Masukตอนที่
2
ข้อเสนอ
“วารีกลับไปทำงานของเธอเดี๋ยวนี้ ถ้าฉันได้ยินเธอปากเสียใส่เพื่อนร่วมงานอีกคำเดียว ฉันจะตัดเงินรางวัลเดือนนี้ของเธอให้หมด” อรจิราประกาศกร้าวด้วยเสียงเฉียบขาดจนวารีหน้าเสีย สะบัดก้นเดินจากไปพร้อมเสียงฮึดฮัดในลำคอ
อรจิราหันกลับมาหาณิชาภา สัมผัสที่มือเปลี่ยนเป็นความหนักแน่น
“เดียร์ฟังพี่นะ ถ้ามันเหนื่อยนักก็พักก่อนไหม คืนนี้พี่ให้แกกลับก่อนก็ได้นะ”
ณิชาภาส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกแต่ก็แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไม่ได้ค่ะพี่อรเดียร์ต้องทำงาน เดียร์ต้องการเงิน”
เงินคำเดียวที่สลักลงในใจเธอราวกับตราบาป เธอรู้ดีว่าคำเตือนของวารีมีส่วนจริง อนาวินไม่ใช่คนที่จะปล่อยเธอไปง่ายๆ และหนี้สินที่บ้านก็ไม่เคยรอให้เธอได้พักหายใจ
“นานาฝากดูเดียร์ด้วยนะ”” อรจิราสั่งกำชับ ก่อนจะเดินไปจัดการความเรียบร้อยทางด้านหน้า
ทว่าในวินาทีที่ณิชาภาหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อเรียกสติ หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของอาคิราห์ที่กำลังยืนคุยกับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูร้าน เขายังไม่กลับและเขากำลังจับตาดูเธออยู่ทุกฝีก้าว
ตีสี่เวลาที่เข็มนาฬิกาทำหน้าที่ของมันท่ามกลางความเงียบงันของเมืองที่หลับใหล แต่สำหรับณิชาภามันคือเวลาที่แรงกดดันทั้งคืนเริ่มกัดกินเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ เธอเดินลากสังขารอันอ่อนล้าออกจากประตูหลังบาร์ กลิ่นควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ที่ติดตัวมาทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
ทันทีที่ก้าวพ้นชายคา ลมหนาวเยือกกระชากผ่านร่างบางจนต้องโอบกอดตัวเองไว้ แสงไฟทางที่กะพริบถี่ส่งเสียงหึ่งๆ น่ารำคาญใจ และภายใต้แสงสีนวลตาที่ดูไม่มั่นคงนั้น เงาร่างสูงใหญ่พิงรถสปอร์ตคันหรูรออยู่ราวกับพญามัจจุราชที่ดักรอเหยื่อ
“จะหนีไปถึงไหนณิชาภา”
เสียงทุ้มต่ำที่เคยเป็นดั่งทำนองเพลงที่เธอหลงรัก บัดนี้กลับกรีดลึกในความรู้สึกเหมือนใบมีด ณิชาภาหยุดชะงัก แผ่นหลังบางเหยียดตรงเพื่อรวบรวมศักดิ์ศรีที่แหลกเหลวขึ้นมาสู้หน้า
“ฉันชื่อเดียร์และฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”
เธอพยายามจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่อนาวินกลับเร็วกว่า เขาคว้าต้นแขนเธอไว้แล้วกระชากจนร่างทั้งร่างพุ่งเข้าปะทะอกแกร่ง กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขา กลิ่นวู้ดดี้เย็นๆ ที่เธอเคยซบอิงเพื่อแสวงหาความปลอดภัย บัดนี้มันกลับทำลายกำแพงความเข้มแข็งของเธอจนอยากจะร้องไห้ออกมา
“เลิกเล่นละครเสียที ความหยิ่งผยองของคุณหนูมันกินไม่ได้หรอกนะณิชา” เขาโน้มหน้าลงมาจนชิด แววตาคมกริบฉายแววหยามหยัน
“มองสภาพตัวเองบ้าง ว่าตอนนี้เธอมันน่าเวทนาแค่ไหน หรือต้องให้ฉันย้ำว่าพนักงานเสิร์ฟที่ยอมให้ผู้ชายแทะโลมแบบเธอมันมีราคาแค่ไหนกัน”
“ปล่อย” ณิชาภาสะบัดตัวออกสุดแรง ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจที่กลั่นมาจากหยดเลือดในหัวใจ
“ต่อให้ฉันจะตกต่ำจนต้องทำงานในที่แบบนี้ แต่มันก็ยังสะอาดกว่าหัวใจที่เต็มไปด้วยยาพิษของคุณ คนที่เลือกทิ้งคนรักในวันที่เธอต้องการมากที่สุด”
เธอทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะรีบเดินหนีไป ทิ้งให้อนาวินยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก
ทว่า... พายุลูกใหญ่กลับไม่ได้รอเธออยู่ที่นั่น แต่มันรอถล่มเธออยู่ที่บ้านไม้หลังเก่า
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ณิชาภาแทบจะทรุดลงกับพื้น ประตูบ้านไม้พังทลายจนบานพับหลุด ข้าวของเครื่องใช้ที่เธออุตส่าห์เก็บหอมรอมริบซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานกลางคืนถูกทำลายกระจัดกระจายราวกับผ่านสงคราม
