Masukเสี่ยวอวี่เห็นซิงโจวกำลังเหม่อ เธอก็เขย่าแขนเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า
“คุณ ~ อาหารอยู่ในถ้วยของคุณ นั่นหมายความว่าเป็นของคุณแล้ว รีบกินได้แล้ว”
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาได้กินไข่ไก่นับครั้งได้ อยู่ที่สนามฝึกซ้อมมีคนอยู่หลายร้อยคน ข้าวโพดชุบแป้งทอดที่ขึ้นราอยู่ในตะกร้าไม้ถูกโยนลงมาจากข้างบน ใครแย่งได้ก็มีกิน ใครแย่งไม่ได้ก็อด ต่อมา...เมื่อผู้คนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้กิน และตอนนั้นก็จะได้กินมันเทศ ไม่ก็ซาลาเปาแป้งสาลี
กระทั่งเหลือเพียงไม่กี่สิบคน นาน ๆ ครั้งถึงจะได้ลิ้มรสไข่ไก่ แต่...ไข่ไก่นั้นก็ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนตอนนี้ เสี่ยวอวี่บอกว่า ไข่ไก่อยู่ในถ้วยข้าวของเขาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไข่ไก่นี้เป็นของเขา ซิงโจวจึงเริ่มคีบอาหารกิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่หุงกับมันเทศซึ่งโปะเต็มไปด้วยไข่เจียว
ซิ่วห่าวมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม กิน กิน เอาแต่จะกินอย่างเดียว กินคนเดียวแต่เหมือนกินอยู่สองคน ไม่กลัวอาหารจะติดคอตายหรือไง ? ซิ่วห่าวเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้โง่คนนี้น่ะมองยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวาสนาใหญ่หลวงเลยสักนิด บางที...หล่อนอาจจะฟังผิดไปก็ได้
หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ซิ่วห่าวก็ได้หยิบเอาผ้ามาเช็ดปาก แล้วพูดขึ้นว่า
“แม่ ยังไงเสี่ยวอวี่ก็ไม่ต้องออกไปทำงานที่ทุ่ง ให้เสี่ยวอวี่ล้างจานแทนนะ”
ตอนนี้...เสี่ยวอวี่เธอปวดมือจริง ๆ ไม่ได้แสร้งทำ เธอพลิกมือขาว ๆ ขึ้นมา ตรงข้อมือและฝ่ามือยังคงมีรอยเชือกที่รัดจนแดงก่ำเป็นรอยอยู่เลย
“แม่คะ วันนี้หนูเกือบถูกกลุ่มค้ามนุษย์พวกนั้นจับไปขายแล้วค่ะ มือหนูถูกคนพวกนั้นจับมัด รอมือหนูหายดีก่อนแล้วหนูค่อยมาช่วยงานบ้านได้ไหมคะ ?”
เกาเฟินมองดูดี ๆ แล้ว ข้อมือของเสี่ยวอวี่นั้นแดงจริง ๆ เธอไม่ได้โกหก มือขาวเนียนตอนนี้บวมแดงไปหมดแล้ว เสี่ยวอวี่ก็เป็นคุณหนูที่อ่อนแอจริง ๆ นั่นแหละ อย่าว่าแต่ลงไปทำงานที่ทุ่งเลย จะมีแรงจับเชือกหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ซิ่วห่าว ไปล้างจานเถอะ” ซิ่วห่าวไม่พอใจ รีบตอบกลับว่า
“แม่ หนูต้องไปทำงานนะ ไปช้าจะถูกหักแต้มแรงงานนะแม่”
“รู้ว่าจะถูกหักแต้มยังไม่ไปล้างจานอีก มัวชักช้าอยู่ได้” ซิ่วห่าวโมโหจนพูดอะไรไม่ออก แต่งสะใภ้ใหม่ก็เหมือนไม่แต่ง ปล่อยให้ซิงโจวอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตไม่ดีกว่าเหรอ ? อย่างน้อยก็ไม่ต้องหาเลี้ยงลูกคุณหนูอย่างเสี่ยวอวี่ และตอนนั้นเอง สะใภ้ใหญ่บ้านเย่ที่กำลังท้องอยู่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า
