LOGIN“คุณมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่าคะ”
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่เอ่ยถามมีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดจนคนถูกถามแอบยิ้มในใจที่ได้รับความเป็นห่วงจากเธอ
“คงเป็นไอ้เซบัสเตียนนั่นแหละ มันเคยคิดจะใช้สายการบินของผมลักลอบขนยาเสพติด แต่ผมรู้ตัวก่อนเลยร่วมมือกับตำรวจจับยาเสพ-ติดล็อตใหญ่ของมันได้ เหตุการณ์นั้นทำให้น้องชายมันถูกตำรวจวิสามัญ”
“เค้าก็เลยมาฆ่าน้องชายคุณแก้แค้นเหรอ”
“คิดว่าใช่ เพราะผมกับมันไม่มีความแค้นอะไรกันนอกจากเรื่องนี้” เขากัดกรามแน่นด้วยความโกรธแค้นและรู้สึกผิดที่เจสันต้องมาตายเพราะเขาเป็นต้นเหตุแบบนี้
“ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีแต่ในหนังในละครซะอีก”
“มันเป็นมาเฟีย เลวกว่านี้มันก็ทำได้ ผมถึงได้พาคุณมาหลบอยู่ที่นี่ไง เพราะตอนนี้มันกำลังตามล่าตัวคุณอยู่”
“ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วย มันจะมาตามล่าตัวฉันทำไม”
“มันต้องการของที่เจสันฝากไว้ที่คุณ”
“พวงกุญแจตุ๊กตาหมีนั่นน่ะเหรอ” เอวารินอึ้ง ไม่คิดว่ามาเฟียใหญ่จะอยากได้พวงกุญแจที่เหมือนของเล่นเด็กนั่น “แต่เจสันฝากไว้ให้คุณนะ”
“ตอนนี้ของนั่นอยู่ที่ไหน”
“ฉันห้อยไว้ที่กระเป๋าเป้ใบที่ฉันใช้ประจำ แต่ตอนนี้เป้ใบนั้นหายไปแล้ว”
“ใช่ใบที่คุณใช้วันที่เราเจอกันหรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะ ใบนั้นแหละ”
“ถ้าเป็นใบนั้น ผมเป็นคนเก็บไว้เอง” เขานึกขอบคุณลูกน้องคนสนิทที่คืนนั้นทำงานรอบคอบย้อนกลับไปเก็บกระเป๋าเป้ของเอวาริน กลับมาด้วย
มาร์คัสเข้ามาที่ห้องวิทยุสื่อเพื่อติดต่อบอกโทนี่ให้เข้าไปดูพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ที่กระเป๋าเป้ของเอวารินซึ่งเขาเก็บไว้ในตู้เซฟในห้องทำงาน ชายหนุ่มนั่งรออยู่ไม่ถึงสิบนาทีโทนี่ก็ติดต่อกลับมาบอกว่า พวงกุญแจนั่นเป็นแฟลชไดร์ฟที่บันทึกไฟล์รายชื่อเครือข่ายยาเสพติดในแถบเอเชียของเซบัสเตียน
“เอาไฟล์นั้นกับคลิปที่เป็นหลักฐานว่ามันเป็นคนฆ่าเจสันไปให้ตำรวจ”
“ครับนาย” ลูกน้องคนสนิทรับคำผ่านทางวิทยุสื่อสาร “แล้วนายจะกลับเมื่อไหร่ครับ”
“อีกสามวัน” เขาคิดว่าเวลาเท่านี้น่าจะมากพอให้โทนี่และตำรวจจัดการรวบตัวคนร้ายได้ และมากพอที่เขาจะทำให้เอวารินยอมเชื่ออย่างหมดใจว่าเขาเป็นสามีของเธอ
เอวารินยืนล้างจานอยู่ในห้องครัวพลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่มาร์-คัสเล่าให้ฟังว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ความจำเสื่อมนั้นเธอใช้ชีวิตร่วมกับเขาในฐานะสามีภรรยา แถมยังแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันแล้วอีกต่างหาก
หญิงสาวนึกไม่ออกเลยว่าทำไมคนที่ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานมาก่อนอย่างเธอถึงยอมแต่งงานกับผู้ชายที่รู้จักกันแค่เดือนเดียวได้ คำบอกเล่าของเขามีช่องโหว่น่าสงสัย มันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่เขายังเล่าไม่หมดแน่นอน