“พี่เดียร์ลินกลัว พวกมันบอกว่าถ้าไม่มีเงินคืน มันจะเอาลินไปขาย” นลินน้องสาวเพียงคนเดียวซุกตัวสะอื้นไห้อยู่มุมห้อง ใบหน้าขาวใสเปื้อนคราบน้ำตาและรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย
“ลินเกิดอะไรขึ้น” ณิชาภาถลาเข้าไปกอดน้องสาวไว้แน่น
“ลินไม่ได้ตั้งใจ ลินแค่ขอยืมรถเพื่อนไปงานสังคม ลินไม่อยากถูกเพื่อนล้อว่าเราจน ลินไม่คิดว่ารถจะชนจนพังยับแบบนั้น” นลินพร่ำเพ้อไม่เป็นภาษาก่อนจะโพล่งออกมาอย่างสุดกลั้น
“ทำไมเราต้องมาลำบากแบบนี้ พ่อทำบ้าอะไรลงไป ลินเกลียดความจน พี่เดียร์ช่วยลินด้วยนะ อย่าให้พวกมันเอาตัวลินไป”
คำพูดของน้องสาวเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจ ณิชาภากอดร่างที่สั่นเทาของน้องไว้แน่น พลางมองไปยังห้องนอนมืดสลัวที่มีเสียงหอบหายใจติดขัดของบิดาผู้ป่วยหนัก ความมืดมนของอนาคตบีบคั้นจนเธอแทบจะเสียสติ
เช้าวันต่อมาความหวังสุดท้ายพังทลายลงที่หน้าห้องฉุกเฉิน
โรงพยาบาลรัฐที่แออัดและเสียงวุ่นวายไม่ได้ช่วยให้ใจของณิชาภาสงบลง พ่อของเธออาการทรุดหนัก และโรงพยาบาลต้องการเงินมัดจำจำนวนมหาศาลที่เธอไม่มีทางหาได้ ในขณะที่เธอกำลังนั่งกุมขมับอย่างไร้ทางออก รองเท้าหนังขัดมันเงาวับก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา
อนาวินยืนอยู่ตรงนั้นในชุดสูทเนี้ยบกริบที่ดูแปลกแยกจากความอนาถาของโรงพยาบาลแห่งนี้ เขาไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าการโยนปึกกระดาษและเอกสารสัญญาลงบนตักของเธอ
“หนี้ทั้งหมดของบ้านเธอ ตอนนี้เปลี่ยนมือมาอยู่ที่ฉันแล้วนะณิชาภา รวมถึงสัญญาหนี้ก้อนล่าสุดที่น้องสาวเธอไปเซ็นไว้กับพวกเจ้าหนี้นอกระบบนั่นด้วย”
ณิชาภามองเอกสารเหล่านั้นด้วยมือที่สั่นระริก เธอเงยหน้ามองชายที่เป็นทั้งรักแรกและฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน
“คุณทำแบบนี้ทำไม คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
อนาวินโน้มตัวลงมาหาเธอ แววตาของเขาไร้ซึ่งความเมือตา มีเพียงความต้องการที่จะสยบทุกอย่างไว้ใต้แทบเท้า
“มาเป็นเลขาส่วนตัวของฉัน ทำตามที่ฉันสั่ง พ่อเธอจะได้เข้าโรงพยาบาลชั้นหนึ่งและน้องสาวเธอจะได้ไม่ต้องไปชดใช้หนี้ด้วยวิธีที่เธอคงไม่อยากเห็น”
ณิชาภามองลึกลงไปในดวงตาคู่ที่เธอเคยไว้ใจที่สุด บัดนี้มีเพียงเงาสะท้อนของตัวเธอที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ศักดิ์ศรีที่เพียรรักษามาตลอดห้าปี บัดนี้มันพังทลายลงเพราะคำว่า ‘ครอบครัว’
“ได้ฉันจะยอมเป็นเลขาทาสของคุณ” เธอเอ่ยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนกระดาษสัญญาประทับรอยแค้น
“แต่จำไว้ว่า คุณจะได้รับไปเพียงแค่ร่างกายที่รับใช้คุณตามคำสั่งเท่านั้น ส่วนหัวใจของฉันมันตายไปตั้งแต่วันที่คุณทิ้งฉันไปอย่างเลือดเย็นแล้ว”
อนาวินกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่แสดงถึงชัยชนะทว่าในส่วนลึกกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรกของฉันณิชาภา”
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็งภายในห้องประชุมส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะประชุมไม้โอ๊กยาวเหยียดตัวอยู่กลางห้อง รอบด้านรายล้อมด้วยกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพตึกสูงตระหง่านภายนอก อนาวินก้าวเข้ามานั่งที่ตำแหน่งประธานฝั่งหัวโต๊ะ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามทว่าแฝงกระแสรังสีความอำมหิตจนไม่มีใครกล้าสบตาโดยไม่จำเป็น นนทกรเดินตามเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ทุกขร้อน แววตาของเขายังคงทอดมองณิชาภาที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในฐานะผู้บันทึกการประชุม ณิชาภานั่งลงที่เก้าอี้เยื้องจากอนาวินเล็กน้อย เธอเปิดแท็บเล็ตและเตรียมเอกสารสัญญาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ กำแพงน้ำแข็งในใจช่วยให้เธอตัดความประหม่าและความเจ็บระบมตามร่างกายออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายตาคมกริบของอนาวินที่คอยตวัดมองเธอสลับกับคู่แข่งอยู่เป็นระยะ ราวกับจะเตือนว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะถูกสะสางทันทีที่จบงานนี้ “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็เริ่มคุยเรื่องเขตที่ดินทับซ้อนฝั่งตะวันออกกันเลยดีกว่า” อนาวินเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นดุดัน “ทางอัศวนนท์ได้ทำหนังส