“แม่ เดี๋ยวฉันล้างจานเอง” เกาเฟินปวดหัวไม่รู้จะพูดอะไร ครอบครัวลูกชายคนโตเชื่องเหมือนดิน ตีจนไม้หักก็ไม่ยอมปริปากร้อง
ลูกชายรองของเกาเฟินตอนแรกก็ดีอยู่หรอก พอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถูกภรรยาเป่าหูอะไรๆ ก็ไม่อยากทำ ขี้เกียจตัวเป็นขน ส่วนลูกชายคนเล็กแข็งแรง ขยันขันแข็ง ทำงานเก่ง แต่...นิสัยกลับแปลกคน ลูกสะใภ้คนเล็กกลับเป็นหญิงงามตัวเล็กที่อ่อนแอราวกับตะเกียงที่เจอพายุ เจอลมหน่อยก็ดับแล้ว เลี้ยงดูยากเสียเหลือเกิน
ทุกคนเป็นแบบนี้ครอบครัวเย่ก็ยิ่งลำบาก เสี่ยวอวี่แจกลูกอมให้หลาน ๆ คนละ 1 กำ ก่อนจะถือถุงลูกอมเดินไปหาแม่สามี จากนั้น...ก็ได้ล้วงลูกอมให้แม่สามี
“แม่คะ กินขนมก่อนค่ะ วันนี้...ให้ฝูซิงพักครึ่งวันได้ไหมคะ ? หนูอยากจะให้เขาไปช่วยหนูขนของจากที่พักมาที่บ้านค่ะ”
“ไปเถอะๆ” เกาเฟินโบกมือไล่ เสี่ยวอวี่ถือถุงขนมเดินไปหาซิงโจว แล้วพูดกับเขาว่า
“ฝูซิง เราไปแจกขนมแต่งงานให้กับชาวบ้านกันเถอะ” ซิ่วห่าวเหลือบตามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แต่...ก็ไม่ได้พูดอะไร
ซิ่วห่าวแอบคิด เสี่ยวอวี่กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่าแต่งงานกับไอ้โง่ คิดอะไรอยู่ไม่รู้ถึงได้ไปแจกขนมแต่งงานให้ชาวบ้าน เสี่ยวอวี่นี่โง่กว่าไอ้โง่ซิงโจวนั่นเสียอีก !
ซิงโจวลุกขึ้นยืน แล้วมองไปที่จอบที่วางอยู่ตรงมุมกำแพง หลายวันที่อยู่ที่นี่ทำให้เขารู้ว่า ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ต้องทำงานถึงได้อาหารมากิน ถ้าไม่ทำงานก็จะถูกหักแต้มแรงงาน พอสิ้นปีก็จะได้อาหารมาน้อย ถ้าไม่มีแต้มแรงงานก็จะอดตาย เขาหันไปมองหน้าเสี่ยวอวี่ ร่างบอบบางอย่างนั้น ลมพัดผ่านก็ปลิวแล้ว ถ้าเธอไม่ได้กินข้าวหนึ่งมื้อ เธอได้ตายจริง ๆ แน่
“ทำงาน ตอนเย็นค่อยไปขนของ” เกาเฟินได้ยินอย่างนั้น กลัวว่านิสัยใจคอของลูกชายตนจะทำให้เสี่ยวอวี่เบื่อหน่าย จึงรีบพูดขึ้นว่า
“ฝูซิง วันนี้...ลูกเพิ่งไปจดทะเบียนสมรสกับเสี่ยวอวี่มา พัก 1 วันนะ ไม่ต้องออกไปทำงานหรอก แม่ไปคุยกับหัวหน้าหน่วยแล้ว หัวหน้าหน่วยไม่หักแต้มแรงงานลูกหรอก”
เกาเฟินแอบคิดในใจ ไม่ทำงานย่อมถูกหักแต้มอยู่แล้ว แต่...ตนก็ไม่อยากบอกให้ลูกชายรู้ความจริงแล้วเสี่ยวอวี่ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเบื่อหน่ายเขาเลยสักนิด เพราะเธอเข้าใจสิ่งที่เขาบอก ถ้าไม่มีข้าวกิน เธอก็จะอดตาย เขาไม่อยากให้เธอลำบากถึงได้บอกว่าจะออกไปทำงาน
เขาเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกเลย จากนั้น...พวกเขาสองคนไปที่เขตที่พักของยุวปัญญาชน ตอนนี้...จุดรวมพลของหมู่บ้านต้าเหอยังมีคนเหลืออยู่ 10 กว่าคน 6 คนอยู่รวมกันในห้องเดียว เตียงนอนจะเป็นเตียง 2 ชั้นขนาดใหญ่ ทันทีที่มาถึง เสี่ยวอวี่ก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“ชาวบ้านต้าเหอ ใครๆ ก็รู้ว่าฝูซิงทั้งโง่ทั้งดุ คราวก่อน...เป็นฝีมือเขานั่นแหละ หมัดเดียวฆ่าหมูป่าได้ ผู้ชายน่ากลัวอย่างนั้น แถมยังโง่อีก ไม่รู้ว่าเสี่ยวอวี่คิดอะไรอยู่ถึงได้ไปแต่งงานกับผู้ชายอย่างนั้นได้ก็ไม่รู้ เสี่ยวอวี่ตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตเอง ถ้าเกิดวันใดวันนึงเสี่ยวอวี่ถูกผู้ชายคนนั้นฆ่าตาย ฉันไม่ช่วยหรอกนะ”
ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็น ‘เหลียงเทียนตง’ เสี่ยวอวี่ที่ได้ยินอีกฝ่ายหาว่าสามีเธอโง่ อารมณ์โกรธก็ปะทุ ซิงโจวเขาไม่ได้โง่ เขาแค่มีความบกพร่องทางการสื่อสารเท่านั้นเอง สามีเธอฉลาดกว่าคนอื่นในหมู่บ้านนี้เสียอีก
เสี่ยวอวี่ถีบประตูเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะโมโห
“เหลียงเทียนตง คำพูดเมื่อกี้ที่เธอพูด เธอไม่รู้สึกละอายบ้างเหรอ ? เธอได้กินเนื้อหมูป่านั่นไหม ? แน่จริงก็อ้วกเนื้อหมูป่านั่นออกมาสิ แล้วค่อยไปนินทาว่าร้ายคนอื่นเขา !!”
วันรุ่งขึ้น ซิงโจวกลับไปที่ศาลเจ้าอีกครั้ง เขาเห็นแค่ร่างของเหลียงฝูที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น ร่างของเหลียงฝูเริ่มแข็งตัวแล้ว คาดคะเนเวลาที่เสียชีวิต เหลียงฝูคงมาที่นี่หลังจากที่พวกเขาออกไปจากที่นี่ ไม่รู้ว่าวิญญาณของเหลียงฝูนั้นล่องลอยไปอยู่ที่ไหน ซิงโจวเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบ ๆสามวันต่อมา ชาวบ้านก็ได้พบศพของเหลียงฝูที่ศาลเจ้า ก็รีบลงจากเขาไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจก็รีบไปหาครอบครัวเหลียงเพื่อสอบถามดู เทียนตงร้องไห้ฟูมฟาย บอกว่าตนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าพี่ชายไปทำอะไรอยู่ที่ศาลเจ้านั่น ในใจของเทียนตนแม้จะรู้สึกเศร้าโศก แต่...หล่อนกลับรู้สึกโล่งอกมากกว่า ในที่สุด...ก็ไม่มีใครบังคับให้หล่อนอยู่ที่ลั่วเฉิงอีกต่อไปคนเป็น ๆ หายตัวไป เสี่ยวอวี่อยากจะแจ้งความคนหาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนหน้านี้เธอได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พนักงานในร้านก็เป็นพยานว่าเถ้าแก่เนี้ยเกาเดินทางไปดูที่ทำเลเพื่อขยายสาขาร้านบะหมี่ เหตุผลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สงสัยอะไร ทั้งครอบครัวต่างก็โศกเศร้าแต่...มีแค่ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่เท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเรื่องราวเป็นมายังไง แต่...พวกเขาก็ยังคงกังวล กังว
