เข้าสู่ระบบ"ฉันถอดเอง" น้ำเสียงแหบพร่าของเขาที่กระซิบอยู่ข้างใบหูทำเอาสติสัมปชัญญะของฉันกระเจิดกระเจิงไปจนหมดสิ้น ดวงตาคมกริบของเรียวที่ทอดมองมาในตอนนี้ไม่ได้มีความเยือกเย็นหรือสงบนิ่งเหมือนอย่างเคย มันเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ถูกกักเก็บเอาไว้มาเนิ่นนาน และตอนนี้... มันกำลังจะแผดเผาฉันให้หลอมละลายคามือของเขา
ฉันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วร้อนผ่าวที่ค่อยๆ เกี่ยวสายเดี่ยวชุดนอนสีชมพูตัวโปรดของฉันให้เลื่อนหลุดออกจากหัวไหล่มนอย่างเชื่องช้า สัมผัสของเขามันชวนให้วาบหวิวเสียจนฉันต้องเผลอจิกปลายเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว
ผ้าซาตินเนื้อนุ่มลื่นไหลผ่านผิวหนังของฉันลงไปกองอยู่ที่เอว เผยให้เห็นลาดไหล่และเนินอกที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วงตามจังหวะการหายใจที่ไม่ปกติ อากาศจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้ 25 องศาปะทะเข้ากับผิวกายที่เปลือยเปล่าจนฉันเผลอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความหนาวเย็นนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มในวินาทีต่อมา เมื่อฝ่ามือใหญ่ของเรียวทาบทับลงมาบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของฉัน ออกแรงรั้งเพียงนิดเดียว ร่างของฉันก็ถลำลึกเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา
"ระ... เรียว..." ฉันครางชื่อเขาด้วยเสียงที่สั่นพร่า พยายามจะหาเสียงของตัวเองให้เจอ แต่ดูเหมือนว่าก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันจะเต้นแรงจนสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงใบหน้าให้ร้อนผ่าวไปหมด
"ไม่ต้องกลัวนะ..." เขากระซิบตอบกลับมา เสียงของเขานุ่มนวลและอ่อนโยนขัดกับแววตาที่กำลังหิวกระหาย ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยไล้เบาๆ ที่พวงแก้มของฉันที่ตอนนี้คงจะแดงก่ำไปถึงใบหู "ฉันจะอ่อนโยนกับเธอ... ฉันสัญญา"
สิ้นคำสัญญานั้น ริมฝีปากหยักลึกก็เคลื่อนเข้ามาทาบทับลงบนริมฝีปากของฉันอย่างนุ่มนวลในคราวแรก มันเป็นการสัมผัสที่เชื่องช้า อ้อยอิ่ง ราวกับเขากำลังซึมซับความหอมหวานและขออนุญาตล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ฉันหลับตาลงอย่างยอมจำนน เผยอปากขึ้นเล็กน้อยเพื่อตอบรับจังหวะที่เขามอบให้
และนั่นคือฟางเส้นสุดท้าย...
