Share

CHAPTER 8

last update publish date: 2026-06-02 18:05:36

รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต

คุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”

ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ

“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...

ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

คุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่ประดับบนใบหน้า

“ไม่ต้องไปถือสาพี่เขาหรอกนะหนูพรีน ไปพักผ่อนเถอะไป”

ชนากานต์พยักหน้าเบา ๆ ส่งยิ้มรับอย่างฝืน ๆ ก่อนจะเห็นร่างหญิงสูงวัยเดินตามลูกสาวเข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งเธอไว้กับความเงียบงันและหัวใจที่ยังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก หอบเอาความรู้สึกมากมายที่สุมอยู่ในอกไว้ภายใน แล้วค่อย ๆ ก้าวเดินตามเข้าบ้านไปอย่างเงียบ ๆ โดยพยายามไม่หันกลับไปมองอะไรอีก

***

“เดี๋ยวภัค แม่มีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ”

เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นทันทีที่ปภาวีกำลังจะก้าวเท้าขึ้นบันได หญิงสาวชะงักหันมาทางมารดาด้วยสีหน้าหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด

“เรื่องอะไรอีกล่ะคะคุณแม่ ถ้าเป็นเรื่องของยัยเด็กพรีนนั่น ภัคขอไม่คุยนะคะ หงุดหงิด!”

“แต่ภัคต้องคุย” คุณหญิงเน้นเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแววตาที่มองลูกสาวเต็มไปด้วยความเด็ดขาด “ตามแม่มานี่เลย”

ดวงตาคมตวัดมองอย่างขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามมารดาไปยังห้องรับรองในเรือนใหญ่ ทั้งที่ในใจยังเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น

เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนกึกก้องในความเงียบ ปภาวีทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างแรง สายตาคมเฉี่ยวชุดแต่งนางพญาหันขวับไปยังมารดาที่เพิ่งทรุดตัวลงฝั่งตรงข้ามกันด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายกึ่งไม่สบอารมณ์

“มีอะไรคะคุณแม่ รีบพูดมาเลยค่ะ ภัคอยากขึ้นไปพักแล้ว เหนื่อย!”

คุณหญิงรุจิรานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะจ้องมองใบหน้าของลูกสาวอย่างจริงจัง ก่อนเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น

“ภัค...ได้ทำอะไรหนูพรีนหรือเปล่า?”คำถามนั้นเรียกให้ใบหน้าคมของปภาวีชะงักเล็กน้อย คิ้วสวยขมวดเข้าหากันโดยแทบจะทันที

“ทำอะไร? คืออะไรล่ะคะคุณแม่ ภัคไม่เข้าใจ”

“ตอนที่หนูพรีนก้มเก็บโทรศัพท์ในรถ แม่บังเอิญเห็นที่คอ ที่เนินอกของน้องมีรอยแดงเป็นจ้ำ ๆ เหมือนรอยดูด...”

ประโยคสุดท้ายนั้นหลุดออกจากปากคุณหญิงรุจิราอย่างแผ่วเบา หากแต่ส่งแรงกระแทกใส่บรรยากาศจนเงียบงันแทบจะในทันที หญิงสาวที่ถูกถามถึงกับสะอึก ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกใครฟาดเข้าที่กลางอกอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ระ...รอยดูด?”

“ใช่ รอยดูด ที่แม่ถามก็เพราะเมื่อคืนตอนที่แม่ลุกมาเข้าห้องน้ำ แม่ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังออกมาจากห้องของภัค แล้วสักพักแม่ก็เห็นหนูพรีนวิ่งลงมา”

“คะ...คุณแม่ตาฝาดหรือเปล่าคะ เมื่อคืนภัคหลับไปตั้งสี่ทุ่มแล้วค่ะ”

ความเงียบไหลบ่าเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง แม้เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังจะยังดังติ๊กเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับปภาวีแล้วมันช่างดังเกินเหตุ เหมือนกำลังเร่งเร้าให้เธอตอบอะไรบางอย่างในขณะที่หัวใจยังเต้นผิดจังหวะไม่หาย

