LOGINหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายหน้าเรือนสงบลง หลินเยี่ยนเยว่ก็หอบกล่องไม้จันทน์หอมกลับเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ ของตนเองที่อยู่ติดกับห้องเก็บฟืน
เสียงกรีดร้องโวยวายของหลิวซื่อ ยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่ตลอด นางคงกำลังระบายอารมณ์กับข้าวของ หรือไม่ก็กำลังก่นด่าฟ้าดินด้วยความเจ็บแค้นที่ถูกฉีกหน้าและเสียทรัพย์ก้อนโตไปต่อหน้าต่อตาชาวบ้าน แต่หลินเยี่ยนเยว่หาได้สนใจไม่ นางลงกลอนประตูห้องที่แม้จะดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่ก็พอจะกั้นความเป็นส่วนตัวจากสายตาเกลียดชังเหล่านั้นได้บ้าง
“เฮ้อ... ถึงจะช้าไปถึงสองชาติ แต่ท่านแม่ สมบัติของท่าน ลูกทวงกลับคืนมาได้แล้วเจ้าค่ะ”
หญิงสาววางกล่องสมบัติลงบนเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ที่ปูด้วยฟางแห้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้วยความอ่อนล้า ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เพียงแค่ออกแรงทะเลาะตบตีเล็กน้อยก็รู้สึกหอบเหนื่อยจนตัวโยนเสียแล้ว
(ตรวจพบระดับพลังงานของโฮสต์ต่ำกว่าเกณฑ์ คำแนะนำ กรุณาเติมพลังงานด่วน มิเช่นนั้นโฮสต์อาจจะเป็นลมหน้ามืด แล้วระบบจะขำไม่ออก... เอ้ย จะลำบากเอานะ)
หลินเยี่ยนเยว่ส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความกวนประสาทของระบบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในอกเสื้อยังมีของดีอยู่ นางหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลออกมา กลิ่นหอมของแป้งนึ่งและไส้หมูสับลอยแตะจมูกทันที แม้มันจะเริ่มเย็นชืดไปบ้างแล้วตามสภาพอากาศ แต่สำหรับคนที่กินแต่น้ำข้าวต้มใส ๆ มาตลอดทั้งชีวิตในร่างนี้ นี่คือกุ้งมังกรดี ๆ นี่เอง
นางกัดซาลาเปาลูกแรกลงไปคำโต... รสชาติเค็ม ๆ หวาน ๆ ของไส้หมูผสมกับแป้งนุ่ม ๆ ทำให้ต่อมรับรสที่ตายด้านมานานตื่นตัวขึ้น
“อร่อย” นางพึมพำ น้ำตาพาลจะไหลออกมา “นายพรานเซียว... ขอบใจท่านมากจริง ๆ”
(วิเคราะห์อาหาร ซาลาเปาไส้หมูสับผสมมันหมู เกรด B+ ข้อมูลเพิ่มเติม จากการวิเคราะห์ร่องรอย... ผู้ชายคนนั้นน่าจะซื้อมาจากร้านเถ่าแก่จู ที่อร่อยที่สุดในตลาด ไม่ได้เก็บได้ ตามที่ปากแข็งบอกหรอกนะ ดูสิ... ยังมีกระดาษห่อร้านติดอยู่เลย)
หลินเยี่ยนเยว่หลุดขำออกมาทั้งที่ปากยังเคี้ยวคำโต เอาล่ะระบบของนางนอกจากจะอยู่อนุบาลแล้ว ยังเป็นขาเมาส์ตัวยงอีกด้วย หญิงสาวส่ายหน้าออกมา แต่เมื่อถึงถึงนายพรานคนนั้น ความรู้สึกก็ดีอย่างประหลาด
“คนปากไม่ตรงกับใจสินะ...” ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียว ที่ก้าวมาช่วยนางโดยที่ไม่ได้ร้องขอ ความดีนี้นางจำเอาไว้แล้ว
เมื่อท้องอิ่ม สมองก็เริ่มแล่น นางหันกลับมาสนใจกล่องสมบัติและรางวัลที่เพิ่งได้มา “ระบบ... ไหนล่ะมิติมหัศจรรย์ที่เจ้าบอก”
(วิธีการใช้งาน เพียงแค่โฮสต์ตั้งสมาธิ แล้วเพ่งจิตไปที่สิ่งของที่ต้องการเก็บ แล้วพูดหรือคิดว่า เก็บ ของสิ่งนั้นก็จะเข้าไปอยู่ในมิติส่วนตัวทันที หมายเหตุ ปัจจุบันมิติมีขนาด 1x1 เมตร เก็บของได้จำกัด และสิ่งมีชีวิตยังเข้าไม่ได้ขอรับ)
หลินเยี่ยนเยว่พยักหน้าเข้าใจ นางลองวางมือลงบนกล่องไม้จันทน์หอม หลับตาลงแล้วรวบรวมสมาธิ
‘เก็บ’
เพียงชั่วพริบตา กล่องไม้ที่วางอยู่ตรงหน้าก็อันตรธานหายไปราวกับเล่นกล นางรีบกำหนดจิตเข้าไปดูในพื้นที่ว่างเปล่า ในห้วงความคิด ก็เห็นกล่องใบนั้นลอยคว้างอยู่อย่างสงบนิ่งในพื้นที่สี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา
“เยี่ยมไปเลย” นางยิ้มกว้างด้วยความพอใจ
ด้วยมิตินี้ ต่อให้หลิวซื่อหรือใครหน้าไหนจะมาค้นห้อง หรือแอบมาขโมยตอนนางหลับ ก็จะไม่มีวันหาเจอ นี่คือตู้เซฟที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
(ภารกิจใหม่มาแล้ว เตรียมรับมือหัวหน้าครอบครัว รายละเอียดหลินเฉิง บิดาผู้หูเบาของโฮสต์กำลังเดินทางกลับมาถึงในอีก 30 นาที และแน่นอนว่าหลิวซื่อ คงเตรียมบทงิ้วเคล้าน้ำตา เอาไว้ยุแหยงสามีเรียบร้อยแล้ว) ระบบบอกออกมา พร้อมกับใส่อารมณ์ราวกับลูกเมียน้อยที่ถูกรังแก
(เป้าหมาย แก้ต่างให้ตนเอง และทำให้บิดาตาสว่างบ้างก็ยังดี รางวัล ปลดล็อกร้านค้าแลกเปลี่ยนในระบบ เลเวล 1 และ แต้มความฉลาด +5)
รอยยิ้มบนหน้าของหลินเยี่ยนเยว่ค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึม ท่านพ่อ... หลินเฉิง ในความทรงจำของอดีตชาติในร่างนี้ พ่อผู้นี้ไม่ใช่คนเลวร้ายโดยสันดาน เขาเป็นคนขยันทำงานหาเงิน แต่ข้อเสียร้ายแรงคือหูเบาและกลัวเมีย เขาเชื่อคำพูดหวานหูของหลิวซื่อทุกคำ
และบิดาผู้นี้ก็มักจะมองข้ามความลำบากของลูกสาวคนโต เพราะหลิวซื่อมักจะเป่าหูว่านางดื้อรั้นและเกียจคร้าน จนหลินเฉิงเริ่มเหินห่างนางไปทุกที
“มาก็ดี...” หลินเยี่ยนเยว่ลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ “ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ระหว่างน้ำตาจอมปลอมของหลิวซื่อ กับความจริงที่ข้าเพิ่งเปิดโปง... ท่านพ่อจะเลือกเชื่อใคร”
นางเปิดประตูห้องเดินออกไปที่ลานบ้านอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว แสงตะเกียงน้ำมันในเรือนใหญ่ถูกจุดขึ้นสว่างไสว หลินเยี่ยนเยว่เห็นเงาราง ๆ ของใครบางคนกำลังเดินฝ่าหิมะเข้ามาที่รั้วบ้าน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคย
“ท่านพี่ ท่านพี่เจ้าคะ ฮือ ๆ ๆ” เสียงของหลิวซื่อ ดังนำมาก่อนตัว ประตูเรือนใหญ่เปิดผัวะออกมา ร่างท้วมของแม่เลี้ยงวิ่งถลาร้องไห้โฮออกไปรับหน้าสามีที่เพิ่งมาถึง
“เกิดอะไรขึ้น เหมยเซียงเจ้าร้องไห้ทำไม” เสียงทุ้มห้าวของชายวัยกลางคนดังขึ้นด้วยความตกใจ หลินเฉิงวางห่อสัมภาระลง รีบประคองภรรยาที่ทำท่าจะเป็นลมล้มพับ
“ท่านพี่ต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะเจ้าคะ!!” หลิวซื่อร้องคร่ำครวญ ชี้มือมาทางหลินเยี่ยนเยว่ที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนมองดูละครฉากนี้อยู่เงียบ ๆ
“ลูกสาวคนดีของท่าน วันนี้เยว่เอ๋อร์นาง... นางทำร้ายข้ากับน้องสาวน้องชายของนาง นางขโมยเงินข้าแถมยังไล่เถ้าแก่หวังที่ข้าอุตส่าห์หวังดีทาบทามให้เป็นคู่ครองของนาง ท่านพี่เยว่เอ่อร์ถึงวัยแต่งงานแล้ว เถ้าแก่หวังรักนางตั้งแต่แรกเห็น นางไม่ชอบก็บอกข้าสิ เหตุใดต้องทำร้ายเถ้าแก่หวังด้วย หากวันหน้าเขามาเอาเรื่องพวกเรา.... ฮื้อ....”
