LOGINนับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ
หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก “อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก” คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา “เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ” คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ... “แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม” “ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ” “ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี” ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี “พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!” เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ ก่อนด้านผู้มาใหม่อย่างแทนคุณฉีกยิ้มกว้างแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณป้า ไม่ได้แวะมาซะนานเลยครับ” “สวัสดีจ๊ะ เป็นไงมาไงล่ะเราถึงได้มาบ้านป้าแต่เช้าแบบนี้” “พอดีว่าผมผ่านมาทำธุระน่ะครับ ก็เลยกะว่าจะเข้ามาเที่ยวหาคุณป้าสักหน่อย” “อ้องั้นดีเลยลูก เดี๋ยวแทนคุณอยู่ทานมื้อเช้ากับป้าก่อนก็ได้นะ”คุณหญิงรุจิราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น สีหน้าแสดงความยินดีที่ได้เห็นเด็กหนุ่มผู้มีสัมมาคารวะกลับมาเยือนอีกครั้ง แทนคุณยิ้มน้อย ๆ ก่อนพูดปฏิเสธด้วยโทนเสียงที่สุภาพ “ไม่เป็นไรดีกว่าครับคุณป้า ผมแค่แวะมาแป๊บเดียวเดี๋ยวผมก็ไป” จากนั้นหันไปถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงและสายตาที่เอ็นดู “ว่าแต่น้องพรีนกำลังจะไปมหาวิทยาลัยใช่ไหมครับ” “ชะ...ใช่ค่ะ” “ดีเลย พี่กำลังจะผ่านไปทางนั้นอยู่พอดี น้องพรีนไปกับพี่นะครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” “เอ่อ...” “นะครับ จะได้ไม่ต้องนั่งรถโดยสารไป อีกอย่างช่วงเช้าแบบนี้จราจรก็ติดขัด เดี๋ยวจะไปถึงมหาลัยสายเอานะ” แทนคุณยังคงใช้เสียงนุ่มและสุภาพ โน้มน้าวด้วยเหตุผลมากกว่าการรบเร้า พร้อมกับยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเหมือนจะเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นอีกนิด ชนากานต์เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “กะ...ก็ได้ค่ะ” “ดีมากครับ ถ้างั้นผมขออนุญาตพาน้องพรีนไปส่งที่มหาลัยนะคะคุณป้า” “ได้จ๊ะ ขับรถดี ๆ นะแทนคุณ ป้าฝากน้องด้วย” “ครับคุณป้า ผมขอตัวนะครับ” แทนคุณหันไปยกมือไหว้อีกครั้ง ก่อนจะผายมือให้ชนากานต์เดินนำออกก่อน แล้วหลังจากร่างของทั้งสองค่อย ๆ ลับตาไปทางทางเดินหน้าบ้าน คุณหญิงรุจิราจึงหันมาสนใจหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมพร้อมยกยิ้มมุมปากอย่างพึงใจ ในขณะที่สายตากำลังไล่เรียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษภายใต้กรอบแว่นทรงกลม เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคง หนักแน่น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงราบเรียบที่ดังขึ้น เรียกให้คุณหญิงรุจิราเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “ตื่นแต่เช้าเลยนะคะ คุณแม่” คุณหญิงรุจิราเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำทักทาย ก่อนจะยกมือเหี่ยวย่นขึ้นดันกรอบแว่นให้เข้าที่ แล้วจึงวางหนังสือพิมพ์ในมือลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น พลางเหลือบมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาแปลกใจ “แม่มากกว่าหรือเปล่า ที่ควรเป็นคนพูดประโยคนั้น” หญิงสาวในชุดสูททำงานสีเข้มไม่ได้ตอบอะไรกลับไป มีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบาที่หลุดออกมา ก่อนที่เจ้าตัวจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังตัวเดิม ตำแหน่งเดิมอย่างที่เคยทำประจำ โดยที่มือหนึ่งวางแฟ้มเอกสารลงบนตัก ก่อนที่สายตาคมจะกวาดมองรอบห้องด้วยท่าทีเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง และท่าทางนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคุณหญิงรุจิราผู้เป็นแม่ไปได้ “มองหาอะไรอยู่หรือเปล่าภัค” “ปะ...เปล่าค่ะ” “หาหนูพรีนอยู่ใช่ไหม?” เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าฟังดูคล้ายกำลังหยั่งเชิงมากกว่าจะคาดหวังคำตอบจริงจัง “มะ...ไม่ใช่นะ ใครจะไปมองหายัยนั่นกัน” ใบหน้าคมพยายามข่มอารมณ์ให้ดูปกติ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับปิดไม่มิด และไม่มั่นคงพอจะหลอกใครได้ โดยเฉพาะกับคนเป็นแม่ที่รู้จักลูกสาวดีกว่าใคร คุณหญิงรุจิราได้คำตอบนั้นของลูกสาวจึงเพียงยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเปรยขึ้นมาอย่างใจเย็น “อ้าวเหรอ แม่ก็นึกว่าภัคกำลังมองหาน้องอยู่ซะอีก” “...” “น้องออกไปมหาลัยตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ...ไปกับแทนคุณ” ชื่อที่หลุดออกจากปากคุณหญิงรุจิราเหมือนจุดชนวนไฟในใจปภาวีให้ลุกพรึ่บในทันที แววตาคมที่เดิมทีสงบนิ่งกลับวูบไหวขึ้นในพริบตา ก่อนที่ใบหน้ากับน้ำเสียงเริ่มจะเริ่มแข็งกระด้างโดยไม่ทันรู้ตัว “ไปกับแทนคุณ! นายนั่นมาที่นี่อย่างนั้นเหรอคะ” “ใช่ เห็นว่าบังเอิญผ่านมา” “เหอะ! บังเอิญ คุณแม่เชื่อด้วยเหรอคะว่านายนั่นมาที่นี่แค่เพราะความบังเอิญ?” “แล้วทำไมแม่จะต้องไม่เชื่อด้วยล่ะ” “ก็เพราะว่าบ้านนายนั่นกับบ้านของเรา มันอยู่คนละทางกันเลยน่ะสิคะ เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่จะแค่บังเอิญผ่านมา” น้ำเสียงของปภาวีฟังดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นแค่คำอธิบายธรรมดา ทั้งแรงกดดันและความไม่พอใจแฝงอยู่ในคำพูดนั้น ขนาดเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ...ว่าเบื้องหลังของความขุ่นเคืองที่เริ่มพวยพุ่งอยู่นี้ มันเป็นเพราะความไม่ไว้ใจในตัวแทนคุณ ...หรือว่าเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เธอมีต่อผู้หญิงที่ชื่อว่าชนากานต์กันแน่ คุณหญิงรุจิราไม่ได้พูดอะไรในทันที หากแต่แววตาที่ทอดมองลูกสาวนั้นกลับนิ่งกว่าปกติ ริมฝีปากกระตุกยิ้มขึ้นน้อย ๆ คล้ายกับว่าเข้าใจอะไรบางอย่างเป็นอย่างดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น… “จะบังเอิญหรือไม่บังเอิญ ทำไมภัคจะต้องดูโกรธขนาดนี้ด้วยละ หรือว่ากำลังหึงที่น้องไปกับแทนคุณ” “หึง? ทำไมภัคต้องหึงด้วยไม่ทราบ ภัคกับเด็กนั่นไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย คุณแม่อย่าพูดแบบนี้นะคะ ภัคไม่ชอบ” คำพูดเรียบนิ่ง ทว่าโทนเสียงกลับแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาคมไหววูบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีในจังหวะสุดท้าย คล้ายไม่อยากให้มารดาเห็นแววตาที่กำลังปั่นป่วนในตอนนี้ ยัยเด็กนั่นจะไปกับใครมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรเธอ สักหน่อย ยังดีเสียด้วยซ้ำเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าให้หงุดหงิดเหมือนเช่นทุกครั้ง “ไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ ไม่เห็นจะต้องอารมณ์เสียขนาดนี้เลย แต่จะว่าไปแทนคุณกับหนูพรีน ก็ดูเหมาะสมกันดีนะ แล้วก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะ ถ้าหนูพรีนได้ผู้ชายดี ๆ อย่างแทนคุณมาดูแล” “ไร้สาระ! ขอตัวนะคะ” คำพูดสุดท้ายของปภาวีดังลอดไรฟันอย่างพยายามข่มอารมณ์ที่ปะทุขึ้นหลังได้ยินประโยคเมื่อครู่ ดวงตาคมตวัดมองมารดาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างหุนหันสบัดเดินออกไปโดยที่ไม่สนใจกับคำพูดใด ๆ อีกต่อไป @มหาวิทยาลัย รถยนต์คันหรูสีดำจอดนิ่งอยู่ริมฟุตบาทด้านหน้าตึกคณะบริหาร หลังจากที่ขับฝ่าการจราจรแน่นขนัดยามเช้ามาอย่างใจเย็น แทนคุณหันไปมองหญิงสาวที่นั่งเงียบข้างตัว รอยยิ้มสุภาพแตะมุมปากขณะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับของตัวเอง “ถึงแล้วครับน้องพรีน” ชนากานต์มองไปรอบ ๆ พร้อมกระพริบตาเบา ๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนยิ้มบางพยักหน้ารับ แล้วรวบสายกระเป๋ากระชับแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”เธอพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าแววตากลับมีแววเกร็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ลึก ๆ “ด้วยความยินดีครับ เอ่อว่าแต่...เลิกเรียนพีี่ขอมารับได้หรือเปล่าครับ” แทนคุณถามขึ้นอย่างนุ่มนวล สีหน้าของเขาเปิดเผย ซื่อตรงและจริงใจ ทว่าในถ้อยคำเหล่านั้นกลับมีความคาดหวังเล็ก ๆ แฝงอยู่ เขาไม่ใช่คนพูดมากแต่เมื่อเขาพูด เขาหมายความตามนั้นจริง ๆ “มะ...ไม่เป็นไรค่ะพี่แทนคุณ เดี๋ยวเลิกเรียนพรีนกลับกับเพื่อนค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” “ไม่เป็นไรครับ ถ้างั้นพี่ขอตัวก่อน ไว้เจอกันครับ”ชายหนุ่มยังคงรักษารอยยิ้มไว้แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายสักแค่ไหน ชนากานต์ยิ้มตอบ พลางเปิดประตูรถและก้าวลงมาอย่างระมัดระวังโดยไม่รู้เลยว่า… มีสายตาคมคู่หนึ่งที่แฝงความเย็นเฉียบกำลังมองมาอยู่จากในรถสปอร์ตสีขาวที่จอดอยู่อีกฟากถนน ปภาวีนั่งนิ่งอยู่ในรถที่ยังไม่ดับเครื่อง แววตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์ในคราแรกวูบวาบขึ้นทันทีที่เห็นภาพแทนคุณและชนากานต์ใกล้ชิดสนิทสนมราวกับรู้จะกันมานาน ซ้ำยังไปรับมาส่งถึงมหาลัย เธอพยายามที่จะไม่คิด...แต่ทว่าภายในกลับรู้สึกปั่นป่วนอย่างไม่อาจควบคุมได้ “พรีน เธอนี่มัน...โถ่เว้ย!” เสียงสบถลอดไรฟันดังกระแทกออกมาจากลำคอ พร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดลงบนพวงมาลัยเต็มแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง! ความขุ่นเคืองพวยพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด ริมฝีปากที่เม้มแน่นสั่นระริก แววตาเดือดจัดจนแทบจะฆ่าคนได้ในสายตาเดียว มันไม่อาจนิยามได้เลยว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไรระหว่าง โกรธ หึงหวง หรือหมั่นไส้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือเธอไม่พอใจกับสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อย ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะกระจกดังขึ้นสองครั้งติดต่อกัน