Mag-log inเธอคือคนที่ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร แม้จะเป็นคนที่ช่วยทุกคนรอบตัวเสมอ เขาคือคนที่มองทะลุทุกคน ยกเว้นตัวเอง เมื่อสนามแข่งรถทำให้ 'มิณ' กับ 'วิน' ต้องเจอกันในระยะที่ใกล้กว่าที่ทั้งคู่เคยยอมให้ใคร ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการแกล้งกัน กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทั้งสองไม่เคยมีมาก่อน เพราะบางคนไม่ต้องการใครมาแทนที่กำแพงที่สร้างไว้ทั้งหมด แค่ต้องการใครสักคนที่รู้ว่าจะยืนอยู่ 'ระยะที่พอดี'
view moreณ สนามเเข่งรถ ที่บ้านไอ้ปรเป็นเจ้าของอยู่
เวลาช่วงเย็น ที่แสงอาทิตย์ สาดส่องมาเป็นแสงสีส้มทอง พร้อมกับรอบสนามรถแข่งที่หุ้มไปด้วยต้นหญ้าเล็กๆ มีรถหมายเลข 97 ที่กำลังขับอยู่บนสนามด้วยความเร็วและเข้าเส้นชัยด้วยความเร็วที่ทำลายสถิติเดิมที่เจ้าตัวเคยทำไว้ และก็กำลังขับเข้าจอดข้างสนาม “เอ็ม วันนี้แกทุบสถิติเดิมของตัวเองยับเลยว่ะ” พี่เอก ชายวัยสามสิบกว่าๆ ผู้เป็นหัวหน้าทีมดูแลรถคู่ใจของเอ็มเดินเข้ามาทักพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ “โคตรเจ๋งเลยพี่!” น่าน เด็กฝึกงานใหม่ที่เพิ่งอยู่ได้แค่หกเดือนโพล่งขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ แววตานับถือระคนทึ่ง “ผมคลุกคลีกับวงการนี้มาตั้งนาน เพิ่งเคยเห็นคนที่ขับได้โหดขนาดพี่นี่แหละ” มิณได้ให้กำลังใจและตอบกลับน่านไป “มั่นใจหน่อย แกก็ทำได้น่านนะ” จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็เดินนวยนาดเข้ามาสบทบ พร้อมกับลากเสียงยาวอย่างนึกหมั่นไส้เพื่อนสนิท “แหมมมมม...” เขาคือ ‘ปร—ปรมินทร์ สิถิยสวัสดิ์’ ทายาทเจ้าของสนามแข่งรถแห่งนี้ และยังเป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญของมิณ หรือที่คนในวงการความเร็วรู้จักกันในชื่อเอ็มนั่นเอง “อะไรของมึง” มิณตวัดสายตากลับไปสวนทันควัน น้ำเสียงติดจะรำคาญพวกชอบรู้ดี “ไม่ใช่ว่าเป็นมึงหรอกเหรอ” “กู...ป๊าาาาว ไม่ใช่ฝีมือกูคนเดียวสักหน่อย” ปรทำเสียงสูงปฏิเสธหน้าตาย เพราะรู้ดีว่าถ้ายังขืนกวนประสาทต่อไปอีกนิด มีหวังได้โดนตีนเพื่อนรักแน่ๆ จุดเริ่มต้นของเรื่องราว คงต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน ในวันแรกที่มิณมาลองขับรถเล่นที่สนามแข่งของครอบครัวปร จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาภูมิฐานในวัยยี่สิบตอนปลายเดินตรงเข้ามาทักปรด้วยแววตาเป็นประกาย “ใครวะปร ฝีมือใช้ได้เลยนี่หว่า” เจ้าของเสียงคือ ‘พี่เอก’ รุ่นพี่ในวงการที่ปรให้ความเคารพ “เพื่อนผมเองพี่” ปรตอบกลับพลางยักไหล่ “ถ้าจับมาฝึกอีกนิด ลงแข่งระดับอาชีพได้สบายๆ เลยนะนั่น” พี่เอกเอ่ยชมสายตาไม่ละไปจากรถที่วิ่งอยู่บนแทร็ก คำพูดนั้นทำเอาคนฟังถึงกับอึ้ง ปรหันขวับไปมองรถของเพื่อนสนิทสลับกับหน้าพี่เอกในใจเริ่มคิดว่า 'ไอ้มิณมันฝีมือโหดขนาดนั้นเลยเหรอวะ' ก่อนจะหลุดหัวเราะแก้เขิน “หึ...ตลกน่าพี่” “ตลกอะไรล่ะ กูพูดจริง” พี่เอกหันมาถามย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาฉายความมุ่งมั่นฉบับคนอยากปั้นดาวรุ่งดวงใหม่มาประดับวงการ “แล้วเพื่อนแกชื่ออะไร เผื่อกูจะดึงเข้าทีมมาสร้างตำนานใหม่ให้วงการแข่งรถซะหน่อย” “ไอ้มิณไงพี่” ปรตอบ คำตอบนั้นทำเอาพี่เอกถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ “เหยียบเบรกก่อน... ใช่ ‘มิณ’ คนเดียวกับที่เขาเปิดวาร์ปเล่าลือกันว่าเป็นแฟนแกป่ะวะ” “เฮ้ย ไม่ใช่แล้วพี่!” ปรรีบปฏิเสธิทันทีจนลิ้นแทบพันกัน “แต่เท่าที่กูดูรูปในข่าว... ก็ตรงไทป์มึงอยู่นะ” พี่เอกแกล้งเย้า เลิกคิ้วมองอย่างจับผิด “โห ให้ฟ้าผ่าดิพี่เอก!” ปรสวนกลับพลางทำท่าขนลุกขนพอง “บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของเพื่อนสนิทนะพี่” พูดจบเจ้าตัวก็หลุดขำออกมาเองกับความคิดหลุดโลกของรุ่นพี่ “เอ้า ไอ้นี่กวนตีนละ” พี่เอกดึงหน้าดุใส่ขำๆ ก่อนจะอธิบายด้วยความสงสัย “ก็ข่าวลือแม่งบอกว่าพวกมึงตัวติดกันยังกะตังเม ไปไหนมาไหนก็เห็นอยู่ด้วยกันตลอด กูก็แค่พูดตามที่ได้ยินมาป่ะวะ” จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่คนหนึ่งแต่งตัวแฟชั่นจ๋าๆและอีกคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อนๆแขนสั้นกับแว่นประจำตัวที่หน้าตาดีสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาคือ ‘จูโน่’ และ ‘ราม’ กลุ่มเพื่อนสนิทในแก๊งเดียวกับมิณและปร ทั้งคู่เดินสับขาเข้ามาในอู่ ก่อนจะประสานเสียงถามขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ไอ้มิณอ่ะ” "มิณละครับ" จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่คนหนึ่งแต่งตัวแฟชั่นจ๋าๆและอีกคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อนๆแขนสั้นกับแว่นประจำตัวที่หน้าตาดีสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาคือ ‘จูโน่’ และ ‘ราม’ กลุ่มเพื่อนสนิทในแก๊งเดียวกับมิณและปร ทั้งคู่เดินสับขาเข้ามาในอู่ ก่อนจะประสานเสียงถามขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ไอ้มิณอ่ะ” "มิณละครับ" “นู้น...” ปรลากเสียงตอบพลางยื่นปากไปทางแทร็กสนามแข่งรถแทนคำตอบ “พวกมึงสองคนมาก็ดีแหละ!” ปรรีบดึงเพื่อนเข้ามาร่วมวง “มาอธิบายให้พี่เอกฟังทีดิ เค้าหาว่ากูกับไอ้มิณเป็นแฟนกันเนี่ยมึง” จูโน่กับรามชะงักไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอู่รถแข่งอย่างจริงจัง