หลินเฉิงได้ฟังก็ทั้งตกใจ และทั้งหวาดกลัว เขารีบไปมองลูกสาวคนโตทันที ใบหน้าที่กร้านแดดกร้านลมแดงก่ำด้วยความโมโห ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักผสมปนเปกับคำฟ้องร้องของภรรยา ทำให้สติของเขาขาดผึง
“เยี่ยนเยว่!! ที่แม่เจ้าพูดเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ เจ้ากล้าทำร้ายแม่เลี้ยง ก่อเรื่องวุ่นวายได้อย่างไร” ชายวัยกลางคนก้าวสามขุมเข้ามาหาลูกสาว มือหนาเงื้อขึ้นสูงหมายจะสั่งสอน
หลินเยี่ยนเยว่มองดูพ่อของตนด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีการหลบตา มีเพียงความเย็นชาที่ทำให้หลินเฉิงต้องชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ
“ท่านพ่อฟังความข้างเดียว แล้วตัดสินข้าเลยหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำบาดลึก
“ท่านถามข้าสักคำหรือยัง... ว่าเงินที่หลิวซื่อ บอกว่าข้าขโมยนั้น แท้จริงแล้วมันคือเงินของใคร และการดูตัวที่นางว่า แท้จริงแล้วคือการขายข้าแลกข้าวสารเพียงครึ่งกระสอบ ให้ไปเป็นนางบำเรอตาเฒ่าตัณหากลับใช่หรือไม่”
“เจ้ายังจะมาเถียงอีก ข้าวสารครึ่งกระสอบสำหรับหญิงสาวชาวบ้านก็มากมายแล้ว ดูอย่างเจินเอ๋อร์ยังได้ข้าวสารแค่หนึ่งกระสอบเท่านั้น” หลินเฉิงหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
“แม่เจ้าบอกว่าเถ้าแก่หวังเป็นคนดี มีฐานะหากเจ้าแต่งไปก็จะสุขสบาย นางหวังดีต่อเจ้าแท้ ๆ เจ้ากลับกล่าวหานาง เยี่ยนเยว่เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่”
“หวังดี” หลินเยี่ยนเยว่แค่นเสียงหัวเราะ หันไปมองหลิวซื่อที่ยืนแสยะยิ้มอยู่ด้านหลังหลินเฉิง
“หากเถ้าแก่หวังดีจริง ร่ำรวยจริง เหตุใดนางไม่ยกหลินชวง ให้แต่งออกไปเล่าเจ้าคะ หลินชวงอายุก็ไล่เลี่ยกับข้า แถมยังเป็นลูกรักของนาง ไยจึงผลักไสความสุขสบายมาให้ลูกเลี้ยงที่นางเกลียดชังอย่างข้า”
“นี่เจ้า!!!” หลิวซื่อหน้าเปลี่ยนสี รีบแทรกขึ้น “ชวงเอ๋อร์ยังเด็ก นางเพิ่งจะสิบห้า อีกอย่างมีไหนน้องแต่งก่อนพี่”
“ข้าก็เพิ่งจะสิบเจ็ด” หลินเยี่ยนเยว่ตวาดกลับเสียงดังจนหลิวซื่อสะดุ้ง “ห่างกันแค่สองปี แต่ความเป็นคนของข้ากลับมีค่าน้อยกว่านางงั้นหรือ”
นางหันกลับมาจ้องตาบิดา “ท่านพ่อ... ท่านทำงานหนักส่งเงินมาให้ครอบครัวทุกเดือน ท่านเคยรู้หรือไม่ว่าลูกสาวคนโตของท่าน ได้กินอะไรบ้าง เคยรู้หรือไม่ว่าเสื้อผ้าใหม่ที่ท่านส่งเงินมาให้ซื้อ ข้าเคยได้ใส่สักชุดหรือไม่ ท่านไม่รักข้า ข้าก็ไม่ว่า แต่ท่านรับปากท่านแม่ข้าว่าอย่างไร ข้าไม่หวังให้ท่านรักหรือดูแลข้าเท่าน้อง ๆ แต่ขอแค่อย่าได้ลำเอียงเกินไปนัก ข้ามิใช่ลูกสาวท่านหรือ” เสียงสุดท้ายกลายเป็นก้อนสะอื้นที่เจือไปกับสายลม
“ข้า...” หลินเฉิงเริ่มลังเล สายตาเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิมบนร่างของหลินเยี่ยนเยว่ เทียบกับชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีของหลิวซื่อและหลินชวงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“วันนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเป็นพยานข้า” หลินเยี่ยนเยว่รุกต่อ “ข้าทวงคืนสินเดิมของท่านแม่ที่หลิวซื่อยักยอกไป นางเอาหยกของท่านแม่ไปให้หลินชวงใส่ แล้วบอกว่าเป็นของนางเอง ท่านพ่อ... ท่านจำกำไลหยกสลักคำว่าหยุน ของท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านยายเป็นคนมอบให้ท่านแม่ด้วยตนเอง และท่านก็รับปากท่านยายแล้วว่าจะรักท่านแม่ข้าไม่ทำให้นางลำบาก”
