LOGINเสี่ยวอวี่เห็นซิงโจวกำลังเหม่อ เธอก็เขย่าแขนเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า
“คุณ ~ อาหารอยู่ในถ้วยของคุณ นั่นหมายความว่าเป็นของคุณแล้ว รีบกินได้แล้ว”
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาได้กินไข่ไก่นับครั้งได้ อยู่ที่สนามฝึกซ้อมมีคนอยู่หลายร้อยคน ข้าวโพดชุบแป้งทอดที่ขึ้นราอยู่ในตะกร้าไม้ถูกโยนลงมาจากข้างบน ใครแย่งได้ก็มีกิน ใครแย่งไม่ได้ก็อด ต่อมา...เมื่อผู้คนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้กิน และตอนนั้นก็จะได้กินมันเทศ ไม่ก็ซาลาเปาแป้งสาลี
กระทั่งเหลือเพียงไม่กี่สิบคน นาน ๆ ครั้งถึงจะได้ลิ้มรสไข่ไก่ แต่...ไข่ไก่นั้นก็ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนตอนนี้ เสี่ยวอวี่บอกว่า ไข่ไก่อยู่ในถ้วยข้าวของเขาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไข่ไก่นี้เป็นของเขา ซิงโจวจึงเริ่มคีบอาหารกิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่หุงกับมันเทศซึ่งโปะเต็มไปด้วยไข่เจียว
ซิ่วห่าวมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม กิน กิน เอาแต่จะกินอย่างเดียว กินคนเดียวแต่เหมือนกินอยู่สองคน ไม่กลัวอาหารจะติดคอตายหรือไง ? ซิ่วห่าวเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้โง่คนนี้น่ะมองยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวาสนาใหญ่หลวงเลยสักนิด บางที...หล่อนอาจจะฟังผิดไปก็ได้
หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ซิ่วห่าวก็ได้หยิบเอาผ้ามาเช็ดปาก แล้วพูดขึ้นว่า
“แม่ ยังไงเสี่ยวอวี่ก็ไม่ต้องออกไปทำงานที่ทุ่ง ให้เสี่ยวอวี่ล้างจานแทนนะ”
ตอนนี้...เสี่ยวอวี่เธอปวดมือจริง ๆ ไม่ได้แสร้งทำ เธอพลิกมือขาว ๆ ขึ้นมา ตรงข้อมือและฝ่ามือยังคงมีรอยเชือกที่รัดจนแดงก่ำเป็นรอยอยู่เลย
“แม่คะ วันนี้หนูเกือบถูกกลุ่มค้ามนุษย์พวกนั้นจับไปขายแล้วค่ะ มือหนูถูกคนพวกนั้นจับมัด รอมือหนูหายดีก่อนแล้วหนูค่อยมาช่วยงานบ้านได้ไหมคะ ?”
