ANMELDENหากแต่สำหรับปิ่นอนงค์แล้วไม่ได้ใส่ใจคำนินทาหรือฉายาที่บรรดานักข่าวตั้งให้เลยสักนิด เพราะสำหรับเธอแล้วการใช้ชีวิตปราศจากคนรักก็มีความสุขมาตลอดไม่ได้เดือดร้อนหรือรู้สึกว่าขาดอะไรไป แต่หญิงสาวเริ่มไม่แน่ใจแล้วในตอนนี้ว่ายังรู้สึกเช่นนั้นอยู่หรือไม่เมื่อลึกลงไปที่ก้นบึ้งของหัวใจกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างค่อยๆ ก่อนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตั้งแต่ได้รู้จักกับเตโซได้เพียงไม่ถึงสามวันเช่นนี้
“หิวๆ หิวแล้วครับ” เจ้านายพูดขึ้นเสียงร่าเริงเมื่อได้เห็นบรรดาอาหารสีสันหลากหลายทันทีที่เตโซวางลงบนเก้าอี้ทรงสูงสำหรับเด็กซึ่งวางอยู่ข้างเก้าอี้ของปิ่นอนงค์
“ขอบคุณค่ะ” ปิ่นอนงค์ทั้งรู้สึกเกรงใจและเขินอายเล็กน้อยที่เตโซขยับเก้าอี้ให้เธอได้นั่งแม้จะมีคำขอบคุณแต่เธอก็อดที่จะรู้สึกเกรงใจชายหนุ่มไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรแล้วระหว่างหญิงสาวกับเขาเป็นการแต่งงานที่มีเงื่อนไขอยู่บนทะเบียนสมรสและเลือกที่จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันระหว่างที่อยู่ในฐานะสามีภรรยาในนาม
“ไม่ต้องเกรงใจผมมากนักหรอกครับ เจ้าสัวเป็นคนจัดการทั้งหมด ผมแค่พาคุณกับน้องนายมาที่นี่เท่านั้น” เตโซพูดอย่างไม่ยี่หระก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง
ทว่า คำพูดของเตโซทำให้ทั้งสายพิณและเคนต่างหันขวับมามองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจเพราะภาพบรรยากาศในตอนนี้ไม่ใช่ฝีมือของเจ้าสัวธรรมรงค์หากแต่เป็นฝีมือของเตโซต่างหาก เมื่อช่วงเย็นที่เตโซพาไปพบกับลูกน้องของชายหนุ่มไม่เพียงสอบถามเรื่องสำคัญแต่ยังขอให้สายพิณพาไปดูสถานที่จัดดินเนอร์ก่อนจะออกคำสั่งด่วนให้ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จากที่มีดอกลิลลี่สีขาวกับดอกกุหลาบสีขาวให้เปลี่ยนเป็นดอกเดชี่สีเหลืองสลับกับใบไม้สีเขียวประดับที่เสาของซุ้มซึ่งผูกติดด้วยผ้าม่านสีขาวแล้วเสริมหลอดไฟเล็กๆ แทนหลอดไฟกลมใหญ่ที่ด้านบนซุ้มปล่อยห้อยลงมาทางฝั่งที่หันเข้าหาโรงแรมเพื่อเปิดอีกด้านให้เห็นท้องทะเลยามค่ำคืน แม้แต่เทียนหอมที่ถูกจัดวางตั้งแต่บนโต๊ะจนไปถึงทางเดินตามหาดทรายก็ถูกรื้อออกไปให้เหลือเพียงบนโต๊ะเท่านั้น แม้แต่เสาแจกันใส่ดอกไม้ก็ถูกรื้อออกให้เหลือเป็นเพียงตะเกียงส่องไฟทางเดิน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เห็นดาวบนท้องฟ้าได้ชัดขึ้นและไม่ต้องเหนื่อยให้พนักงานพากันมาดับเทียนให้วุ่นวายยามที่ทานมื้อค่ำจนอิ่นและคิดจะนั่งรับลมมองดาว ทั้งสายพิณและเคนต่างยังจำคำพูดของเตโซได้ไม่ลืมด้วยความประดับใจและดีใจแทนปิ่นอนงค์
‘แจ้งเจ้าสัวว่าผมจะปรับแก้เล็กน้อยนะครับ’ เตโซพูดขึ้นทั้งที่สายตามองซุ้มทานมื้อค่ำของตัวเองกับปิ่นอนงค์