คำพูดของบุตรสาวเป็นเหมือนน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่หน้าหลินเฉิง เขาจำได้... จำได้ดีถึงหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่ยอมลดตัวมาแต่งงานกับเด็กเข็นผักจน ๆ อย่างเขา กำไลวงนั้นคือของชิ้นเดียวที่อาหลานได้มาจากบิดาของนาง ก่อนที่นางจะถูกจัดขาดจากตระกูลหยุน เพราะนางเลือกที่จะแต่งงานกับเขา
“จริงหรือ...” หลินเฉิงหันไปมองหลิวซื่อ แววตาเริ่มเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความสงสัย
“เหมยเซียง... เจ้าเอากำไลของอาหลานไปให้ชวงเอ๋อร์ใส่จริงหรือไม่”
หลิวซื่อหน้าซีดเผือด รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน “มะ... ไม่ใช่นะเจ้าคะ ข้า... ข้าแค่...”
“แค่ขอยืมมาใส่เล่น” หลินเยี่ยนเยว่เอ่ยขัดอย่างรู้ทัน
“ท่านพ่อ... หากท่านยังไม่เชื่อข้า ก็ลองไปถามท่านลุงหลี่ดูเถิด แต่ตอนนี้ข้าขอบอกท่านไว้คำเดียว”
นางยืดตัวตรง ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ชีวิตข้า ข้าลิขิตเอง ข้าจะไม่ยอมถูกขายแลกข้าวสาร และจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอีกต่อไป แม้แต่ท่าน หากยังหูเบาเชื่อคำคนชั่ว ข้าก็จะไม่สนใจท่านอีกแล้ว”
(ภารกิจสำเร็จ ทำให้บิดาเริ่มลังเลและตาสว่าง รางวัล ปลดล็อกร้านค้าแลกเปลี่ยน ร้านขายยาพื้นฐานและ แต้มความฉลาด +5 คำเตือน ระวัง!! หลิวซื่อกำลังจะงัดท่าไม้ตายบีบน้ำตาชุดใหญ่ ออกมาใช้แล้ว! โอ๊ย โฮสต์แม่เลี้ยงของเจ้านี่มันนักแสดงมือหนึ่งจริง ๆ )
----------------------------
ตอนที่ 4 มิติช่องว่างกับซาลาเปาอุ่นหัวใจหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายหน้าเรือนสงบลง หลินเยี่ยนเยว่ก็หอบกล่องไม้จันทน์หอมกลับเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ ของตนเองที่อยู่ติดกับห้องเก็บฟืนเสียงกรีดร้องโวยวายของหลิวซื่อ ยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่ตลอด นางคงกำลังระบายอารมณ์กับข้าวของ หรือไม่ก็กำลังก่นด่าฟ้าดินด้วยความเจ็บแค้นที่ถูกฉีกหน้าและเสียทรัพย์ก้อนโตไปต่อหน้าต่อตาชาวบ้าน แต่หลินเยี่ยนเยว่หาได้สนใจไม่ นางลงกลอนประตูห้องที่แม้จะดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่ก็พอจะกั้นความเป็นส่วนตัวจากสายตาเกลียดชังเหล่านั้นได้บ้าง“เฮ้อ... ถึงจะช้าไปถึงสองชาติ แต่ท่านแม่ สมบัติของท่าน ลูกทวงกลับคืนมาได้แล้วเจ้าค่ะ”หญิงสาววางกล่องสมบัติลงบนเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ที่ปูด้วยฟางแห้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้วยความอ่อนล้า ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เพียงแค่ออกแรงทะเลาะตบตีเล็กน้อยก็รู้สึกหอบเหนื่อยจนตัวโยนเสียแล้ว(ตรวจพบระดับพลังงานของโฮสต์ต่ำกว่าเกณฑ์ คำแนะนำ กรุณาเติมพลังงานด่วน มิเช่นนั้นโฮสต์อาจจะเป็นลมหน้ามืด แล้วระบบจะขำไม่ออก... เอ้ย จะลำบากเอานะ)หลินเยี่ยนเยว่ส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความกวนประสาทของระบบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า