ขำจนแทบจะลงไปกลิ้งกับพื้นเพราะไม่คิดว่าจะมีคนคิดอะไรตลกๆ แบบนี้อยู่บนโลก “พี่เอก... ฟังผมนะ” จูโน่พยายามกักเก็บก้อนสะอื้นจากการขำเพื่ออธิบาย “ไอ้มิณกับไอ้ปรเนี่ยนะ... ไอ้มิณแม่งแทบจะเป็นแม่คนที่สองของมันแล้วพี่” “อันนี้เรื่องจริงเลยครับพี่เอก” รามเสริมทัพช่วยตอกย้ำ “ถ้าชีวิตนี้ขาดมิณไป ปรคงสิ้นชื่อไม่มีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้หรอกครับ” "เอ้า ไอ้ราม" ปรอุทานออกมา ปรที่ยินคำตอบของเพื่อนคนนี้ที่ไม่คิดว่าจะพูดมา คำตอบของเด็กๆ ยิ่งทำให้พี่เอกมึนตึ้บหนักกว่าเดิม “เอ้า ยิ่งเล่ายิ่งงง แล้วสรุปไอ้ข่าวลือที่แชร์กันให้ว่อนเนี่ย มันหลุดมาจากไหน” ปรเอ่ยทำลายความเงียบเพื่อทวนความทรงจำของรุ่นพี่ “พี่จำแม่ผมได้ป่ะ” “คุณนุช ท่านประธานอะนะ” พี่เอกเลิกคิ้ว “ใช่พี่” ปรพยักหน้า “คือตอนช่วงมัธยมปลายที่ผมต้องย้ายโรงเรียนใหม่ๆ ไอ้มิณนี่แหละที่เป็นตัวแทนแม่ผม คอยคุมพฤติกรรมทุกอย่าง” พอได้ยินแบบนั้น พี่เอกที่พอจะรู้พฤติกรรมอันเข้มงวดของท่านประธานอยู่แล้วก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ส่วนหนึ่ง “เออ...แล้วยังไงต่อวะ” “ก็ช่วงขึ้นมหาวิทยาลัยปี1 ธุรกิจของแม่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างใช่ไหมพี่ มันเลยมีพวกนักข่าวคอยมาตามแชะภาพหน้าบ้านอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วแจ็กพอตก็มาลงที่พวกผม” จูโน่รีบโพล่งขัดขึ้นมาเสริมทัพ เพราะไอ้ช่วงที่นักข่าวซุ่มโปร่งอยู่หน้าบ้านปรตัวเขาเองก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย “พวกผมโดนแอบถ่ายตอนไปเที่ยวบ้านมัน แต่นักข่าวแม่งเลือกครอปรูปเล่นข่าวแค่ไอ้มิณกับไอ้ปรสองคนเฉย!” พอพูดจบจูโน่ก็จิ๊ปากอย่างเซ็งๆ เมื่อนึกถึงวันนั้นแล้วยังรู้สึกหัวร้อนไม่หาย “จริงครับพี่ วันนั้นอะที่มีรูปหลุดออกไป มันเลยเริ่มมีข่าวลือสองคนนี้คบกันอยู่ช่วงหนึ่งครับ” รามช่วยพูดพลางส่ายหัว “ส่วนผมกับกับไอ้รามต้องมารับหน้าที่คอยตามรีพอร์ตเก็บรูปที่หลุดในเน็ต” แล้วจูโน่ยังเสริมอีกว่า "นี่ยังไม่รวมที่พวกผมต้องไปไหนมาไหนกับพวกมันสองคนอีก" ทั้งรามและจูโน่ก็ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดในตอนนั้นให้พี่เอกฟังต่ออีก เมื่อได้ฟังวีรกรรมทั้งหมดจากปากแก๊งตัวแสบ พี่เอกก็หลุดขำและหมดสิ้นข้อสงสัยในตัวสองคนนี้ทันที จูโน่เลยพูดเปิดขึ้นมา “แล้วไง๊ ไอ้มิณไปอยู่ในสนามได้วะ” “ห๊ะไอ้คุณปร” ปรก็ตอบกลับคนที่ถามไปว่า “พวกมึงมาถึงช้าอะ ไอ้มิณมันก็ไม่รอ มันเลยไปหาอะไรทำฆ่าเวลารอพวกมึงมาไง” จูโน่รีบปัดและโยนความไปที่รามทันที “โทษ ไอ้รามเลย เสือกอยากเเดกกาแฟ” ในจังหวะที่กลุ่มเพื่อนกำลังออกรสกับการเคลียร์ข่าวลือ รถแข่งคันแรงก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงจุดสตาร์ต มิณดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงจากรถ ก่อนจะมือเรียวจะค่อยๆ ถอดหมวกกันน็อกออก ท่าทางเรียบง่ายทว่าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์นั้นสะดุดสายตาพนักงานทุกคนในบริเวณนั้นจนพากันมองตาค้าง ทุกคนในอู่ต่างคิดตรงกันในใจว่า ‘โคตรเท่!’ ยิ่งพนักงานที่เข้ามาดูแลรถต่อ ยิ่งมองมิณสลับกับป้ายจับเวลาด้วยความทึ่งจนกลบความตื่นเต้นไว้ไม่มิด เขาไม่ยากจะเชื่อเลยว่าคนหน้าตาดีขนาดนี้จะมีฝีมือการขับรถระดับสัตว์ประหลาดในสนาม มิณที่เพิ่งถอดอุปกรณ์เสร็จเดินเข้ามาขัดลาภจูโน่ทันที “หยุดโยนขี้ให้คนอื่นเลยไอ้โน่ มึงตื่นสายเองชัดๆ” “กูป๊าววว ไม่ได้สาย!” จูโน่เถียงคำไม่ตกฟาก “หึ มึงแน่ใจนะ” มิณกระตุกยิ้มกวนๆ ก่อนจะควักสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดหน้าแชทหลักฐานส่งให้ปรดูด้วย เป็นภาพที่รามแคปแชทไลน์ที่จูโน่พิมพ์มางอแงขอตื่นสายส่งต่อมาฟ้องมิณอีกที พอโดนจับได้คาหนังคาเขา จูโน่ก็อึกอักจนไปไม่เป็น สุดท้ายต้องรีบหันไปเปลี่ยนเรื่องคุยกับพี่เอกแก้เขิน “พี่เอก... เห็นยัง ว่าไอ้ข่าวลือที่พี่ได้ยินมาเมื่อกี้อ่ะ ข่าวปลอมล้วนๆ!” มิณที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบยักคิ้วให้เพื่อนสนิทพลางเอ่ยถาม “เป็นไงมึง ฝีมือแบบกูพอจะสู้กับคนในสังกัดแม่มึงได้ป่ะ” น้ำเสียงนั้นติดจะท้าทายและกวนบาทาปรอยู่ไม่น้อย ปรไม่ตอบอะไรกลับมา ทว่าแกล้งทำหน้าเบ้ปากมองบนเป็นเชิงบอกว่า 'ก็งั้นๆ แหละ' เป็นการกวนประสาทคืนไปทีหนึ่ง จังหวะนั้นเอง พี่เอกที่ยืนมองอยู่ก็พูดแทรกตัดบทขึ้นมา “เราชื่อมิณใช่ป่ะ พี่ชื่อเอกนะ เรียกพี่เอกก็ได้ เพราะคนที่นี่เขาก็เรียกแบบนี้กันหมด” “ค่ะ...” มิณตอบรับตามมารยาท ทว่าแววตากลับฉายแววงุนงงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความที่พี่เอกมีความทะเยอทะยาน อยากพาวงการรถแข่งของสโมสรเล็กๆ ไปสู่สนามแข่งที่ใหญ่ขึ้นได้ และเล็งเห็นว่าเด็กตรงหน้ามี 'ของดี' ที่หาตัวจับยาก ชายหนุ่มจึงเลิกอ้อมค้อม “พี่ไม่อ้อมค้อมละกัน มิณสนใจมาแข่งรถจริงจังไหม” คำชวนแบบสายฟ้าแลบทำเอาคนถูกถามใบ้กิน มิณไม่ตอบอะไรกลับไป ทว่าหันขวับไปถลึงตาใส่ปรทันที พร้อมกับขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า ‘เกี่ยวไรกับกูวะ’ “ถ้ามิณไม่ติดอะไร... พี่อยากชวนมิณเข้าทีมแข่งรถของพี่นะ” พี่เอกรุกต่อทันที มิณชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อมทว่าหนักแน่น “หนู... ขอปฏิเสธค่ะ” “ทำไมล่ะ” พี่เอกรีบถาม “เท่าที่พี่ดูเราขับเมื่อกี้มันดีมากเลยนะ ฝีมือระดับเราเนี่ยพอๆ กับนักแข่งอาชีพที่พี่รู้จักเลย” น้ำเสียงของรุ่นพี่เต็มไปด้วยความเสียดายและพยายามตื้อสุดกำลัง มิณมองสบตาพี่เอกแล้วถอนหายใจบางเบา เธอเพิ่งอยู่แค่ปีสอง แถมลำพังแค่เรื่องเรียนกับเรื่องที่บ้านก็แทบไม่มีเวลาแล้ว “พี่เอกคะ หนูแค่ขับรถเล่นฆ่าเวลารอสามคนนี้เฉยๆ ค่ะ ไม่ได้คิดกะจะเอาดีด้านนี้เลย” “แหมมมมมมมม” ปรที่รู้นิสัยเพื่อนดีอดไม่ได้ที่จะลากเสียงแซว จนโดนมิณหันไปถลึงตาใส่ พี่เอกเห็นจังหวะพวกรุ่นน้องทีเล่นทีจริงจึงพยายามอ้อนวอนอีกเฮือก แต่ตอบจบของมิณก็ยังคงเป็นรอยยิ้มบางๆ พร้อมคำยืนยันประโยคเดิม “ไม่ดีกว่าค่ะพี่เอก” จูโน่กับรามที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ทำเพียงแค่สบตากันอย่างรู้กันดี พวกเขาทำหน้าเอือมระอาปนเป็นห่วง... 'โรคเก่ากำเริบ' อีกแล้วสินะ นิสัยชอบแบกโลกไว้คนเดียว... แบกปัญหาของคนอื่นรอบตัว คอยช่วยเหลือทุกคนรอบตัวอย่างเต็มที่โดยไม่เคยปฏิเสธ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองทีไร มิณมักจะสร้างกำแพงหนาขึ้นมาปิดกั้นและเลือกที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ แบบนี้เสมอ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยมปลาย เรื่องราวในใจที่มิณไม่เคยปริปากพูด และพวกเขาก็ไม่เคยกล้าถาม... มีเพียงความเข้าใจเงียบๆ ที่ทำให้พวกเขายังคงจับมือเป็นเพื่อนรักกันมาจนถึงทุกวันนี้ จังหวะนั้นเอง สมองของรุ่นพี่ไฟแรงอย่างพี่เอกก็ปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมา ชายหนุ่มรีบยักคิ้วหลิ่วตาเป็นสัญญาณลับส่งไปให้ทายาทสนามแข่งช่วยต้อน “วันเสาร์นี้มีแมตช์แข่งใหญ่พอดี มิณลองแวะมานั่งดูชิลๆ ก่อนไหม เผื่อจะเปลี่ยนใจอยากลองเข้าทีมพี่ขึ้นมาบ้าง” พี่เอกเอ่ยชวนเสียงนุ่ม มิณเบิกตากว้าง รีบส่งกระแสจิตผ่านสายตาไปหาปรประมาณว่า ‘ช่วยกูด้วย!’ แต่แทนที่ปรจะช่วย มันกลับทรยศหักหลังกันหน้าด้านๆ ด้วยการพยักหน้าเออออห่อหมกไปกับพี่เอกซะงั้น! สุดท้ายมิณเลยไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงจำใจพยักหน้ารับคำท้ากลายๆ ว่าวันเสาร์นี้จะมาปรากฏตัวที่สนามแน่นอน หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็เดินเรียงแถวออกจากโซนเทคนิค มุ่งหน้าไปยังห้องรับรองที่ปรโทรจองไว้ ลับหลังเด็กๆ พี่เอกจุดยิ้มกริ่มในใจ แผนการต้อนเด็กเข้าค่ายน่ะเขาคิดไว้เรียบร้อยแล้ว และคนที่จะมาช่วยทำให้แผนนี้สำเร็จราบรื่น... ก็คือไม้เด็ดประจำทีมอย่าง ‘วิน’ นั่นแหละ!ประตูห้องแต่งตัวก็เปิดออกพร้อมร่างสูงของวินที่เดินตรงเข้ามาเรียก “มิณ... กลับกัน” “อื้อ” มิณหันไปโบกมือลาพี่เอกแล้วเดินตามหลังวินไปที่รถบีเอ็มสีดำขลับคันเดิม ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวขึ้นมานั่งประจำที่ด้านใน วินที่คาใจอยู่ก็เอ่ยปากถามขึ้นทำลายความเงียบ “เมื่อกี้คุยอะไรกับพี่เอกหรอ” มิณหันมายิ้มพรายแกล้งตอบ “ความลับค่ะ” บรรยากาศในรถเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มิณจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วตัดสินใจพูดเรื่องที่ค้างคาใจออกมา “พี่วิน... หลังจากแข่งนัดนี้เสร็จ พี่ไม่ต้องลำบากขับรถมารับส่งมิณแล้วนะ” วินชะงักมือที่กำลังจะเข้าเกียร์ หันขวับมามองคนข้างตัวทันที แววตาคมไหววูบไปอึดใจหนึ่ง “...ทำไมอ่ะ” “ช่วงนั้นมิณน่าจะเริ่มยุ่งๆ แล้วอ่ะค่ะ” หญิงสาวให้เหตุผลพลางส่งยิ้มบางๆ ให้ “...อ๋อ” วินรับทราบเสียงแผ่ว นัยน์ตาคู่คมหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยสารอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งวินพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วเอ่ยถามทำลายความอึดอัด “...แล้ววันนี้อยากกินอะไร” “ก๋วยเตี๋ยวร้านเดิม” มิณตอบ “โอเค” ชายหนุ่มตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเคลื่อนรถออกจากสนามแข่ง มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางด้ว
เข็มนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็น รถบีเอ็มสีดำขับเข้ามาเทียบจอดที่ลานจอดรถด้านนอกสนาม วินและมิณก้าวลงจากรถและเดินเคียงคู่เข้าสนามมาด้วยกันอย่างสนิทสนม จนหนึ่งในทีมงานของพี่เอกที่ยืนอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็เอ่ยปากร้องแซวขึ้นมาเสียงดัง “แหม... วิน มิณ ช่วงนี้พวกแกสองคนดูตัวติดกันจังน้าาา” มิณหันไปสวนกลับหน้านิ่งตามสไตล์ “มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วป่ะพี่ หรือจะให้มิณไปตัวติดกับคนอื่นล่ะฮะ?” ทีมงานคนนั้นหัวเราะร่า “แหม พี่ก็แซวเล่นนิดเชียวหนู ก็เห็นในสนามเข้าขากันดีเหลือเกิน” “แล้วพี่เอกอยู่ไหนอ่ะครับพี่” วินเอ่ยปากถามตัดบทเพื่อหาพี่ใหญ่ของทีม “ไปทำธุระข้างนอกน่ะ ยังไม่กลับมาเลย” “งั้นเราก็เริ่มฝึกกันเลยดีกว่า ไม่ต้องรอพี่เอกแล้วล่ะ... ไปเหอะมิณ” วินหันมาชวนคนข้างตัว หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินแยกย้ายเข้าไปเปลี่ยนชุดเรซซิ่งสูทเพื่อทำการลงสนาม ทันทีที่จัดการตัวเองเสร็จ ทั้งคู่ก็เดินตรงเข้าประจำยามที่รถแข่งของตัวเองทันที “ทั้งสองคนพร้อมนะ วันนี้เราจะขับแบบครบสามรอบสนามแล้วค่อยพักเบรกนะ!” เสียงทีมงานประกาศผ่านวอล์กเกี้ยทอล์กเกี้ย “อืม” วินตอบรับเสียงเรียบ “เตรียมพร้อม..
ณ มหาวิทยาลัยของมิณ... เข็มนาฬิกาบอกเวลาสิบโมงเช้าที่คณะนิติศาสตร์ หลังจากที่มิณและเพื่อนๆ นั่งจมอยู่กับเนื้อหาวิชาภาคของสาขามาพักใหญ่ ในที่สุดอาจารย์ก็ประกาศปล่อยพักเบรกเป็นเวลาสิบนาที ก่อนจะกลับมาลุยเนื้อหาที่เหลือต่อในวันนี้ กลุ่มนักศึกษาสาวเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว “พวกมึงแวะลอว์สันป่ะ?” เนยเอ่ยปากชวนขึ้นมา “ไปดิ” วิวตอบรับคำชวนทันที “กูนั่งรออยู่ข้างบนนะ” มิณบอกปัดเพราะขี้เกียจเดินลงไป “เออ ครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่รู้ กูอยู่ข้างบนกับไอ้มิณด้วยละกัน” ปานหันไปบอกเนยกับวิว หลังจากแยกย้ายกันเข้าห้องน้ำเรียบร้อย เนยกับวิวก็พากันเดินลงไปหาของกินข้างล่าง ส่วนมิณและปานเดินกลับมานั่งแหมะรออยู่ที่ม้านั่งหน้าห้องพักสาขา ยิ่งนั่งเงียบมิณก็ยิ่งรู้สึกหัวตื้อ ท้ายที่สุดจึงหันไปสะกิดคนข้างๆ “...ปาน เรียนรู้เรื่องป่ะมึง?” ปานหันมาทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ทันที “ไม่อ่ะ... ไม่เข้าหัวเลยสักนิด” พูดจบเจ้าตัวก็หลุดหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างปลงตก “จริง” มิณพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง ในระหว่างนั้น เพื่อนผู้ชายในสาขาก็เดินตรงเข้ามาสมทบหลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ “โย่! ว่าไงไอ้
ณ ภายในรถยนต์ของวิน หลังจากที่ยานพาหนะคันหรูเคลื่อนตัวออกมาจากอาณาเขตบ้านของปร ความเงียบสงัดก็โรยตัวลงมาได้ไม่นาน ทว่าคราวนี้มิณกลับเป็นฝ่ายเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อนท่ามกลางความเงียบ “พี่วินรู้จักพี่นุชด้วยหรอคะ?” ชายหนุ่มหลังพวงมาลัยละสายตาจากท้องถนนหันมามองหน้าคนถามแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ “อืม” “แล้ว... รู้จักกันนานยังอ่ะ?” หญิงสาวซักต่อด้วยความอยากรู้ “ก็น่าจะตั้งแต่มอต้นแล้วล่ะ” “อืม...” มิณรับคำในลำคอเบาๆ เมื่อได้คำตอบในสิ่งที่อยากรู้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กลับไปนั่งเงียบตามเดิม ทว่าอีกคนที่กำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่เห็นว่าคนข้างกายเริ่มที่จะยอมเปิดใจยอมพูดดีด้วยแล้วหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งกันเมื่อคราวก่อน ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายชวนคุยต่อเพื่อทำลายความเงียบ “แล้วมิณล่ะ... รู้จักกับเจ้าปรมานานหรือยัง?” “สามสี่ปีมั้งคะ? น่าจะประมาณสามสี่ปีได้ ช่วงมอปลายน่ะค่ะ” “แล้วเรื่องขับรถล่ะ?” วินถามถึงทักษะที่เธอแสดงให้เห็นในสนาม “ไม่นานเท่าไหร่หรอกค่ะ” “แล้วอย่างเวลาว่าง มิณชอบทำอะไรหรอ ใช่ขับรถหรือเปล่า?” “ก็มีหลายอย่างนะคะพี่วิน” “อย่างเช่