เกาเฟินมองดูดี ๆ แล้ว ข้อมือของเสี่ยวอวี่นั้นแดงจริง ๆ เธอไม่ได้โกหก มือขาวเนียนตอนนี้บวมแดงไปหมดแล้ว เสี่ยวอวี่ก็เป็นคุณหนูที่อ่อนแอจริง ๆ นั่นแหละ อย่าว่าแต่ลงไปทำงานที่ทุ่งเลย จะมีแรงจับเชือกหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ซิ่วห่าว ไปล้างจานเถอะ” ซิ่วห่าวไม่พอใจ รีบตอบกลับว่า
“แม่ หนูต้องไปทำงานนะ ไปช้าจะถูกหักแต้มแรงงานนะแม่”
“รู้ว่าจะถูกหักแต้มยังไม่ไปล้างจานอีก มัวชักช้าอยู่ได้” ซิ่วห่าวโมโหจนพูดอะไรไม่ออก แต่งสะใภ้ใหม่ก็เหมือนไม่แต่ง ปล่อยให้ซิงโจวอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตไม่ดีกว่าเหรอ ? อย่างน้อยก็ไม่ต้องหาเลี้ยงลูกคุณหนูอย่างเสี่ยวอวี่ และตอนนั้นเอง สะใภ้ใหญ่บ้านเย่ที่กำลังท้องอยู่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า
“แม่ เดี๋ยวฉันล้างจานเอง” เกาเฟินปวดหัวไม่รู้จะพูดอะไร ครอบครัวลูกชายคนโตเชื่องเหมือนดิน ตีจนไม้หักก็ไม่ยอมปริปากร้อง
ลูกชายรองของเกาเฟินตอนแรกก็ดีอยู่หรอก พอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถูกภรรยาเป่าหูอะไรๆ ก็ไม่อยากทำ ขี้เกียจตัวเป็นขน ส่วนลูกชายคนเล็กแข็งแรง ขยันขันแข็ง ทำงานเก่ง แต่...นิสัยกลับแปลกคน ลูกสะใภ้คนเล็กกลับเป็นหญิงงามตัวเล็กที่อ่อนแอราวกับตะเกียงที่เจอพายุ เจอลมหน่อยก็ดับแล้ว เลี้ยงดูยากเสียเหลือเกิน
ทุกคนเป็นแบบนี้ครอบครัวเย่ก็ยิ่งลำบาก เสี่ยวอวี่แจกลูกอมให้หลาน ๆ คนละ 1 กำ ก่อนจะถือถุงลูกอมเดินไปหาแม่สามี จากนั้น...ก็ได้ล้วงลูกอมให้แม่สามี
“แม่คะ กินขนมก่อนค่ะ วันนี้...ให้ฝูซิงพักครึ่งวันได้ไหมคะ ? หนูอยากจะให้เขาไปช่วยหนูขนของจากที่พักมาที่บ้านค่ะ”
“ไปเถอะๆ” เกาเฟินโบกมือไล่ เสี่ยวอวี่ถือถุงขนมเดินไปหาซิงโจว แล้วพูดกับเขาว่า
“ฝูซิง เราไปแจกขนมแต่งงานให้กับชาวบ้านกันเถอะ” ซิ่วห่าวเหลือบตามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แต่...ก็ไม่ได้พูดอะไร
ซิ่วห่าวแอบคิด เสี่ยวอวี่กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่าแต่งงานกับไอ้โง่ คิดอะไรอยู่ไม่รู้ถึงได้ไปแจกขนมแต่งงานให้ชาวบ้าน เสี่ยวอวี่นี่โง่กว่าไอ้โง่ซิงโจวนั่นเสียอีก !
