เข้าสู่ระบบมาร์คัสยิ้มกริ่ม เขาแน่ใจว่าเธอกำลังอายมากกว่าโกรธและนั่นหมายความว่าเธอน่าจะเชื่อในสิ่งที่เขาเล่าบ้างไม่มากก็น้อย
หญิงสาวเห็นสายตาที่เขามองมาแล้วใบหน้าร้อนผ่าวรีบเอียงตัวหันข้างให้เขาแล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ “เรามีอะไรกับกับผู้ชายคนนี้จริงเหรอ บ้าสิ...ไม่จริงหรอก!”
“จริงครับ”
“ว้าย!” เธอหันขวับมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆ น้ำเสียงนุ่มน่าฟังของเขาก็ดังขึ้นชิดใบหู ไม่รู้ว่าเขาแอบมานั่งข้างหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่และด้วยความที่เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้มากเลยทำให้ปลายจมูกของเธอฝังลงบนแก้มของเขาและสูดเอากลิ่นหอมเข้าไปจนเต็มปอดโดยไม่ตั้งใจ
“กลิ่นสามีหอมชื่นใจมั้ยครับ” เขาถามยิ้มๆ
“กลิ่นสามี...?” เอวารินพึมพำแผ่วเบาแล้วหลับตาสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ บนแก้มเขาอีกครั้งอย่างเผลอไผล “กลิ่นนี้...”
“กลิ่นสามีคุณไง...กลิ่นที่คุณเคยบอกว่าชอบ...คุณลองดมดูสิ...ที่แก้ม...ที่ซอกคอ...ที่หน้าอก...” มาร์คัสฉวยจังหวะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นจังหวะสม่ำเสมอคล้ายสะกดจิต
“กลิ่นนี้...คุ้นมาก...หอม...ชื่นใจ...” หญิงสาวหลับตาพริ้มพลางลากปลายจมูกจากแก้มลงมาตามแนวสันกรามแล้วฝังใบหน้าลงที่ซอกคอหนาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งก่อนจะเลื่อนลงมายังฐานคอแล้วไล้เรื่อยมาตามแนวกระดูกจนถึงกลางอกแล้วซุกหน้านิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน
แผงอกกว้างของเขาทั้งอบอุ่นและหอมละมุนจนเธอเผลอเบียดตัวเข้าหาและกอดเขาโดยไม่รู้ตัว
มาร์คัสกอดตอบและก้มหน้าลงจูบที่ขมับเธอแผ่วเบา “จำผมได้หรือยัง”
หญิงสาวค่อยๆ ดันตัวเองออกจากอกกว้างแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่เป็นมิตรมากขึ้น เธออยากเชื่อคำพูดของเขา แต่มันก็ยากที่จะทำใจให้เชื่อได้ “ฉันขอโทษนะ ฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าเราเคยเป็นสามีภรรยากัน”
ชายหนุ่มรับฟังนิ่งๆ อย่างทำใจ
“ฉันขอเชื่อคุณแค่ครึ่งนึงก่อนนะคะ ถึงคุณจะมีหลักฐานยืนยัน แต่ฉันยังไม่รู้สึกว่าฉันเคยรักคุณมาก่อน”
คราวนี้เขาหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะระบายออกเบาๆ อย่างพยายามทำใจ แค่คำพูดที่ตีความได้ว่า ‘ไม่รัก’ จากปากเธอ ทำไมมันถึงทำให้เจ็บได้มากขนาดนี้
“คุณยังจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมขอแค่คุณอย่าเกลียด อย่ากลัวผมก็พอ ผมขอแค่นี้คุณให้ผมได้มั้ย”
เอวารินพยักหน้ารับพลางมองที่แก้มทั้งสองข้างของเขาซึ่งยังมีรอยแดงเป็นปื้นให้เห็นเด่นชัดอยู่ “ตอนนี้ฉันไม่กลัวคุณแล้ว แต่ตอนที่ตื่นมาแล้วเห็นคุณนอนอยู่ข้างๆ ฉันตกใจมากจริงๆ ก็เลยตบคุณไม่ยั้ง” เธอบอกอย่างรู้สึกผิด ปกติเธอไม่คนที่ชอบใช้ความรุนแรง และไม่เคยลงไม้ลงมือกับใครมาก่อนด้วย
“ไม่ใช่แค่ตบนะ คุณถีบผมกระเด็นตกเตียงด้วย นี่ผมยังเจ็บก้นกบไม่หายเลย” เขาแกล้งทำหน้าน่าสงสารพลางเอามือลูบก้นตัวเองไปด้วย
“ฉันขอโทษ”
“คุณต้องทายาให้ผมนะ”
“ทายาที่ก้นเนี่ยนะ!?” เธอทำตาโตถามเสียงดัง
“ใช่”
“ม่ายยย” เธอส่ายหน้าพรืด
“แหม...นึกว่าจะหลงกล” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ บรรยากาศระหว่างเธอกับเขาเริ่มผ่อนคลายขึ้น “ผมก็ต้องขอโทษคุณเหมือนกันที่จูบคุณแรงไป” เขาประคองใบหน้าเธอให้เงยขึ้นแล้วไล้ปลายนิ้วโป้งไปตามกลีบปากที่ยังแดงเจ่อ “เจ็บมั้ยครับ”
เอวารินเผลอจ้องลึกเข้าไปในด้วงตาสีเทาอมฟ้าอันมีเสน่ห์ล้ำลึกของเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับดวงตาคู่นี้เหลือเกิน
“ว่าไงครับ เจ็บมั้ย ถ้าไม่ตอบผมจูบนะ” เขาพูดพลางโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเกือบชิด
“มะ...ไม่...ไม่เจ็บค่ะ...ไม่เจ็บ” หญิงสาวรีบตอบตะกุกตะกักแบบไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วรีบขยับตัวหนีทันที
“ไหนว่าไม่กลัวผมแล้วไง”
“ไม่ได้กลัว แค่ระวังตัวนิดหน่อย”
ชายหนุ่มยิ้มขำพลางยกจานอาหารเช้าแบบอเมริกันเบรกฟาสต์และข้าวต้มทะเลชามโตไปวางไว้ตรงหน้าเธอ
“กินอาหารเช้าก่อนดีกว่า คุณไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเที่ยงแล้ว ผมกลัวคุณไม่อิ่มเลยทำมาให้สองอย่างเลย มีน้ำส้มคั้นสดๆ ที่คุณชอบด้วยนะ”
แววตาเขินอายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นแววตาของเด็กน้อยผู้หิวโหยขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นอาหารน่ากินกลิ่นหอมฉุยตรงหน้า “น่ากินมาก คุณทำเองหมดนี่เลยเหรอ”
“ครับ” เขาตอบรับเสียงนุ่ม “กินก่อนแล้วค่อยคุยกัน ผมมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเจสันที่อยากถามคุณด้วย”
เอวารินพยักหน้ารับแล้วก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วทุกอย่างหมดเรียบภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
“เอาอีกมั้ย” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นเธอมองมาที่จานอาหารของเขาเหมือนยังไม่อิ่ม
“ฉันอยากได้ข้าวต้มอีก ยังมีเหลืออยู่มั้ยคะ”
“มีครับ เดี๋ยวผมไปตักมาให้” เขายิ้มแล้วหยิบชามเปล่าของเธอเดินหายเข้าไปในบ้านครู่หนึ่งแล้วกลับออกมาพร้อมข้าวต้มที่เน้นกุ้งตัวโตและปลาหมึกชิ้นใหญ่เต็มชามจนแทบมองไม่เห็นข้าว “มาแล้วครับ”
“ปกติฉันไม่ได้กินจุขนาดนี้นะ แต่เช้านี้หิวมากจริงๆ หิวเหมือนไม่ได้กินอะไรมาเจ็ดวันเจ็ดคืนเลย”
“ไม่หิวโซก็แปลกแล้ว คุณไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน แถมเมื่อคืนก็บ้าพลังไม่ยอมหลับยอมนอนอีก”
“ฉันหื่นขนาดนั้นเลยเหรอ” เอวารินอดสงสัยไม่ได้เพราะปกติเธอไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้เลยแล้วเธอจะไปทำอย่างที่เขาพูดได้ยังไง
“จะให้ผมเล่าต่อมั้ยว่าหลังจากที่ผมเข้าไปในตัวคุณแล้วเป็นยังไงต่อ”
“ไม่เอาๆๆ ไม่ต้องเล่านะ ฉันไม่อยากฟัง” หญิงสาวรีบปฏิเสธแล้วก้มหน้าเขี่ยกุ้งและปลาหมึกในชามข้าวต้มแก้เขิน
“คุณน่าจะฟังต่อนะ เผื่อว่าความทรงจำระหว่างเราจะกลับมาเร็วขึ้น”
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้เธออีกนิด วางแขนข้างหนึ่งพาดไว้บนพนักเก้าอี้ด้านหลังคล้ายเป็นการโอบกอดกลายๆ แล้วมันทำให้เธออดนึกถึงภาพที่เธอกับเขาจูบกันในคลิปนั่นไม่ได้
ในคลิปเธอกับเขานั่งอยู่ด้วยกันตรงตำแหน่งตอนนี้เป๊ะ แถมเธอยังบอกรักเขา พูดจาหวานเลี่ยนกับเขาแบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าพูดแบบนั้นกับใครอีกด้วย
แค่คิดก็ใจสั่น ลมหายใจติดขัด ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปถึงจุดกึ่งกลางร่างกายและกลิ่นน้ำหอมที่ผสมกับกลิ่นกายของเขาที่โชยมาก็ยั่วเย้าให้เธออยากโผเข้าไปซบอกกว้างของเขาอีกรอบและอยากให้เขาจูบเธออีกครั้ง
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







