LOGINอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน
“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์” “แกได้มาจากไหน?” “ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก” เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น “แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า” “เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ” “อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด” ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ “ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ” “ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย” ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย เขาขยับตัวพิงโต๊ะ แขนข้างหนึ่งเท้าไว้สบาย ๆ ขณะรอคำตอบจากเพื่อนสาวตรงหน้า “มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย แต่ช่างมันเถอะ” “เรื่องอลิซใช่ไหม?” “แกรู้ได้ไง”ปภาวีหันกลับมาเลิกคิ้วมองชายหนุ่มเล็กน้อย รอยสงสัยพาดผ่านใบหน้าอย่างชัดเจน “แค่ตอบมาว่าใช่หรือไม่ใช่” “อือ ใช่”ตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะเบนสายตามองไปทางอื่น “นี่แกยังไม่เลิกส่งเสียอลิซอีกเหรอวะภัค มันไม่ใช่เรื่องที่แกต้องมารับผิดชอบเลยนะเว้ย ไหนจะแม่ไหนจะลูก ตายกันพอดี” ภาสกรถอนใจเฮือกใหญ่ ขณะพูดพลางเหลือบมองเพื่อนตรงหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเตือนแบบนี้ และมันคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอีกเหมือนกันถ้าอีกฝ่ายยังดื้อด้านและดึงดันที่จะทำเหมือนเดิม “แล้วฉันเลือกอะไรได้ละ ก็ฉันรับปากพ่อของเธอไว้แล้วนี่” “บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ แกต้องแยกแยะให้ได้นะภัค อีกอย่างบุณคุณนั้นมันควรจะจบลงได้ตั้งแต่ที่อลิสทำกับแกแบบนั้นแล้ว” “อือ ไว้เดี๋ยวฉันจะคิดดูอีกทีก็แล้วกัน” “ถ้าจะคิดก็คิดให้มันเร็ว ๆ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งแกเกิดมีคนรักขึ้นมา มันจะลำบากถ้าแกยังดูแลแฟนเก่าและก็ลูกของแฟนเก่าอยู่แบบนี้” เขาพูดเพราะความหวังดี เพราะรู้ดีว่าไม่มีใครที่ไหนจะยอมให้คนรักของตัวเองยังส่งเสียหรือดูแลคนรักเก่าอยู่แบบนั้น มันทั้งไม่สมเหตุสมผล และไม่ยุติธรรมกับคนที่เดินเข้ามาใหม่เลยสักนิด เขารู้จักนิสัยเพื่อนตัวเองดี ว่าทั้งดื้อเงียบ เอาแต่ใจ และไม่ค่อยเปิดหูฟังใคร นอกจากเสียงของความคิดตัวเอง และในฐานะเพื่อนรักที่รู้จักกันมานาน เขาไม่ได้อยากเห็นอีกฝ่ายต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เพียงเพราะความดื้อรั้น หรือความผูกพันที่ยังแยกไม่ออก...ว่ามันคือหน้าที่ หรือแค่เยื่อใยเก่า ๆ ที่ไม่ยอมปล่อยวาง เขาเลยต้องพูดตอนนี้ ถึงแม้จะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ฟังคำเตือนของเขาเลยก็ตาม “ฉันคิดเองได้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ไม่ต้องมาสอน” ...แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เสียงตอบกลับจริงจังจนเขาไม่มีอะไรจะโต้แย้ง เมื่อเห็นทั้งนั้นเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อคลายความตึงเครียดระหว่างกัน “ครับ แม่คนเก่ง เออว่าแต่แกจะบอกฉันได้หรือยังว่าเมื่อเช้านี้ไปทำอะไรที่มหาลัย ไปส่องเด็กเหรอ?” พรวด! น้ำพุ่งออกจากปากปภาวีทันทีที่ได้ยินประโยคคำถามนั้น เธอรีบคว้าทิชชูมาซับด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบออกไปด้วยความประหม่า “ปะ...เปล่า ส่องบ้าอะไร ไม่มี” “พูดจริง?”หรี่ตามองอย่างจับผิด “เออ อย่าเซ้าซี้ได้ไหม รำคาญ!”น้ำเสียงที่สวนกลับฟังดูหงุดหงิดบวกกับสีหน้าขึงขังที่ไม่ต่างจากคำพูด ภาสกรเลยต้องเบือนหน้าออกนิดหน่อยอย่างคนไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว “อะไรวะ เดี๋ยวนี้ขี้หงุดหงิดจัง” ภาสกรพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย สับสนกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของเพื่อนสนิทในช่วงหลัง ๆ ทว่าทันใดนั้นเองเสียงกระดิ่งเหนือประตูร้านก็ดัง กริ๊ง~ ตามแบบที่ร้านอาหารเมื่อมีลูกค้าเข้ามา เสียงนั้นดึงความสนใจของภาสกรไปโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มหันไปมอง ก่อนจะก็เปรยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้... “อื้อหื้อ! เด็กเดี๋ยวนี้นี่มันสวยจริง ๆ เลยนะเว้ย” “หน้าหม้อ!” “เอ้า ด่าเฉย ไม่เชื่อก็ลองดูดิ” ปภาวีถอนหายใจ ก่อนจะเหลือบมองไปยังทิศทางเดียวกับที่ภาสกรเพื่อนชายกำลังพูดถึง แต่พอได้เห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นชัด ๆ เธอก็ชะงักไปชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจ แววตาฉายแววไม่เชื่อสายตา เพราะผู้หญิงในชุดนักศึกษาที่เพิ่งเดินเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือชนากานต์ คนใช้ในบ้านของเธอเอง “...พรีน” “ว่าไงนะ?” “ปะ...เปล่า ไม่มีอะไร” ปภาวีรีบปฏิเสธเสียงเรียบ แต่ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสนและคำถามมากมายที่ประดังเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน ชนากานต์มาทำอะไรที่นี่? แล้วผู้ชายที่มาด้วยเป็นใคร? เธอควรจะอยู่ที่มหาวิทยาลัย หรืออย่างน้อยก็ต้องอยู่บ้านตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่โผล่มาเดินเฉิดฉายในร้านอาหารกับผู้ชายสองต่อสองแบบนี้ เมื่อเช้าก็แทนคุณ แล้วตอนนี้...ก็ชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคน เมื่อเห็นดังนั้นอารมณ์บางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ความไม่พอใจคล้ายเปลวไฟที่ค่อย ๆ ลามอยู่ในอก แม้สีหน้าจะเรียบเฉย ทว่าข้างในกลับปั่นป่วนจนควบคุมแทบไม่อยู่ เธอพยายามไม่แสดงออกให้ภาสกรรู้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบหางตาไปมองยังโต๊ะของชนากานต์อยู่เป็นพัก ๆ “ตะลึงอ่ะดิ น้องเขาสวยใช่ไหมล่ะ แต่เสียดายว่ะน่าจะมีแฟนแล้ว แถมหล่ออีกต่างหาก” ภาสกรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังเล่นกับไฟอยู่ “มึงพูดบ้าอะไรของมึงไอ้ต้น เขาอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้” “ขึ้นมึงขึ้นกูเลยเหรอวะ แปลก ๆ นะมึงเนี่ย...