“ผมช่วยล้างนะ”
เอวารินสะดุ้งเมื่อน้ำเสียงนุ่มทุ้มของคนที่กำลังคิดถึงดังขึ้นที่ข้างหูพร้อมกับสัมผัสอุ่นวาบจากร่างหนาที่กดแนบเข้ามาทางด้านหลัง สองแขนแข็งแกร่งโอบมาด้านหน้าและจับมือเธอที่กำลังล้างฟองน้ำยาล้างจานออกจากจานเซรามิกเนื้อดี
“ไม่ต้องค่ะ ใบนี้ใบสุดท้ายแล้ว” หญิงสาวขยับตัวหนีมาด้านหน้าเพื่อไม่ให้แผ่นหลังแนบกับลำตัวด้านหน้าของเขา โดยเฉพาะความเป็นชายที่เบียดชิดอยู่ที่บั้นท้าย มันอุ่นจัดและใหญ่มากจนเธอขนลุก ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังตอนกินข้าวว่ามันเคยเข้าไปอยู่ในตัวเธอก็ยิ่งประหม่าจนทำตัวไม่ถูก
“ผมอยากช่วย” ร่างสูงขยับตัวตามมาเบียดจนแนบชิดยิ่งกว่าเดิม
“ไม่เป็นไร ฉันทำเองได้” เอวารินอยากขยับตัวหนีเขาอีกแต่ตอนนี้หน้าท้องเธอชิดกับขอบอ่างล้างจานจนไม่เหลือพื้นที่ให้หนีอีกแล้ว
“อย่าดื้อ ไม่งั้นผมจะจับปล้ำเลยนะ”
“ไม่ต้องมาขู่”
“ถ้าคุณจำได้ คุณจะรู้ว่าคนอย่างผมไม่เคยขู่” เขายื่นหน้าเข้ามาจนแก้มแนบกัน
“ฉันล้างเสร็จแล้วนี่ไง ไม่ต้องช่วยแล้ว” เธอบอกเสียงสั่นพลางเอียงแก้มหนีแล้วรีบล้างจานใบสุดท้ายให้เสร็จแล้ววางคว่ำไว้บนชั้นใกล้มือ
มาร์คัสเอื้อมมือไปช่วยปิดก๊อกน้ำให้แล้วฉวยโอกาสกดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่ม
“นี่คุณ!” เอวารินพลิกตัวอยู่ภายในวงแขนหันมาจ้องหน้าเขาตาเขม็ง “ทำไมชอบทำแบบนี้”
“ผมไม่ได้ชอบหอมแก้มอย่างเดียวนะ อย่างอื่นผมก็ชอบทำเหมือนกัน”
“ระหว่างที่ฉันยังจำเรื่องของเราไม่ได้ คุณห้ามทำอะไรฉันทั้งนั้น”
“ผมไม่รับปาก”
“คุณ!”
“เห็นใจผมบ้างสิ คนเคยทำทุกวัน อยู่ๆ จะไม่ให้ทำ คุณไม่สงสารผมเหรอ” เขาแกล้งตีหน้าเศร้า
“คุณก็ต้องเห็นใจฉันเหมือนกัน จะให้ฉันนอนกับผู้ชายที่ฉันจำไม่ได้ว่าเคยรักกันมันก็ทำใจลำบากนะ”
“งั้นเจอกันครึ่งทาง”
“ยังไงคะ?”
“ผมจะทำเท่าที่คุณรับได้ ทันทีที่คุณบอกให้หยุด ผมก็จะหยุด”
“ข้อเสนอแบบนี้ฉันมีแต่จะเสียเปรียบคุณ” เธอหลุบตามองที่แผงอกกว้างของเขาซ่อนความกระดากอาย
“ผมไม่ได้คิดจะเอาเปรียบคุณนะ ผมแค่อยากทำให้คุณรู้ว่าเมื่อก่อนเราเคยมีความสุขกันมากแค่ไหน” เขาขยับตัวเข้ามาแนบชิด บด-เบียดความเป็นชายเข้ากับหน้าท้องของเธอ
“ฉันอยากรู้อย่างอื่นมากกว่า” นิวาริยกสองมือขึ้นวางประทับบนแผงอกแกร่งของเขาแล้วออกแรงดันไม่ให้เขาเบียดตัวเข้ามาใกล้กว่านี้แต่ไม่เป็นผล
“คุณอยากรู้อะไร...หือ?” ชายหนุ่มทอดเสียงถามอย่างอ่อนโยนพลางจับปลายคางเล็กมนให้เชิดขึ้นแล้วไล้ปลายนิ้วโป้งไปบนกลีบปากสีหวาน
เขาลูบที่ปากแต่เอวารินกลับรู้สึกไปถึง ‘ตรงนั้น’ ซึ่งอยู่เบื้องล่าง มันกำลังร้อนผ่าวและเต้นระริก กลิ่นน้ำหอมของเขาก็ช่างเย้ายวนใจ มันปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเธอให้ตื่นเพริด อีกทั้งร่างหนาที่แนบอยู่กับร่างของเธอตลอดแนวลำตัวนั้นก็แผ่ไอร้อนผะผ่าวออกมาจนใบหน้าเธอเห่อร้อนและแดงจัด
เธอกำลังต้องการเขา!
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







