LOGINตอนที่
3
ไม่มีทางให้เลือก
หยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนกระดาษสัญญายังไม่ทันเหือดแห้ง อนาวินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่ได้แสดงความเห็นใจต่อคราบน้ำตานั้นแม้แต่น้อย แต่กลับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่เหมือนเป็นคำสั่งจากพระเจ้า
“เก็บข้าวของที่จำเป็นของเธอซะ คืนนี้เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของฉัน”
ณิชาภาเงยหน้าที่อาบไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองเขาอย่างตกตะลึง ดวงตาคู่สวยสั่นระริก
“คืนนี้เลยเหรอคะ แต่คุณวินน์ ฉันยังมีงานที่ร้านและฉันยังไม่ได้ลาเพื่อนๆ หรือบอกพี่อรเลย อย่างน้อยขอเวลาให้ฉันได้ไปจัดการธุระที่นั่นให้เรียบร้อย และร่ำลาคนที่เขาดีกับฉันเถอะค่ะ”
อนาวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพบ้านไม้ที่ผุพังและข้าวของที่กระจัดกระจายราวกับจะย้ำเตือนเธอว่าไม่มีสิ่งใดที่นี่ควรค่าแก่การอาลัยอาวรณ์
“ฉันจะให้อาคิราห์ขับรถไปส่งเธอที่ผับ ฉันให้เวลาเธอแค่หนึ่งชั่วโมงในการตัดขาดจากอดีตสัปดนพวกนั้นและจำไว้ณิชาภา อย่าคิดจะตบตาฉันด้วยการหนี เพราะถ้าเธอหายไปแม้แต่นาทีเดียว หรือคิดจะตุกติก สัญญาของพ่อเธอจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไม่มีค่าอะไรทันที”
ณิชาภาเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด ความกดดันมหาศาลบีบคั้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก แต่เมื่อมองไปยังห้องนอนที่บิดานอนป่วยอยู่และนลินที่ยังคงนั่งกอดเข่าสะอื้นไห้ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ารับชะตากรรมที่เขายัดเยียดให้
“ฉันทราบแล้วค่ะ ฉันจะรีบจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด”
อนาวินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ปรายตาดูความโศกเศร้าของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากบ้านไม้หลังเก่าไปด้วยท่าทีสง่างามทว่าเย็นชา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด
ค่ำวันนั้น ณ บาร์ราตรีลวง
แสงไฟนีออนหลากสีเริ่มสาดส่องสลับกับจังหวะดนตรีที่เริ่มดังขึ้นเพื่อต้อนรับเหล่านักท่องราตรี แต่สำหรับณิชาภาที่ก้าวเท้าเข้ามาในที่ทำงานเป็นวันสุดท้าย ความรู้สึกของเธอกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ได้มาเพื่อสวมชุดพนักงานเสิร์ฟที่คุ้นเคย แต่มาเพื่อทิ้งตัวตนที่ชื่อเดียร์ไว้เบื้องหลัง
ภายในห้องพักพนักงานที่สว่างด้วยแสงไฟกะพริบถี่ นานาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอเดินเข้ามาเห็นเข้าพอดี ทันทีที่เห็นณิชาภาในชุดลำลองและใบหน้าที่ดูอมทุกข์ นานาก็ถลาเข้ามากอดด้วยความตกใจ
“เดียร์ ยัยเดียร์แกไปไหนมาทั้งวัน ฉันโทรหาก็ไม่รับ แล้วนี่ทำไมแกแต่งตัวแบบนี้ล่ะ ยังไม่เปลี่ยนชุดอีกเหรอ” นานาถามด้วยความสงสัยพลางสำรวจใบหน้าเพื่อนที่ดูอิดโรยกว่าปกติ
“นานาฉันมาลาออก ฉันจะไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วนะ” ณิชาภากลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามอย่างยิ่งไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“ลาออกทำไมกะทันหันแบบนี้ล่ะเดียร์ หรือว่าเป็นเพราะไอ้แขก VIP สองคนเมื่อคืนนั่น” นานาถามด้วยน้ำเสียงโมโหพลางกุมมือเพื่อนไว้แน่น
“พวกเขาข่มขู่แกใช่ไหม”
“ไม่ใช่หรอก ฉันได้งานใหม่น่ะนานา งานบริษัทที่เงินเดือนสูงพอจะยื้อชีวิตพ่อไว้ได้” ณิชาภาเลือกที่จะบอกความจริงเพียงครึ่งเดียวเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเป็นห่วง
