LOGIN“แต่ว่าตอนนี้เขาเพิ่งหายป่วย เขา…” ทศวรรษถอยออกไปหลายก้าวก่อนจะก้มลงกราบเจ้าสัวอยู่หลายครั้ง
“ผมรู้ว่าผมไม่คู่ควร ไม่มีค่าให้เห็นใจ แต่ว่าความรักที่ผมมีให้เขาเป็นรักที่บริสุทธิ์ ผมไม่เคยหวังในสมบัติของคุณาปกร ผมรักเขาด้วยใจจริง” ทศวรรษก้มกราบอยู่หลายครั้ง ก่อนจะกราบที่พื้นโดยไม่ลุกขึ้นมาอีกพร้อมกับเสียงสะอื้น และที่ผ่านมาสืบสานเองก็ไม่เคยใช้เงินกงสีของที่บ้านเลยสักบาท ข้อนี้ท่านเจ้าสัวรู้ดี…
“ผมรักเขาจริง ๆ ขอคุณท่านโปรดเห็นใจ” ท่านเจ้าสัวสบตากับลูกชายที่เอาแต่นั่งนิ่งเงียบ แต่ทว่าสองมือกลับกำหมัดแน่นจนขึ้นข้อขาวอยู่ใต้โต๊ะ
“ในตอนแรกถึงแม้ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยในการแต่งงานครั้งนั้น แต่เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตอนนี้…ฉันจะทำอะไรได้อีก” ทศวรรษเงยหน้าขึ้นมามองด้วยน้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า
“คุณท่าน” ทศวรรษแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หรือว่าท่านเจ้าสัวจะยอมรับเขา?
“แต่ว่าตอนนี้เขาจำเธอไม่ได้ เธอยังจะยืนยันคำเดิมอยู่อีกเหรอ…ฉันจะให้เงินเธอสักก้อนเอาไว้ตั้งตัว—”
“คุณท่าน แม้ผมจะยากจนแต่ก็ไม่เคยคิดจะหย่าขาดจากสืบสานด้วยวิธีนี้ ผมขอเวลา…”
“ขอเวลาอะไร” ทศวรรษมีสีหน้าอึกอักหันไปมองสืบสานข้าง ๆ ท่านเจ้าสัวเลยสั่งให้ลูกชายออกไปจากห้อง ภายในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงสองคน แต่บรรยากาศภายในกลับชวนอึดอัดมากกว่าเดิม ออกซิเจนที่ล่องลอยในอากาศเหมือนจะล่องลอยตามอีกคนไป ทศวรรษหายใจไม่ทั่วท้องก่อนจะกัดฟันพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไป
“หากภายใน 2 ปีเขาจำผมไม่ได้ และไม่มีความรู้สึกอะไรให้ผม ผมจะจากไปเอง และไม่หวังอะไรจากการหย่าขาดครั้งนี้ ขอให้คุณท่านอนุญาตด้วย” ท่านเจ้าสัวนั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไรสักครู่ ทศวรรษเองรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ความเงียบที่โอบล้อมระหว่างพวกเขาทั้งคู่เหมือนมีมือคู่หนึ่งคอยบีบคอของทศวรรษอยู่อย่างนั้น เขาแทบไม่กล้าหายใจแรงในช่วงระหว่างที่ท่านเจ้าสัวกำลังชั่งใจกับคำตอบ
“1 ปี ฉันให้เวลาเธอหนึ่งปี หากสืบสานไม่มีความรู้สึกอะไรให้เธอ ระหว่างเธอทั้งสองคนถือว่าขาดกัน ปล่อยให้เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นเรื่องอดีต หลังจากนั้นต่างคนต่างมีชีวิตใหม่ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันอีกแม้กระทั่งทางกฎหมาย” สมกับเป็นคำตอบของท่านเจ้าสัวใหญ่แห่งอาณาจักรน้ำเมา ไม่ได้ไม่เสียมีแต่เท่าตัว
“ขอบคุณครับ” ทศวรรษก้มกราบด้วยความนอบน้อมอีกครั้งก่อนจะยืดตัวขึ้นมาเอ่ยความต้องการของตัวเองต่อ
“ระหว่างนี้ผมต้องอาศัยอยู่ที่นี่ หวังว่าคุณท่านจะอนุญาต”
“ตอนนี้เธอก็เก็บของมาอยู่ที่นี่แล้วไม่ใช่เหรอ ฉันจะว่าอะไรได้” ทศวรรษได้เพียงแต่ก้มหน้าเม้มปาก เขาร้องไห้อย่างไม่อาย ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอยู่อย่างนั้น ท่านเจ้าสัวละสายตาจากใบหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตาเลยมองไปยังด้านหลังก่อนจะยกชาขึ้นมาจิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้ชายตรงหน้าร้องไห้ได้น่าสงสารจริง ๆ
หนึ่งปีว่าจะยาวก็ยาว ว่าจะสั้นก็สั้น แต่สำหรับทศวรรษเหมือนกอดระเบิดเวลาไว้กับตัวมากกว่า ขนาดสิบปีที่ผ่านมาสืบสานยังลืมความรักระหว่างพวกเราไปจนหมด หนึ่งปีที่เหลือจะนับเป็นอะไรได้
ทศวรรษไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเดินออกจากห้องเชือดนั้นมาได้อย่างไร ฝีเท้าของเขาเบาหวิวเหมือนจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ แต่กลับฝืนประคองร่างที่แทบไร้วิญญาณนั้นกลับห้องนอนของสืบสานได้ในที่สุด
เขานั่งเหม่อกอดเข่าอยู่ที่โซฟา ข้าง ๆ มีทั้งหมอนและผ้าห่มพับอยู่ ต่อให้ท่านเจ้าสัวพูดเหมือนว่าจะยอมรับในความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่อยู่กลาย ๆ แต่สิ่งที่ยากที่สุดในตอนนี้คือทำให้สืบสานชอบและรักเขาเหมือนเดิม ทศวรรษนั่งเหม่ออยู่อย่างนั้นไม่ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูด้วยซ้ำ
“คุณคงไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไรใส่พ่อผมใช่ไหม”
“…”
สืบสานเดินไปหยุดต่อหน้าทศวรรษก่อนจะดีดนิ้วตรงหน้าสองสามครั้ง เจ้าตัวถึงได้รู้สึกตัว ทศวรรษสะดุ้งโหยงก่อนจะมองเลยนิ้วมือตรงหน้าไปยังใบหน้าคมคายหล่อเหลานั้นที่จ้องมองเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะกอดอกถามซ้ำอีกครั้ง
“คุณคุยอะไรกับพ่อผม”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“อ้อ…แล้วใครกันที่กราบกรานอ้อนวอน—” ทศวรรษลุกขึ้นยืนผลักอกอีกฝ่ายเต็มแรง
“คุณจะโกรธเกลียดที่ผมเอาแต่บังคับคุณต่าง ๆ นานาก็ได้ แต่อย่ามาดูถูกย่ำยีความรู้สึกที่ผมมีให้คุณ!” ทศวรรษประกาศเสียงกร้าวด้วยใบหน้าถมึงทึงก่อนจะปรี่เข้าไปคว้าขอเสื้อของสืบสาน
“ความรักของผมที่มีให้คุณไม่มีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ? มันตลกมากนักเหรอ?” ทศวรรษถามเองตอบเองเมื่อเห็นสีหน้าเหลอหลาของสืบสานเขาก็ปล่อยมือก่อนจะนั่งชันเข่าซุกหน้าลงไปเพื่อซ่อนน้ำตาที่ทะลักออกมาอีกครั้งบนโซฟาตัวนั้น
การที่เขาก้มลงกราบกรานเท่าเจ้าสัวมันน่าตลกและสมเพชมากขนาดนั้นเลยเหรอ ความรักของเขาไม่น่าเห็นใจขนาดนั้นเลยเหรอ? การเป็นเกย์ชอบเพศเดียวกันมันไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงอย่างนั้นเลยเหรอ?
เขาผิดอะไร…ทศวรรษถามตัวเองซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น เขาก็แค่อยากได้คนรักคนเดิมกลับคืนมา ยอมอ้อนวอนกราบกรานบิดาของอีกฝ่ายแต่กลับกลายเป็นตัวตลกของใครอีกคน บางทีท่านเจ้าสัวคงขบขันท่าทีของเขาไม่ต่างกัน
บางทีที่เขายื้อไว้ไม่ใช่เพียงสืบสานที่อยู่ต่อหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับยื้อวันวานและโลกแสนหวานนั้นเอาไว้เพราะรับความจริงและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้มากกว่า เขายังคงเป็นคนเห็นแก่ตัวที่อยากครอบครองทุกอย่างเอาไว้โดยไม่ยอมเสียอะไรไปเลยแม้แต่อย่างเดียว
เขาเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่งที่จมปลักอยู่กับความรักและความหลังที่ไม่อาจย้อนหวนกลับมา แต่ก็ยังจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรให้ค้างคา
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







