تسجيل الدخولหากแต่สำหรับปิ่นอนงค์แล้วไม่ได้ใส่ใจคำนินทาหรือฉายาที่บรรดานักข่าวตั้งให้เลยสักนิด เพราะสำหรับเธอแล้วการใช้ชีวิตปราศจากคนรักก็มีความสุขมาตลอดไม่ได้เดือดร้อนหรือรู้สึกว่าขาดอะไรไป แต่หญิงสาวเริ่มไม่แน่ใจแล้วในตอนนี้ว่ายังรู้สึกเช่นนั้นอยู่หรือไม่เมื่อลึกลงไปที่ก้นบึ้งของหัวใจกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างค่อยๆ ก่อนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตั้งแต่ได้รู้จักกับเตโซได้เพียงไม่ถึงสามวันเช่นนี้
“หิวๆ หิวแล้วครับ” เจ้านายพูดขึ้นเสียงร่าเริงเมื่อได้เห็นบรรดาอาหารสีสันหลากหลายทันทีที่เตโซวางลงบนเก้าอี้ทรงสูงสำหรับเด็กซึ่งวางอยู่ข้างเก้าอี้ของปิ่นอนงค์
“ขอบคุณค่ะ” ปิ่นอนงค์ทั้งรู้สึกเกรงใจและเขินอายเล็กน้อยที่เตโซขยับเก้าอี้ให้เธอได้นั่งแม้จะมีคำขอบคุณแต่เธอก็อดที่จะรู้สึกเกรงใจชายหนุ่มไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรแล้วระหว่างหญิงสาวกับเขาเป็นการแต่งงานที่มีเงื่อนไขอยู่บนทะเบียนสมรสและเลือกที่จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันระหว่างที่อยู่ในฐานะสามีภรรยาในนาม
“ไม่ต้องเกรงใจผมมากนักหรอกครับ เจ้าสัวเป็นคนจัดการทั้งหมด ผมแค่พาคุณกับน้องนายมาที่นี่เท่านั้น” เตโซพูดอย่างไม่ยี่หระก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง
ทว่า คำพูดของเตโซทำให้ทั้งสายพิณและเคนต่างหันขวับมามองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจเพราะภาพบรรยากาศในตอนนี้ไม่ใช่ฝีมือของเจ้าสัวธรรมรงค์หากแต่เป็นฝีมือของเตโซต่างหาก เมื่อช่วงเย็นที่เตโซพาไปพบกับลูกน้องของชายหนุ่มไม่เพียงสอบถามเรื่องสำคัญแต่ยังขอให้สายพิณพาไปดูสถานที่จัดดินเนอร์ก่อนจะออกคำสั่งด่วนให้ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จากที่มีดอกลิลลี่สีขาวกับดอกกุหลาบสีขาวให้เปลี่ยนเป็นดอกเดชี่สีเหลืองสลับกับใบไม้สีเขียวประดับที่เสาของซุ้มซึ่งผูกติดด้วยผ้าม่านสีขาวแล้วเสริมหลอดไฟเล็กๆ แทนหลอดไฟกลมใหญ่ที่ด้านบนซุ้มปล่อยห้อยลงมาทางฝั่งที่หันเข้าหาโรงแรมเพื่อเปิดอีกด้านให้เห็นท้องทะเลยามค่ำคืน แม้แต่เทียนหอมที่ถูกจัดวางตั้งแต่บนโต๊ะจนไปถึงทางเดินตามหาดทรายก็ถูกรื้อออกไปให้เหลือเพียงบนโต๊ะเท่านั้น แม้แต่เสาแจกันใส่ดอกไม้ก็ถูกรื้อออกให้เหลือเป็นเพียงตะเกียงส่องไฟทางเดิน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เห็นดาวบนท้องฟ้าได้ชัดขึ้นและไม่ต้องเหนื่อยให้พนักงานพากันมาดับเทียนให้วุ่นวายยามที่ทานมื้อค่ำจนอิ่นและคิดจะนั่งรับลมมองดาว ทั้งสายพิณและเคนต่างยังจำคำพูดของเตโซได้ไม่ลืมด้วยความประดับใจและดีใจแทนปิ่นอนงค์
‘แจ้งเจ้าสัวว่าผมจะปรับแก้เล็กน้อยนะครับ’ เตโซพูดขึ้นทั้งที่สายตามองซุ้มทานมื้อค่ำของตัวเองกับปิ่นอนงค์
‘คะ?’ สายพิณขานรับด้วยความไม่เข้าใจ
‘เจ้าสัวคงให้คุณสายพิณถ่ายภาพบรรยากาศเพื่อยืนยันว่าผมกับคุณปิ่นจะมาดินเนอร์ตามความต้องการของเจ้าสัว หรือไม่จริงครับ’ เตโซอธบายก่อนจะถามกลับในท้ายประโยค
‘...ใช่ค่ะ คุณเตโซทราบได้อย่างไรคะ’ สายพิณเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ไม่น้อย
‘ผมจะแต่งงานกับใครก็ต้องศึกษาประวัติฝ่ายหญิงก่อนสิครับ...’ เตโซตอบพลางหันกลับมามองสายพิณ