“ขอบใจแกมากนะที่อยู่ข้างฉันมาตลอด รักษาตัวด้วยนะนานา”
ในขณะที่สองเพื่อนรักกำลังร่ำลากัน อรจิรา หรือพี่อร ผู้จัดการร้านก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอเดินเข้ามาลูบไหล่ณิชาภาเบาๆ ด้วยความเอ็นดูที่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“พี่เห็นอาคิราห์จอดรถรออยู่ที่ประตูหลัง พี่พอจะเดาออกว่าชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ยากขึ้น” อรจิราถอนหายใจยาว
“ใช่ค่ะพี่อร เดียร์ขอบคุณพี่อรมากนะคะที่ช่วยเหลือเดียร์มาตลอด เดียร์ก็ไม่รู้หรอกนะคะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นแต่เดียร์ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วค่ะ”
“พี่ไม่รู้หรอกนะเดียร์ว่าเธอไปตกลงอะไรกับเขา แต่ถ้าวันไหนมันถึงที่สุดแล้วจริงๆ กลับมาหาพี่นะ ที่นี่มีที่ว่างสำหรับเธอเสมอ”
“เดียร์ไม่ลืมพี่อรและนานาแน่นอนค่ะ ไว้เจอกันข้านอกนะคะ ถ้าเดียร์มีโอกาส”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ เราต้องได้เจอกันแน่นอนเชื่อพี่สิ”
“ใช่ๆ เราค่อยนัดไปกินหมูกระทะกันนะเดียร์”
ณิชาภาก้มลงกราบลาพี่อรด้วยน้ำตาที่ไหลพราก พร้อมกับกอดนานาเพื่อร่ำลา เธอรับเงินค่าแรงงวดสุดท้ายมาด้วยมือที่สั่นเทา ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะพ้นประตู วารีที่เพิ่งเดินเข้ามาก็แสยะยิ้มเยาะใส่เธอทันที
“แหมลาออกไปเป็นเลขาหรือไปเป็นเลขา บนเตียงกันแน่จ๊ะ เห็นคนขับรถมารอรับถึงที่ ท่าทางแขก VIP เมื่อคืนคงจะถูกใจสินค้าเกรดต่ำอย่างแกน่าดูนะ ยินดีด้วยที่ได้ขยับวิทยฐานะสักที”
ณิชาภาหยุดฝีเท้าเพียงครู่ เธอไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำด่าทอ เพียงแค่จ้องมองวารีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาจนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายสะบัดหน้าหนีไปเอง ก่อนที่เธอจะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบเข้าสู่รถสปอร์ตที่จอดรอรับเธอไปสู่กรงของอนาวิน
เวลาต่อมา
นนทกรก้าวเข้ามาในบาร์ด้วยมาดนักธุรกิจผู้สง่างาม เขาตรงไปที่โต๊ะประจำด้วยความหวังจะพบหญิงสาวที่เขาเฝ้าคะนึงหา แต่เมื่อไม่เห็นเธออยู่ในจุดที่ควรอยู่ เขาจึงเรียกพนักงานชายมาถามด้วยความแปลกใจ
“เรียกน้องเดียร์มาที่โต๊ะฉันที บอกว่าฉันมีธุระสำคัญจะคุยด้วย”
พนักงานคนนั้นทำท่าอึกอักก่อนจะตอบด้วยเสียงเบา
“เอ่อคุณนนท์ครับ พี่เดียร์เพิ่งลาออกไปครับคุณนนท์”
“ลาออก” นนทกรขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นเส้นตรง ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขาไม่รอช้ารีบเดินไปที่ห้องทำงานของผู้จัดการร้าน
“คุณอรมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเดียร์ถึงลาออกกะทันหันแบบนี้”
อรจิรามองหน้ามหาเศรษฐีหนุ่มคู่แข่งของอนาวินด้วยท่าทางลำลากใจ “คุณนนท์คะเดียร์เขาตัดสินใจไปทำหน้าที่อื่นที่จำเป็นต่อครอบครัวเขา พี่รั้งไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
นนทกรกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง ภาพใบหน้าเย็นชาและคำพูดที่แฝงไปด้วยความเป็นเจ้าของของอนาวินเมื่อคืนก่อนผุดขึ้นมาในหัว
“อนาวินต้องเป็นแกแน่ๆ” นนทกรพึมพำลอดไรฟันด้วยความแค้นใจ
“ใช้วิธีสกปรกบีบบังคับผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ คิดจะขังนกน้อยไว้ในกรงของแกงั้นเหรออนาวิน ฉันไม่มีวันยอมให้แกได้ใจไปได้นานหรอก”
นนทกรเดินออกจากร้านด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนสนิททันที
“สืบให้ได้ว่าตอนนี้อนาวินมันกำลังคิดจะทำอะไรกับน้องเดียร์ของฉัน” นนทกรเอ่ยขึ้นมาแล้วก็วางสายไปอย่างอารมณ์เสียมากๆ ในตอนนี้
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี’ แม่บ้านเก่าแก่ที่คอยดูแลพ่อของเธอที่โรงพยาบาลปรากฏขึ้น“คุณหนูเดียร์คะ” เสียงปลายสายสั่นเครือ“เมื่อช่วงตีสามคุณท่านเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหันไปหนึ่งครั้งค่ะ ทีมหมอรีบทำ CPR จนหัวใจกลับมาเต้นแล้ว ตอนนี้คุณท่านปลอดภัยดี แต่อาการยังทรงตัว ป้าตกใจมากเลยต้องรีบโทรหาคุณหนู”คำว่าหัวใจหยุดเต้นเหมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้าใส่กลางอก ณิชาภาหน้าซีดเผือด แม้ป้ามาลีจะย้ำว่าตอนนี้คุณหมอช่วยจนอาการดีขึ้นแล้ว แต่ความกลัวที่เกาะกินใจทำให้เธอไม่สามารถนั่งรอเฉยๆ ได้อีกต่อไปเธอเหลือบมองไปที่ห้องทำงานชั้นบน ไฟยังคงสลัวแต่อนาวินคงจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วหลังจากการกวนประสาทเธอมาทั้งคืน ณิชาภารู้ดีว่าถ้าเธอไปขออนุญาตเขาตรงๆ ในตอนนี้ เขาไม่มีวันปล่อยเธอไปแน่ และอาจจะพาลโกรธจนสั่งระงับค่ารักษาพ่อไปเสียดื้อๆ‘
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพียงลำพัง“พี่ณิชาเชื่อไหมคะ ที่มหาวิทยาลัยมีแต่คนถามถึงพี่ณิชา ทุกคนยังจำรุ่นพี่ดาวคณะที่สวยและเรียนเก่งที่สุดได้แม่นเลยค่ะ” อันนาประคองแก้มตัวเองพลางเจื้อยแจ้วไม่หยุด สายตาที่มองณิชาภาเต็มไปด้วยความชื่นชมณิชาภายิ้มละไม มือบางตักเต้าหู้หมูสับชิ้นพอดีคำวางลงในถ้วยของอันนาอย่างอ่อนโยน“อันนาก็พูดเกินไปค่ะ พี่หายไปตั้งห้าปี ใครจะไปจำได้ล่ะคะ”“จำได้สิคะ โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชายของอันนาสายรหัสพี่ณิชาเนี่ยบ่นคิดถึงกันระงม”เคร้ง!!!เสียงช้อนกระทบจานกระเบื้องราคาแพงดังขึ้นขัดจังหวะ อนาวินที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นมาทันที เขาเขี่ยผักในจานไปมาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์“กินข้าวก็กินไปอันนา จะขุดคุ้ยเรื่องสมัยพระเจ้าเหาทำไม รำคาญหู” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดนั้นทำให้สองสาว
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะลูก เชื่อแม่นะ”อนาวินหันไปมองแม่ด้วยสายตาผิดหวัง “งานใหญ่ของคุณแม่คือการใช้ลูกชายตัวเองเป็นเครื่องมือทางการเมืองงั้นเหรอครับ ตลอดห้าปีที่ผ่านมาผมยอมเป็นหุ่นเชิดให้พวกคุณมานานพอแล้ว จากนี้ไปผมจะฟังแค่เสียงในหัวใจของผมเองเท่านั้น”“ถ้าแกไม่เลิกกับมัน ฉันจะตัดแกออกจากตระกูล” คุณอนันต์คำราม“เชิญครับพ่อ ตัดผมออกไปเลย แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ ว่าอัศวนนท์ที่ไม่มีผมจะเหลือซากอยู่ได้กี่เดือน”ที่หน้าประตูบ้าน อันนาน้องสาวคนเล็กของบ้านวิ่งกระหืดกระหอบออกมาหาพี่ชายที่กำลังจะก้าวขึ้นรถสปอร์ตด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“พี่วินน์! พี่วินน์คะ รออันนาก่อน”“อันนาพี่ไม่มีอารมณ์จะคุย” อนาวินสตาร์ทรถเครื่องยนต์คำรามดังสนั่น“ไม่! อันนาจะไปด้วย” เธอรีบกระโดดขึ้นไปนั่งเบาะข้างๆ ทันที “ไม่!!! อันนาจะไปด้วย”
