Masuk“ผมก็เพิ่งรู้เมื่อครู่เองครับ”
“ไม่ต้องเตรียมอะไรมากหรอกครับ ผมนอนกับสืบอยู่แล้ว”
“ใครบอกว่าแกจะได้นอนกับลูกชายฉัน” พรรณพิลัยหันมาจ้องบุคคลที่สามอย่างเกลียดชัง ตัวอะไรก็ไม่รู้ หญิงก็ไม่ใช่ ชายก็ไม่เชิง สีผมนั่นอีก ไหนจะต่างหูที่สวมเป็นพรวนดูตรงไหน มุมไหนก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด รอยยิ้มกวน ๆ ชั่งยั่วโทสะคนได้เก่งจริง ๆ
“ก็เอาสิครับ นี่ไม่ใช่ยุคทาสในเรือนเบี้ย ทุกคนมีสื่อในมือ หากคุณหญิงไม่หน้าบางผมก็จะไลฟ์ทุกวันเลยยังได้ ผู้ติดตามสามแสนคนจะได้รู้ว่านายหญิงคุณาปกรปฏิบัติกับสะใภ้ยังไง หน้าเนื้อใจเสืออย่างที่เขาเล่ากันหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับคุณหญิงแล้วล่ะครับ”
“แก!!!” พรรณพิลัยได้แต่กัดฟันกรอดเขย่าแขนลูกชายเพื่อขอกำลังเสริม และหวังจะให้ลูกชายปฏิเสธ
“อยู่กับผมก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ก่อเรื่อง”
“แต่…”
“แล้วห้องนอนคุณอยู่ตรงไหนล่ะ จะได้ยกกระเป๋าไปเก็บสักที” ทศวรรษจงใจเดินนวยนาดมาคล้องแขนของสืบสานอีกฝั่งฉีกยิ้มพิมพ์ใจให้แม่ผัวที่ตีหน้ายักษ์ใส่อีกที
“คุณเหนื่อยไม่ใช่เหรอครับ ให้ผมถูหลังให้คุณนะ” ทศวรรษพูดอย่างหน้าไม่อาย แถมยังเกาะแขนสืบสานแกว่งไปมาเหมือนเด็กเพื่อขอความเห็นใจ สืบสานน้ำท่วมปากแต่เสียงกรีดร้องของแม่ตัวเองทำให้เขาได้สติ
“วิตถาร พูดอะไรหน้าไม่อาย”
“แค่อาบน้ำเอง มากกว่านี้ก็เคย…มาแล้ว” ทศวรรษจงใจเน้นคำว่า “เคย” แต่เสียงเข้มของสืบสานที่เรียกชื่อเขา
“ทศ!” ทศวรรษหน้าบึ้งตึงหุบปากฉับไม่ยืนต่อล้อต่อเถียงกับแม่ผัวอีก ทศวรรษไม่ใช่คนลามปาม เขาให้ความสำคัญกับลำดับกับผู้อาวุโสอยู่เสมอ และผู้อาวุโสคนนั้นต้องทำตัว วางตัวให้เหมาะสมให้น่าเคารพนับถือด้วยเช่นกัน
และเขาจะไม่ยอมเป็นลูกพลับนิ่มให้แม่ผัวบีบจนแหลกคามือแน่ ๆ อคติบังตาขนาดนี้ต่อให้ทำดีแทบตายก็คงระเหยในอากาศไปเสียหมด
“ผมขอตัวก่อนนะครับคุณแม่”
“สืบ ดะเดี๋ยว” พอเห็นท่าทีของลูกชายที่ฉุดกระชากลากถูอีกฝ่ายไปในตัวบ้านพรรณพิลัยก็ยกยิ้ม
อย่างน้อยลูกเธอก็ไม่เหลือเยื่อใยให้เจ้าเด็กเหลือขอนั่น…
เมื่อประตูปิดลงทศวรรษจึงบิดข้อมือตัวเองออกจากฝ่ามือที่เหมือนคีมเหล็กนั่น
“อยู่ให้ห่างจากแม่ผม”
“บอกแม่คุณเถอะ เจอหน้าผมทีไรเหมือนจงอางหวงไข่ ไม่ขู่ฟ่อ ๆ ก็ปรี่เข้ามาฉกทันที” ทศวรรษว่าพลางคลึงข้อมือของตัวเองไปด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“คุณก็สงบปากสงบคำหน่อย”
“เฮอะ ไม่ใช่ผมคุณก็พูดได้นี่”
“ผมบอกแล้ว…คุณก็ไม่เชื่อ หาเรื่องมาทรมานตัวเองแท้ ๆ”
“ถ้าผมไม่มาคุณจะย้ายไปอยู่คอนโดกับผมไหมล่ะ”
“ทำไมผมต้องไป”
“นั่นสิ คนที่ลืมก็คือคุณจะพูดอะไรยังไงก็ได้ แต่กับผมมันต่างกัน” ทศวรรษพูดก่อนจะเดินไปนั่งทิ้งตัวที่โซฟาด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าสืบสาน
“ลองมาเป็นทศวรรษคนนี้สิ คนที่จู่ ๆ คนรักที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ลืมเลือนทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเองไป เหมือนกับจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ไม่มีการเตรียมใจ ไม่มีเค้าลางถึงจุดจบที่จะมาถึงก่อนหน้าเป็นใครจะทำใจได้!!” หากก่อนหน้าสืบสานทำตัวแปลกไป ตีตัวออกหาก บอกว่าไม่รักเขาแล้ว ก็ยังดีกว่าจู่ ๆ หายไปแบบนี้ หายไปทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างยังค้างคา ทศวรรษกอดหมอนอิงในอกแน่นพร้อมกับชันเข่าซุกหน้าลงไปเหมือนเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่เอ็ด หนีไปซ่อนน้ำตาและความน้อยใจนั้นเพียงลำพัง
“ถ้าคุณอยากจะด่าผม ด่าออกมาเถอะ” ทศวรรษตอบเสียงอู้อี้
“ด่าคุณแล้วได้อะไร ด่าไปก็เข้าตัวเองอยู่ดี” สืบสานกอดอกจ้องมองพฤติกรรมของอีกฝ่ายที่น่าเอ็นดู…เรียวตาหยักโค้งเป็นสระอิ มุมปากยกยิ้มน้อย ๆ กับท่าทางเหมือนเด็กโค่งที่ไม่รู้จักโต ไม่ชวนให้โอ๋เลยสักนิด ชวนแหย่ให้ร้องไห้โฮเสียงดังซะมากกว่า
มันเขี้ยว…ความคิดนึงผุดขึ้นมาในสมองของสืบสานจนเขาต้องสะบัดหน้าน้อย ๆ ไล่ความคิดเด็ก ๆ อยากแกล้งคนนั้นออกไป ที่เขาพาทศวรรษมาอยู่ที่บ้านใหญ่ก็เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายตัดใจจากเขาเร็ว ๆ ต่างหาก เพราะยังไงทศวรรษก็ไม่ยอมหย่าขาดจากเขาง่าย ๆ อยู่ดี
ให้อีกฝ่ายได้มารู้มาเห็นกับตาตัวเอง จะได้ตาสว่างเสียที
บางทีสืบสานคนที่อีกฝ่ายเฝ้ารอ…อาจตายจากไปไม่หวนคืนกลับมาอีกแล้ว
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







