LOGIN“โอเค” ชายหนุ่มยกมือยอมแพ้ “ถ้าคุณไม่เชื่อคำพูดผม คุณก็น่าจะเชื่อคำพูดตัวเอง” เขาจนปัญญาจะอธิบายจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงมาเปิดคลิปให้หญิงสาวความจำเสื่อมซ้ำซ้อนดู แต่ถ้าดูคลิปนี้แล้วเธอยังไม่ยอมเชื่อ คราวนี้เขาจะจับปล้ำจริงๆ เลย
เอวารินดูคลิปจบแล้วนิ่งเงียบไปเกือบนาที การเห็นภาพตัวเองจูบกับเขาอย่างดูดดื่มแบบนั้นมันทำให้เธอใจสั่น ใบหน้าร้อนผ่าวและเผลอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างวาบหวิว
“ทำไมฉันถึงจำเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ไม่ได้เลย คุณมอมเหล้าฉันแล้วเอามีดจี้ให้ฉันพูดใช่มั้ย ฉันเห็นนะ ในคลิปมือคุณอยู่ข้างหลังฉัน” เธอมองหน้าเขาอย่างหวาดระแวง
“โอ้ยคุณ!” เขาอยากเอาหัวโหม่งกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย คนที่จินตนาการล้ำเลิศจนน่าจะไปเป็นนักเขียนคือเธอมากกว่า “มือผมอยู่ข้างหลังคุณเพราะผมกำลังกอดคุณอยู่ ไม่ได้เอามีดจี้ แล้วผมก็ไม่ได้มอมเหล้าคุณด้วย คุณก็เห็นช่วงสุดท้ายของคลิปแล้วไม่ใช่เหรอ ที่เราจูบกัน คุณไม่ได้ขัดขืนแล้วคุณก็จูบตอบผมด้วย”
“ใช่...คุณจูบฉัน” เธอกัดฟันบอกเสียงเยียบเย็นอย่างน่ากลัวแล้วตวัดมือตบหน้าเขาอย่างแรง “คนทุเรศ! ไหนบอกว่าไม่ได้ข่มขืนฉัน แล้วทำกับฉันอย่างนี้ทำไม”
“จูบกับข่มขืนมันคนละเรื่องกันเลยนะคุณ” เขาบอกพลางเอามือลูบแก้มป้อยๆ ครั้งนี้เธอตบหนักกว่าครั้งก่อนสักสิบเท่าเห็นจะได้ “แล้วผมก็ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้ข่มขืนคุณ อย่าพยายามยัดเยียดคุกให้ผม”
“แล้วคุณมาจูบฉันทำไม”
“ผมไม่ได้จูบคุณฝ่ายเดียว คุณก็จูบผมด้วย เรา-จูบ-กัน ฟังชัดๆ อีกครั้งนะว่า เรา-จูบ-กัน” เขาย้ำชัดทุกถ้อยคำ
“ไม่ต้องย้ำชัดขนาดนี้ก็ได้!” เอวารินฟาดฝ่ามือลงบนซีกแก้มของเขาซ้ำรอยเดิมอีกทีอย่างสุดทน ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ยียวนกวนประสาทได้ขนาดนี้ เธอไม่มีวันยอมรับผู้ชายแบบนี้เป็นสามีแน่นอน
มาร์คัสขบกรามแน่น พยายามอดทนให้ถึงที่สุดแต่สุดท้ายก็สติแตก รั้งตัวเธอเข้ามาจูบ ผลักดันลิ้นเข้าไปพัวพัน ทั้งดูดและดึงลิ้นเล็กด้วยความสับสนและหวั่นไหว เขาไม่ได้โกรธที่ถูกตบ แต่กำลังกลัวการถูกคนที่รักลืม
มันเจ็บปวดเกินไป เขาทนไม่ได้
“อื้อ...ปล่อยฉัน” เอวารินใช้สองมือดันอกเขาให้ออกห่างแต่เขาออกแรงต้านพร้อมกับประกบริมฝีปากแนบลงมาอีกครั้งอย่างเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิมแล้วตวัดลิ้นลูบไล้ไปทั่วทุกซอกทุกมุม
สัมผัสจากเขาเร่าร้อนและออกจะรุนแรงไปสักนิดแต่มันไม่ได้น่ากลัวหรือป่าเถื่อน หากแต่มันทำให้เธอรู้สึกวาบหวิวจนเกือบเผลอจูบตอบเขาไปแล้วด้วยซ้ำถ้ายั้งสติตัวเองไว้ไม่ทันแล้วรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีผลักเขาออก
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้!” ฝ่ามือเล็กยกขึ้นตบหน้าเขาอีกครั้งอย่างเต็มแรง
“ผมมีสิทธิ์!” เขากัดกรามบอกเสียงนิ่งเรียบ ไม่ได้โกรธแต่เจ็บ เจ็บสุดๆ เจ็บจนหน้าชา “คุณเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม ผมมีทะเบียนสมรส ผมมีสิทธิ์ในตัวคุณ”
เขาดึงตัวเธอเข้ามาจูบอย่างเร่าร้อนดูดดื่มอีกครั้ง และทันทีที่ถอนจูบออกก็ถูกตบดังฉาดสองทีซ้อน
“คุณไม่มีสิทธิ์!” เธอกัดฟันบอกย้ำเสียงแข็ง ลมหายใจยังหอบสะท้านเพราะจูบกระชากวิญญาณ
“ผมมีสิทธิ์!”