แต่...เกาเฟินยังห่วงทุกคนที่อยู่ที่นี่อยู่ จึงพูดกับทุกคนว่า “แต่ว่า...อวี่เอ๋อร์กำลังท้องอยู่ แม่อยากจะกลับไปคิดดูอีกที”“จะคิดอะไรอีกเล่า ทางนี้ไม่มีอะไรให้ลูกต้องห่วงเลยอาเฟิน แม่ยังแข็งแรงดี ร่างกายแม่ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว แม่ดูแลหลานกับเหลนของแม่ได้สบาย ลูกลองคิดดูสิอาเฟิน อาจิ่งอยู่ที่นั่นคนเดียวน่าสงสารแค่ไหน อาจิ่งเฝ้ารอลูกอยู่ตลอดเวลา แม่จะบอกอะไรให้นะ แม่รู้จักลูกชายของแม่ดี ถึงแม้จะอยู่ที่อื่นอยู่บนโลกนี้ เรื่องความรักน่ะ อาจิ่งรักใครรักจริง รักฝังใจไม่แบ่งใจให้ผู้หญิงคนอื่นหรอก ถ้าลูกไม่ยอมไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่น ลูกชายแม่จะต้องเสียใจมากแน่ ๆ เกิดในอนาคตอวี่เอ๋อร์ไม่ฝันถึงอาจิ่งอีกจะทำยังไง ? เราก็จะไม่รู้ว่าอาจิ่งจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไง ? ถึงตอนนั้นลูกต้องเสียใจมากแน่ ๆ อาเฟิน เชื่อแม่เถอะนะ ไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่นเถอะ ฝากดูแลอาจิ่งแทนแม่ด้วย”คำพูดของย่าโจวได้ปัดเป่าความลังเลสุดท้ายของเกาเฟินออกไปจนหมดสิ้น สุดท้าย...เกาเฟินก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่กับหวงจิ่งที่นั่น..........เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เสี่ยวอวี่ใกล้คลอดแล้ว ซิงโจวจึงรีบพาเธอมาที่โรงพยาบาล ไม่นาน...พี่ชายกับพี่ส
เกาเฟินพาเสี่ยวอวี่กลับมาพักที่บ้าน ไม่ลืมกำชับให้พักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง จากนั้น...ก็โทรศัพท์ไปที่ทีมโบราณคดีบอกให้ซิงโจวรีบกลับมาที่บ้าน เกาเฟินไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีให้กับย่าโจวด้วย พอวางสายจากย่าโจว กำลังหมุนตัวจะกลับออกไปก็บังเอิญนึกได้ว่ายังไม่ได้โทรไปแจ้งข่าวดีให้กับพี่ชายกับพี่สะใภ้ของลูกสะใภ้ทราบด้วยซิงโจวทราบข่าวก็รีบตรงดิ่งมาที่บ้านทันที พอมาถึงเขาก็เห็นเสี่ยวอวี่กำลังนั่งอาบแดดอยู่บนเก้าอี้เอน เขาเดินไปนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอาหูแนบท้องแบนราบของเธอ หวังอยากจะได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อย ๆ สักหน่อย“คุณ ~ ตอนนี้ยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกหรอกค่ะ”“ผมได้ยินเสียงหัวใจคุณแล้ว มันแตกต่างจากปกติมาก”“คุณนี่จริง ๆ เลยนะ ฉันท้อง ก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา” เสี่ยวอวี่ดึงเก้าอี้เล็ก ๆ มาให้เขานั่ง พลางพูดกับเขาว่า“วันนี้...ฉันเดินผ่านสหกรณ์ บังเอิญได้ยินเทียนตงคุยโทรศัพท์กับเหลียงฝู ฉันว่าเหลียงฝูต้องเดาออกแน่ ๆ เลยค่ะ ว่ากุนซือข้างกายองค์ชายสิบเอ็ดคือพ่อของคุณที่ทะลุมิติไปอยู่ที่นั่น”ซิงโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้เธอพักผ่อนไม่ต้องคิดมาก เขาจะจัดการเรื่องนี้