ซิงโจวลุกขึ้นยืน แล้วมองไปที่จอบที่วางอยู่ตรงมุมกำแพง หลายวันที่อยู่ที่นี่ทำให้เขารู้ว่า ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ต้องทำงานถึงได้อาหารมากิน ถ้าไม่ทำงานก็จะถูกหักแต้มแรงงาน พอสิ้นปีก็จะได้อาหารมาน้อย ถ้าไม่มีแต้มแรงงานก็จะอดตาย เขาหันไปมองหน้าเสี่ยวอวี่ ร่างบอบบางอย่างนั้น ลมพัดผ่านก็ปลิวแล้ว ถ้าเธอไม่ได้กินข้าวหนึ่งมื้อ เธอได้ตายจริง ๆ แน่
“ทำงาน ตอนเย็นค่อยไปขนของ” เกาเฟินได้ยินอย่างนั้น กลัวว่านิสัยใจคอของลูกชายตนจะทำให้เสี่ยวอวี่เบื่อหน่าย จึงรีบพูดขึ้นว่า
“ฝูซิง วันนี้...ลูกเพิ่งไปจดทะเบียนสมรสกับเสี่ยวอวี่มา พัก 1 วันนะ ไม่ต้องออกไปทำงานหรอก แม่ไปคุยกับหัวหน้าหน่วยแล้ว หัวหน้าหน่วยไม่หักแต้มแรงงานลูกหรอก”
เกาเฟินแอบคิดในใจ ไม่ทำงานย่อมถูกหักแต้มอยู่แล้ว แต่...ตนก็ไม่อยากบอกให้ลูกชายรู้ความจริงแล้วเสี่ยวอวี่ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเบื่อหน่ายเขาเลยสักนิด เพราะเธอเข้าใจสิ่งที่เขาบอก ถ้าไม่มีข้าวกิน เธอก็จะอดตาย เขาไม่อยากให้เธอลำบากถึงได้บอกว่าจะออกไปทำงาน
เขาเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกเลย จากนั้น...พวกเขาสองคนไปที่เขตที่พักของยุวปัญญาชน ตอนนี้...จุดรวมพลของหมู่บ้านต้าเหอยังมีคนเหลืออยู่ 10 กว่าคน 6 คนอยู่รวมกันในห้องเดียว เตียงนอนจะเป็นเตียง 2 ชั้นขนาดใหญ่ ทันทีที่มาถึง เสี่ยวอวี่ก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“ชาวบ้านต้าเหอ ใครๆ ก็รู้ว่าฝูซิงทั้งโง่ทั้งดุ คราวก่อน...เป็นฝีมือเขานั่นแหละ หมัดเดียวฆ่าหมูป่าได้ ผู้ชายน่ากลัวอย่างนั้น แถมยังโง่อีก ไม่รู้ว่าเสี่ยวอวี่คิดอะไรอยู่ถึงได้ไปแต่งงานกับผู้ชายอย่างนั้นได้ก็ไม่รู้ เสี่ยวอวี่ตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตเอง ถ้าเกิดวันใดวันนึงเสี่ยวอวี่ถูกผู้ชายคนนั้นฆ่าตาย ฉันไม่ช่วยหรอกนะ”
ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็น ‘เหลียงเทียนตง’ เสี่ยวอวี่ที่ได้ยินอีกฝ่ายหาว่าสามีเธอโง่ อารมณ์โกรธก็ปะทุ ซิงโจวเขาไม่ได้โง่ เขาแค่มีความบกพร่องทางการสื่อสารเท่านั้นเอง สามีเธอฉลาดกว่าคนอื่นในหมู่บ้านนี้เสียอีก
เสี่ยวอวี่ถีบประตูเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะโมโห
“เหลียงเทียนตง คำพูดเมื่อกี้ที่เธอพูด เธอไม่รู้สึกละอายบ้างเหรอ ? เธอได้กินเนื้อหมูป่านั่นไหม ? แน่จริงก็อ้วกเนื้อหมูป่านั่นออกมาสิ แล้วค่อยไปนินทาว่าร้ายคนอื่นเขา !!”