เขาย้ำชัดพอกันแล้วประคองใบหน้าเธอเข้ามาจูบอีก แล้วก็โดนตบอีก เธอตบ...เขาจูบ...เธอตบ...เขาจูบอยู่อย่างนั้นเกือบสิบรอบจนต่างฝ่ายต่างหมดแรงและยอมหยุดไปเอง
เอวารินริมฝีปากแดงเจ่อเพราะจูบกระชากวิญญาณ!
มาร์คัสแก้มแดงช้ำทั้งสองข้างเพราะฝ่ามืออรหันต์!
“ฉันจะไปจากที่นี่” เอวารินบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแล้วลุกพรวดขึ้นโดยไม่ลืมรวบผ้าห่มพันร่างกายเปลือยเปล่าไปด้วย
“ผมไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้นจนกว่าคุณจะจำได้ว่าผมเป็นสามีของคุณ” มาร์คัสตวัดมือไปจับข้อมือเล็กเอาไว้แล้วออกแรงดึงร่างบางให้นั่งลงบนตักจากนั้นก็จับใบหน้าของเธอกดแนบกับแผงอก
“ปล่อยฉัน ฉันหายใจไม่ออก นี่คุณจะฆ่าฉันหรือไง” เอวารินพูดอู้อี้พลางดิ้นไปมาแต่ก็ถูกเขากดศีรษะแนบกับอกกว้างไว้แน่น
“คุณลองดมกลิ่นผมดูสิ คุณเคยบอกว่าคุณชอบกลิ่นน้ำหอมของผม ลองดมดูดีๆ เผื่อคุณจะจำเรื่องของเราได้”
“ฉันไม่ใช่หมานะจะได้ดมพิสูจน์กลิ่น” เอวารินทั้งดิ้นทั้งผลักเพื่อจะดันตัวเองออกจนผ้าห่มหลุดออกจากร่างไม่รู้ตัว
“คุณอย่าเพิ่งโวยวายสิ ลองดมดูก่อน” เขาทั้งกดศีรษะและกอดล็อกเอวบางเอาไว้ให้หยุดดิ้น “ผมขอร้อง คุณสงบนิ่งสักครึ่งนาทีแล้วลองดมกลิ่นผมก่อนนะ ถ้าดมแล้วยังจำไม่ได้ผมสัญญาว่าจะปล่อยคุณ”
“แน่นะ” เธอถามอู้อี้ทั้งที่จมูกยังกดแนบอยู่กับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา
“แน่สิ” ชายหนุ่มกัดกรามบอกเสียงทุ้มต่ำ ลมหายใจเริ่มติดขัด ยอดอกหดเกร็งเนื่องจากถูกลมหายใจอบอุ่นเป่ารด และยิ่งเธอดิ้นขลุกลักไปมาก็ยิ่งทำให้ปลายถันของเธอเสียดสีกับกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เปลือยเปล่าของเขา ส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายเริ่มร้อนขึ้นและความเป็นชายที่เพิ่งสงบก็เหยียดขยายเต็มตัวขึ้นมาอีกครั้ง
“จะให้ฉันดมก็อยู่นิ่งๆ อย่าสะกิด” หญิงสาวบ่นพึมพำเมื่อถูกสะกิดที่สะโพกซึ่งกดแนบอยู่กับหน้าตักของเขา แต่พอตั้งสติคิดให้ดี มือข้างหนึ่งของเขายังกดศีรษะเธออยู่ ส่วนอีกข้างจับเอวเธอล็อกไว้ แล้วเขาจะเหลือนิ้วมือที่ไหนมาสะกิดเธอ
เอวารินก้มมองสะโพกตัวเองจึงได้เห็นว่าสิ่งที่สะกิดเธออยู่นั้นไม่ใช่นิ้วมือ แต่มันคือท่อนเนื้อยาวใหญ่ซึ่งแข็งชันและแทงตัวเองออกมาจากขากางเกงบอกเซอร์ซึ่งร่นขึ้นไปกองอยู่ที่โคนขาของเขา
“กรี๊ด!!!”
หญิงสาวตกใจจนสติหลุด เงื้อมือขึ้นจะตบ...ไม่ใช่ตบหน้าเขา แต่จะตบเจ้ามังกรยักษ์ที่บังอาจมาสะกิดสะโพกเธอ แต่มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กได้ทันเวลาพอดี
“ไม่นะที่รัก ถ้ามันเป็นอะไรไป คุณเองที่จะต้องเสียใจ” เขามองหน้าทำตาปริบๆ วอนขอความเมตตา
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