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง“ณิชาภา!” อนาวินเรียกชื่อเต็มของเธอเสียงดังลั่นห้องทำงาน หญิงสาวหยุดก้าวเท้า หมุนตัวกลับมามองเขา แววตายังคงว่างเปล่า “คะ คุณวินน์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” “กาแฟของฉันทำไมยังไม่ได้ วันนี้เธอทำหน้าที่บกพร่องนะ” เขาแกล้งหาเรื่อง ทั้งที่ปกติอคิราห์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ หรือไม่เขาก็ไม่ได้สั่งเธอเลยตั้งแต่เช้า เขาแค่อยากหาเรื่องให้เธอพูดกับเขามากกว่าประโยครายงานสั้นๆ “ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันจะไปชงมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” ณิชาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันทีอนาวินเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกรวมมือขึ้นกุมขมับลากยาวลงมาถึงคาง สบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดใจความเย็นชาของเธอประท้วงเขาได้อย่างร้ายกาจที่สุด และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปกับความต้องการควบคุมมันกำลังทำให้เขาแทบบ้า ยิ่งเธอถอยห่าง สัญชาตญาณความอยากเอาชนะและความหึงหวงซ่อนเร้นในใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ช่วงบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามาในชั้นบริหารนนทกรทายาทธ
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง ความรู้สึกแรกที่ปลุกณิชาภาให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความเจ็บระบมที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ขยับตัว ความปวดร้าวตรงช่วงล่างและสะโพกก็ทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมาน เปลือกตาบางขยับลืมขึ้นช้าๆ มองเห็นเพดานห้องนอนสีครีมอันคุ้นตา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาริบหรี่ แต่หัวใจของเธอกลับมืดมนยิ่งกว่าคืนที่พายุเข้า ณิชาภาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างยากลำบาก ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำแดงสลับเขียวตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ทั้งที่ลาดไหล่ หน้าอก และข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยนิ้วมือหนาบีบตรึงเอาไว้จนเนื้อแทบเขียวคราม ร่องรอยป่าเถื่อนเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อนาวินทำกับเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำตาเม็ดโตสลัดร่วงลงบนหลังมือทีละหยด เธอจำได้ดีว่าในแฟลชไดรฟ์อันนั้น อนาวินอัดคลิปเสียงอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเขากำลังพยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอและพ่อจากเงื้อมมือของอนันต์ พ่อแท้ๆ ของเขาเอง ลึกๆ เธอรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดไป แต่สัมผัสอันจา
