“รีบไปเถอะ แต่...ครั้งหน้าถ้าเจอคนแปลกหน้าอีก อย่าไว้ใจพวกเขา เข้าใจไหม ?”เจ้าหน้าที่ตำรวจมองทั้งคู่ด้วยสายตาอบอุ่นแฝงความเอ็นดู สาวน้อยหน้าตาน่ารักกับหนุ่
เสี่ยวอวี่คิดในใจ ซิงโจวเพิ่งหลุดมาจากยุคโบราณได้ไม่นาน เขายังคงพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่นี้อยู่ ตอนนี้…เขามาจากอดีต ส่วนเธอ...มาจากอนาคต ศตวรรษที่ 21 ในชีวิตก่อน เสี่ยวอวี่เป็นหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมโรคหัวใจร้ายแรง หมอบอกว่าเธออาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 25 ปี ยิ่งช่วงหลัง ๆ ความฝันประหลาดนั้นยิ่ง
ซิงโจวเป็นคนที่มีภาวะบกพร่องด้านการสื่อสาร หรือที่ในยุคปัจจุบันเรียกกันว่า…ออทิสติก แต่…ในขณะเดียวกัน เขาก็มีพรสวรรค์พิเศษระดับอัจฉริยะ ความสามารถทางการเรียนรู้ของเขาเกินกว่าคนทั่วไปหลายเท่าในยุคสมัยของเขา การฝึกฝนเป็นเรื่องโหดร้ายถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก เขาไม่เคยพูดคุยกับใครนอกจากอาจารย์ที่ฝึกเขา
เมื่อคืน…ก่อนนอน ‘เซี่ยเสี่ยวอวี่’ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน 6 โมงเช้า แต่…เสียงปลุกกลับไม่ดัง เธอถูกแรงเขย่าของใครคนหนึ่งปลุกให้ตื่น หญิงวัยกลางคนตรงหน้า ใบหน้าแหลม ดวงตาคมเรียว ดูท่าทางค่อนข้างเฉียบกราด แนะนำตัวเองด้วยเสียงห้วนว่า“ฉันชื่อ ‘หวังสี่เนียง’ ผู้ชายที่เธอพามานั่นมันโง่ เอาไปขายให้เหมืองถ่า