เสี่ยวอวี่ตื่นขึ้นมารู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่อยากลุกไปไหน นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่อลหม่านกันเกือบทั้งคืน เธอก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคุมร่างไว้มิดชิดด้วยความเขินอาย ไม่ได้ลุกไปกินข้าว แม่สามีก็ไม่ได้มารบกวนเธอ ใกล้เที่ยง...ซิงโจวก็ได้นำมันเผาหอมกรุ่นเข้ามาให้“อวี่เอ๋อร์ คุณบ่นว่าอยากกินมันเผาไม่ใช่เหรอ ?” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วอมยิ้มเสี่ยวอวี่รีบลุกจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทั้งสองก็ไปนั่งกินมันเผาด้วยกันใต้ชายคาบ้าน ซิงโจวแอบหยิกแก้มขาวนวลเธอเบา ๆ ด้วย เกาเฟินยืนมองอยู่ข้างหลังพลางอมยิ้มไปด้วย แค่นี้จริง ๆ ที่ตนอยากจะเห็น ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินกลับเข้าครัวไปทำอาหารกลางวันต่อก่อนหน้านี้ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่ก็ดีต่อกัน แต่...รู้สึกว่ามันยังมีช่องว่างบางอย่างอยู่ระหว่างลูก ๆ สองคน ตอนนี้...ทุกอย่างราบรื่น ดีทุกอย่าง ลูกทั้งสองเข้าหอกันแล้ว ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก มื้อเที่ยงวันนี้ ตนต้องทำอาหารอร่อย ๆ บำรุงลูกทั้งสองสักหน่อยแล้วในช่วงเดือนอ้าย เสี่ยวอวี่กลับไปที่เมืองหยุนซินไปเยี่ยมพี่ชายกับพี่สะใภ้ เธอถามพี่สะใภ้ว่าอยากจะเปิดร้านบะหมี่เกาจี้
เกาเฟินสับเนื้อหมูติดมันติดเนื้อให้ละเอียด เทเครื่องเทศลงไป นวดกับแป้งแล้วปั้นเป็นลูกชิ้น เถาฮวาก่อไฟในครัวอุ่นน้ำมันในกระทะ เกาเฟินปั้นลูกชิ้นไปพลางพูดไปด้วยว่า“หาเงินไว้เยอะ ๆ แล้วซื้อบ้านในเมืองสักหลัง ซื้อบ้านไว้ไม่ขาดทุนหรอก ดีที่สุดคือซื้อในเมืองใหญ่ ต้นไม้ย้ายที่ก็รอด คนย้ายที่ก็จะรุ่งเรือง อย่าไปกลัว ก็แค่ย้ายบ้านไปเปิดร้านบะหมี่ในเมืองเอง”“ค่ะแม่ ฉันจะเชื่อฟังแม่” หลังจากที่คืนเงินให้แม่เสร็จ เถาฮวาก็กลับบ้านไป ระหว่างทาง ก็เจอกับซิ่วห่าว“พี่ไปหาแม่มาเหรอ ?”“อืม พี่เอาเงินทุนไปคืนแม่น่ะ”“แม่รับเงินนั่นจริง ๆ เหรอ ?” แม่สามีมีร้านที่ลั่วเฉิง มีร้านที่ปักกิ่ง มีบ้านไม่รู้กี่หลัง หลายปีมานี้แม่สามีหาเงินได้เยอะมากแน่ ๆ เงินทุนให้ลูกชายยืมไปตั้งตัว ทำไมต้องเอาคืนด้วยก็ไม่รู้“ทำไมจะไม่รับล่ะ ?” เถาฮวาคลี่ยิ้ม แล้วจงใจพูดเสียงดังว่า“ตอนนั้น...เราเขียนสัญญากู้ยืมนี่นา ปีนี้...เราทั้งสองครอบครัวหาเงินได้ไม่น้อยเลยนะ บ้านเธอไม่ถึงกับจ่ายไม่ไหวหรอกมั้ง ใกล้ตรุษจีนแล้ว อย่าทำให้แม่โกรธเลยนะ”อินซานเตรียมเอาเงินไปคืนให้แม่เหมือนกัน ปีนี้...ร้านบะหมี่ของเขาที่สถานีรถไฟหาเงินได้ไม่น