เธอหลุบตาลง แสร้งถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย พลางใช้ความหงุดหงิดกลบเกลื่อนความลนลานในใจ ยกมือขึ้นกอดอกแน่น เบือนหน้าหลบสายตาของผู้เป็นแม่ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“รอยแดงพวกนั้นมันอาจจะเป็นแค่ยุงกัด หรือไม่ก็ผื่นแพ้อะไรก็ได้ค่ะ คุณแม่คิดมากเกินไปหรือเปล่า”

“พูดความจริงเดี๋ยวนี้ภัค”

“ภัคก็พูดความจริงอยู่นี่ไงคะ ภัคไม่รู้เรื่อง แล้วภัคก็ไม่ได้ทำอะไรยัยนั่นอย่างที่คุณแม่คิดด้วย”

“แล้วไอ้รอยนิ้วมือทั้งห้านิ้วบนหน้าล่ะ ภัคอธิบายได้ไหม อย่าคิดนะว่าเมื่อเช้าแม่ไม่เห็น”

จบประโยคนั้นมือเรียวของหญิงสาวรีบยกขึ้นจับแก้มของตัวเองก่อนบรรจงลูบเบา ๆ บริเวณจุดที่ผู้เป็นแม่พูดถึง

“เอ่อ...คือว่า...ภัค”

“ภัคทำอะไรอยู่ก็น่าจะรู้ตัวดี แล้วแม่อยากจะขอเตือนว่าให้ภัครีบหยุดการกระทำเหล่านั้นซะ! หนูพรีนดีเกินกว่าที่จะมาเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของใคร โดยเฉพาะภัค! ถ้าไม่คิดจะจริงจังห้ามยุ่งกับน้องโดยเด็ดขาด ถ้าเกิดแม่รู้ แม่ไม่ปล่อยแกไว้แน่”น้ำเสียงของคุณหญิงรุจิราคมกริบ เยือกเย็นจนบรรยากาศในห้องอึดอัดราวกับมีใครกดทับอยู่บนอก

คำเตือนนั้นราวกับคมมีดที่ปักลงกลางใจหญิงสาวหน้าคมอย่างไม่ให้ตั้งตัว เธอกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่ข้อมือ แล้วสวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเต็มไปด้วยแรงต้านและอารมณ์พลุ่งพล่านที่ก่อตัวขึ้นในกาย

“คุณแม่จะปกป้องอะไรยัยนั่นนักหนาคะ ยัยเด็กนั่นอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คุณแม่เห็นก็ได้ แล้วบางทีไอ้รอยดูดที่คอ ยัยนั่นอาจจะเป็นเด็กใจแตกไปนอนกับใครต่อใครมาบ้างก็ไม่รู้”

เพี๊ยะ~~

เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังก้องทั่วห้อง บ่งบอกถึงความไม่อาจยอมรับของผู้เป็นแม่ได้ชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด ปภาวีเบิกตากว้าง ก่อนะหันหน้ากลับมาช้า ๆ ดวงตาสั่นระริกด้วยทั้งด้วยความเจ็บและตกใจ และไม่เคยคาดคิดเลยว่าคุณหญิงรุจิราผู้เป็นแม่จะลงมือกับเธอเพียงเพราะเรื่องแค่นี้

“หยุดพูดจาต่ำ ๆ แบบนี้สักทีนะภัค น้องเป็นผู้หญิงจะพูดอะไรหัดให้เกียรติน้องบ้าง”

“เหอะ! ให้เกียรติ ให้เกียรติขี้ข้าเนี่ยนะคะ ฝันไปเถอะ!”ปภาวีแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะ

คุณหญิงรุจิราขบกรามแน่น พยายามกลั้นลมหายใจอย่างหนักเพื่อประคองอารมณ์สุดท้ายไม่ให้ปะทุออกมา เธอยังคงจ้องใบหน้าลูกสาวด้วยแววตานิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความผิดหวังที่ฝังลึกมากกว่าความโกรธ

ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงแรงกดดันชัดเจนในทุกถ้อยคำ

“ที่ผ่านมาภัคจะนอนกับใครแม่ไม่เคยว่า...แต่อย่ามายุ่งกับหนูพรีนเด็ดขาด แล้วอย่าหาว่าแม่ไม่เตือน”

สิ้นถ้อยคำสุดท้าย คุณหญิงรุจิราหันหน้าไปอีกทาง ราวกับไม่อยากแม้แต่จะมองลูกสาวอีก เธอข่มอารมณ์เอาไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม ก่อนหยัดกายลุกขึ้นจากโซฟาตัวแพง แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องรับรองไปด้วยท่วงท่าสง่างาม

แต่ก่อนฝีเท้าจะก้าวพ้นธรณีประตูไม้ของห้องรับรอง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทุ้มนิ่งและเปี่ยมด้วยความผิดหวังลึก...

“บางทีแม่ก็ไม่แน่ใจ...ว่าภัคยังเหลือความอ่อนโยนอยู่ในใจบ้างหรือเปล่า”

เพียงเท่านั้น คุณหญิงรุจิราก็ก้าวออกไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของผู้ดีในอากาศกับบรรยากาศที่หนักอึ้งราวพายุฝนตั้งเค้า

ปภาวียังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม ฝ่ามือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ลมหายใจติดขัดกับอก ก่อนสบถเสียงต่ำคำแล้วคำเล่าอย่างหัวเสีย

“โถ่เว้ย! เพราะเธอคนเดียวยัยขี้ข้า”

ดวงตาที่เคยเฉียบคมกลับแดงก่ำเหมือนมีบางอย่างร้อนรุ่มแผดเผาอยู่ข้างใน หญิงสาวหลับตาลงแน่น พยายามกลืนอารมณ์กราดเกรี้ยวทั้งหมดลงไปในความมืดมิดที่คล้ายจะล้นล้นอยู่ในอก

ไม่ว่าจะหลับตานานแค่ไหน ภาพใบหน้าเรียบนิ่งและเสียงตำหนิของผู้เป็นแม่ก็ยังดังสะท้อนวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย

แลล้วก็ไม่มีสักวินาทีที่เธอจะลืมว่า...ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาจากใคร

***

“อ้าวพรีน กลับมาแล้วหรอลูก แล้วถืออะไรมาล่ะนั่นถุงดูสวยเชียว”เสียงของน้อยดังขึ้นเมื่อเห็นหลานสาวเดินเข้ามา

ทว่าร่างบางก็ไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงทิ้งตัวลงนั่งข้างป้าบนม้าหินอ่อนหน้าห้องพัก ก่อนจะยื่นถุงในมือให้โดยไม่พูดอะไร

ป้าน้อยรับถุงนั้นมาอย่างงุนงง แต่ก็เปิดออกอย่างอดใจไม่อยู่ ทันทีที่สายตาเหลือบเห็นสิ่งของภายใน ดวงตาก็เบิกกว้างในทันที

“แหวนเพชร!”

“ใช่ค่ะ แหวนเพชร”

น้อยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขณะมองแหวนเพชรในกล่องกำมะหยี่สีเข้ม ใจหนึ่งอยากจับต้อง ใจหนึ่งก็กลัวสิ่งของล้ำค่านี้จะเป็นรอย เธอรีบปิดฝากล่องลงแทบจะในทันที มือไม้เก้กังราวกับกลัวว่าเครื่องประดับล้ำค่าตรงหน้าจะร่วงหล่นหรือไม่ก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา

หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมามองหลานสาวอย่างไม่เชื่อสายตา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นนิด ๆ ด้วยความตกใจปนตื่นตระหนก

“หนูไปเอามาจากไหนเนี่ยลูก ไปเอาของใครเขามา”

“คุณหญิงซื้อให้พรีนเป็นของขวัญวันเกิดค่ะป้า”คำตอบนั้นทำเอาคนเป็นป้าตาเบิกโพลงยิ่งกว่าคราแรก สีหน้ากึ่งตกใจ กึ่งกังวลผสมสับสนจนแสดงออกทางคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่น

“จริงเหรอ แล้วคุณภัคเธอไม่ว่าเหรอที่คุณหญิงท่านซื้อของแพงให้พรีนแบบนี้ ส่วนราคานี้คงแพงมากเลยใช่ไหม”

“คุณหญิงเป็นคนเลือกแต่คุณภัคเป็นคนจ่ายเงินค่ะ เจ็ดแสนดีว่าบาทค่ะ”

“ฮะ!! เจ็ดแสนกว่าบาท ป้าจะเป็นลม”น้อยถึงกับอ้าปากค้าง จ้องใบหน้าหลานสาวอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง มือหนึ่งยกขึ้นแตะอกคล้ายหายใจติดขัด ส่วนอีกมือก็ยังกุมกล่องแหวนไว้แน่นจนมือสั่น ร่างกายเอนเอียงไปข้างหนึ่งเล็กน้อยเหมือนจะทรุดฮวบลงไปกับพื้นหากไม่ได้พิงผนังไว้เป็นหลัก

“ดะ...เดี๋ยวสิคะป้า คุณหญิงท่านเต็มใจให้พรีนไม่ได้ขอท่านสักหน่อยนี่คะ”ริมฝีปากอิ่มพยายามอธิบาย เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเป็นกังวลของคนเป็นป้า

“ป้ารู้ แต่ป้าว่าพรีนเอาไปคืนคุณหญิงท่านเถอะนะ ถึงคุณหญิงท่านจะเต็มใจให้ แต่นี่มันเป็นเงินของคุณหนู แล้วป้าว่าคุณหนูเธอคงไม่ได้ให้พรีนฟรี ๆ แน่นอน”

ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยเปี่ยมไปด้วยความกังวลจากใจจริง ดวงตาของหญิงวัยกลางคนทอดมองหลานสาวอย่างห่วงใย เธอกลัวเหลือเกินว่าแหวนเพชรวงนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ยากจะควบคุมในภายหน้า

เธอรู้ดีว่าไม่มีใครอยากเสียผลประโยชน์ไปโดยไม่มีเงื่อนไขหรือไม่มีสิ่งใดเป็นการตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าของเงินคือปภาวี หญิงสาวที่แสดงออกว่าเกลียดหลานสาวเธอเข้ากระดูกดำ

“พรีนพยายามคืนให้กับคุณหญิงแล้วค่ะ แต่คุณหญิงก็ไม่ยอม พรีนเลยตั้งใจว่าจะเอามาเก็บเอาไว้ก่อน แล้วค่อยหาจังหวะคืนค่ะ”

“เร็วหน่อยนะพรีน ถ้าคืนกับคุณหนูเธอไม่ได้ก็เอาคืนให้กับคุณหญิงท่านไป เข้าใจที่ป้าพูดใช่ไหม?”

“เข้าใจค่ะ”

“เอา ๆ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปดูอาบน้ำให้สบายตัวสะก่อน แล้วค่อยไปช่วยป้าที่เรือนใหญ่ทำอาหารมื้อเย็น”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวพรีนรีบตามไปนะคะ”

ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ ให้ป้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมที่จะถือถุงของขวัญเข้าไปในห้อง ทิ้งให้ป้าน้อยมองตามด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยังตีวนอยู่ในใจ

ภายในห้องพักเล็ก ๆ ชนากานต์วางถุงของขวัญลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ติดมือเข้าไปในห้องน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหยิบเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงขาสั้นมาสวมอย่างไม่คิดอะไรมาก รวบผมขึ้นหลวม ๆ ก่อนจะรีบสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องครัวในเรือนใหญ่โดยทันที

“มาค่ะป้า พรีนช่วย”

เสียงใสของชนากานต์เอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องครัว น้อยซึ่งกำลังหั่นผักอยู่ที่เขียงเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก แล้วชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นหลานสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวตัวบางกับกางเกงขาสั้นสีครีมเหนือเข่า

“พรีน! ทำไมหนูแต่งตัวแบบนี้ล่ะลูก ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย!”

ชนากานต์ก้มมองตัวเองอย่างงุนงง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

“ทำไมหรอคะป้า พรีนไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหนเลย”

“ป้าบอกให้ไปเปลี่ยนก็คือไปเปลี่ยน กางเกงก็สั้นเสื้อก็บาง ไป ๆ ไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวนี้”

“ไม่เห็นจะสั้นตรงไหนเลยนี่คะ อีกอย่างบ้านนี้ก็มีแต่ผู้หญิง ป้าไม่ต้องห่วงหรอก ปลอดภัยแน่นอนค่ะ”

“ไม่ได้! ป้าไม่สบายใจ ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยนะพรีน!”

“แต่พรีนว่า...”ชนากานต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามจะอธิบาย ทว่าก่อนที่เธอจะพูดจบ เสียงเรียบนุ่มของคุณหญิงรุจิราก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าห้องครัวเสียก่อน

“มีอะไรกันหรือเปล่า เสียงดังไปถึงข้างนอกเชียว”สองป้าหลานหันไปมองทันทีด้วยท่าทีตกใจ ก่อนที่คุณหญิงจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความหยอกล้อเล็กน้อย

“ฮึ ว่าไง สรุปว่ามีอะไรกัน”

“เปล่าค่ะคุณหญิง น้อยแค่ให้หนูพรีนไปเปลี่ยนชุดก็เท่านั้นค่ะ”

“เปลี่ยนชุด?” คุณหญิงว่าพลางเลิกคิ้ว มองชนากานต์อย่างพินิจ “เปลี่ยนทำไมล่ะฉันว่ามันก็ออกจะน่ารักดีออก”

“น้อยคิดว่ามันไม่เหมาะสมค่ะคุณหญิง เสื้อบางจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน ซ้ำกางเกงยังสั้นขนาดนี้”น้อยหันไปพูดกับคุณหญิงเสียงเรียบ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนหันไปมองหลานสาวพร้อมส่งสายตาเร่งเร้าให้รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

“ไม่ต้องไปเปลี่ยนหรอกหนูพรีน ฉันไม่เห็นว่ามันจะไม่เหมาะสมตรงไหนเลยนะ หรือว่าน้อยหวงหลานสาว?”

น้อยชะงักไปเล็กน้อย สบตาคุณหญิงด้วยท่าทางลำบากใจ ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดแต่ก็ลังเล

“เอ่อ...คือ”

“ให้อิสระหลานบ้างเถอะน้อย หลานโตเป็นสาวแล้วนะ เขาควรจะคิด ควรจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองได้แล้ว”

“ค่ะคุณหญิง”

“เดี๋ยวหนูพรีนออกไปข้างนอกก่อนนะ ฉันขอคุยอะไรกับป้าของหนูสักหน่อย”

คุณหญิงรุจิราหันไปบอกชนากานต์ที่ยังยืนงุนงงอยู่ไม่ไกล สายตาที่มองเด็กสาวเต็มไปด้วยความเมตตา ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด หญิงสูงวัยไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะรู้ดีว่าเรื่องที่จะคุยกับป้าของเจ้าตัวต่อจากนี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวอย่างชนากานต์สมควรจะได้รับรู้

ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบา ๆ เธอไม่เอ่ยถามอะไร แม้ในแววตาจะยังเต็มไปด้วยคำถามที่ยังสงสัย และสุดท้ายเธอจึงหันหลังเดินออกจากครัวไปด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองคน คุณหญิงจึงหันกลับมาสบตากับน้อย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงที่ออกมาอย่างนุ่มนวลตามแบบฉบับของผู้ที่มีวุฒิภาวะ แต่ก็มีน้ำหนักในถ้อยคำอย่างชัดเจน

“น้อยกำลังกลัว...กลัวว่าลูกสาวฉันจะทำไม่ดีกับหนูพรีนอย่างนั้นใช่ไหม”

“คะ...คุณหญิงรู้ได้ยังไงคะ”

“ฉันมองออกน่าน้อย แล้วน้อยก็รู้ใช่ไหมว่ายัยภัคมีรสนิยมแบบไหน”

น้อยเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบเสียงนิ่งที่เต็มไปด้วยความกังวลและความหนักใจ

“รู้ค่ะ”

“น้อยกำลังกลัว ในสิ่งที่ฉันก็กำลังกลัวอยู่เหมือนกัน เมื่อเช้าฉันเห็นรอยแปลก ๆ ที่คอของหนูพรีน แต่มันก็คงจะดูไม่แปลกเท่าไหร่ถ้าไม่มีรอยนิ้วมือที่ดูคล้ายกับรอยตบบนหน้าของยัยภัค”

“คุณหญิงก็เห็นเหมือนกันเหรอคะ”น้อยถามเสียงสั่น ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตกใจ

“ใช่ฉันเห็น แต่ฉันก็ได้ถามยัยภัคไปตรง ๆ แล้ว เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ทำ แล้วน้อยล่ะ ได้ถามหนูพรีนบ้างหรือเปล่า ว่ารอยนั้นมันเป็นรอยอะไร”

“หนูพรีนบอกน้อยว่า...เป็นรอยเกาที่เกิดจากอาการคันเพราะมดกัด แต่น้อยก็ยังไม่ปักใจเชื่อนะคะคุณหญิง เพราะน้อยเองก็พอจะมองออกว่ารอยนั้นมันไม่ใช่รอยมดกัดแต่มันคือ...รอยดูด”

“อืม ฉันก็คิดว่ามันเป็นรอยดูดเหมือนกัน”เอ่ยพรางระบายลมหายใจออกมาอย่างคิดหนัก ก่อนเอ่ยต่ออีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ฉันบอกตามตรงเลยนะน้อยว่าฉันไม่เคยรังเกียจหนูพรีนเลย ฉันรัก ฉันเอ็นดู แล้วฉันก็อยากจะได้หนูพรีนมาเป็นลูกสาวของฉันอีกคน”

“แต่ว่า...”

“ยัยภัคน่ะหัวดื้อ ปากร้าย พูดจาอะไรไม่คิด แต่ฉันก็รู้ดีว่าลึก ๆ แล้วลูกสาวฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เขาอาจจะกั้นกำแพงตัวเองสูงไปสักหน่อย แต่ฉันก็เชื่อว่าหนูพรีนจะทลายกำแพงนั้นลงมาได้”

น้อยมองใบหน้าของคุณหญิงอย่างตั้งใจ รับรู้ได้ถึงความจริงใจในคำพูดนั้น ก่อนจะตอบเสียงเบา ๆ อย่างระมัดระวัง

“หนูพรีนยังเด็กมากนัก น้อยยังไม่อยากให้เธอต้องมาพบเจอกับความเสียใจ แล้วน้อยก็รู้ตั้งแต่วันแรกแล้วด้วยค่ะคุณหญิงว่าหนูพรีนเธอคิดยังไงกับคุณหนู”

“ฉันเองก็รู้ ฉันเลยจะมาขอโอกาสน้อย ให้น้อยลองเปิดใจให้กับยัยภัคสักครั้ง ฉันคิดว่ายัยภัคเองก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างกันกับหนูพรีน เพียงแค่เขาปากแข็งและยังไม่ยอมรับใจตัวเองก็เท่านั้น”

“แต่น้อยคิดว่าคุณหนูเธอไม่น่าจะสนใจอะไรในตัวหนูพรีนหรอกมั้งคะคุณหญิง เธอแสดงออกว่าเกลียดหนูเพียงซะขนาดนั้น”

น้อยกัดริมฝีปากแน่น สีหน้าฉายแววกังวล เพราะแม้เธอจะอยากคิดในแง่ดีแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่เห็นกับตาได้ ตั้งแต่วันที่พาหลานสาวเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ประภาวีก็ไม่เคยมีท่าทีเป็นมิตร ไม่เคยพูดจาดี ๆ กับชนากานต์เลยสักครั้งเดียว

หากจะให้เธอเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รังเกียจหลานของเธอ มันก็คงยากเต็มที

คุณหญิงรุจิราเงียบไปพักหนึ่ง ยกมือขึ้นลูบคางเบา ๆ ด้วยท่าทางชั่งใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางที่ผุดขึ้นตรงมุมปาก

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะพิสูจน์ให้น้อยดูก็แล้วกัน ว่าจริงๆแล้ว ยัยภัค รู้สึกยังไงกับหนูพรีนกันแน่”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักคนละตอน   CHAPTER 12

    อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย

  • รักคนละตอน   CHAPTER 11

    บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา

  • รักคนละตอน   CHAPTER 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี

  • รักคนละตอน   CHAPTER 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ

  • รักคนละตอน   CHAPTER 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status