LOGINมื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่าง
คุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ “อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวีอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวที่เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามมารดาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ “นี่มันอะไรกันคะ แม่จะให้คนอื่นมาร่วมทานข้าวกับเราด้วยงั้นเหรอ” “อย่าเสียมารยาท แทนคุณเป็นลูกชายของน้านิภา เพื่อนของแม่ เพราะฉะนั้นน้องไม่ใช่คนอื่น ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้” คุณหญิงรุจิราเหลือบตามองลูกสาวเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบคนมีวุฒิภาวะ “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า ผมไม่ถือ เดี๋ยวอีกสักพักพี่ภัคก็คงจะชินน่ะครับ” “ชินอะไรของนาย”ปภาวีหันขวับไปทางชายหนุ่ม เสียงเธอเริ่มแข็งขึ้น “ก็ชินที่พี่จะได้เห็นหน้าผมทุกวันไงล่ะครับ”แทนคุณตอบด้วยรอยยิ้มเจือความขี้เล่น ทว่าคำพูดกลับทำให้คิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม “เห็นหน้านายทุกวัน หมายความว่าไง” “ก็หมายความว่า...แม่จะให้แทนคุณ มาติวหนังสือหนูพรีนยังไงล่ะ น้องจะเข้ามหาลัยแล้ว อีกอย่างแม่ก็อยากจะให้แทนคุณพาน้องออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตานอกบ้านบ้าง ไม่ต้องอยู่แต่บ้านแบบนี้”คุณหญิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นในที ปภาวีได้ยินดังนั้นจึงหันกลับไปมองแม่ด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด “ได้ไงอ่ะคะคุณแม่ ยัยเด็กนั่นเป็นผู้หญิง คุณแม่จะให้ไปกับผู้ชายสองต่อสองเนี่ยนะคะ” “ใช่ ภัคมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” “ก็ยัยนั่น...”ปภาวียังพูดไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นมาจากอีกมุมของห้อง ชนากานต์เดินเข้ามาพร้อมใบหน้านิ่งเรียบ ราวกับไม่รับรู้ถึงบรรยากาศตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่ในห้อง เธอยังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบางแนบไปกับเรือนร่าง และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ชุดเดิมที่ใส่ตอนอยู่ในครัวเมื่อตอนบ่าย เพราะยังไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน นี่เป็นครั้งแรกที่ปภาวีได้เห็นชนากานต์ในชุดแบบนี้ ภาพตรงหน้าทำให้นางพญาผู้เย่อหยิ่งเลือดขึ้นหน้า ดวงตาคมวาวโรจน์แฝงความบึ้งตึงที่เก็บไว้ไม่มิด แม้จะยังไม่ปริปากกล่าวอะไร แต่ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับกำลังข่มกลั้นความไม่พอใจไว้จนสุดกำลัง ขณะเดียวกัน คุณหญิงก็หันไปเหลือบตามองลูกสาวอย่างจับสังเกต สีหน้าของปภาวีที่ดูจะฝืนเก็บอาการไว้เงียบ ๆ ไม่รอดสายตาของผู้เป็นมารดาไปได้ เพียงชั่วครู่ สายตาของคุณหญิงก็ไพล่ไปทางสาวใช้ที่ยืนประจำตรงมุมห้อง ทั้งคู่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้กันอย่างรู้กัน ก่อนที่คุณหญิงจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งตามเดิม “หนูพรีนมาพอดีเลย มาทานข้าวด้วยกันก่อนสิลูกนั่งข้างพี่แทนคุณเขาก็ได้” “เอ่อไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง เดี๋ยวพรีนไปนั่งทานในครัวดีกว่าค่ะ” “นั่งตรงนี้เนี่ยแหละ นี่คือคำสั่ง!” เมื่อไม่มีคำปฏิเสธ ชนากานต์จึงจำต้องเดินมานั่งข้างแทนคุณตามคำสั่ง และเมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นอย่างสุภาพ ก่อนขยับเก้าอี้ให้กลับหญิงสาวร่างบางนั่งอย่างเรียบร้อย พร้อมมองด้วยแววตาอบอุ่นและแฝงความสนใจอย่างเป็นพิเศษ คุณหญิงยิ้มบางกับภาพที่เห็นตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยแนะนำให้เด็กทั้งสองรู้จักกันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่เขาชื่อแทนคุณ ส่วนแทนคุณน้องชื่อว่าพรีนนะลูก เป็นหลานสาวของป้าน้อยเขานะ” “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องพรีน” แทนคุณเอ่ยพลางส่งยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย น้ำเสียงสุภาพและแววตาเป็นมิตรที่มอบให้ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าปกติ ชนากานต์ตอบเบา ๆ พร้อมยิ้มตอบกลับอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน แม้จะยังมีความเก้อเขินซ่อนอยู่ในท่าที “เช่นกันค่ะ” ทั้งสองส่งยิ้มให้กันอย่างสุภาพ ทว่าภาพตรงหน้านั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาเฉียบคมของปภาวีที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ ดวงตาคู่สวยแม้จะไร้แววอารมณ์ แต่กลับแฝงพายุเงียบที่กำลังหมุนวนอยู่ข้างในจนแทบจะทะลักออกมา สายตาเย็นยะเยือกจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ แม้ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับบ่งบอกเด่นชัดถึงความไม่พอใจที่สุมอยู่ในอก ราวกับพร้อมจะปัดรอยยิ้มนั้นให้หายไปในพริบตา “นี่มันเป็นโต๊ะทานข้าว...สำรวมกิริยามารยาทสักหน่อยก็ดีนะ”เสียงเรียบขรึมของปภาวีดังขึ้นกลางความเงียบ ถ้อยคำนั้นแม้ไม่ดังมาก แต่ก็ชัดเจนพอจะทำให้ทุกคนบนโต๊ะชะงักไปชั่วขณะ คุณหญิงปรายตามองลูกสาวด้วยแววตานิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดและไม่ต้องให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้ “เอาล่ะ ทานข้าวกันได้แล้ว เดี๋ยวจะเย็นซะหมด” สิ้นเสียงคุณหญิงรุจิรา ทุกคนจึงเริ่มลงมือทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมานิ่งสงบ แม้จะไม่ชวนคึกคักนัก แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัดเท่าเดิม ไม่นาน แทนคุณก็เอื้อมมือไปตักอาหารจากจานตรงกลางอย่างใจเย็น ก่อนจะคีบใส่จานของหญิงสาวข้างตัวอย่างสุภาพนุ่มนวล “ลองชิมจานนี้ดูสิครับน้องพรีน พี่ว่ารสชาติดีเลยนะครับ” ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าทุกคน เธอกะพริบตาถี่ ๆ อย่างพยายามตั้งหลัก ก่อนจะส่งยิ้มและเอ่ยขอบคุณแบบเก้ ๆ กัง ๆ “เอ่อ...ขะ ขอบคุณค่ะ คุณแทนคุณ” “คนกันเอง เรียกว่าพี่แทนเฉย ๆ ก็ได้ครับ”พูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ อย่างเป็นกันเอง “คะ...ค่ะพี่แทน”เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะทำตัวไม่ถูกนักเมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ทั้งอึดอัด กระอักกระอ่วนจนแทบจะหายใจไม่ออก และในขณะที่เธอกำลังจะตักข้าวเข้าปากดวงตาเจ้ากรรมก็ดันเผลอไล่มองไปยังคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รู้ตัว ทันทีที่สายตาเธอประสานเข้ากับดวงตาคมกริบของผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า ทว่าก็ต้องเบือนหน้ากลับแทบในทันที เพราะสายตาคู่นั้นทั้งนิ่งเรียบ ดุดัน และเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ ...และในขณะที่ความเงียบเริ่มครอบคลุมบรรยากาศไว้ด้วยความอึดอัด เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานก็ดังขัดจังหวะอย่างแรงจนทุกคนที่นั่งอยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ ก่อนจะตามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองที่แทรกแรงอารมณ์ไว้ชัดเจน “ขอตัวนะคะ พอดีว่าทานไม่ลง” “เดี๋ยวสิภัค อย่าเสียมารยาทแบบนี้” “ก็ใครมันจะไปมารยาทดี...