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง“ขอบคุณค่ะคุณอาคิ” ณิชาภายิ้มบางๆ ให้ด้วยความซาบซึ้ง “ทำไมช่วงนี้ดูซูบไปละครับเนี่ย ไอ้วินน์มันใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อคิราห์พูดปนหัวเราะ ขณะที่ส่งปึกกระดาษคืนให้เธอ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเส้นผมบางส่วนของณิชาภาที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าหวานจนดูเกะกะ ด้วยความสนิทสนมและนิสัยขี้เล่น ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปัดเส้นผมทัดหูให้เธออย่างแผ่วเบา “ดูแลตัวเองบ้างนะครับ เดี๋ยวไม่มีแรงรบกับท่านประธาน” จังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าของอนาวินก้าวเท้าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทกลับพลันแข็งท้างขึ้นมาทันทีเมื่อภาพตรงหน้าสาดเข้าสู่สายตา ภาพของอคิราห์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ใกล้ชิดกับณิชาภา มือของเพื่อนสนิทที่กำลังลูบไล้ใบหน้าหวานของเธออย่างอ่อนโยน และรอยยิ้มของณิชาภาที่มอบให้ชายอื่นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมันมานานแสนนาน กรงเล็บแห่งความหึงหวงและคว้าบ้าคลั่งพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของอนาวินในทันที สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่รุนแรงทำให้เขาลืมสิ้นทุกแผนการที่วางไว้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธจัด “ทำอะไรกันอยู่ตรงนั้น!” เสียงทรงพลังค
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง ความเงียบงันภายในห้องนอนสีครีมดูจะหนักอึ้งกว่าค่ำคืนไหนๆ แม้เสียงพายุฝนด้านนอกคฤหาสน์จะเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบใบไม้ แต่เสียงสะท้อนจากไฟล์คลิปเสียงของอนาวินยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของณิชาภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์สีเงินแนบกับอก สะอื้นไห้จนตัวโยนด้วยความรู้สึกผิดที่เคยเคลือบแคลงใจในตัวเขา เธอเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มช้าๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่เป็นการเดินกลับไปหาเขา เดินกลับไปบอกให้เขารู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่ในฐานะลูกหนี้หรือหมากในเกมแค้น แต่ในฐานะผู้หญิงที่จะร่วมเผชิญหน้ากับพายุทุกลูกไปพร้อมกับเขา ณิชาภาก้าวเท้าออกจากห้องนอน ท่ามกลางความมืดของโถงทางเดินสลัว เดินตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิอารมณ์มาเมื่อครู่ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟนีออนด้านในสาดส่องออกมาเป็นเส้นตรงยาวลงบนพื้นหินอ่อน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ อนาวินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงบ
ตอนที่ 11 กรงที่ไร้ซี่กรง (2)เขายังเก็บมันไว้ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเขา หยดน้ำตาแห่งความลังเลร่วงเผาะลงบนกระจกกรอบรูป ณิชาภายืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ความทรงจำแสนหวานในอดีตพุ่งเข้าโจมตีใจจนเธอแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เมื่อภาพของพ่อที่มีสายระโยงระยางและภาพของอนาวินที่สวมแหวนให้รินลดาลอยซ้อนทับเข้ามา เธอจึงจำต้องหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือดแล้วคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมทันที “ณิชา” เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังท่ามกลางความมืด พร้อมกับแสงไฟนีออนในห้องทำงานที่กลับมาสว่างวาบอีกครั้งเมื่อระบบไฟสำรองทำงาน ณิชาภาสะดุ้งสุดตัวพลางหันกลับไปมองด้วยความตกใจสุดขีดอนาวินยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด แววตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวจะเข้าไปทำร้ายเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่กรีดลึกยิ่งกว่าสิ่งใด “คุณวินน์ คือฉัน” ณิชาภาเสียงสั่นเครือ พยายามเอาซ่อนมือไว้ข้างหล
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจบรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำ







