เข้าสู่ระบบบทที่ 3 ระยะใกล้สายตา
หลังจากวันแรกที่ได้เจอหน้าเฮดเตอร์ในห้องทำงานอันเงียบขรึม นาเนียร์นึกว่าจะได้เจอเขาน้อยเสียยิ่งกว่าพนักงานทั่วๆ ไป ทว่าเธอกลับเริ่มสังเกตได้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น
วันถัดมา…
ขณะที่เธอกำลังช่วยฝ่ายเอกสารจัดเรียงไฟล์เข้าตู้ เฮดเตอร์ก็เดินเข้ามาพร้อมกลุ่มลูกน้อง เขามองเธอแวบหนึ่งขณะเดินผ่านไป แวบหนึ่งที่ทำให้นาเนียร์สะดุดมือจนแฟ้มเกือบร่วง
อีกวันหนึ่ง…
เธอไปส่งเอกสารที่ห้องควบคุมตามคำสั่งของพี่ชาย แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูเข้าไป เสียงประตูอีกฝั่งก็เปิดพรวดออกมา เฮดเตอร์เดินออกมาพอดี ทั้งสองเกือบชนกันกลางทางเดิน
“ระวัง”
เขาเอ่ยสั้นๆ พร้อมขยับหลบให้น้อยที่สุดราวกับบอกกลายๆ ว่าเธอต้องเป็นฝ่ายหลบ
นาเนียร์ก้มหน้างุดๆ แล้วเดินผ่านไปแบบไม่พูดอะไร
ทั้งที่ใจอยากประชดว่าฉันเดินอยู่ก่อนนะคะ
แต่พอเจอกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในห้องทำงาน ในห้องซ่อม ห้องประกอบรถ ทางเดิน หรือแม้แต่ในห้องพักกินข้าวพนักงานที่เขาแทบไม่เคยไป เธอก็เริ่มได้เรียนรู้ว่า…ไม่ใช่แค่เธอที่ไม่เข้าใจเขา แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเธอเช่นกัน
และดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ปล่อยให้เขาหลบหน้าเธอได้นานนัก
แม้ลูกน้องของเฮดเตอร์จะเจอหน้าเจ้านายวันละแค่สองเวลา ตอนเช้าเมื่อประชุมงาน กับตอนเย็นตอนสรุปผลการฝึกซ้อมในสนาม แต่นาเนียร์กลับเจอเขาวันละหลายครั้งอย่างน่าประหลาด
เธอบอกกับณคุณทีเล่นทีจริงว่า
“หรือเฮียเขาคิดว่าหนูจะลอบวางระเบิดที่นี่กันแน่ ถึงต้องโผล่มาเฝ้าบ่อยขนาดนี้”
ณคุณแค่หัวเราะแห้งๆ ไม่ตอบอะไร เขาเองก็เริ่มสังเกตเหมือนกัน…
เย็นวันหนึ่ง หลังจากเลิกงาน ทั้งสองพี่น้องกำลังจะกลับบ้านพร้อมกัน ขณะที่เดินออกจากตัวอาคารสู่ลานจอดรถที่เริ่มมีแสงไฟสีส้มจากเสาไฟกะพริบเป็นจังหวะ นาเนียร์ก็เอ่ยขึ้นพลางยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย
“พี่ณ~” เสียงเธอออดอ้อนขึ้นจังหวะ
ณคุณเหลือบตามามองด้วยความระแวงในน้ำเสียง
“อะไรอีกล่ะเนียร์…”
“แวะกินโจ๊กหมูก่อนกลับได้ไหมคะ น้องหิวมากเลย” เธอลูบท้องแบบเวอร์ๆ “แล้ววันนี้ก็ทำหน้าที่อย่างดีเลยนะ อ่านเอกสารก็ไม่ถามเลยสักคำ! นั่งฟังฝ่ายกลยุทธ์อธิบายจนง่วงจะตายอยู่แล้ว”
“แลกกับอะไร?”