เมื่อฉันตอบรับ เรียวก็ไม่รั้งรออีกต่อไป จากจังหวะที่นุ่มนวลแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เรียวสอดมือข้างหนึ่งเข้ามาท้ายทอยของฉันเพื่อปรับองศาใบหน้าให้รับจูบของเขาได้ถนัดขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็ยังคงลูบไล้แผ่นหลังของฉัน ปลุกปั่นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เรียวดูเชี่ยวชาญมากราวกับเขาทำมานับครั้งไม่ถ้วน และในตอนนี้ เขาก็กำลังทำให้ฉันแทบจะขาดใจตายด้วยรสจูบที่ดุดันและอ่อนโยนไปพร้อมๆ กัน
กลิ่นหอมของสบู่ที่ผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ประจำตัวของเขาลอยเตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ฉันเริ่มคุ้นเคย กลิ่นที่ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยเสมอเวลาที่ได้อยู่ใกล้ และในตอนนี้กลิ่นนี้กลับทำหน้าที่เป็นเหมือนยาปลุกกำหนัดที่ทำให้สติของฉันพร่ามัว ฉันเผลอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นคล้องคอเขา รั้งตัวเขาให้ลงมาแนบชิดมากยิ่งขึ้น สอดสายนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มที่นุ่มสลวยของเขาอย่างลืมตัว
"อืม..." เสียงครางต่ำๆ ในลำคอของเรียวบ่งบอกถึงความพึงพอใจเมื่อฉันตอบสนองสัมผัสของเขา เขาผละริมฝีปากออกไปเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้เราทั้งคู่ได้กอบโกยอากาศหายใจ ก่อนจะก้มลงมาฉกชิมความหวานจากริมฝีปากของฉันอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคนพาลที่ไม่รู้จักพอ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ รู้ตัวอีกที แผ่นหลังของฉันก็สัมผัสเข้ากับความนุ่มของฟูกเตียงขนาดคิงไซส์เสียแล้ว เรียวตามลงมาคร่อมทับอยู่ด้านบน แขนแกร่งทั้งสองข้างยันที่นอนเอาไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวทั้งหมดโถมลงมาทับฉัน แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าหล่อเหลาของเขา ทำให้ฉันได้เห็นหยาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามไรผมและสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่น
ดวงตาของเราประสานกันนิ่งนาน ในแววตาของเขาไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความต้องการที่อัดแน่นและปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟที่รอการระเบิด
"เธอสวยมาก..." เขาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาของเขากวาดมองไล่ตั้งแต่ใบหน้า ลำคอ ลงมาถึงลาดไหล่ที่ไร้สิ่งปกปิด สายตานั้นร้อนแรงเสียจนฉันรู้สึกเหมือนผิวหนังบริเวณที่เขาจดจ้องกำลังจะไหม้เกรียม
"อย่ามองนะ..." ฉันยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความเขินอาย รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวจนแทบจะระเบิด ทว่าเรียวกลับจับข้อมือทั้งสองข้างของฉันออกอย่างนุ่มนวล แล้วกดมันลงกับที่นอนเหนือศีรษะของฉันด้วยมือเพียงข้างเดียว
"ทำไมล่ะ? ฉันอยากมองเธอ... อยากมองทุกอย่างที่เป็นของฉัน" คำพูดแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่หลุดออกมาจากปากของเขาทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ มันเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจังจนฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันเองก็รู้สึกดีใจแค่ไหนที่ได้ยินมัน
เขาโน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายไม่ใช่ริมฝีปาก แต่เป็นซอกคอขาวเนียนของฉัน ปลายจมูกโด่งรั้นซุกไซ้ไปตามลำคอ สูดดมความหอมจากผิวกายของฉันอย่างตะกละตะกลาม ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจัดจะพรมจูบไปทั่ว หนวดเคราสากๆ ที่เพิ่งขึ้นอ่อนๆ เสียดสีกับผิวของฉันทำให้เกิดความรู้สึกจั๊กจี้และซ่านหวิวไปพร้อมๆ กัน
"อ๊ะ... เรียว..." ฉันสะดุ้งเฮือกและเผลอครางออกมาเสียงหลง เมื่อเขาขบเม้มผิวอ่อนบริเวณลาดไหล่จนเกิดรอยสีคริสต์มาสจางๆ เขากำลังประทับตราความเป็นเจ้าของลงบนตัวฉัน ทุกร่องรอย ทุกสัมผัส มันชัดเจนเสียจนฉันไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่าเรื่องราวระหว่างเรามันเป็นเพียงแค่ความฝัน
ความสัมพันธ์ของเรามันเริ่มต้นจากคำว่า 'คู่หมั้น' เราใช้เวลาด้วยกันแค่ไม่กี่วัน แต่กลับรู้สึกผูกพันกันจนแทบจะแยกไม่ออก ความรู้สึกในใจมันก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเคยบอกเลยว่ามันจะเกิดขึ้นง่ายขนาดนี้ มันคือความรักหรือความชอบ เส้นบางๆที่คั่นอยู่ มันช่างเข้าใจยากเหลือเกิน
ฝ่ามือร้อนของเรียวเริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง เขาเลื่อนมือลงมาลูบไล้ไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายฉันอย่างหลงใหล ทุกที่ที่มือของเขาลากผ่าน ทิ้งความร้อนรุ่มและขนอ่อนที่ลุกซันเอาไว้เบื้องหลัง ร่างกายของฉันบิดเร่าไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ข้างในมันมากมายมหาศาลจนฉันแทบจะรองรับไม่ไหว
"เรียว... ฉัน..." ฉันพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สมองกลับขาวโพลนไปหมดเมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสเข้ากับจุดอ่อนไหวกลางลำตัวของฉัน แม้จะยังมีเนื้อผ้าชั้นในกั้นอยู่ แต่มันก็ไม่อาจต้านทานความรุ่มร้อนจากสัมผัสของเขาได้เลย
"ชู่ว... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเองคนดี" เขาปลอบประโลมฉันด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่ากว่าเดิม นัยน์ตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน ราวกับจะสะกดให้ฉันยอมศิโรราบต่อเขาทุกอย่าง "แค่รู้สึกไปกับมัน... แล้วเรียกชื่อฉัน... แค่ชื่อของฉันเท่านั้น"
บรรยากาศภายในห้องทวีความร้อนระอุขึ้นทุกวินาที เสียงลมหายใจของเราสองคนสอดประสานกันดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ นอกหน้าต่าง... สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กระทบกับบานกระจกเกิดเป็นจังหวะเพลงที่เข้ากับจังหวะหัวใจของเราอย่างน่าประหลาด ความเย็นฉ่ำของสายฝนด้านนอกช่างขัดแย้งกับความร้อนแรงดั่งไฟป่าที่กำลังลุกโชนอยู่บนเตียงกว้างแห่งนี้
เรียวค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการชิ้นสุดท้ายบนร่างกายของฉันออกอย่างอ้อยอิ่ง สายตาของเขาจับจ้องมาที่ฉันราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะชิ้นเอกที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต ความเขินอายที่เคยมีในตอนแรกเริ่มมลายหายไป เหลือเพียงความเชื่อใจและพร้อมจะฝากฝังร่างกายและหัวใจดวงนี้ไว้ในกำมือของเขา
เมื่อร่างของฉันเปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์ เรียวก็ยืดตัวขึ้นเพื่อจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองบ้าง สายตาของฉันจับจ้องไปที่มัดกล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงามและแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งของเพศชาย ทุกสัดส่วนของเขามันสมบูรณ์แบบจนน่าใจหาย และเมื่อเขากลับลงมาทาบทับร่างกายของฉันอีกครั้ง ผิวเนื้อของเราสัมผัสกันแนบแน่นโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านเข้ามาถึงตัวฉัน ราวกับเรากำลังจะหลอมรวมกลายเป็นคนคนเดียวกัน
"ฉันรอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน..." เรียวกระซิบที่ข้างหู ก่อนจะประทับรอยจูบลงบนขมับของฉันอย่างแสนรัก "ฉันรักเธอ... ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักกันได้ไม่นาน และฉันจะรักเธอคนเดียวตลอดไป"
คำบอกรักของเขาเหมือนหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนหัวใจที่แห้งผากของฉัน น้ำตาแห่งความปีติเอ่อรื้นขึ้นมาที่หางตา ฉันยิ้มบางๆ ตอบรับความรู้สึกของเขา ก่อนจะกระซิบตอบกลับไปประโยคที่ฉันเก็บซ่อนมันเอาไว้มานานแสนนานเช่นกัน
"ฉันก็รักนาย... เรียว"
สิ้นคำสารภาพรักของเราทั้งคู่ เรียวก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าอีกต่อไป เขาเริ่มนำพาฉันเข้าสู่ห้วงบทเพลงแห่งความรักที่เขาสรรค์สร้างขึ้น ทุกสัมผัส ทุกจังหวะ มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ทะนุถนอม แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเร่าร้อนและเรียกร้อง ร่างกายของเราเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน สอดประสานจังหวะให้เข้ากันอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเกิดมาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน
เสียงครางหวานหูที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของฉัน และเสียงค่ำครวญทุ้มต่ำของเรียว ดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ผสมผสานกับเสียงสายฝนที่สาดกระเซ็นอยู่ด้านนอก สร้างบรรยากาศที่ทั้งโรแมนติกและเย้ายวนใจเกินกว่าจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้
ในค่ำคืนนี้... ไม่มีอีกแล้วคู่หมั้นที่เป็นเพียงคนแปลกหน้า จากนี้จะมีเพียงผู้ชายและผู้หญิงสองคนที่รักกันสุดหัวใจ และพร้อมจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่กัน ร่างกายและจิตวิญญาณของเราผูกพันกันแนบแน่น ฝากฝังร่องรอยแห่งความรักและความทรงจำที่จะไม่มีวันเลือนหายไปจากใจตราบนานเท่านาน
และเมื่อพายุแห่งความปรารถนาพัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยอ่อนและลมหายใจที่หอบสะท้าน เรียวทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างฉัน ดึงร่างของฉันเข้าไปกอดไว้แนบอกกว้างอย่างหวงแหน ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาคลุมร่างของเราทั้งสองคนเอาไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น
ฉันซุกใบหน้าลงกับแผงอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งมันเป็นเหมือนเพลงกล่อมเด็กที่ไพเราะที่สุดในโลก มือใหญ่ของเรียวยังคงลูบไล้กลุ่มผมของฉันเบาๆ ริมฝีปากของเขากดจูบลงบนกระหม่อมของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการย้ำเตือนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝัน
"หลับซะคนดี..." เขากระซิบเสียงนุ่ม "พรุ่งนี้ตื่นมา... เราจะเริ่มต้นใหม่ในฐานะที่เปลี่ยนไป... ฉันสัญญาว่าจะเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดสำหรับเธอ"
ฉันหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ปล่อยให้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขาและเสียงสายฝนพัดพาฉันเข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนหวาน... คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตคู่ของเรา บทที่เต็มไปด้วยความรัก ความปรารถนา และการอยู่เคียงข้างกันตลอดไป.....
