เข้าสู่ระบบแล้วจิตใต้สำนึกก็สั่งให้เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขาด้วยแววตาเป็นประกายเร่าร้อนเชิญชวน แต่พอเห็นเขาหรี่ตามองแบบงงๆ สติที่เตลิดไปไกลของเธอก็กลับมา
“บ้า! คิดอะไรแบบนี้เนี่ย” เอวารินส่ายหน้าแรงๆ สลัดความคิดวาบหวามออกจากหัวพร้อมบ่นงึมงำอยู่คนเดียว
“คิดอะไรเหรอ” เขาโน้มใบหน้าเข้ามาถามใกล้มากจนหน้าเกือบชิดกัน
“ปะ...เปล่า...ไม่ได้คิดอะไร” เธอเอนหลังหนี
“คุณกำลังแอบคิดมิดีมิร้ายกับผมอยู่ใช่มั้ย” เขามองตาอย่างรู้ทัน
“เปล่านะ” เธอรีบปฏิเสธ
“เวลาที่คุณต้องการผมคุณจะมองผมด้วยสายตาแบบเมื่อกี้นี้”
“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณจริงจริ๊งงง ไม่ได้ต้องการคุณ แล้วก็ไม่ได้อยากให้คุณจูบด้วย…อุ๊ย…เอ่อ...” เอวารินชะงักกึก ปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อหลุดปากพูดสิ่งที่แอบคิดอยู่ในใจออกไป
มาร์คัสยิ้มอย่างเข้าทางแล้วดึงตัวเธอเข้าไปจูบทันที เขาออกแรงกดช้าๆ ทว่าหนักแน่นไปตามขอบโค้งของกลีบปากอ่อนนุ่มทั้งบนและล่าง สัมผัสอ่อนโยนจากเขาทำให้มือเล็กที่คิดจะผลักไสในทีแรกเปลี่ยนเป็นเลื่อนขึ้นโอบคอแข็งแรงแล้วสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในเรือนผมแล้วรั้งศีรษะของเขาให้โน้มลงมาเพื่อจูบที่แนบแน่นและล้ำลึกมากยิ่งขึ้น
หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองเสียสติไปแล้วหรือเปล่าที่รู้สึกวาบหวามไปกับจูบของชายแปลกหน้าที่อ้างตัวว่าเป็นสามีจนยอมเผยอริมฝีปากให้เขาแทรกลิ้นเข้ามาลูบไล้บนลิ้นเธอ
“อื้อ...” เอวารินครางฮือด้วยความซ่านสยิวเมื่อเขาดูดปลายลิ้นเธออย่างลึกซึ้ง ร่างกายร้อนผะผ่าวโดยเฉพาะที่จุดอ่อนไหวเบื้องล่าง ปลายยอดทรวงอกหดเกร็งเจ็บร้าวจนต้องแนบร่างบดเบียดกับอกกว้างเพื่อบรรเทาอาการ
และเหมือนรู้ ฝ่ามือหนาถูกสอดเข้ามาใต้ชายเสื้อแล้วค่อยๆ ลากขึ้นมาตามแนวโค้งของเนินสะโพกด้านข้างขึ้นมาจนถึงทรวงออกแล้วนวดคลึงผ่านผ้าลูกไม้ด้วยน้ำหนักมือที่หนักแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนไปด้านหลังเพื่อปลดตะขอเสื้อชั้นในแล้วเลื่อนกลับมาบดขยี้ยอดดอกอย่างร้อนแรงทั้งที่ริมฝีปากและลิ้นยังพัวพันกันอยู่
“ผมมีบริการเสริมพิเศษให้คุณด้วยนะ”
เธอได้ยินเสียงเขาพึมพำแนบชิดริมฝีปากก่อนที่จะละมือออกจากทรวงอกแล้วสอดเข้าไปใต้ชายกระโปรง ฝ่ามือร้อนผ่าววางแนบลงบนหัวเข่าแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาตามแนวต้นขาด้านในอย่างเชื่องช้า
สัมผัสที่แผ่วเบาราวขนจากเขาทำให้ขนอ่อนเธอลุกชันทั่วทั้งร่าง กล้ามเนื้อในช่องท้องบิดเกร็ง ลมหายใจเริ่มติดขัด เธอรู้ว่าปลายทางที่เขาต้องการคือที่ไหนและมือของเขาก็กำลังคืบคลานใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามาจนเกือบจะถึง...
“หยุดนะ” เธอกลั้นใจบอกพร้อมกับหนีบขาเข้าหากันเพื่อปกป้องส่วนที่พึงสงวน ตราบใดที่เธอยังไม่มั่นใจว่าเขาเป็นสามีของเธอจริงๆ เธอจะปล่อยให้เขาเข้ามาแพ้เพียงปลายนิ้ว
“ผมหยุดก็ได้แต่คุณต้องปล่อยมือผมก่อน” มาร์คัสมองสบตาเธอด้วยรอยยิ้มขี้เล่น แรงหนีบจากต้นขาเธอไม่ได้มากถึงขนาดที่เขาจะดึงมือออกไม่ได้ เขาแค่อยากแกล้งภรรยาจอมยั่วที่ตอนนี้กลายเป็นสาวหวงเนื้อหวงตัวไปแล้วเท่านั้นเอง
เอวารินก้มมองหว่างขาตัวเองที่ตอนนี้ชายกระโปรงถูกตลบร่นขึ้นมากองที่โคนขาและมีมือใหญ่ของเขาก็ถูกหนีบอยู่ตรงกลางแนบชิดกับจุดอ่อนไหว ภาพที่เห็นทำให้หน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงมากขึ้น เธอรีบดึงมือเขาออกแล้วดึงชายกระโปรงลงให้เรียบร้อย จากนั้นขยับตัวหนีออกมาหนึ่งคืบแล้วเอื้อมมือทั้งสองข้างไปด้านหลังเพื่อจะติดตะขอบราเซีย แต่เพราะความประหม่าและเขินอายทำให้มือไม้สั่นติดไม่ได้สักที
“ผมช่วย” มาร์คัสที่นั่งมองอยู่นานขยับตัวตามไปใกล้แล้วโอบแขนทั้งสองข้างไปด้านหลังกักตัวเธอไว้ในอ้อมกอดแล้วช่วยติดตะขอให้ เสร็จแล้วเลื่อนมือมาด้านหน้าจับสองเต้าอวบอิ่มให้เข้าที่เข้าทาง
การเคลื่อนไหวของเขาเป็นไปโดยธรรมชาติและรวดเร็วจนเอวา-รินที่อยากจะห้ามยังอ้าปากบอกไม่ทัน ได้แต่นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาให้เขาแต่งตัวให้
“เสร็จแล้วครับ” เขาบอกพลางจุ๊บที่ริมฝีปากเธอหนึ่งที นั่นแหละตุ๊กตาที่มีชีวิตถึงได้สติ ดวงตาที่เบิกกว้างค้างอยู่นานกะพริบปริบๆ อย่างเคอะเขินแล้วหลุบลงหลบสายตาเขาทันที “เราเป็นสามีภรรยากันนะ ไม่เห็นต้องเขินผมเลย”
“แต่ฉันจำไม่ได้นี่”
“มากกว่าใส่บราให้คุณผมก็เคยทำมาแล้ว”
“ทำอะไร?” เธอถามอึกอัก ทั้งที่อายแต่ก็อยากรู้ว่าตัวเองเคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เขาไปมากขนาดไหน
“อาบน้ำให้คุณ สระผมให้คุณ ร่างกายคุณผมจับ-จูบ-ลูบ-คลำมาหมดแล้วทุกตารางนิ้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องเขินกันแล้ว” เขาพูดพลางไล้ฝ่ามือไปทั่วเรือนร่างบอบบางอย่างหลงใหล
เอวารินอยากจะกัดลิ้นตายอยู่ตรงนี้ ทำไมเธอจำเรื่องที่เขาพูดไม่ได้เลยสักอย่าง “ฉันไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้ฉันยอมให้คุณทำอะไรฉันมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ฉันไม่อนุญาตให้คุณทำแบบนั้นกับฉันอีก”
“โอเค ถ้าคุณไม่ยินยอมผมก็จะไม่ฝืนใจคุณ” มาร์คัส ตอบตกลงอย่างว่าง่ายเพราะมั่นใจฝีมือตัวเองว่าจะทำให้เธอสมยอมได้ไม่ยาก และจากการจูบกันอย่างลึกซึ้งเมื่อสักครู่นี้เขาก็สัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันที่อยู่ในการตอบสนองของเธอ แม้จะบางเบาแต่มันก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาก
“ตกลงว่าคุณจะถามเรื่องน้องชายคุณมั้ย” เอวารินเปิดประเด็นสนทนาขึ้นมาใหม่เมื่อเห็นเขาเอาแต่นั่งมองหน้าเธอจนเธอเริ่มจะเขินขึ้นมาอีกครั้ง
“ถามสิครับ” น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นโดยอัตโนมัติ “ก่อนตายเจสันพูดอะไรกับคุณบ้าง”
“เค้าบอกว่ามีคนจะฆ่าคุณ” พูดออกไปแล้วหญิงสาวก็ใจหายวาบ เงยหน้าขึ้นมองสบตากับชายหนุ่มตรงหน้านิ่งนานด้วยความเป็นห่วง...เป็นห่วงทั้งที่ยังไม่ยอมรับว่าเขาเป็นสามี
ความรู้สึกแบบนี้มันหมายความว่ายังไง!?
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