กระทบโสตประสาทของปภาวีที่กำลังเดือดดาลให้หันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อสายตาคมกริบปะทะเข้ากับใบหน้าของคนที่อยู่ด้านนอก แววตาที่เพิ่งวาวโรจน์เมื่อครู่ก็พลันชะงักไปเล็กน้อย ภาสกร ยืนอยู่ข้างรถในมาดเรียบหรู ชุดสูทสีเทาเข้มดูสะอาดตาและภูมิฐานตามแบบฉบับซีอีโอบริษัทออกแบบจิวเวลรี่ชั้นนำของประเทศ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกมือวางพาดอยู่บนหลังคารถ ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่คุ้นเคยกันดี ปภาวีลดกระจกรถลงอย่างเชื่องช้า พร้อมปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ไฟในใจยังกรุ่นไปด้วยความขุ่นเคืองที่ยังไม่ทันจางก็ตาม “เฮ้ย!...ไอ้ภัคจริงด้วย ฉันว่าแล้วว่าจะต้องเป็นรถแก” “อือ มีไร” “เปล่าหรอก ก็แค่มาทักทาย...ว่าแต่แกเถอะมาทำอะไรที่นี่วะ?”ภาสกรเอนตัวเล็กน้อย มองลอดกระจกรถเข้าไปอย่างสงสัย “เอ่อ...คือฉัน...ฉันบังเอิญผ่านมา แต่กำลังจะไปอยู่พอดี” เธอพูดพลางเบือนสายตาหนี มือที่จับพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว คำว่า บังเอิญ หลุดออกมาอย่างฝืด ๆ ทั้งที่ในใจสะท้อนย้อนกลับไปถึงคำแก้ตัวคล้ายกันของใครบางคนเมื่อเช้า ...มันช่างฟังดูไม่ต่างกันเลยสักนิด ตลกสิ้นดี จากนั้นปภาวีเตรียมจะบิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง ทว่าภาสกรยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน ก่อนตามด้วยเสียงเรียบแต่หนักแน่นดังขึ้น... “เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนเลย...บังเอิญผ่่านหรือตั้งใจมาหาใครกันแน่ ฉันจำได้นะว่าบริษัทแกไปอีกทาง” “ฉะ...ฉันบังเอิญผ่านมาจริง ๆ เลิกถามเซ้าซี้ได้แล้วรำคาญ!” “แหม ๆ แค่นี้ก็ต้องใส่อารมณ์ มีพิรุธนะ” ภาสกรมองคนตรงหน้าอย่างจับผิด รอยยิ้มเจือเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบถูกตั้งคำถามเท่าไหร่นัก เพราะทุกครั้งที่พยายามอธิบาย อาการก็ยิ่งฟ้องออกมาทางแววตาและการกระทำมากขึ้นเท่านั้น และแน่นอนว่าเมื่อเจ้าตัวเริ่มจนมุม อีกฝ่ายก็ทำในสิ่งที่เขานั้นเดาได้ไม่ยาก “พิรุธบ้าอะไร แล้วนี่มาทำอะไรอ่ะ มาหาสาวเหรอ” ...ซึ่งมันก็คือการเปลี่ยนบทสนทนาเพื่อเบี่ยงประเด็นที่ตนเองไม่ต้องการตอบคำถาม ด้านภาสกรก็หัวเราะเบา ๆ และยอมเปลี่ยนเรื่องสนทนาตามเคยโดยไม่ขัด “เปล่า มาส่งยัยเตย แล้วไปไหนต่อไหมฉันว่าจะคุยเรื่องพ่อแกสักหน่อยน่ะ” “ไปเคลียร์งานที่บริษัท” “งั้นเอาไว้ช่วงเที่ยงก็ได้ แกค่อยออกไปเจอฉันที่ร้านเดิม ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” “ตามนั้น” ปภาวีเอ่ยสั้น ๆ พลางเลื่อนกระจกขึ้นโดยไม่รอคำตอบกลับจากอีกฝ่ายแม้แต่นิด เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น รถสปอร์ตคันหรูก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็ว ภาสกรกระพริบตาปริบ ๆ มองตามท้ายรถที่แล่นห่างออกไปอย่างคนยังไม่ทันตั้งหลัก ก่อนจะหลุดพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเหวอ ๆ “เป็นอะไรของมันวะ...แปลก ๆ” เขาสะบัดหัวน้อย ๆ ไล่ความงงงวย ก่อนยกมือขยับปกสูทให้เข้าที่ แล้วหมุนตัวกลับไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกลอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได


![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