"ฉันถอดเอง" น้ำเสียงแหบพร่าของเขาที่กระซิบอยู่ข้างใบหูทำเอาสติสัมปชัญญะของฉันกระเจิดกระเจิงไปจนหมดสิ้น ดวงตาคมกริบของเรียวที่ทอดมองมาในตอนนี้ไม่ได้มีความเยือกเย็นหรือสงบนิ่งเหมือนอย่างเคย มันเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ถูกกักเก็บเอาไว้มาเนิ่นนาน และตอนนี้... มันกำลังจะแผดเผาฉันให้หลอมละลายคามือของเขาฉันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วร้อนผ่าวที่ค่อยๆ เกี่ยวสายเดี่ยวชุดนอนสีชมพูตัวโปรดของฉันให้เลื่อนหลุดออกจากหัวไหล่มนอย่างเชื่องช้า สัมผัสของเขามันชวนให้วาบหวิวเสียจนฉันต้องเผลอจิกปลายเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวผ้าซาตินเนื้อนุ่มลื่นไหลผ่านผิวหนังของฉันลงไปกองอยู่ที่เอว เผยให้เห็นลาดไหล่และเนินอกที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วงตา
[TALK-RYOICH]“ว่ายน้ำไม่เป็น?” ผมพูดขึ้น“ใช่” มิกะพูดขึ้นพร้อมกับเอามือลงจากหน้าผม“ทำไมไม่หัดว่ายน้ำ?” ผมถาม“ไม่ใช่ว่าไม่หัด เคยแล้วแต่ฉันโดนเพื่อนแกล้งดึงขา ฉันก็เลย...” มิกะพูดขึ้นมา“ใคร?” ผมถาม“......”“ใครที่เป็นคนทำเธอ?”ผมถามต่อ“ฉันไม่รู้สิ ตอนนั้นฉันจำไม่ได้หรอก อีกอย่างเรื่องมันก็นานแล้วด้วย ช่างมันเถอะ”มิกะบอกผม“ไม่เป็นไรนะ ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำอะไรเธออีกแล้ว”“.......”“ฉันจะปกป้องเธอเอง” ผมขยับแขนทั้งสองข้างเลื่อนขึ้นไปโอบกอดเธออย่างช้าๆ“นะ นาย ทำอะไรเนี่ย!” มิกะเอามือขึ้นมาปัดแขนทั้งสองข้างของผมออก แล้วเธอก็เดินจากผมไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่มิกะเดินจากผมไป มันทำให้หัวใจของผมเต้นแรงมาก แรงเหมือนกับอาจจะออกจากร่างกายของผม ผมคิดว่า...... ผมกำลัง “ตกหลุมรัก” ผู้หญิงคนนี้เข้าแล้ว ทั้งๆ ที่เราเจอกันแค่ไม่กี่วัน แบบนี้จะสามารถเรียกว่า “รักแรกพบ” ได้ไหมนะ? หรือผมจะต้องโทรหาตาแก่นั้นเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ดี.....[TALK-MIKA]“คนบ้า” ฉันวิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสบถออกมา อยู่ ๆ ก็เข้ามากอด ใครจะไม่อายบ้างล่ะ ฉันมองไปกระจกที่กำลังสะท้อนเงาของตัวเองอยู่ หน้าของฉันแดงระรืนอย่างก
“.....................”“อะไรล่ะ ไปไม่ได้หรอ? ”ฉันถามเรียวอิจิ“อืม เปล่านี่”เขาพูดแค่นั้น แล้วขับรถไปเรื่อย ๆ เราสองคนนั่งรถไปอย่างเงียบ ๆ ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อเรียวจอดรถ ฉันค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินลงจากรถอย่างช้า ๆ มองซ้ายมองขวา สำรวจสถานที่ที่เรียวพาฉันมา นี่มันไม่ใช่ทะเลนิ เขาจอดห้างแห่งหนึ่งในเมืองชลบุรี พระเจ้านี่เขาพาฉันมาทำอะไรเนี่ย?“มิกะ”“...”“มานี่ ฉันจะพาเธอไปซื้อของ” เรียวพูดขึ้นพร้อมกับเดินมาจับมือฉัน และจูงฉันเดินออกจากรถ“ซื้ออะไรหรอ? ” ฉันถามด้วยความสงสัย“ฉันพึ่งพาเธอมาจากมหาลัย แล้วก็ขับรถมาที่นี่ เธอคิดว่า เธอเอาอะไรมาบ้างล่ะ? ” เรียวถาม“ก็จริง ฉันมานี่ฉันก็ไม่ได้พกอะไรมาด้วย นอกจากชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้กับหนังสือเรียน” ฉันคิดในใจ“ดะ เดี๋ยวๆ ” ฉันพูดขึ้นก่อนจะเดิน“มีอะไร”“คือ มะ...มือ ของนายน่ะ ช่วยปล่อยฉัน กะ...ก่อน จะได้ไหม? ” ฉันถามเรี
...ก๊อกๆๆ ...“นี่...มิกะ มีคนมาที่หน้าประตูแน่ะ”“งั้น ฉันคงต้องรบกวนนายไปเปิดประตูให้แล้วล่ะ”ฉันบอกเขา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะใช้เขานะ แค่ตอนนี้ฉันยังไม่ว่างจะไปเปิดเอง แล้วเรียวอิจิก็เดินไปเปิดประตู โดยไม่ถามอะไรฉันสักคำ“หวัดดีมิกะ เสร็จรึยะ....กรี๊ด!!!”เสียงอัมพรร้องขึ้น น้ำเสียงของอัมพรมันทำให้ฉันต้องรีบวิ่งมาดู“อะ อัมพร เธอเป็นอะไรหรอ นี่เรียวอิจินายทำอะไรเพื่อนฉัน”ฉันขมวดคิ้วใส่ ก็ไม่พอใจไงที่เพื่อนรักของฉันต้องมากรีดร้องเพราะเรียวอิจิ ก็แค่ให้มาเปิดประตูเฉยๆ จะอะไรนักหนา มันสาหัสรึยังไงนะ“เปล่านะ ฉันแค่เดินมาเปิดประตูเฉยๆ ”เรียวอิจิตอบฉันราวกับรู้ว่าฉันจะพูดอะไร แล้วก็เดินออกจากหน้าประตูห้อง เขาสาวเท้าเดินเข้าห้องครัวโดยไม่สนใจอะไร“นะ นี่มันอะไรน่ะ มิกะเธอไม่ได้โดนมันทำอะไรใช่ไหม? ”อัมพรถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงแล้วมือก็กำลังเขย่าตัวฉัน“มะ ไม่ฉันไม่เป็นอะไร”ฉันบอกอัมพร“....”อัมพรมองหน้าฉันสลับกับมองดูเรียวอิจิ“อะ เอ่อ นี่เรียวอิจิ สุบรรณวารินทร์น่ะเรียวอิจิเค้าเป็น....”ฉันพูดยังไม่ทันจะจบก็มีเสียงของเรียวอิจิแทรกขึ้นมา“ผมเป็นสามี เอ๊ย!!! คู่หมั้นของมิกะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ
ปิ้งป่อง~เสียงลิฟท์เปิดออก ฉันเดินออกมาจากลิฟท์พร้อมกับทองไปตรงทางเดิน และต้องโฟกัสอยู่ที่จุด ๆ หนึ่งคือ หน้าห้องของฉันมีใครบางคนยืนอยู่ ฉันเลยรีบวิ่งเข้าไปถาม[TALK-RYOICH]“คุณๆ มาทำอะไรที่หน้าห้องของฉันคะ”เสียงผู้หญิงพูดขึ้นและถามด้วยความสงสัย“ผมมาหาคนที่ชื่อมิกะ สุวรรณวาปีครับ เธอเป็นคู่หมั้นของผม”พระเจ้าช่วยยัยนี่ตัวเล็กจริง ๆ เลย แต่รู้สึกว่าอย่าอื่นจะไม่เล็กด้วย“ฉะ...ฉันเองค่ะ”เธอตอบด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน“เธอเองหรอ ที่เป็นคู่หมั้นของฉัน ตัวเล็กจริง ๆ เลย”ยัยนี่ตัวมากขนาดต้องก้มลงไปมองเลยล่ะ ยังกับเด็กประถม ให้ตายสิ[TALK-MIKA]“หา!!! นี่นายหาเรื่องฉันหรอ”ดู๊ดูมันทำ ไอ้เราก็อุตส่ารีบเข้ามาถามด้วยความหวังดี แล้วไหงถึงเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย“เปล่านี่ ฉันแค่พูดความจริง แล้วแบบนี้ฉันจะถูกข้อหาพรากผู้เยาว์ไหมเนี่ย? ”“นะ นายคิดว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่น่ะ”“จะอะไรซะอีกอีกล่ะ ก็เธอตัวเล็กแบบนี้อายุก็คงจะไม่เกิน 12-13 ปีล่ะนะ”“ขอโทษย่ะ ฉันมันอายุ 24 แล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ อย่างที่นายว่าหรอกนะ”“จริงหรอ!!! ไหนขอดูบัตรหน่อยดิ”“ไม่ ฝันไปเถอะ ถอยไป”ฉันบอกให้เค้าถอย“ไม่ถอย จะทำไม”“ฉันจะเข
…Life is somehow strange……Sometimes it just by chance……Someone passing my path……ชีวิตคนเรา……บางทีก็มีเรื่องบังเอิญ เรื่องน่าแปลกใจ……ผ่านเข้ามาอย่างไม่คาดคิด….“ฮัลโหล” ผมรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเบื่อหน่าย“ว่าไง.... เรียวอิจิ”“พ่อมีเรื่องจะบอก.....” ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ“อะไร อย่าบอกนะว่า....” ปลายสายยังไม่ตอบผมกลับมา“....”“เรื่อง ดูตัวน่ะ!!! ไม่เอาน่าพ่อ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว.....” ผมพูดยังไม่ทันจะจบปลายสายก็ตอบกลับมา“ก็ไม่ใช่เรื่องดูตัวหรอกนะ”“แล้วเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องดูตัว อย่างพ่อมีเรื่องอื่นด้วยหรอ” จริงๆ ผมโดนพ่อชวนไปดูตัวมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง และทุกครั้งที่ผมไปเจอคู่ดูตัวแต่ละคนนะ โห!!! เจอแต่ผู้หญิงประเภทชอบแต่งตัว รักสวยรักงาม เจออะไรนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้เป็นโวยวายทุกครั้ง ผมทนไม่ได้หรอกแค่นั้นยังไม่พอนะ เวลาไปเดินเล่นด้วยกันแบบว่าไปเดินทำความรู้จักกันนะ ชอบบ่นว่าเหนื่อย ชอบไปในที่ๆ ผมไม่ชอบไป อย่าง ร้านเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยไรงี้บอกตรงๆ เลยว่าแม่พวกนี้ไม่ใช่ผู้หญิงในอุดมคติผมเลย ผู้หญิงในอุดมคติผมนะจะต้องเป็นคนตัวเล็ก น่ารัก อกใหญ่นิดๆ นั้นแหละครับ ผม






![เมียช่างสัก [PWP] + [BDSM] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