‘คะ?’ สายพิณขานรับด้วยความไม่เข้าใจ
‘เจ้าสัวคงให้คุณสายพิณถ่ายภาพบรรยากาศเพื่อยืนยันว่าผมกับคุณปิ่นจะมาดินเนอร์ตามความต้องการของเจ้าสัว หรือไม่จริงครับ’ เตโซอธบายก่อนจะถามกลับในท้ายประโยค
‘...ใช่ค่ะ คุณเตโซทราบได้อย่างไรคะ’ สายพิณเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ไม่น้อย
‘ผมจะแต่งงานกับใครก็ต้องศึกษาประวัติฝ่ายหญิงก่อนสิครับ...’ เตโซตอบพลางหันกลับมามองสายพิณ
‘เอ่อ ฉันก็ยังไม่เข้าใจค่ะ’ สายพิณตอบออกไปตามตรง
‘ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ของคุณปิ่นที่ออกรายงานนิวบิสสิเนสนิวยอร์ก สิ่งที่เจ้าสัวจัดเป็นสิ่งที่คุณปิ่นไม่ชอบ เธอชอบความเรียบง่ายไม่เยอะแต่ก็ไม่น้อย ช่วยหาคนมาช่วยยกบางอย่างออกไปทีนะครับและฝากบอกเจ้าสัวด้วยครับ’ เตโซให้คำตอบและเขาก็ไม่อยากเป็นเด็กที่ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่แก้ไขในสิ่งที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมเอาไว้ให้โดยไม่แจ้งให้ทราบจึงเลือกที่จะพูดกับสายพิณตามตรง
“ผมไม่เคยเห็นคุณโซใส่ใจใครมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่คุณหนูก็แค่กำชับกับคุณเตเท่านั้น แต่นี่จัดการด้วยตัวเองหมดเลย” เคนพูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจกับเจ้านายของตัวเอง
เสียงของเคนทำให้ดึงสายพิณหลุดออกจากภวังค์ความคิดมาสนใจชายหนุ่มหญิงสาวตรงหน้าที่เริ่มทานมื้อค่ำสลับกับป้อนอาหารให้เด็กชายตัวน้อยตุ้ยนุ้ยราวกับเป็นภาพครอบครัวจริงๆ ให้กับเด็กชายตัวน้อย เมื่อคนทั้งสองคอยดูแลเอาใส่ใจเจ้านายราวกับเป็นบุตรชายของตัวเองเสียอย่างนั้นทั้งที่ความจริงแล้วเป็นความลับที่น้อยคนจะรับรู้ความจริง การปิดบังความจริงกับเจ้านายแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องแต่ทุกคนที่ทราบเรื่องต่างมีเหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของทายาทคนต่อไปของวรรณวิภากิจต่อจากปิ่นอนงค์
“ฉันไม่เข้าใจเจ้านายของคุณเคนเลยค่ะ ทั้งที่เป็นฝีมือตัวเองแต่ดันบอกว่าเป็นฝีมือเจ้าสัว” สายพิณกระซิบตอบกลับพลางมองปิ่นอนงค์และเตโซก่อนจะหันไปตามเสียงของพฤกษ์ที่เดินเข้ามาเงียบๆ ก่อนจะส่งเสียงกระซิบไปกับเคนและสายพิณ
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” พฤกษ์ถามพลางมองไปที่เจ้านายหนุ่มและปิ่นอนงค์
“ไว้ค่อยเล่า แล้วหายไปคุยโทรศัพท์มานาน แฟนเหรอวะ” เคนตอบก่อนจะถามกลับ
“ความลับ...ทุกยอ่างเรียบร้อยดีใช่ไหม” พฤกษ์ตอบก่อนจะถามกลับไปอย่างเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงเรื่องไหนก่อนจะพากันหันกลับไปมองที่เจ้านายอีกครั้ง
ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่เตโซดึงผ้าสีขาวออกจากตะกร้าทรงสูงที่ตั้งอยู่ข้างๆ หากไม่สังเกตก็คิดว่าเป็นเพียงการประดับสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกเท่านั้น และในจังหวะนี้เองที่สายพิณจะต้องเก็บภาพที่อยู่นอกเหนือคำสั่งของเจ้าสัวธรรมรงค์เพื่อให้ท่านประธานบริหารสูงสุดได้เห็นว่าหลานเขยของท่านไม่ใช่แค่ดูแลหลานสาวคนโปรดเป็นอย่างดีแต่ยังใส่ใจและใจป๋าให้ของราคาเฉียดครึ่งล้านเป็นของขวัญดินเนอร์ชิ้นแรก
“ของขวัญสำหรับดินเนอร์ครับ” เตโซพูดพลางหยิบกล่องที่ใหญ่กว่ากล่องแหวนจากตะกร้าด้านข้างมาวางลงตรงพื้นโต๊ะตรงหน้าปิ่นอนงค์
“อะไรคะ แค่ชุดเครื่องเพชรที่ใส่ในงานแต่งกับแหวนเพชรสิบห้ากะรัตบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉันในตอนนี้ก็มากเกินจะรับไหวแล้วนะคะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นอย่างไม่ได้ไม่พอใจแต่รู้สึกเกรงใจเมื่อเธอกับเขาไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ อย่างที่คนอื่นมองเห็น แต่ชายหนุ่มกลับให้สิ่งของล้ำค่าและมีมูลค่ามากมายให้กับเธอโดยไม่คิดจะรับคืนไปทั้งที่คืนวานเธอพยายามคืนให้กับเขาแล้วก็ตาม
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมแค่รู้สึกอยากให้” เตโซตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติและท่าทางไม่ยี่หระ
“หรือไม่คุณอยากชดเชยที่ใช้ฉันเป็นเครื่องใช่ไหมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์พูดออกไปตามตรงพลางสบสายตาชายหนุ่มที่มองมาอย่างไม่หลบสายตาและไม่คิดที่จะพูดแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นจนเธออดคิดไม่ได้ว่าที่เขาทำดีกับเธอทั้งหมดก็เพื่อชดเชยกับการใช้เธอเป็นเครื่องมือทำให้ลืมรักเก่ามากกว่าจะให้ด้วยความจริงใจ
“…” เตโซเอาแต่มองสบสายตาไม่ยอมพูดออกไปราวห้านาทีสาวเจ้าจึงพูดขึ้น
“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะเพราะคุณปู่ของฉันก็คงจะใช้คุณมาเป็นเครื่องมือลบฉายาพวกนั้นของฉัน ฉันรู้นะคะว่าคุณจะต้องเห็นข่าวเกี่ยวกับฉันมาบ้าง เพราะซุ้มดินเนอร์คืนนี้คงไม่ใช่คุณปู่หรือพี่สายแน่นอน” ปิ่นอนงค์พูดออกไปพลางส่งยิ้มกว้างตอบกลับไป หากทว่ารอยยิ้มครานี้ไปไม่ถึงดวงตาสดใสของเธอ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น” เตโซเอ่ยถามแทนที่จะตอบโต้กลับไป
“เพราะมันเป็นการตกแต่งในแบบที่ฉันชอบ ถึงพี่สายจะรู้แต่ก็ไม่มีทางจัดมันออกมาได้ตามแบบเป๊ะๆ แน่นอนค่ะ นอกจาจะเป็นฝีมือของคุณ แล้วแต่นะคะว่าจะโกหกหรือจะพูดมันออกมา” ปิ่นอนงค์ยักไหล่ทำทีเป็นได้ใส่ใจมากนักหากแต่คำพูดของเธอก็ทำให้เขารู้ว่าเธอใส่ใจและลอบสังเกตอยู่เสมอ
“ครับ” เตโซตอบกลับเพียงคำสั้น
“ครับนี่คือยอมรับหรือแค่รับรู้คะ” เธอยังคงยิงคำถามกลับไป
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