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจบรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำเป็นจดจ้องไอแพดในมือ ทว่าแสงไฟจากถนนที่สาดกระทบใบหน้าเขายามรถเคลื่อนผ่าน กลับสะท้อนให้เห็นสายตาที่วูบไหวอย่างปิดไม่มิด ทว่าความตึงเครียดบางอย่างกลับจางลงไปบ้างหลังจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้า ณิชาภานั่งนิ่งอยู่เบาะข้างอนาวิน มือบางกำสายกระเป๋าแน่น ขณะที่สายตาเหลือบมองถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูมากมายที่วางกองอยู่เบาะหลังเมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านพัก อนาวินก้าวลงจากรถก่อนตามความเคยชิน“ลงมาได้แล้ว หรือจะรอให้ฉันอุ้มลง” อนาวิน เอ่ยเสียงดุ แต่ดวงตาคมกริบกลับไม่ได้มีความฉุนเฉียวเหมือนคำพูด“เปล่าค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับเสื้อผ้า” ณิชาภาเปิดประตูลงจากรถ พยายามจะขนถุงกระดาษเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่อนาวินกลับเดินอ้อมมาแย่งไปถือไว้เสียเอง“อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกผู้อ่อนหวาน ถือไม่หมดหรอก เดินเข้าไปข้างในไป” เขาสั
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวพนักงานสาวรับคำสั่งอย่างขยันขันแข็ง ก่อนจะหันไปเชิญณิชาภาเข้าไปในห้องลองเสื้อด้วยท่าทางนอบน้อม ณิชาภาทำท่าจะอ้าปากค้านแต่สายตาคมดุของอนาวินก็ปรามไว้เสียก่อน“ไปลองซะ อย่าให้ฉันต้องเดินเข้าไปเปลี่ยนให้เธอเอง” เมื่อณิชาภาเดินหายไป อคิราห์ที่ยืนกอดอกลอบยิ้มอยู่ก็นิ่งไม่ไหวอีกต่อไป เขาแสร้งทำเป็นตรวจเช็กตารางงานในมือถือพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ “แหม่...คุณวินน์ครับ ชุดสีขาวตัวนั้นมันรุ่นลิมิเต็ดเลยนะครับ แถมราคานี่ ถ้านับเป็นค่าแรงเลขา คุณณิชาต้องทำงานให้คุณวินน์ไปอีกกี่สิบปีกันนะ” “ฉันไม่ได้ถามความเห็นนายอาคิ” อนาวินตอบเสียงเข้ม ขยับปกเสื้อเชิ้ตตัวเองแก้เขิน “ฉันก็แค่ ไม่อยากให้ใครมองว่าเลขาของฉันไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ก็เท่านั้น” “อ๋อ!!! อย่างนั้นเหรอครับ” อคิราห์ลากเสียงยาว “แต่เท่าที่ผมจำได้ ตอนประชุมบอร์ดผู้บริหารเมื่อเดือนก่อน คุณรินลดาก็ใส่ชุดแบรนด์นี้มา คุณวินน์ไม่เห็นปรายตาพิจารณาเนื้อผ้าละเอียดขนาดนี้เลยนะครับ” “อาคิ ถ้านายยังไม่อยากไปตรวจไซต์งานที่แม่ฮ่องสอนตอนหน้าฝน ก็หุบปากของนายซะ” อนาวินสะบัดเสียงใส่เลขาคนสนิท
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องโถงกว้างของบ้านพักส่วนตัว อนาวินในชุดลำลองกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ นั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ไอแพดซึ่งแสดงกราฟหุ้นหรือข่าวเศรษฐกิจเหมือนทุกวัน แต่เขากลับคอยปรายมองร่างบางที่เดินวุ่นอยู่ในห้องครัวณิชาภาในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดจนแทบจะกลายเป็นสีขาวขุ่นและกางเกงผ้าเนื้อหยาบที่ผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังขะมักเขม้นกับการเตรียมมื้อเช้า แม้เสื้อผ้าจะสะอาดสะอ้านและถูกรีดจนเรียบกริบ แต่มันก็ไม่อาจปกปิดความเก่าซ่อมซ่อและความหมองหม่นของเนื้อผ้าที่ดูผิดแผกกับความหรูหราของบ้านหลังนี้ได้อย่างสิ้นเชิงกึก...อนาวินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังจัดจานชะงัก“คุณวินน์จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ” ณิชาภาหันมาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“รำคาญตา” เขาพึมพำลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รอยปะเล็กๆ ตรงตะเข็บไหล่ของเสื้อเธอ“คะ กาแฟไม่อร่อยเหรอคะ”“เสื้อผ้าเธอน่ะ” อนาวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาเธอช้าๆ จนณิชาภาต้องก้าวถอยหลังไปติดกั