เออว่าแต่มึงรู้จักน้องเขาเหรอถึงได้รู้ว่านั่นไม่ใช่แฟนเขา” “เออ รู้จัก รู้จักดีเลยล่ะ”เสียงตอบฟังดูเรียบ แต่สายตาที่หันกลับไปยังโต๊ะของชนากานต์นั้นเย็นจัด เธอเห็นหญิงสาวหัวเราะครั้งแล้วครั้งเล่ากับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างกาย แม้รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อหัวใจของเธอแบบนี้ ...เจ็บแปล๊บเหมือนถูกเข็มทั้งรอยทิ่งลงตรงกลางใจ “ใครอ่ะ แนะนำให้กูรู้จักบ้างดิ เผื่อบางทีถ้าน้องผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนของน้องเขา กูจะได้จีบ” “หยุดความคิดของมึงซะ เด็กคนนั้นเป็นคนของกู” “คนของมึง? หมายความว่าไง แฟนมึงเหรอ” “กูหมายถึงเธอเป็นคนใช้ในบ้านของกู มึงไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับเธอถ้ากูไม่อนุญาต!” ปภาวีเน้นคำทุกคำ ทุกพยางค์อย่างชัดเจน ใบหน้าสวยเรียบตึง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น แววตาเริ่มแฝงแววกราดเกรี้ยวที่เริ่มจะข่มไว้ไม่มิด “อ่อแล้วไป ว่าแต่คนใช้บ้านมึงนี่สวยเนาะ ถ้ามึงอนุญาตกูก็ไม่ติดนะ เหมาะแก่การเป็นแม่ของลูกยิ่งนัก” “กูบอกให้มึงหุบปาก!” “ก็แค่แม่บ้านมึงจะห่วงอะไรขนาดนั้นวะ หรือว่าจริง ๆ แล้วมึงก็แอบชอบน้องเขาเหมือนกัน” “พะ...พูดบ้าอะไร” ปภาวีสวนกลับแทบจะในทันที แต่ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับแผ่วเบากว่าปกติเล็กน้อย น้ำเสียงที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นเล็กน้อยเมื่อคำพูดนั้นจี้ตรงจุดจนเกินไป ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมา ปภาวีจะหลบตาเป็นการกระทำที่ไม่มีเจตนา แต่ทว่าสำหรับภาสกรแล้วมันช่างชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดใด “เป็นเพื่อนกันมาก็ตั้งนาน ทำไมเรื่องแค่นี้กูจะดูไม่ออก ปภาวีผู้เย็นชา ไม่เคยสนใจใครนอกจากตัวเอง แต่อยู่ ๆ กลับแสดงอาการหวงแม่บ้านจนเกินเหตุ ถ้ามึงไม่ชอบน้องเขา มึงจะให้กูคิดว่าไง” “...” “ยอมรับในความรู้สึกตัวเอง มันไม่ได้ยากเลยไอ้ภัค ชอบก็แค่บอกว่าชอบ จะปากแข็งเพื่ออะไร” “กูไม่ได้ชอบ! ได้ยินชัดไหม” “มึงไม่ได้ชอบ แต่กูชอบ!” “ไอ้ต้น..!”เสียงเธอดังขึ้นทันควัน ริมฝีปากเม้มแน่นจนแทบเป็นเส้นตรง ดวงตาวาววับด้วยทั้งความตกใจและโกรธเคืองที่พุ่งเข้ามาในวินาทีนั้น แต่ทว่าภาสกรกลับไม่สะทกสะท้าน เขามองหน้าอีกฝ่ายโดยไม่หลบตา ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นในน้ำคำ “แล้วกูก็รู้ด้วยนะ ว่าคนปากหมาแบบมึง ไม่มีทางยอมรับอะไรง่าย ๆ หรอก ต้องรอให้เสียไปซะก่อนถึงจะรู้สึก...” “...”ปภาวีนั่งเงียบทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีคำเถียง แต่เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมันสะกิดบางอย่างในใจเธอ...และเธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วเธอกำลังรู้สึกยังไงกันแน่ “มึงควรจะเปิดใจให้คนอื่นบ้าง ไม่ชอบแบบจะเอาเป็นแฟน ก็ชอบในฐานะเพื่อนร่วมโลกก็ได้ อย่าเอาแต่ใจตัวเองแล้วก็อย่าอคติให้มันมาก...อ้อแล้วที่สำคัญมึงก็ช่วยกลับไปใช้สมองอันน้อยนิดของมึงทบทวนดูอีกครั้งนะว่าจริง ๆ แล้วมึงรู้สึกยังไงกับน้องเขากันแน่ เรื่องอื่นฉลาดแต่ทีกับเรื่องแบบนี้แม่งเสือกโคตรโง่ กูไปละมีธุระต่อ” ภาสกรพูดจบก็ลุกขึ้นเต็มความสูง ปัดชายเสื้อสูทเบา ๆ ก่อนจะก้าวออกจากโต๊ะโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและอารมณ์ที่ตีวนอยู่ภายในใจของคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ ปภาวีหลุบตามองแก้วน้ำตรงหน้า ริมฝีปากเม้มแน่น แผ่นอกข้างซ้ายแน่นตึงราวกับมีบางอย่างตีขึ้นมาจุกอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกผิดบางอย่างที่เธอเคยพยายามผลักไสให้ไกลออกจากตัว ตอนนี้มันย้อนกลับมาทั้งหมด ทั้งคำพูดเสียดแทง ทั้งสายตาเหยียดหยัน ทั้งท่าทีเฉยชาที่เคยทำไว้กับชนากานต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่...ล้วนแต่ผุดขึ้นมาทีละฉาก ภาพที่ชนากานต์ยืนก้มหน้านิ่งเงียบ... ภาพที่เธอตะคอกใส่อีกฝ่ายเพียงเพราะอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง... ภาพที่ปฏิเสธความหวังดีที่อีกฝ่ายมอบให้เพียงเพราะทิฐิที่มีมากจนเกินไป... ภาพที่เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ว่าคนอย่างชนากานต์ก็เป็นแค่เพียงคนขี้ข้ารับใช้และอื่น ๆ อีกมากมาย ตอนนั้นเธอไม่คิดเลยว่าคำพูดของตัวเองจะฝังลึกหรือทำร้ายจิตใจของคนคนหนึ่งได้มากแค่ไหน ไม่เคยนึกว่า...วันนึงตัวเองจะต้องมานั่งรู้สึกผิดกับการกระทำแย่ ๆ ที่ทำลงไป ต้องมานั่งมองผู้หญิงคนนั้นหัวเราะมีความสุขกับใครต่อใคร ที่ไม่ใช่เธอ ยิ่งคิด ยิ่งเห็น ยิ่งรู้สึกไม่ดีที่ทำพฤติกรรมที่เคยทำกับผู้หญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้าม “จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกยังไงกับเธอกันแน่นะ พรีน” คำถามนั้นดังก้องอยู่ในหัว ไม่ต่างจากเสียงของหัวใจที่ยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ยิ่งพยายามหาคำตอบมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนยิ่งหลงทางมากเท่านั้น แปลกดี ที่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาหลายสิบปี เธอเคยมั่นใจในทุกการตัดสินใจของตัวเองและไม่เคยมีเรื่องใดมาทำให้จิตใจวอกแวกหรือคิดลังเลเลยสักครั้ง แต่เมื่อมีผู้หญิงคนนี้เข้ามา....ซึ่งเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ไม่ได้ทีอะไรพิเศษหรือหวือหวาเหมือนทุกคนที่เคยเจอ กลับทำให้เธอเสียศูนย์เสียความเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้ หรือบางที...เธอควรจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหา เพื่อขอขอโทษกับทุกสิ่งที่ผ่านมา…หรืออย่างน้อย ก็ขอแค่ได้สบตาอีกฝ่ายชัด ๆ ก็ยังดี แต่ไม่ทันที่เธอจะตัดสินใจอะไรได้เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเธอก้มลงมองหน้าจอ ชื่อผู้ติดต่อที่ปรากฏ ทำให้ริมฝีปากเธอเม้มแน่นอีกครั้ง ครืด ครืด <<< Kulthida Calling >>> “บอสคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ” “มีอะไรคุณนุ่น ฉันทำธุระอยู่” “คุณธนัชไม่พอใจที่บอสยกเลิกประชุม ตอนนี้กำลังโวยวายใหญ่เลยค่ะ” “คุณคุมสถานการณ์ไว้ก่อน เดี๋ยวฉันจะรีบไป” ปภาวีกดวางสายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับไปยังโต๊ะที่ชนากานต์นั่งอยู่อีกครั้ง ทว่าโต๊ะนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เธอเห็นเมื่อครู่ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความสงสัยผุดขึ้นในใจว่าอีกฝ่ายหายไปไหน แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อ มือเรียวยกกระเป๋าขึ้นมาคล้องข้อมืออย่างเคยชิน ขณะเดียวกันสมองก็พยายามจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ตอนนี้...