ตอนที่ 3 หลักฐานบนข้อมือและตู้ไม้ที่ถูกงัดสายลมหนาวพัดหอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนไปทั่วลานหน้าบ้านตระกูลหลิน แต่ทว่าความเย็นยะเยือกของอากาศนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับความเย็นชาในแววตาของหลินเยี่ยนเยว่ ที่กำลังจ้องมองไปที่ข้อมือของน้องสาวต่างมารดาอย่างไม่วางตาหลิวซื่อหน้าซีดเผือด รีบเอาตัวเข้าบังบุตรสาวของตนไว้ พลางส่งสายตากลิ้งกลอกมองไปทางชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ไม่ห่าง แม้เถ้าแก่หวังจะจากไปแล้ว แต่งิ้วโรงใหญ่ที่หลินเยี่ยนเยว่กำกับการแสดง ดูท่าจะยังไม่จบลงง่าย ๆ“เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอันใด!!!” หลิวซื่อตวาดเสียงสูง พยายามข่มความตื่นตระหนกในน้ำเสียง “กำไลหยกอะไรกัน ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง หลินชวง... รีบพาเป่าเอ๋อร์เข้าบ้านเดี๋ยวนี้ อย่าไปฟังคำพูดเพ้อเจ้อของนาง”หลินชวงที่ยืนหลบอยู่หลังมารดา เม้มปากแน่น นางรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดข้อมือด้วยความร้อนรน ก่อนจะทำท่าจะหันหลังหนีเข้าเรือนตามคำสั่งแม่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!”น้ำเสียงของหลินเยี่ยนเยว่ไม่ได้ตะคอก แต่มันกังวานและทรงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำเสียงนั้นกดข่มให้ปลายเท้าของน้องต่างมารดาต้องหยุดชะงัก ถึงแม้ร่างของหลินเยี่ยนเ
ตอนที่ 2 ทวงคืนสินเดิมชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดนายพรานเก่า ๆ ยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาแต่เย็นชา มีรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่หางคิ้วเพิ่มความดุดัน ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบางของหลินเยี่ยนเยว่(ตรวจพบเป้าหมายพิเศษ บุรุษลึกลับผู้มีออร่ารุนแรง คำเตือน ระดับความอันตราย ประเมินค่าไม่ได้)หลินเยี่ยนเยว่หรี่ตามองเขา เซียวจวินเหอ นายพรานป่าผู้สันโดษที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน ในชาติก่อนเขาเป็นเพียงคนผ่านทางที่นางไม่เคยใส่ใจ แต่ทำไมชาตินี้เขาถึงเข้ามายุ่งเรื่องของนาง“ข้าวสารครึ่งกระสอบ...” เซียวจวินเหอเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะโยนไก่ป่าสองตัวในมือลงบนพื้นหิมะ “ข้าให้ไก่ป่าสองตัวนี้ แลกกับการที่พวกเจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านนางเดี๋ยวนี้”“ไก่ป่าสองตัว...” เถ้าแก่หวังมองไก่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นสลับกับใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่ม ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้าหนุ่มหน้าละอ่อน เจ้าคิดว่าไก่ผอมโซสองตัวนี้ จะมีค่าเท่ากับหญิงงามอย่างหลินเยี่ยนเยว่หรือ ข้าว่าเจ้ากลับไปล่าสัตว์เงียบ ๆ อย่ามาแส่เรื่องผู้อื่นจะดีกว่า”เซียวจวินเหอไม่ตอบโต้ เพียงแต่