ณคุณถามกลับทันที พร้อมรอยยิ้มรู้ทัน
“แลกกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบคืนนี้ค่ะ” นาเนียร์ยิ้มหวานอย่างมั่นใจ “สองบทเต็มๆ ไม่งอแง”
“สามบท”
“สองครึ่ง”
ณคุณหัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้า
“ก็ได้…แต่พี่กินโจ๊กเปล่า เนียร์จ่าย”
“อ้าวววววววว พี่ณ~!”
เสียงบ่นออดอ้อนของเธอดังคลอไประหว่างทางที่ทั้งสองเดินไปยังรถ ท่ามกลางอากาศยามเย็นที่เริ่มเย็นลง ความสัมพันธ์พี่น้องดูเหมือนจะอบอุ่นขึ้นทีละน้อย
แต่ไม่ไกลจากนั้นนัก จากหน้าต่างชั้นบนสุดของอาคาร ใครคนหนึ่งยังคงยืนพิงกระจก มองลงมาในเงามืด
เฮดเตอร์เห็นทั้งสองกำลังพูดคุย หัวเราะ และเดินเคียงกันไป
เขาไม่พูดอะไร…เพียงแค่เหยียดริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้มที่ไม่แน่ชัดว่าเป็นเย้ยหยัน หรือแค่มองเกมที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ…เขาจะยังไม่หยุดเฝ้าดูเธอ
และไม่คิดจะปล่อยผ่านอะไรทั้งนั้น
มาถึงร้านโจ๊กเจ้าประจำ นาเนียร์ก็ไม่รเช้ารีบลงไปสั่งโจ๊กพิเศษสองถ้วยและเดินไปหยิบปาท่องโก๋กรอบที่ห้อยอยู่ข้างรถเข็นมาสามห่อ
“เป็นไง กดดันมากไหม”
“ไม่นะ เนียร์ทำได้สบายมาก แต่ก็ระแวงว่าจะโดนเฮียเตอร์ของพี่ณดุเอาสักวัน”
“ไม่หรอก ถ้าเราไม่ทำอะไรให้เฮียแกหงุดหงิด”
“เฮียอารมณ์แปรปรวนขนาดนั้น เนียร์ไม่รู้หรอกว่าวันไหนหวยจะออกที่เนียร์บ้าง”
“เอาน่า ก็ดีหว่าเราอยู่บ้านคนเดียว มาอยู่ใกล้พี่ ในสายตายพี่พี่ก็หายห่วง”
“รักพี่ณนะ อย่าเป็นอะไรไปก่อนเนียร์ประสบความสำเร็จนะ รอดูน้องคนนี้ก่อนนะ”
“ครับ…ตัวแสบ”
บ่ายวันถัดมา ท้องฟ้าครึ้มด้วยเมฆหนา แต่ลมร้อนยังพัดแรงตามสไตล์ฤดูฝนที่ไม่แน่ไม่นอน
เสียงแจ้งเตือนจากระบบกลางของอาคารดังขึ้นสั้นๆ เป็นสัญญาณว่าทีมวิศวกรกลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งลงสนามทดสอบรถคันใหม่ที่เพิ่งประกอบเสร็จ เฮดเตอร์เป็นคนอนุมัติด้วยตัวเอง และที่น่าแปลกคือ…เขายังเรียกชื่อบางคนให้ลงไปร่วมดูการทดสอบด้วย
รวมถึง นาเนียร์
“ลงสนามไปดูการทดสอบของรุ่น GT-R Spec Z”
เสียงพี่ชายพูดขึ้นระหว่างส่งแฟ้มงานให้เธอ
นาเนียร์เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย
“จริงเหรอคะ? รถคันนั้นคือคันที่เคยขึ้นปกแม็กฯ ตอนต้นปีใช่ไหม!”
“ใช่ แต่ยังไม่เคยลงสนามจริง” ณคุณหัวเราะเบาๆ กับท่าทางกระตือรือร้นของน้องสาว “ไปดูได้ แต่อย่าจุ้น ถ้าถูกไล่ก็รีบเดินกลับทันที”
นาเนียร์ยิ้มกว้าง
“รับทราบค่ะ!”
สนามทดสอบกว้างใหญ่ราวสนามบินร้างมีลู่วิ่งคดเคี้ยวตัดสลับโค้งสั้นโค้งยาวเหมือนงูเงินทอดตัวกลางคอนกรีต เธอก้าวลงจากรถโดยสารเล็กๆ พร้อมทีมช่างและวิศวกรอีกกลุ่ม ทุกคนต่างใส่เสื้อทีมกันฝุ่นกับหูฟังเรียบร้อย ส่วนเธอ แม้จะไม่ได้แต่งตัวเต็มยศ แต่ก็ดูไม่ขัดตา
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มอยู่ไกลๆ ก่อนจะปรากฏร่างของ GT-R Spec Z คันใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถูกนำออกจากโรงเก็บ
ตัวถังสีเทาเมทัลลิกสะท้อนแสงจ้าแบบด้าน มีเส้นสายเฉียบคมและโครงสร้างที่ดุดันราวกับเครื่องจักรสงครามล้ำยุค มันเคลื่อนตัวช้าๆ เข้าสู่ลู่วิ่งทดสอบ
เฮดเตอร์ยืนอยู่ตรงจุดควบคุมกลางสนาม ล้อมรอบด้วยลูกน้องคนสนิทหลายคน เขาเห็นนาเนียร์เดินเข้ามาในรัศมีสายตา เขาไม่ได้เรียกหาเธอ แต่ก็ไม่ได้ห้าม
นาเนียร์เดินเข้ามาใกล้แบบเก้ๆ กังๆ แล้วหยุดห่างออกไปเล็กน้อย สายตาเธอไม่ยอมละจากรถแม้แต่วินาทีเดียว
“เหมือนเสือดำที่รอเวลาพุ่งออกจากกรงเลยค่ะ…”
เธอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้เธอที่สุด…คือเจ้าของสนามทดสอบนี้
“เสือดำเหรอ” เสียงขรึมๆ ดังขึ้นจากข้างตัว ทำให้เธอสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะหันไปเห็นเฮดเตอร์ยืนอยู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “มันมากกว่าที่เธอคิด”
นาเนียร์พยายามเก็บสีหน้า ไม่ให้เผลอยิ้มแก้เก้อ
“ขอโทษค่ะ เผลอพูดออกไปแบบไม่คิด”
“ก็ดี…อย่างน้อยก็ยังดูเป็นคนมีตา” เขาเอ่ยพลางหันกลับไปมองสนาม “ถ้าเข้าใจว่ารถพวกนี้แค่สวย แล้วไม่รู้ว่ามันเกิดมาเพื่ออะไร ก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าใกล้มัน”
“เข้าใจค่ะ” เธอตอบสั้นๆ และเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เนียร์แค่อยากเห็นมันในสนามจริงๆ สักครั้ง”
เฮดเตอร์ไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาขยับถอยไปนิดเดียวเพื่อให้เธอยืนข้างเขาได้พอดีโดยไม่ละเมิดเส้นของเขาเกินไป
แล้วเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รถ GT-R คันนั้นจะพุ่งทะยานไปตามเส้นทางราวกับกระสุนเหล็ก มันเลี้ยวเฉียบ ม้วนตัวตามแรงเหวี่ยงอย่างน่าทึ่ง เสียงล้อบดกับพื้นสนามดังกึกก้อง ทุกโค้งทุกจังหวะเต็มไปด้วยแรงอัดที่แค่ยืนมองอยู่ไกลก็รู้สึกได้ถึงความเร็วที่แทบฉีกลมหายใจให้ขาดสะบั้น
นาเนียร์ยืนนิ่ง สองตามองไม่กะพริบ ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
เฮดเตอร์เหลือบมองเธอเพียงนิดเดียว…สีหน้านิ่งเฉยของเขาไม่เผยอะไร ทว่าในใจกลับยอมรับเงียบๆ ว่าเธอมีบางอย่างที่น่าจับตามอง
“ไอ้ณไม่เคยเล่าเรื่องเธอ และมันไม่เคยบอกว่าเธอชอบรถ”
“เรื่องพี่ณเนียร์ไม่รู้ แต่เรื่องรถก็พอรู้อยู่บ้างค่ะ และอยากลองนั่งหลังพวงมาลัยสักครั้ง…”
———————————