ยังมีเรื่องที่ต้องรีบจัดการให้จบส่วนเรื่องของชนากานต์ค่อยว่ากันทีหลัง เธอก้าวออกจากร้านด้วยท่วงท่ามั่นคง หนักแน่น โดยที่ไม่หันกลับไปมองโต๊ะตัวนั้นอีกเลยอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย พยายามเพ่งตาม ก่อนเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นตรงกัน“ใช่ ฉันก็อ่านได้ว่า ฐิติปกรณ์”“แกได้มาจากไหน?”“ลุงคนเดิมนั่นแหละ แกว่าเก็บมาจากที่เดียวกันกับสร้อยจี้ที่ฉันบอกไปตอนแรก”เมื่อได้รับคำตอบเธอจึงพลิกบัตรอีกครั้ง ช้า ๆ พิจารณารอยขีดข่วนตามขอบ คิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถึงจี้เส้นนั้น“แล้วตอนนี้สร้อยเส้นนั้นอยู่ที่ไหน แกเอามาด้วยหรือเปล่า”“เปล่าอ่ะ ไม่ได้เอามา พอดีว่าฉันเอาไปให้พ่อดูแล้วลืมหยิบมาด้วยอะดิ”“อืม ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูก็ได้ ส่วนบัตรนี่มันพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้เห็นข้อความทั้งหมดไหม” “จะว่ามีมันก็มีนั่นแหละ ฉันว่าจะลองเอาไปให้เพื่อนฉันที่เป็นช่างโลหะช่วยทำความสะอาด เผื่อบางทีเราอาจจะมองเห็นข้อความบนนั้นทั้งหมด”ภาสกรพูดพลางยื่นมือออกไปรับบัตรนั้นคืนมา นิ้วมือประคองขอบไว้ด้วยท่าทีระมัดระวัง เขาก้มหน้าลงมองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยน้ำหนักเบามือ“ดีเหมือนกัน ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ”“ด้วยความยินดี แล้วนี่เป็นอะไรอ่ะ หน้าตาดูไม่สบอารมณ์เลย”ภาสกรเลิกคิ้วขณะพูด เสียงฟังดูเหมือนแซว แต่ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นนิดหน่อย
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัด ตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้ เธอก้าวเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยทักทายใครสักคน ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบสนิท ทว่าแววตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวและวาววับด้วยความไม่พอใจที่ยังคั่งค้างอยู่ในอก ภายใต้ท่วงท่าที่ดูสงบนิ่งในสายตาคนอื่น คืออารมณ์กรุ่นเดือดที่ยังไม่จางหลังจากบทสนทนากับมารดาเมื่อเช้า และภาพที่ไม่อยากเห็นซ้ำ ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย จนกระทั่งเธอเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของตัวเอง… เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ปภาวีก็ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ปล่อยหลังพิงพนักอย่างหมดแรง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ตั้งใจจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่านั้น ภาพชนากานต์ยิ้มให้แทนคุณยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่สำคัญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหน่วงในอก ยิ่งนึกถึงคำว่า “พี
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได







