Se connecterบทที่ 3
หลานเขยสายเปย์
“มามี้ๆ มามี้ทำไมไม่พูด เงียบทำไมครับ” เจ้านายซึ่งยืนจับมือกับปิ่นอนงค์มองสลับไปสลับมากับเตโซที่มองหน้าหญิงสาวไม่ยอมพูดเช่นกันด้วยความไม่เข้าใจจึงตัดสินใจเขย่ามือสาวเจ้าเอื้อนเอ่ยถามออกไป
“เอ่อ คือ…เอ่อ ไม่มีอะไรครับ งั้นเราไปทานข้าวกันเลยเนอะ” เพราะความหาเหตุผลมาตอบไม่ได้ปิ่นอนงค์จึงตัดบทเปลี่ยนเรื่องทันทีด้วยความรู้สึกร้อนผะผ่าวที่สองแก้มของตัวเอง
“ครับ! น้องนายหิวแล้ว แต่เดี๋ยวครับ” เจ้านายตอบเสียงดังฟังชัดก่อนจะรั้งปิ่นอนงค์เอาไว้จนเจ้าตัวขมวดคิ้วมองพลางถามออกมา
“มีอะไรครับ” หญิงสาวก้มมองเด็กชายตัวน้อย
“น้องนายอยากถามปาป๋าก่อนครับ…ปาป๋า น้องนายหล่อไหมครับ” เด็กชายตัวน้อยตอบก่อนจะดึงมือตัวเองออกจากมือของหญิงสาวแล้ววิ่งไปหาเตโซซึ่งยืนส่งยิ้มรอเด็กชายตัวน้อยก่อนจะช้อนก้นอุ้มขึ้นเมื่อเจ้านายวิ่งมาถึงตัว
“หล่อมากครับ” เตโซตอบเสียงหนักแน่นด้วยรอยยิ้มตอบรับรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ของเด็กชายตัวน้อย
“แล้ว แล้วปาป๋าชอบน้องนายไหมครับ” เจ้านายพูดติดอ่างอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ในที่สุดก็ถามออกไปพลางมองจ้องเตโซ
“ชอบครับ ชอบมากๆ ให้ปาป๋าอุ้มไปดีไหมครับ” เตโซพูดด้วยโทนเสียงนุ่มอย่างเอาใจเด็กชายตัวน้อยที่ระบายยิ้มกว้างอีกครั้งเมื่อได้คำตอบพลางพยักหน้าตอบกลับไปก่อนจะมองเลยไปที่ปิ่นอนงค์ซึ่งกำลังยืนคลี่ยิ้มสดใสตามเด็กชายตัวน้อยก่อนจะเบนสายตามาสบประสานเข้ากับสายตาของเขา
“…” ปิ่นอนงค์ไม่ได้พูดคำใดออกไปนอกจากรอยยิ้มเท่านั้น และเป็นรอยยิ้มที่ไปถึงตาอีกแล้วจนสร้างความประหลาดใจให้กับสายพิณซึ่งยืนเงียบมองดูสถานการณ์ความสุขของเจ้านายตรงหน้าอย่างไม่คิดส่งเสียงให้เสียมารยาท
“ไปกันเลยไหมครับ คุณปิ่นจะได้แวะดูงานที่โรงแรมกับรีสอร์ตไม่ดึกเกินไป” เตโซเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาเองด้วยเสียงทุ้มละมุนกับปิ่นอนงค์พร้อมรอยยิ้ม
“ค่ะ…คุณเตโซคะ เรียกฉันแค่ปิ่นก็พอค่ะ ไม่ต้องมีคุณข้างหน้าหรอก” ปิ่นอนงค์ยิ้มรับพลางตอบรับก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ยินดีครับ ส่วนคุณ…ส่วนปิ่นจะเรียกผมว่าเตโซหรือโซตามคนอื่นก็ได้นะครับ ผมให้เกียรติคุณเหมือนที่คุณให้เกียรติผม โอเคไหมครับ” เตโซคลี่ยิ้มเมื่อยังติดเรียกเธอด้วยคำนำหน้าที่ยังดูห่างเหินกันอยู่ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดที่ทำให้คนฟังอย่างหญิงสาวชะงักจนทำตัวไม่ถูกพูดไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง
ให้เกียรติกันและกันหรือ…
“ตามนั้นค่ะ” ปิ่นอนงค์รู้สึกเขินอายเล็กน้อยกับคำพูดของเขาก่อนจะคลี่ยิ้มตอบรับกลับไป สายตาของเธอยังคงมองสบสายตากับเขาไม่ละสายตาไปไหน จนกระทั่งเสียงของเจ้านายดังขึ้นจึงทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนดึงสายตาไปมองที่เด็กชายตัวน้อยซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของเตโซ
“น้องนายหิวแล้วครับ น้องนายอยากกินข้าวแล้ว” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นตามประสาเด็กน้อยพลางยกมือลูบที่พุงยุ้ยๆ ของตัวเองโชว์ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองได้เห็นว่าเจ้าตัวน้อยคนนี้หิวแล้ว
“งั้นไปกันเลยไหมคะ เดินไปถึงอาหารก็คงมาเสิร์ฟพอดีแล้วค่ะ” สายพิณซึ่งยืนเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเมื่อเด็กชายตัวน้อยพูดจบด้วยรอยยิ้ม
“ครับ” เตดซตอบรับก่อนจะยืนหลบให้ปิ่นอนงค์เดินออกจากพลูวิลลาไปก่อน
“ขอบคุณค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มขอบคุณก่อนจะเดินนำหน้าเตโซซึ่งยังคงอุ้มเจ้านายไม่ยอมปล่อยเดินตามหญิงสาวออกมาโดยมีสายพิณเดินตามหลังออกมา
เมื่อทั้งหมดเดินออกมาจากพลูวิลลาก็พบกับเคนซึ่งยืนรออยู่ที่ทางเดินเพียงคนเดียวทั้งที่ก่อนหน้านี้เดินกลับมาจากห้องอาหารพร้อมกันและจะอยู่ช่วยเคนจัดการดินเนอร์ในค่ำนี้ให้กับเจ้านาย ทว่าบัดนี้ไร้เงาของพฤกษ์จนคนเป้นเจ้านายถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
“พฤกษ์ล่ะ” เตโซเอ่ยถามกับเคนทันที ทว่าคำถามของชายหนุ่มทำให้ปิ่นอนงค์สงสัยไม่ได้จนต้องพึมพำกับตัวเอง
“ขอตัวไปคุยโทรศัพท์ครับ พฤกษ์บอกให้ผมพาไปก่อนแล้วจะตามมาครับ” เคนตอบตามปกติอย่างไม่ได้เอะใจอะไร
“ชื่อคุ้นๆ แฮะ ไม่หรอกมั้ง มุกก็ไม่ได้มาที่นี่” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองก่อนจะสลัดความคิดที่ผุดขึ้นมาและเลือกที่จะสนใจคนที่อยุ่ตรงนี้แทน
“คุณพูดอะไรนะครับ” แต่คนที่ยืนอยู่ไม่ห่างกลับได้ยินไม่ชัดเจนจึงหันกลับมาถาม
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ งั้นเราไปเลยไหมคะ ฉันไม่อยากรบกวนคุณอุ้มน้องนายนาน เจ้าอ้วนใช่ว่าตัวจะเบาๆ เสียเมื่อไร” ปิ่นอนงค์ยิ้มปฏิเสธก่อนจะพูดพลางยื่นมือไปบีบแก้มเจ้านายอย่างเบามือ
“...” เตโซไม่ได้ตอบออกไปนอกจากพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองเคนให้อีกฝ่ายเป็นคนเดินนำไป
เคนและสายพิณพาเจ้านายหนุ่มสาวมายังชายหาดหน้าส่วนของโรงแรมซึ่งถูกเจ้าสัวธรรมรงค์กำชับมาเป็นพิเศษว่าจะต้องจัดดินเนอร์ให้ดีกว่าลูกค้าทั่วไป จึงกลายเป็นว่าเหล่าพนักงานต่างพูดกันปากต่อปากว่าจะมีแขกระดับวีวีไอพีมาใช้บริการดินเนอร์สุดหรูที่ดรงแรมจนต่างคิดไปว่าอาจจะเป็นดารานักแสดงคนดังที่กำลังมาเดตกับคนรักที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวก็เป็นได้ จึงตัดสินใจติดสินบทให้พนักงานเสิร์ฟลอบสังเกตแล้วมาบอกเล่าต่อจนได้รู้ข่าวว่าเป็นปิ่นอนงค์กับสามีหนุ่มที่มีข่าวเข้าประตูวิวาห์สายฟ้าแลบ บางสายข่าวก็บอกว่าเจ้านายสาวเกิดท้องก่อนแต่งบ้างบางแหล่งข่าวบอกว่าเจ้าสัวธรรมรงค์ต้องการลบฉายาให้หลานสาวคนโปรดที่พาดตัวใหญ่ที่หน้าข่าวบันเทิงและธุรกิจร้อนจนคนเป็นปู่ที่จัดหาผู้ชายที่ดีที่สุดมาให้หลานสาวกับการทนไม่ได้ที่ถูกพาดหัวข่าวว่า
สาวเทื้อคาเรือน!
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