เทียนตงกลับบ้านไปหาเหลียงฝู หลายปีมานี้ กลอุบายของพี่ชายเหี้ยมโหดขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่แล้วก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงาน แล้วหล่อนก็ได้เล่าให้พี่ชายฟังว่า ร้านอาหารเล็ก ๆ ของเสี่ยวอวี่ทำเงินได้มาก แต่…พี่ชายก็ไม่ได้รังเกียจที่เสี่ยวอวี่ทำมาค้าขาย และเสี่ยวอวี่ยังขยายร้านอีกหลายแห่ง ทำเงินไม่น้อยเลย หลายปีมานี้ พี่ชายก็คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่…หล่อนไม่อยากไปฝึกงานที่ลั่วเฉิงจริง ๆ“พี่ พี่อยากให้ฉันไปที่ลั่วเฉิงจริง ๆ เหรอ ? มันคุ้มค่าเหรอ ? ตอนนี้…ฝูซิงมีฐานะร่ำรวยแล้ว หาเงินได้เยอะกว่าเราเสียอีก เสี่ยวอวี่ไม่หย่ากับเขาหรอกค่ะ”เหลียงฝูหัวเราะ ชาติที่แล้วหลังจากตัดสินใจติดตามองค์ชายสาม เพื่อสร้างชื่อเสียงและอำนาจ เขาไม่เคยกลัวหรือหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยทตอนนี้ก็เช่นกัน เขายังคงรักผู้หญิงที่ยื่นข้าวกล่องให้เขากินในยามที่เขาลำบากยากจนที่สุด ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ปล่อยมือเธอเด็ดขาด“คนเราต้องมีเป้าหมาย เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วจะละทิ้งความตั้งใจไม่ได้ เพราะถ้าสูญเสียเป้าหมายไป ชีวิตก็ไร้ความหมาย”เทียนตงรู้ว่าเป้าหมายที่พี่ชายพูดถึงก็คือเสี่ยวอวี่ แต่…หล่อนก็ไม่เข้าใจอยู่ดี พี่ชายหล่อนมีทุกอย
ซิ่วห่าวกลับไปที่ห้อง ก่อนจะเปิดตู้หยิบเอากล่องไม้เล็กมาดู สิ่งที่เห็นทำให้ซิ่วห่าวหน้าชาวูบ หยกที่เมื่อคืนยังเปล่งแสงระยิบระยับ ตอนนี้...กลับแตกละเอียดกลายเป็นผงสีขาวฟุ้ง เศษผงเกาะติดอยู่เต็มชุดเสื้อผ้าใหม่เพียงชุดเดียวของหล่อน ซิ่วห่าวรีบหยิบเอาเสื้อผ้าชุดนั้นออกมาปัด แต่...ยิ่งปัดก็ยิ่งเปรอะเปื้
“คุณตำรวจคะ ฉันกับฝูซิงรีบไปจดทะเบียนสมรสค่ะ พวกเรา...ไปได้หรือยังคะ ?”เจ้าหน้าที่ตำรวจหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกำชับเสี่ยวอวี่ว่า“รีบไปเถอะ แต่...ครั้งหน้าถ้าเจอคนแปลกหน้าอีก อย่าไว้ใจพวกเขา เข้าใจไหม ?”เจ้าหน้าที่ตำรวจมองทั้งคู่ด้วยสายตาอบอุ่นแฝงความเอ็นดู สาวน้อยหน้าตาน่ารักกับหนุ่
เสี่ยวอวี่คิดในใจ ซิงโจวเพิ่งหลุดมาจากยุคโบราณได้ไม่นาน เขายังคงพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่นี้อยู่ ตอนนี้…เขามาจากอดีต ส่วนเธอ...มาจากอนาคต ศตวรรษที่ 21 ในชีวิตก่อน เสี่ยวอวี่เป็นหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมโรคหัวใจร้ายแรง หมอบอกว่าเธออาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 25 ปี ยิ่งช่วงหลัง ๆ ความฝันประหลาดนั้นยิ่ง
ซิงโจวเป็นคนที่มีภาวะบกพร่องด้านการสื่อสาร หรือที่ในยุคปัจจุบันเรียกกันว่า…ออทิสติก แต่…ในขณะเดียวกัน เขาก็มีพรสวรรค์พิเศษระดับอัจฉริยะ ความสามารถทางการเรียนรู้ของเขาเกินกว่าคนทั่วไปหลายเท่าในยุคสมัยของเขา การฝึกฝนเป็นเรื่องโหดร้ายถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลก เขาไม่เคยพูดคุยกับใครนอกจากอาจารย์ที่ฝึกเขา