ตอนที่ 1 ข้าวสารครึ่งกระสอบกับละครฉากใหญ่อากาศภายนอกเรือนเก่า ๆ นั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าในความทรงจำ ทันทีที่หลินเยี่ยนเยว่ก้าวเท้าออกจากประตูไม้ผุพัง ลมหนาวก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าจนแก้มที่ซูบตอบรู้สึกเจ็บแสบ แต่ความเจ็บนั้นไม่ได้ทำให้ฝีเท้าของนางช้าลงแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมอง บัดนี้กลับทอประกายล้ำลึกและเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งบนหุบเขาเหลียงซานภาพตรงหน้าคือลานดินหน้าบ้านที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะบาง ๆ ชายร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมราคาแพงยืนพุงโตอยู่ข้างเกวียนม้า ใบหน้าอัปลักษณ์เต็มไปด้วยน้ำมันเยิ้มและรอยยิ้มหื่นกระหายคนบัดซบนั่นคือเถ้าแก่หวังพ่อค้าหน้าเลือดที่นางจำได้ดี ถัดไปไม่ไกลคือแม่เลี้ยงสารเลวหลิวเหมยเซียง เด็กสาวที่อยู่ข้าง ๆ ก็คือหลินชวง น้องสาวต่างมารดาที่สวมชุดผ้าฝ้ายหนานุ่ม และหลินเป่า น้องชายคนเล็กที่กำลังเคี้ยวขนมเปี๊ยะเต็มปากจนแก้มป่องช่างเป็นภาพครอบครัวที่น่าบดขยี้ให้แหลกเสียจริง(ตรวจพบเป้าหมายศัตรูระดับต่ำ แม่เลี้ยงจอมเสแสร้ง และพ่อค้าบ้ากาม คำแนะนำจากระบบ โฮสต์ควรแสดงละครตบตา หรือไม่ก็หาไม้หน้าสามฟาดสักทีเพื่อความสะใจ)เสียงระบบที่แสนจะกวนประสาทดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หลินเยี
บทนำ ตัวข้ามีค่าแค่ข้าวครึ่งกระสอบปี๊นนนเสียงแตรรถยนต์ดังลั่นไปทั่วถนน หลินเยี่ยนเยว่ผลักลูกแมวตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าหลุดออกมาจากไหน ให้กระเด็นออกไป ทว่าตัวเธอกลับไม่โชคดีอย่างนั้นแรงกระแทกจากรถยนต์ชนเข้าที่บั้นเอว ร่างเพรียวบางกระเด็นลอยออกไป ก่อนจะตกกระแทกพื้น เสียงผู้คนโหวกเหวกโวยจนหูอื้อ ภาพตึกสูงตรงหน้าซ้อนทับกับภาพหิมะขาวโพลน ความหนาวเหน็บกัดกินไปถึงขั้วกระดูก ผสมกับความเจ็บปวดจนแทบขาดใจ“มีคนถูกรถชน เรียกรถพยายาบาลเร็วเข้า” เสียงตกใจของคนที่ผ่านมาตะโกนดังลั่น แต่มันกลับซ้อนทับกับเสียงที่ฟังดูแปลกประหลาด“เฮ้อ... ศพที่เท่าใดแล้ว นังหนูนี่คงเป็นสตรีของเถ้าแก่หวังกระมัง ถูกเล่นสนุกจนเบื่อแล้ว ก็ปล่อยให้ตาย เวรกรรมแท้ ๆ”“นี่มิใช่เด็กสาวจากหมู่บ้านชิงสุ่ยหรอกหรือ” คิ้วเรียวของหลินเยี่ยนเยว่ขมวดขึ้น เธอถูกรถชนและดูเหมือนจะถูกปล่อยให้ตายกลางหิมะด้วย นี่มันเรื่องอะไรกันท่ามกลางพายุหิมะสีขาวโพลน ร่างกายที่ซูบผอมจนแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนอนขดตัวอยู่อย่างน่าเวทนาบนกองฟางแข็ง ๆลมหายใจของร่างกายนี้แผ่วเบาลงทุกที ทว่าสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าความหนาว คือภาพความทรงจำที่ฉายวนซ้ำ ๆ ในหัว ภาพข