‘เอ่อ ฉันก็ยังไม่เข้าใจค่ะ’ สายพิณตอบออกไปตามตรง
‘ผมได้ฟังบทสัมภาษณ์ของคุณปิ่นที่ออกรายงานนิวบิสสิเนสนิวยอร์ก สิ่งที่เจ้าสัวจัดเป็นสิ่งที่คุณปิ่นไม่ชอบ เธอชอบความเรียบง่ายไม่เยอะแต่ก็ไม่น้อย ช่วยหาคนมาช่วยยกบางอย่างออกไปทีนะครับและฝากบอกเจ้าสัวด้วยครับ’ เตโซให้คำตอบและเขาก็ไม่อยากเป็นเด็กที่ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่แก้ไขในสิ่งที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมเอาไว้ให้โดยไม่แจ้งให้ทราบจึงเลือกที่จะพูดกับสายพิณตามตรง
“ผมไม่เคยเห็นคุณโซใส่ใจใครมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่คุณหนูก็แค่กำชับกับคุณเตเท่านั้น แต่นี่จัดการด้วยตัวเองหมดเลย” เคนพูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจกับเจ้านายของตัวเอง
เสียงของเคนทำให้ดึงสายพิณหลุดออกจากภวังค์ความคิดมาสนใจชายหนุ่มหญิงสาวตรงหน้าที่เริ่มทานมื้อค่ำสลับกับป้อนอาหารให้เด็กชายตัวน้อยตุ้ยนุ้ยราวกับเป็นภาพครอบครัวจริงๆ ให้กับเด็กชายตัวน้อย เมื่อคนทั้งสองคอยดูแลเอาใส่ใจเจ้านายราวกับเป็นบุตรชายของตัวเองเสียอย่างนั้นทั้งที่ความจริงแล้วเป็นความลับที่น้อยคนจะรับรู้ความจริง การปิดบังความจริงกับเจ้านายแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องแต่ทุกคนที่ทราบเรื่องต่างมีเหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของทายาทคนต่อไปของวรรณวิภากิจต่อจากปิ่นอนงค์
“ฉันไม่เข้าใจเจ้านายของคุณเคนเลยค่ะ ทั้งที่เป็นฝีมือตัวเองแต่ดันบอกว่าเป็นฝีมือเจ้าสัว” สายพิณกระซิบตอบกลับพลางมองปิ่นอนงค์และเตโซก่อนจะหันไปตามเสียงของพฤกษ์ที่เดินเข้ามาเงียบๆ ก่อนจะส่งเสียงกระซิบไปกับเคนและสายพิณ
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” พฤกษ์ถามพลางมองไปที่เจ้านายหนุ่มและปิ่นอนงค์
“ไว้ค่อยเล่า แล้วหายไปคุยโทรศัพท์มานาน แฟนเหรอวะ” เคนตอบก่อนจะถามกลับ
“ความลับ...ทุกยอ่างเรียบร้อยดีใช่ไหม” พฤกษ์ตอบก่อนจะถามกลับไปอย่างเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงเรื่องไหนก่อนจะพากันหันกลับไปมองที่เจ้านายอีกครั้ง
ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่เตโซดึงผ้าสีขาวออกจากตะกร้าทรงสูงที่ตั้งอยู่ข้างๆ หากไม่สังเกตก็คิดว่าเป็นเพียงการประดับสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกเท่านั้น และในจังหวะนี้เองที่สายพิณจะต้องเก็บภาพที่อยู่นอกเหนือคำสั่งของเจ้าสัวธรรมรงค์เพื่อให้ท่านประธานบริหารสูงสุดได้เห็นว่าหลานเขยของท่านไม่ใช่แค่ดูแลหลานสาวคนโปรดเป็นอย่างดีแต่ยังใส่ใจและใจป๋าให้ของราคาเฉียดครึ่งล้านเป็นของขวัญดินเนอร์ชิ้นแรก
“ของขวัญสำหรับดินเนอร์ครับ” เตโซพูดพลางหยิบกล่องที่ใหญ่กว่ากล่องแหวนจากตะกร้าด้านข้างมาวางลงตรงพื้นโต๊ะตรงหน้าปิ่นอนงค์
“อะไรคะ แค่ชุดเครื่องเพชรที่ใส่ในงานแต่งกับแหวนเพชรสิบห้ากะรัตบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉันในตอนนี้ก็มากเกินจะรับไหวแล้วนะคะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นอย่างไม่ได้ไม่พอใจแต่รู้สึกเกรงใจเมื่อเธอกับเขาไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ อย่างที่คนอื่นมองเห็น แต่ชายหนุ่มกลับให้สิ่งของล้ำค่าและมีมูลค่ามากมายให้กับเธอโดยไม่คิดจะรับคืนไปทั้งที่คืนวานเธอพยายามคืนให้กับเขาแล้วก็ตาม