อย่าเห็นว่าหลงน้องนัวเนียร์นะฮะเฮีย 🤭
สนุกไหมมม ถ้าสนุกฝากคอมเมนต์ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ❣️
ตอนพิเศษ 2เช้าวันหยุดในบ้านหลังใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ห้องโถงกลางถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้สีขาวสลับชมพูอ่อน กลิ่นหอมอวลไปทั่วจนสร้างความอบอุ่นราวกับงานหมั้นเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายยิ่งใหญ่กันต์กำลังช่วยช่างจัดดอกไม้ยกแจกันไปตั้งตรงมุมโต๊ะอย่างตั้งใจ“พวกนายวางตรงนี้สิ จะได้บาลานซ์กับเวที” เขาพูดพร้อมหันไปเช็กตำแหน่งต้นหนยืนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น พลางก้มหน้ากางแผนผังการจัดโต๊ะ“นี่พวกแขกผู้ใหญ่ต้องนั่งฝั่งไหนกันแน่ เฮดเตอร์ถ้าไม่รีบตอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้คนมาแล้วจะมั่วกันหมดนะเว้ย”ลีอองหัวเราะพลางยกถาดแก้วน้ำมาวางเรียงบนโต๊ะรับแขก“ใจเย็นๆ หน่อยเถอะไอ้ต้น มึงก็เหมือนแม่บ้านไปทุกทีแล้วนะ”เสียงหยอกล้อทำให้เฮดเตอร์ที่นั่งตรวจเช็กรายชื่อแขกอยู่เงยหน้าขึ้น เขายิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากเพื่อนสนิทที่ร่วมลงแรงกันเต็มที่ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางประตูบ้าน ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายเฮดเตอร์ไม่ผิดเพี้ยน“เซอร์ไพรส์!”ทุกสายตาหันไปทันที เฮดเตอร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมวาวด้วยความดีใจ“ไอ้คิว!”ร่างส
ตอนพิเศษ 1ย่างเข้าสู่ปีที่สี่ของการเป็นนักเรียนแพทย์ การเจอกันกับเฮดเตอร์ก็น้อยลงตามตารางเรียนที่มากขึ้น และเป็นปีสี่ของนาเนียร์ที่ต้องขึ้นชั้นคลินิกและได้ราวน์คนไข้จริงๆ กับอาจารย์หมอเสียงโทรศัพท์สั่นและดังเบาๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อของนาเนียร์ เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์แล้วเดินไปหลบมุมเพื่อรับสายของเฮดเตอร์“เฮีย เนียร์ยุ่งอยู่ค่ะ มีอะไรด่วนไหม”(เปล่า แค่คิดถึงเด็กดื้อน่ะ)“อ๋อ คิดถึงเหมือนกันนะคะ อย่าน้อยใจนะที่เนียร์ไม่มีเวลาให้ ช่วงนี้ยุ่งมากจริงๆ”เสียงถอนหายใจทุ้มต่ำลอดผ่านมาทางสายคล้ายจะกลั้นความน้อยใจเอาไว้ไม่มิด(รู้หรอกว่าเรายุ่ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…ตอนนี้ใครกันแน่ที่อยู่กับเนียร์มากกว่าเฮีย)น้ำเสียงติดกระเซ้า ทว่ามีความน้อยใจแฝงอยู่จนหัวใจนาเนียร์สะดุ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามอธิบายเสียงเบา“ไม่มีใครทั้งนั้นค่ะเฮีย มีแต่คนไข้กับอาจารย์หมอ เนียร์อยากให้เฮียเข้าใจนะ”เฮดเตอร์หัวเราะหึเบาๆ แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความรู้สึกในใจได้(แต่เฮียก็ยังอยากให้เราเจอกันบ้าง…ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียงผ่านโทรศัพท์แบบนี้)มือที่จับโทรศัพท์ของนาเนียร์สั่นน้อยๆ เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกแล้วตอบด
บทที่ 55 บทส่งท้ายเปิดเทอมปีสองของนักศึกษาแพทย์มาได้ไม่กี่สัปดาห์ แต่นาเนียร์ก็สัมผัสได้ถึงความหนักหน่วงที่ต่างจากเดิม ทั้งชั่วโมงเรียนที่ยาวนานกว่าปีแรก และเนื้อหาวิชาที่เข้มข้นขึ้นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอมักกลับมาบ้านหรือคอนโดพร้อมกับความเหนื่อยล้าเต็มสองแขน แต่สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือเธอไม่เคยต้องแบกรับเพียงลำพังอีกแล้วเฮดเตอร์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังคงนิสัยเจ้าเล่ห์และแฝงความกวนประสาทอยู่ตลอด แต่เวลามีเธออยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด ยิ่งหลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นขึ้นจนเหมือนหายใจด้วยจังหวะเดียวกันเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน นาเนียร์เดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากมหาวิทยาลัยอย่างอิดโรย แต่ทันทีที่เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงรถหรูรออยู่ หัวใจที่หนักอึ้งกลับเบาสบายอย่างน่าประหลาด“เฮียขา…” เสียงหวานอ้อนดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาใกล้ เธอยกแขนคล้องเอวเขาแน่นเหมือนหาที่พักพิงเฮดเตอร์ก้มลงสบตา ดวงตาคมอ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว มือหนายกขึ้นลูบผมเธอเบาๆ“เหนื่อยอีกแล้วใช่ไหมตัวเล็ก”เธอพยักหน้าหงึกๆ พลางซบลงกับอกกว้าง“เหนื่อยมากเลยค่ะ วันนี้เรี
บทที่ 54 เด็กขี้อ้อนหลายเดือนต่อมานาเนียร์เดินมาหาเฮดเตอร์ที่ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยท่าทางอิดโรยสุดๆ ทันทีที่ปลายรองเท้าและกับปลายรองเท้าเขา แขนสองข้างก็อ้าออกและสวมกอดเอวสอบอัตโนมัติ“ขออ้อนหน่อย เรียนเหนื่อยมาทั่งอาทิตย์เลย”“อยากกินอะไรอร่อยๆ ไหม เฮียตามใจเราหนึ่งวัน”“ไม่อยากกินอะไรเลยค่ะ อยากนอนบนตัวเฮียมากกว่า”“ขี้อ้อนจริงๆ นะเรา”“น้อยๆ หน่อยน้องสาว” เสียงณคุณดังขึ้นจากทางด้านหลังนาเนียร์ เขาถือถุงผ้าใบโปรดของน้องสาวมายื่นให้เฮดเตอร์พลางยกมือขึ้นไปแตะหน้าผากน้องด้วยความมันเขี้ยว “ฝากด้วยเฮีย บ่นว่าเหนื่อยตั้งแต่ไปรับมาจากมหา‘ลัยแล้ว”“อืม แล้วมึงจะเข้าบริษัทตอนไหน ถ้าเข้าไปกูฝากดูรถแข่งด้วย”“อีกหนึ่งชั่วโมงเฮีย”“อืม”“ไปเถอะ อยากนอนแล้ว” นาเนียร์หันไปยกมือไหว้พี่ชาย แล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งเองเมื่อเห็นแบบนั้นเฮดเตอร์จึงเชิดหน้าน้อยๆ ให้ณคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ“เหนื่อยขนาดนั้นเลย?”“มากค่ะ เรียนว่าหนักแล้วนะ อาจารย์บอกว่าเทอมสองจะต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่แล้ว ขนลุกไม่หาย”“ก็เราเลือกเอง”“ก็จริงค่ะ แค่บ่นให้ฟันเฉยๆ สนใจมาเป็นอาจารย์ใหญ่ให้เนียร์ลองผ่าเล่นๆ ไหม”“ตลก
