Masukหญิงสาวเลือกที่รวบผมเกล้าขึ้นทั้งหมดเมื่อค่ำวันนี้จะต้องทานอาหารริมทะเลที่ต้องเจอลมแรงไม่ใช่น้อยจึงไม่อยากให้ผมปลิวไปตามลมจนเกิดปัญหาระหว่างทานมื้อค่ำ ส่วนรองเท้าเธอเลือกสวมใส่รองเท้าแตะรัดข้อเท้าสีขาวเข้ากับชุดเดรสที่สวมใส่ หากแต่เสียดายที่สาวเจ้าไม่ใช่คนชอบสวมใส่เครื่องประดับเหมือนคนอื่นๆ จึงทำให้ลำคอขาวเนียนดูโล่งต่อสายตาผู้คนที่มองแต่ใช่ว่าเธอจะใส่ใจ
หากเธอใส่ใจป่านนี้ก็คงมีห้องเก็บเครื่องประดับเหมือนพี่น้องคนอื่นไปนานแล้ว มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ภายในบ้านหรือที่คอนโดมิเนียมจะไม่มีห้องเก็บเครื่องประดับนอกจากจะมีนาฬิกาข้อมือหรือไม่ก็กำไลหยกสองสามชิ้นที่ได้มาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมตตาเอ็นดูมอบให้มาเป็นของขวัญ
แน่นอน สิ่งของล้ำค่าทางจิตใจเธอก็เลือกที่จะเก็บไว้ที่ธนาคารมากกว่า
“มามี้ๆ นายหล่อไหมครับ” เจ้านายวิ่งออกมาตรงไปหาปิ่นอนงค์ที่กำลังนั่งรออยู่ที่โซหาเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มสดใส
“หล่อมาก…หล่อมากๆ เลยครับ” ปิ่นอนงค์พูดเสียงลากยาวก่อนจะพูดซ้ำอีกครั้งแล้วก้มลงหอมแก้มตุ้ยนุ้ยของเจ้านาย
เธอมองเด็กชายตัวน้อยซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมกางเกงเอี๊ยมสามส่วนสีน้ำเงินทับพร้อมร้องเท้าผ้าใบไม่มีผูกเชือกสีน้ำเงินเข้ากับกางเกงเอี๊ยม ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เธออดที่จะนึกถึงคนทั้งสองคนที่จากโลกนี้ไปแล้วรวมอยู่ในตัวของเด็กชายเจ้านายได้อย่างลงตัว
แก้มยุ้ยนุ่มนิ่มสีขาวแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด คิ้วเข้มหน้าทรงสวยอย่างไม่ต้องตัดแต่งยิ่งมองก็รู้ว่าได้มาจากผู้เป็นบิดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจมูกโด่งเป็นสันสวยมาตั้งแต่เล็กที่เหมือนกับบิดายิ่งกว่า หากแต่ริมฝีปากบางชมพูระเรื่อธรรมชาติและดวงตาที่คมหวานนั้นมีผลกับปิ่นอนงค์มากกว่าเมื่อมันเหมือนกับคนที่เธอคิดถึงมาเสมอห้าปีแต่ทว่าคนคนนั้นจากโลกนี้ไปด้วยอีกคน
“มามี้ก็สวย ปาป๋าต้องชอบมากๆ ครับ เพราะน้องนายชอบ ปาป๋าก็ต้องชอบ” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยชมปิ่นอนงค์หลับด้วยรอยยิ้มร่าเริงก่อนจะพากันหันไปมองที่ประตูทางเข้าพลูวิลลาเมื่อได้ยินเสียงคนเปิดประตู
“ว้าว น้องนายของพี่สายหล่อจังเลยนะครับ แบบนี้สาวๆ ต้องกรี๊ดแน่ๆ เลย” สายพิณเอ่ยแซวทันทีเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยที่ช่วยปิ่นอนงค์เรียกมานั้งแต่ยังแบเบาะ
“น้องนายต้องหล่อๆ ครับ ปาป๋าจะได้ชอบน้องนาย” เด็กชายตัวน้อยพูดกับสายพิณตามประสาเด็กวัยกำลังเรียนรู้และจดจำ หากแต่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนชะงัก
“ปาป๋าจะต้องชอบน้องนายอยู่แล้วครับ…ไปกันเลยไหมคะพี่สาย ปิ่นอยากแวะไปดูความเรียบร้อยโรงแรมกับรีสอร์ตด้วยค่ะหลังทานเสร็จ จะได้ไม่รบกวนคุณเตโซมากจนเกินไป” ปิ่นอนงค์ลูบแก้มของเจ้านายพลางยิ้มเอาใจขณะที่พูดสำทับก่อนจะหันไปพูดกับสายพิณแล้วลุกขึ้นยืน
“คือว่า…” สายพิณไม่ทันจะกล่าวจบก็ถูกตัดบทด้วยชายหนุ่มที่ปิ่นอนงค์เพิ่งพูดถึงไป
“ไม่รบกวนหรอกครับ” เตโซพูดพลางเดินแทรกเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าปิ่นอนงค์
หญิงสาวมองชายหนุ่มที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวคอตั้ง ขอบเสื้อด้านซ้ายไขว้ทับด้านขวาอย่างมีสไตล์คล้ายหนุ่มเกาหลีเพียงตัวเดียวสวมทับด้วยกางเกงสแลคสีดำพอดีตัว ไม่ทีเข็มขัดแบรนด์หรูไม่ทีเนกไทหรือเครื่องประดับใดๆ นอกจากแว่นตาอันเดิมที่สวมใส่อยู่บนใบหน้าเพียงแค่นั้นก็ทำให้เขาดูน่ามองจนบะสายตาไม่ได้แล้ว ยิ่งสีผิวขาวธรรมชาติด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขาเหมือนมีออร่าขึ้นมารอบๆ ตัวเสียอย่างนั้น ทรงผมไม่ได้จัดทรงปล่อยตามธรรมชาติก็ยิ่งเสริมออร่าอย่างไม่ตั้งใจ คิ้วหนาจมูกโด่งเป็นสันชัดเจน ดวงตาคมราวกับดวงตาหมาป่าที่กำลังออกล่าเหยื่ออย่างไม่ตั้งใจเพราะถูกสร้างสรรค์ออกมาให้เป็นเช่นนี้จนมีเสน่ห์ ริมฝีปากบางแดงน่าลิ้มลอง ผิวหน้าเนียนไม่ต่างจากผิวเด็กจนเธอแอบอิจฉาเล็กน้อย หากแต่เมื่อมองโดยรวมแล้วมันช่างลงตัวเกินกว่าที่ใครๆ จะมีรูปหน้าได้สมบูรณ์เช่นนี้ แม้แต่ดารานายแบบที่เธอรู้จักก็ยังไม่มีรูปหน้าที่ลงตัวได้เท่าเขาเลยสักนิด
แต่มันกลับมาตกอยู่ที่เขาเสียนั้น
เพราะความหล่อมีเสน่ห์และสไตล์สบายๆ ที่เธอเพิ่งเห็นจากผู้ชายตรงหน้าจนหัวใจสั่นไหวไม่รู้ครั้งที่เท่าไรอดที่จะบ่นกับตัวเองภายในใจไม่ได้อย่างหน้าไม่อายและเธอไม่รู้ตัวเลยว่าเพียงเขาทำตัวเฉยๆ ก็สามารถทำให้เธอไปไม่เป็นพูดไม่ออกเสียแล้ว และยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง
อ่า…ทำไมเขาหล่อจังนะ
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