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมแค่รู้สึกอยากให้” เตโซตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติและท่าทางไม่ยี่หระ
“หรือไม่คุณอยากชดเชยที่ใช้ฉันเป็นเครื่องใช่ไหมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์พูดออกไปตามตรงพลางสบสายตาชายหนุ่มที่มองมาอย่างไม่หลบสายตาและไม่คิดที่จะพูดแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นจนเธออดคิดไม่ได้ว่าที่เขาทำดีกับเธอทั้งหมดก็เพื่อชดเชยกับการใช้เธอเป็นเครื่องมือทำให้ลืมรักเก่ามากกว่าจะให้ด้วยความจริงใจ
“…” เตโซเอาแต่มองสบสายตาไม่ยอมพูดออกไปราวห้านาทีสาวเจ้าจึงพูดขึ้น
“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะเพราะคุณปู่ของฉันก็คงจะใช้คุณมาเป็นเครื่องมือลบฉายาพวกนั้นของฉัน ฉันรู้นะคะว่าคุณจะต้องเห็นข่าวเกี่ยวกับฉันมาบ้าง เพราะซุ้มดินเนอร์คืนนี้คงไม่ใช่คุณปู่หรือพี่สายแน่นอน” ปิ่นอนงค์พูดออกไปพลางส่งยิ้มกว้างตอบกลับไป หากทว่ารอยยิ้มครานี้ไปไม่ถึงดวงตาสดใสของเธอ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น” เตโซเอ่ยถามแทนที่จะตอบโต้กลับไป
“เพราะมันเป็นการตกแต่งในแบบที่ฉันชอบ ถึงพี่สายจะรู้แต่ก็ไม่มีทางจัดมันออกมาได้ตามแบบเป๊ะๆ แน่นอนค่ะ นอกจาจะเป็นฝีมือของคุณ แล้วแต่นะคะว่าจะโกหกหรือจะพูดมันออกมา” ปิ่นอนงค์ยักไหล่ทำทีเป็นได้ใส่ใจมากนักหากแต่คำพูดของเธอก็ทำให้เขารู้ว่าเธอใส่ใจและลอบสังเกตอยู่เสมอ
“ครับ” เตโซตอบกลับเพียงคำสั้น
“ครับนี่คือยอมรับหรือแค่รับรู้คะ” เธอยังคงยิงคำถามกลับไป
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
“แต่คุณทำให้ฉันรู้สึกว่าไว้ใจได้” เธอพูดออกไปพลางมองสบสายตาเขา“ผมให้พูดใหม่” เตโซพูดพลางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมคล้ายจะทำให้เธอกลัวว่าเขาจะจูบเธออีก“ฉันไว้ใจคุณค่ะ” เธอยืนยันคำเดิมแล้วยื่นใบหน้าไปใกล้จนจมูกชนกับจมูกของเขา พลางสบสายตาไม่ละไปมองทางอื่นแม้ว่าจะเขินมากก็ตาม“ปิ่น…” ครานี้เป็นเตโซ
“งั้นเธอก็ไปกับฉันนะ ฉันก็อยากไปรับเหลน” เจ้าสัวธรรมรงค์เอ่ยก่อนจะเดินนำออกจากห้องไปเมื่อปิ่นอนงค์ไม่คิดจะพูดอะไรหรือหันกลับมามองซึ่งสายพิณก็รีบเดินตามเจ้าสัวธรรมรงค์ออกจากห้องไปเมื่อรู้ดีว่าตอนนี้ปิ่นอนงค์กำลังมีอารมณ์ไม่คงที่และมีโทสะอยู่ไม่น้อยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะสายพิณรู้ดีว่าการที่เจ้
“อย่าให้อะไร พูดต่อให้จบสิ ปู่รอฟังอยู่” เจ้าสัวธรรมรงค์พูดขึ้นอีกครั้งพลางยื่นมือไปวางลงบนบ่าของเตโซซึ่งกำลังลุกขึ้นหลบให้ตนเข้าไปหาหลานสาว“คุณปู่ค่า” ปิ่นอนงค์ทำหน้าอ้อนเรียกคนเป็นปู่เสียงหวาน“คิดจะปิดบังปู่มันไม่ง่ายหรอกนะปิ่น เราน่ะชอบปิดบังปู่จนปู่รู้ทันเราแล้วปิ่น แต่ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น
ทันทีที่แพทย์ประจำคนไข้เดินออกไปหลังตรวจอาการเบื้องต้นเสร็จทั้งเตโซและสายพิณรีบเดินกลับเข้าห้องมาทันทีจึงพบกับปิ่นอนงค์ที่ได้นางพยาบาลสาวช่วยพยุงนั่งพิงหัวเตียงที่ปรับให้ตั้งขึ้น ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะยื่นมือไปลูบที่ศีรษะหญิงสาวอีกครั้งอย่างปลอบประโลมโดยไร้คำพูดใดๆ นอกจากสายตาอันอบอุ่นส่งไปให