บทที่ 53 แฟนหรือพ่อ?หลังกลับจากไปเยี่ยมครอบครัวเฮดเตอร์ นาเนียร์ก็เข้าสู่โหมดปกติ เธอเรียนเช้าเลิกค่ำ บางวันก็ดึกเพราะทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน ส่วนเฮดเตอร์ก็รับหน้าที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเช่นเคย และเขายังเป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ในกลุ่มของนาเนียร์อีก“เฮีย”“หืม?” เขารีบวางโทรศัพท์แล้วหันหน้ามองนาเนียร์ทันที“อาทิตย์นี้ขอนอนหอกับรูมเมทนะคะ อาทิตย์หน้าค่อยจะไปค้างกับเฮียที่คอนโด”เฮดเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอจากปากเธอ ดวงตาคมกริบที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความผ่อนคลายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววเคร่งขรึม แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่“ทำไมล่ะ” เสียงทุ้มถามเรียบๆ แต่แฝงน้ำหนักบางอย่างที่นาเนียร์ฟังออกเธอยกมือขึ้นเสยผมทัดหู เกิดอาการประหม่าเล็กๆ“ก็…อยากอยู่ทำงานกับเพื่อนๆ ให้เสร็จ จะได้ไม่เกรงใจเฮีย อีกอย่าง…นอนหอบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ เนียร์กลัวว่าเฮียจะลำบาก ต้องคอยรับส่งทุกวัน”เฮดเตอร์กอดอก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าเหมือนกำลังชั่งใจระหว่างความหวงแหนกับความเข้าใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอเบาๆ“พูดซะดีเชียวนะ” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือแตะปลายคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตา “แ
บทที่ 52 ครอบครัวของเฮดเตอร์ในห้องทำงานของเฮดเตอร์ ณคุณเดินตามทั้งสองมา และได้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อเห็นเฮดเตอร์รั้งใบหน้าน้องสาวไปจูบเบาๆ ต่อหน้าต่อตาเขา“เฮียก็เบาๆ หน่อยแล้วกัน ผมไม่อยากให้นาเนียร์เสียอนาคตที่จะเป็นหมอตอนนี้”“รู้หรอกน่า”“ก็…เบาๆ หน่อย”“พี่ณ…”“เรานั่นแหละตัวดีเลย แล้วจะกลับบ้านเลยไหม หรือจะกลับไปนอนที่หอพัก?” ณคุณเอ่ยถามนาเนียร์ ทว่าเฮดเตอร์กลับโอบเอวบางไว้หลวมๆ“นาเนียร์จะกลับไปนอนที่คอนโดกับกู”“โอเค” ณคุณส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอาใจ แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องทำงานของเฮดเตอร์ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงตามร่างสูงของณคุณ ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ เฮดเตอร์ยังคงโอบเอวนาเนียร์ไว้แน่น ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดผิวแก้มใสของเธอ“พี่ณของเธอนี่แม่ง…ทำอย่างกับฉันจะกินเธอตรงนี้เลย” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม แฝงรอยหัวเราะในลำคออย่างขี้เล่นนาเนียร์หน้าแดงจัด รีบผลักแผ่วๆ ที่อกหนา แต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เพราะเฮดเตอร์จงใจยืนขวางเอาไว้ ดวงตาคมสบมองเธอแน่วแน่ ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์“ว่าแต่…” เขาโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ถ้าจะเดินจับมือไปด้วยกันจริงๆ แบบที่ถามต



![เจ้าเวหา [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