เสี่ยวอวี่หันไปพูดกับหลิวอวิ๋นว่า “พี่หลิว งูน้ำน่ะไม่มีพิษหรอกค่ะ หาไม้มาเขี่ยมันออกไปข้างนอกนะ แล้วซื้อยาไล่แมลงมาโรยรอบ ๆ งูก็ไม่เลื้อยเข้ามาแล้ว”“ได้ ๆ เดี๋ยวพี่จะรีบไปซื้อ” หลิวอวิ๋นเข็นจักรยานออกไป แล้วหันมาพูดกับเทียนตงว่า“รีบเอางูนั่นไปปล่อยนะ เอาไปปล่อยไกล ๆ เลย อย่าให้มันฟื้นล่ะ เดี๋ยวจะหาไม่เจอ ระวังมันจะมุดเข้าไปอยู่ในผ้าห่มเธอนะเทียนตง” เทียนตงได้ยินอย่างนั้นก็เกือบปล่อยโฮ“ฉันกลัว เสี่ยวอวี่ เธอบอกไอ้โง่ของเธอนำงูตัวนี้ไปทิ้งที” เสี่ยวอวี่ชำเลืองตามอง เธอไม่คิดจะช่วย คนตระกูลเหลียงนี่บ้ากันหมดทุกคนเลยหรือไง ? เธอไม่ช่วยหรอกนะ..........เสี่ยวอวี่ขนข้าวของทั้งหมดของเธอมาที่ห้องของซิงโจว จินซานกับอินซานต่างก็แต่งงานมีครอบครัว มีลูกกันแล้ว ห้องหลัก 2 ห้องที่อยู่ด้านหน้าจึงแบ่งให้ 2 ครอบครัวนี้อยู่ เดินออกทางประตูหลังของห้องหลักไป ก็จะเป็นห้องเล็ก 2 ห้องที่ด้านหลังบ้าน ซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังห้องหนึ่งเป็นห้องของเกาเฟิน อีกห้องเป็นของซิงโจว แม้ว่าห้องด้านหลังจะเล็กไปหน่อย แต่...มันก็ยังดีกว่าต้องนอนร่วมเตียงกับปัญญาชนคนอื่น ๆ ที่ห้องพักนั่น อีกอย่าง...ซิงโจวอยู่ที่นี่ อย
วันนั้น...มีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากเขา วิ่งไปที่หน่วยผลิต 3 ของหมู่บ้านต้าเหอ มันพุ่งชนชาวบ้านบาดเจ็บ 2 คน ก่อนจะวิ่งไปเหยียบย่ำแปลงพืชผลเสียหายยับเยินไปทั้งแถบ ซิงโจวเป็นคนที่ชกหมูป่าตัวนั้นตายคาที่แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ได้แบ่งเนื้อหมูป่าให้ทุกคน รวมถึงปัญญาชนคนอื่นๆ ด้วย ได้รับส่วนแบ่ง 4 ชั่ง ในบรรดาปัญญาชน เทียนตงกินเนื้อหมูป่าเยอะสุด หล่อนตกใจหันขวับไปดู พอเห็นซิงโจวยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าขรึมอยู่ก็ยิ่งกลัวเทียนตงพึมพำกับตัวเองในใจ ไอ้โง่ซิงโจวชกหมูป่าทีเดียวตาย ไม่รู้ว่าเวลาโกรธจะฆ่าเธอไหมนะ ? หล่อนรีบหลบไปอยู่ข้างหลังพี่ใหญ่ ‘หลิวอวิ๋น’ ก่อนจะตอบกลับ“เสี่ยวอวี่ เธอนี่ใจร้ายจริง ๆ เลยนะ ฉันมาอยู่ที่นี่กับเธอสองปีแล้ว เธอกลับไม่ยอมแต่งงานกับพี่ชายฉันสักที”“นี่...ฉันจะบอกอะไรให้นะ ใครอยู่กับใคร ? เราทุกคนคือยุวปัญญาชนที่ทางการส่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ ส่วนพี่ชายเธอน่ะ ฉันไม่สนใจหรอกนะ พี่ชายเธอมันโรคจิต ฉันยอมตายดีกว่าแต่งงานกับพี่ชายเธอ !!”“เธอกล้าว่าพี่ชายฉันเหรอ ? ฉันจะเขียนจดหมายไปฟ้องพี่ชายฉัน !!”“เอาเลย รีบเขียนจดหมายไปฟ้องตอนนี้เลย ฉันแต่งงานกับคนที่นี่แล้ว พี่ชายเธอจะทำอะไ
เสี่ยวอวี่เห็นซิงโจวกำลังเหม่อ เธอก็เขย่าแขนเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า“คุณ ~ อาหารอยู่ในถ้วยของคุณ นั่นหมายความว่าเป็นของคุณแล้ว รีบกินได้แล้ว”ตั้งแต่เล็กจนโต เขาได้กินไข่ไก่นับครั้งได้ อยู่ที่สนามฝึกซ้อมมีคนอยู่หลายร้อยคน ข้าวโพดชุบแป้งทอดที่ขึ้นราอยู่ในตะกร้าไม้ถูกโยนลงมาจากข้างบน ใครแย่งได้ก็มีกิน ใครแย่งไม่ได้ก็อด ต่อมา...เมื่อผู้คนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้กิน และตอนนั้นก็จะได้กินมันเทศ ไม่ก็ซาลาเปาแป้งสาลีกระทั่งเหลือเพียงไม่กี่สิบคน นาน ๆ ครั้งถึงจะได้ลิ้มรสไข่ไก่ แต่...ไข่ไก่นั้นก็ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนตอนนี้ เสี่ยวอวี่บอกว่า ไข่ไก่อยู่ในถ้วยข้าวของเขาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไข่ไก่นี้เป็นของเขา ซิงโจวจึงเริ่มคีบอาหารกิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่หุงกับมันเทศซึ่งโปะเต็มไปด้วยไข่เจียวซิ่วห่าวมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม กิน กิน เอาแต่จะกินอย่างเดียว กินคนเดียวแต่เหมือนกินอยู่สองคน ไม่กลัวอาหารจะติดคอตายหรือไง ? ซิ่วห่าวเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้โง่คนนี้น่ะมองยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวาสนาใหญ่หลวงเลยสักนิด บางที...หล่อนอาจจะฟังผิดไปก็ได้หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ซิ่วห่าวก็ได้หยิบเอาผ้ามาเช็ด
เสี่ยวอวี่ถามด้วยความประหลาดใจว่า “พี่ใหญ่ ทำไมแม่ถึงรู้ว่ามีกลุ่มพวกค้ามนุษย์ด้วยล่ะคะ ?”จินซานเอ่ยตอบด้วยความซื่อตรง ตรงไปตรงมาว่า “ก็พี่สะใภ้รองของเธอน่ะสิ ฝันเห็น ฝันเห็นว่า...ว่าเธอตามกลุ่มพวกค้ามนุษย์ไปเพราะอยากจะขายฝูซิงให้กับคนพวกนั้น”เสี่ยวอวี่แอบคิดในใจ มือทองอยู่ที่พี่สะใภ้รองแน่ ๆ ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้รองจะไม่อยากให้ซิงโจวแต่งงานสินะ คิดไปคิดมาก็อาจจะจริง ซิงโจวเก่งขนาดนั้น งานทุกอย่างในบ้านเขาเป็นคนทำหมด และยังทำแต้มแรงงานได้เยอะสุดในหน่วยผลิตด้วยขยันขันแข็ง พูดน้อย ไม่ใช้จ่ายอะไร ไม่สิ้นเปลือง ถ้าซิงโจวไม่แต่งงาน ก็ไม่ต่างอะไรกับแรงงานฟรีของตระกูลเย่ ตอนนี้...มีเธออยู่ตรงนี้แล้ว เธอจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกเขาอีก ระหว่างทางกลับ พวกเขาสองคนนั่งรถไถกลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวอวี่ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวายดังมาจากหน้าบ้านตระกูลเย่แต่หน้าหมู่บ้านแล้ว เกาเฟินได้ยินลูกชายรองมาแจ้งข่าวแล้ว แต่...ในใจก็ยังไม่อยากเชื่อ ยังไงซะมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เกิดขึ้นจริงหรอก เสี่ยวอวี่มาอยู่ชนบท 2 ปี สอนหนังสือมา 2 ปีเต็ม แม้แต่ไก่ก็ยังไม่กล้าฆ่า เธอคงไม่กล้าค้ามนุษย์หรอก“เสี่ยวอวี่ไม่มีทา
“เลือกผ้า” เขายังจำสิ่งที่แม่บอกเขาก่อนออกจากบ้านได้ ว่าให้พาเธอไปซื้อผ้ากลับมาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า พ่อแม่ของเธอเป็นคนชอบแต่งตัว ทุก ๆ ปี พ่อกับแม่จะคอยส่งเสื้อผ้าใหม่มาให้เธอใส่เสมอ ตรงกันข้าม ซิงโจวกลับขาดแคลนเสื้อผ้าใส่ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงผ้าสีดำที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยปะใด ๆ ที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ เป็นชุดเดียวที่ยังดูเรียบร้อยที่สุดของเขาปกติออกไปทำงานที่ทุ่งเขาไม่กล้าหยิบชุดนี้มาใส่ วันนี้...เขามาจดทะเบียนสมรสกับเธอถึงได้หยิบมาใส่ เสี่ยวอวี่กลับไม่มีคูปองผ้า เธอล้วงเอาลูกอมกำหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้พนักงานขาย ก่อนจะเอ่ยถามว่ามีผ้าที่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อขายไหม ? ผ้าที่ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง มักเป็นผ้าที่มีตำหนิ ราคาก็จะถูกกว่าหน่อย ปกติแล้ว ถ้าไม่รู้จักคนในร้าน ไม่มีทางซื้อได้เสี่ยวอวี่เป็นคนปากหวานช่างพูดช่างจาก เอ่ยชมพนักงานร้านไม่กี่คำก็ทำให้พนักงานขายอารมณ์ดีใจหยิบม้วนผ้ามาให้เธอเลือกอยู่หลายสี เธอเลือกผ้าสีเทากับสีดำมา ซื้อแค่ไม่กี่หลา หลังจากนั้น ก็ได้ซื้อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มอีกไม่กี่อย่าง ซิงโจวเห็นผ้าที่เธอเลือกก็ขมวดคิ้วแน่นซิง
ซิ่วห่าวกลับไปที่ห้อง ก่อนจะเปิดตู้หยิบเอากล่องไม้เล็กมาดู สิ่งที่เห็นทำให้ซิ่วห่าวหน้าชาวูบ หยกที่เมื่อคืนยังเปล่งแสงระยิบระยับ ตอนนี้...กลับแตกละเอียดกลายเป็นผงสีขาวฟุ้ง เศษผงเกาะติดอยู่เต็มชุดเสื้อผ้าใหม่เพียงชุดเดียวของหล่อน ซิ่วห่าวรีบหยิบเอาเสื้อผ้าชุดนั้นออกมาปัด แต่...ยิ่งปัดก็ยิ่งเปรอะเปื้อนซิ่วห่าวกัดริมฝีปากแน่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ในใจกลับสั่นสะท้าน หยกที่แตกเป็นผงแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ มันเหมือนลางร้ายบอกเหตุบางอย่างที่กำลังจะมาถึง หล่อนเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะเปรยกับแม่สามีด้วยน้ำเสียงแผ่ว ๆ ว่า“แม่ หนูว่าฝูซิงแต่งกับเสี่ยวอวี่ต้องไม่ดีแน่ ๆ แม่ก็รู้นี่คะ ปัญญาชนที่หมู่บ้านเรายื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่กันหมดแล้ว เสี่ยวอวี่เองก็คงยื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่แล้วเหมือนกัน ยังไง เสี่ยวอวี่ก็ต้องกลับเมืองใหญ่นะแม่”“ก็ดีน่ะสิ จะได้พาฝูซิงไปอยู่ที่นั่นด้วยเลย”“ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ ผู้หญิงอย่างเสี่ยวอวี่ไม่ชอบฝูซิงหรอก ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบคนโง่อย่างเขาหรอกแม่ แม่ดูปัญญาชนที่หมู่บ้านข้าง ๆ เราสิคะ เพราะอยากจะกลับเมืองใหญ่ ถึงกับทิ้งลูกตัวเอง ยังขอหย่ากับแม่ของลูกด้วย