เหมือนคนบางคนกันละคะ”ปรายตามองไปทางแทนคุณด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก่อนหันกลับมาทางมารดา แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เห็นแล้วรำคาญลูกตา” พูดจบ หญิงสาวเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรก็ยืดตัวลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ชนากานต์ที่เห็นดังนั้นก็ขยับตัวอย่างลนลานและเตรียมจะลุกขึ้นตามไปด้วยสีหน้าร้อนรน แต่ทว่ายังไม่ทันจะลุกพ้นเก้าอี้ เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงก็ดังขึ้นขัดไว้เสียก่อน “ไม่ต้องตามไปหนูพรีน” หญิงสาวชะงักนิ่ง หันไปแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับสายตาด้วยแววตาที่เป็นกังวล ใจหนึ่งก็อยากตามออกไป แต่ในขณะที่อีกใจก็ไม่อาจขัดคำผู้ใหญ่ตรงหน้า คุณหญิงรุจิรามองเด็กสาวด้วยสายตาสงบนิ่งก่อนจะผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ “ทานข้าวกันต่อดีกว่านะ แล้วจะเย็นซะหมด” เพียงไม่นานหลังจากมื้ออาหารอันแสนอึดอัดสิ้นสุดลง ความเงียบก็ยังคงเกาะกุมอยู่รอบโต๊ะอย่างเหนียวแน่น แม้จะไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งราวกับมีบางสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจของทุกคน โดยเฉพาะชนากานต์ แม้พยายามจะกินให้หมดตามมารยาท แต่รสชาติของอาหารที่เคยโปรดกลับจืดชืดไปถนัด เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะรสมือที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ยังติดอยู่ในหัวไม่จางหายต่างหาก ในขณะที่ทุกอย่างกำลังตกอยู่ในความเงียบนั้น เสียงขยับเก้าอี้ดังขึ้น แทนคุณลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเคย “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณป้า ไว้โอกาสหน้าผมจะแวะมาหาใหม่ครับ” คุณหญิงปรายตามองเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้เลยจ้ะ บ้านนี้ยินดีต้อนรับ มืด ๆ ค่ำ ๆ ขับรถระมัดระวังด้วยนะแทน” “ครับป้า พี่กลับก่อนนะครับน้องพรีน” ชนากานต์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบางอย่างมีมารยาท “ค่ะ ขับรถดี ๆ นะคะ” แทนคุณพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคุณหญิงรุจิรา ชนากานต์ และน้อยสามคนที่ยังคงอยู่ภายในห้องอาหารท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบจนน่าอึดอัด ชนากานต์เม้มริมฝีปากแน่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากับคุณหญิง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาราวกระซิบ “เอ่อ...พรีนขอตัวนะคะคุณหญิง” คุณหญิงพยักหน้าเป็นการอนุญาต หญิงสาวจึงค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้เดินออกไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางความเงียบที่ยังคงปกคลุมทั่วทั้งห้อง น้อยมองตามหลานสาวด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนจะขยับตัวคล้ายจะเดินตามออกไป แต่ทว่าเสียงของคุณหญิงรุจิราก็เอ่ยขัดไว้เสียก่อน “ยังไม่ต้องตามไปน้อย ปล่อยให้เด็กเขาได้อยู่กับความรู้สึกของตัวเองบ้าง” “แต่ว่า...” “เชื่อฉันเถอะน่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวฉันรับผิดชอบเอง” “ค่ะ...คุณหญิง” 21:00 นาฬิกา แสงไฟจากตัวบ้านส่องกระทบผิวน้ำในสระจนเป็นประกายวูบไหวเล็ก ๆ ประจวบกับสายลมเย็นในยามค่ำคืนที่พัดผ่านเข้ามาทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบ ...แต่ทว่าความเงียบสงบของบรรยากาศนั้นช่างตรงข้ามกับใจของคนที่นั่งอยู่ริมขอบสระอย่างสิ้นเชิง ประภาวีนั่งเอนงหลังพิงกับพนักเก้าอี้ไม้ โดยที่ในมือถือแก้วไวน์ที่ด้านในบรรจุน้ำสีอำพัน ดวงตาคมทอดมองผิวน้ำตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เมื่อนึกถึงใบหน้าและภาพรอยยิ้มของชนากานต์ที่มอบให้กับชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์อย่างแทนคุณ “ขอบคุณค่ะพี่แทนคุณ น่าหมั่นไส้ชะมัด!”พึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิดพลางสูดลมหายใจแรงแล้วปล่อยออกพยายามระงับความคิดและอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน ก่อนจะยกแก้วไวน์ในมือขึ้นกระดกพรวดลงลำคอรวดเดียวจนหมด แต่ทว่ารสขม กลับไม่อาจกลบความหงุดหงิดในใจได้เลยสักนิด ภาพของผู้หญิงคนนั้นยังคงฉายชัดในหัว ไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปง่าย ๆ ทั้งที่ความเป็นจริงเธอควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายเริ่มมีคนเข้ามาในชีวิต แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่าหัวใจของตัวเธอเองมากกว่าที่กลับรู้สึกตรงกันข้าม ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบผู้หญิงคนนั้นสักเท่าไหร่นัก แต่ก็หาเหตุผลที่แน่ชัดมารองไม่ได้เลยว่าทำไมจึงทำให้เธอรู้สึกแบบนั้น หากจะรู้ ก็รู้เพียงแค่ว่าเวลาที่ได้พบหน้า ได้สบตาหรือได้อยู่ใกล้ ๆ มันก็พาให้หัวใจอึดอัดขึ้นมายังไงชอบกล แล้วนี่มันเป็นเพราะอะไรกัน...แค่เพียงได้เห็นหล่อนใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น เธอถึงรู้สึกกระวนกระวายได้มากขนาดนี้ มันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะถูกแย่งไปของรักบางอยากไปอย่างไม่เต็มใจ ...ทั้งที่จริง เธอไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้เลยด้วยซ้ำ และในขณะที่ปภาวีกำลังว้าวุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นั้น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอได้ยินแต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้หันกลับไปมอง นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอรู้ดีว่าเสียงฝีเท้านั้นเป็นของใคร ปภาวีหลุบตามองผิวน้ำในสระที่นิ่งสนิท ราวกับมันกำลังสะท้อนความวุ่นวายทั้งหมดอยู่ในใจของเธอตอนนี้ ไม่ได้เอ่ยปากไล่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากต้อนรับเช่นเดียวกัน “ฉัน...ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”เสียงของเธอเบา ราวกับกลืนหายไปกับสายลมแต่ก็ยังชัดเจนพอจะทำให้คนที่นั่งอยู่ก่อนนั้นหันมามองนิ่ง ๆ ไม่มีคำพูด ไม่มีคำอนุญาต มีเพียงแค่แววตาที่ประสานกันชั่วครู่หนึ่งก่อนที่ปภาวีจะหันหน้ากลับไปยังทิศเดิม ราวกับหญิงสาวร่างบางนั้นเป็นเพียงแค่อากาศ ด้านชนากานต์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เธอก็สูดลมหายใจลึกเพื่อเสริมความมั่นใจ แล้วค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ อีกฝ่ายโดยเว้นระยะห่างไว้อย่างรู้กาลเทศะ “คุณหนู...มานั่งทำอะไรตรงนี้เหรอคะ” ปภาวีหันขวับมามองช้า ๆ แววตานิ่งเสียจนยากจะคาดเดาความคิด เธอไม่เอ่ยตอบคำถามนั้น ริมฝีปากบางยังคงแตะอยู่กับขอบแก้วไวน์ราคาแพง ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงอีกครั้ง ทันทีที่วางแก้วลง น้ำเสียงเย็นเฉียบก็ตามมา แทรกผ่านริมฝีปากของนางพญาอย่างไร้เยื่อใย “ตามมาทำไม” คำถามนั้นทำให้ชนากานต์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ตอบออกมาอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น “ก็...ฉันเป็นห่วงคุณ” คำตอบที่ดูแสนธรรมดากลับทำให้ปภาวีชะงักไปชั่วขณะ แววตาคมเบิกขึ้นเล็กน้อยคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ จากผู้หญิงที่เธอเคยทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเสี้ยววินาที ตาคมสีรัตติกาลเบี่ยงหลบอย่างไม่ตั้งใจ เหมือนกลัวว่าความรู้สึกบางอย่างจะเผลอไหลผ่านดวงตาไป เธอรีบตั้งท่า กลับสู่โหมดเย็นชาเช่นเดิม ราวกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่มีผลอะไรกับใจเธอเลยแม้แต่น้อย “เหอะ! เป็นห่วงฉัน... เป็นห่วงทำไม?” เสียงเย้ยหยันแทรกขึ้นแทนคำขอบคุณ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแม้แต่ความยินดีในน้ำเสียง “ก็คุณหนูยังไม่ได้ทานข้าวสักคำเลยนี่คะ ฉันก็เลย...” “ฉันจะกินหรือไม่กิน มันก็เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของเธอ!” ปภาวีวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงกระแทกดังกึกพร้อมท่าทางเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทำให้ชนากานต์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น...หญิงสาวก็ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ก่อนที่ถ้อยคำดูแคลนอีกระลอกจากปากนางพญาจะฟาดซ้ำลงมาอย่างไม่ปรานี “อ้อ! แล้วที่ออกมาวุ่นวายกับฉันได้แบบนี้ ก็เพราะว่าแทนคุณคงจะกลับไปแล้วสินะ...ไปทำอีท่าไหนมาล่ะ ผู้ชายถึงได้แจ้นมาหาถึงที่บ้าน?” ถ้อยคำเชือดเฉือนเสมือนมีดคมกริบ กรีดลึกลงกลางใจผู้ฟังอย่างไร้ความ... น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน ปราศจากแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจหรือสำนึกใด ๆ “ฉันไม่เคยรู้จักพี่แทนคุณมาก่อน แล้วฉันก็ไม่เคยทำอะไรต่ำ ๆ อย่างที่คุณหนูคิดด้วย...” ชนากานต์น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามอธิบายเพื่อให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ ทว่ายังไม่ทันได้พูดจบดี เสียงหัวเราะแค่นเย้ยหยันของปภาวีก็ดังกลบขึ้นมาเสียก่อน "เหอะ! แต่งตัวล่อเสือล่อตะเข้ บางจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน นี่ถ้าอยู่กันสองต่อสองก็คงจะพากัน..." เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้าดังขึ้นทั่วบริเวณ ชนากานต์ตบเข้าเต็มแรงโดยไม่ทันยั้งมือ ใบหน้าของปภาวีสะบัดไปตามแรง ก่อนจะหันกลับมาช้า ๆ สายตาคมกริบจ้องเขม็ง ก่อนร่องรอยแดงฉาดปรากฏชัดบนแก้ม "คุณจะว่าฉันยังไงก็ได้ แต่อย่ามาดูถูกศักดิ์ศรีของฉัน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายที่จะนอนกับใครต่อใครไปทั่ว" “ยอมให้ผู้ชายจับมือถือแขน แต่บอกตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย อย่ามาทำเป็นพูดให้ตัวเองดูสูงส่งนักเลยยัยขี้ข้า...มันทุเรศ!” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยการเหยียบย่ำ ราวกับเจตนาจะฉีกศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายให้ขาดไม่มีชิ้นดี คำพูดของปภาวีเยียบเย็นและเหี้ยมเกินกว่าจะเรียกว่าแค่ใจร้าย ทุกถ้อยคำล้วนไร้ความเมตตา ไร้ซึ่งความสำนึก และไม่หลงเหลือแม้แต่เงาของความอ่อนโยน มีเพียงถ้อยคำที่เปล่งออกมาด้วยเจตนาจะทำลาย…บดขยี้ทุกอย่างในตัวชนากานต์ให้แหลกสลายอยู่แทบเท้า พูดจบ ปภาวีก็กระแทกมือเข้ากับขอบโต๊ะหมายจะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่เธอตั้งใจ ขาเรียวสั่นเล็กน้อยเพราะฤทธิ์ไวน์ที่กรอกเข้าปากเป็นระยะโดยไม่เว้น โลกตรงหน้าหมุนวูบ ก่อนที่ร่างสูงจะเซเสียหลัก พุ่งถลาไปทางด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว ชนากานต์ที่เห็นดังนั้นจึงคว้าเข้าที่แขนของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ แม้จะเพิ่งถูกตวาดใส่อย่างเจ็บแสบเมื่อครู่ แต่เธอก็ยังยื่นมือออกไปช่วย…เพราะต่อให้ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความห่วงใยในใจกลับไม่เคยลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว "คุณไหวไหม" แต่แทนที่จะรับความห่วงใยนั้นไว้ ปภาวีกลับสะบัดตัวออกอย่างแรง แม้จะยังทรงตัวไม่ถนัด ใบหน้าขาวแดงเรื่อเพราะแอลกอฮอล์ แต่ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าวเต็มไปด้วยแรงโกรธ "อย่าเอามือสกปรกของเธอมาโดนตัวฉัน มันน่าขยะแขยง…หลีกไป!" "อะ...โอ๊ย!" แรงสะบัดทำให้ชนากานต์เซถลาไปอีกทางอย่างไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่คุณหญิงรุจิราซึ่งยืนมองอยู่ก่อนหน้านี้ พุ่งเข้ามารับไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ร่างบางจะล้มลงกับพื้น "หนูพรีน! เจ็บไหมลูก” “สำออย!” ปภาวีปรายตามองแม่ของตนที่โผเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นด้วยแววตาเหยียดเย้ย ก่อนจะหมุนตัวสะบัดอย่างไม่แยแส เดินจ้ำกลับเข้าบ้านราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น “กลับมาเดี๋ยวนี้นะยัยภัค! ยัยภัค!” เสียงเรียกของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกับก้าวฉับหมายจะตามลูกสาวไป ทว่าเพียงเท้าแตะเฉลียงหินที่ทอดยาวขนานตัวบ้านริมสระน้ำ ข้อมือของเธอก็ถูกมือเรียวของชนากานต์คว้าไว้แน่น แรงคว้านั้นไม่รุนแรงมาก...แต่แน่วแน่พอที่จะหยุดการก้าวเดินของคุณหญิงได้ "พะ...พรีนไม่เป็นอะไรค่ะคุณหญิง ปล่อยคุณหนูไปเถอะนะคะ" "ไม่ได้หนูพรีน ยัยภัคชักจะเอาใหญ่เข้าไปทุกที ฉันปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว" "คุณหญิงอย่าทำอะไรคุณหนูเลยนะคะ พรีนขอร้อง...ฮึก ๆ" น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาทำให้หญิงสูงวัยชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสัย ทั้งไม่เข้าใจ...ว่าทำไมถึงยังปกป้อง ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่และจริงใจ คุณหญิงก็ไม่อาจฝืนความปรารถนาของเด็กสาวได้ลง "ก็ได้...ครั้งนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน “ขะ...ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ คล้ายกับลมหายใจที่ปล่อยออกมาพร้อมกับความรู้สึกผิดปะปนอยู่ในน้ำเสียงนั้น แววตาหลบต่ำลงเล็กน้อยอย่างเกรงใจและขอบคุณในเวลาเดียวกัน คุณหญิงรุจิราถอนหายใจเบา ๆ ก่อนอื่นต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม “ถ้างั้นหนูพรีนไปพักผ่อนก่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน" ชนากานต์พยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของบ้าน คุณหญิงมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ทั้งสงสาร ทั้งเข้าใจ และบางครั้งก็มีก้อนความเจ็บปวดที่ไม่อาจพูดออกมาได้ เมื่อชนากานต์หายลับไปหลังบานประตู คุณหญิงเองก็หันหลังเดินเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดของค่ำคืนที่ปกคลุมทุกอย่าง ในอีกฟากหนึ่งของบ้าน ปภาวีก้าวเข้ามาในห้องนอนด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ก่อนที่จะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างแรงคล้ายต้องการระบายบางอย่างออกไปผ่านการกระทำ คิ้วเรียวขมวดแน่น ใบหน้าแดงเรื่อเพราะฤทธิ์ของไวน์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองราวกับอารมณ์นั้นไม่มีทีท่าจะจางลงง่าย ๆ แต่แล้ว... ความเงียบในห้องกลับทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่ควรจะเป็น มันค่อย ๆ ฉุดให้บางอย่างไหลย้อนกลับมาอย่างเงียบงัน “ก็ฉันเป็นห่วงคุณ...” “คุณยังไม่ได้ทานข้าวสักคำเลยนี่คะ...” “คุณไหวไหม...” เสียงเหล่านั้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิดท่ามกลางอารมณ์ที่ยังปั่นป่วน หัวใจของเธอเหมือนสะดุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับเงาสะท้อนของผู้หญิงอีกคนค่อย ๆ แทรกเข้ามาในความคิด ทั้งน้ำเสียง แววตา และความห่วงใยที่อีกฝ่ายมอบให้โดยไม่มีข้อแม้ และมันก็ทำให้เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่คล้ายจะเป็นความผิดหวังในตัวเอง ...หรือบางที อาจเป็นแค่ความรู้สึกผิดจนก่อให้เกิดคำถามภายในใจ คำพูดที่เธอเอ่ยออกไปก่อนหน้านั้น...มันอาจรุนแรงเกินไป ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายแค่เป็นห่วง แต่เธอกลับปัดมันทิ้งอย่างเย็นชา ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่ทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไม่สิ...เธอไม่มีเหตุผลต้องรู้สึกผิด ทุกอย่างที่ทำลงไปมันถูกต้องที่สุดแล้วและผู้หญิงคนนั้น...ไม่ควรเข้ามามีผลกับหัวใจของเธอ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงส่ายหน้าแรง ๆ พยายามสลัดความคิดไร้สาระที่ยังหลงเหลือออกไปจากหัว ก่อนที่จะลุกขึ้น คว้าผ้าเช็ดตัวจากปลายเตียงเดินตรงเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบงันทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ค่อย ๆ ปกคลุมห้อง…ราวกับไม่เคยมีความลังเลใด ๆ เกิดขึ้นเลยก่อนหน้านี้อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได







