เข้าสู่ระบบ“ห้องนี้เลยค่ะ” พนักงานคนนี้พูดก่อนเคาะประตูแล้วเปิดให้ฉันเดินเข้าไปก่อน “เชิญด้านในเลยค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” พนักงานที่นี่เขายิ้มแย้มดีเนาะ ส่วนฉันตอนนี้ยิ้มไม่ค่อยจะออก เหมือนคนฝืนยิ้มอะไรอย่างนั้น และตอนนี้ฉันเองก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ไม่ชินสักที สมัครงานมาแล้วก็หลายครั้งสัมภาษณ์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งแต่ก็ยังหาที่ลงลอยไม่ได้ แต่ แต่ แต่ครั้งนี้นี่แหละอาจจะเป็นที่สุดท้ายก็ได้ ‘ขวัญข้าวเอ๋ยเอาหน่อยเว้ย ขอให้ได้ขอให้โดน เพี้ยงงงงง!’ “สวัสดีค่ะ” “ครับ เชิญนั่งครับ” “ขอบคุณค่ะ” พอฉันนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้าโต๊ะทำงานนี้ปุ๊บ… แล้วเขาก็เงียบไม่พูดอะไรต่อ ในหัวฉันกำลังคิดถกเถียงในกันอยู่ว่าจะเอาไงจะเริ่มพูดก่อนหรือรอเขาพูดก่อนดี หรือเขายุ่งอยู่เห็นเขามองจอคอมตั้งแต่เราเข้ามาแล้ว งั้นปล่อยแล้วกันเผื่อเขากำลังยุ่งอยู่ ”คุณเป็นลูกพี่ศรใช่ไหม” ผ่านไปเกือบ 5 นาทีเขาถึงหันมาพูดกับฉัน “ใช่ค่ะ” “ผมขอดูหน่อย” เขาพูดก่อนหยิบแฟ้มเรซูเม่สะสมผลงานที่ฉันวางบนโต๊ะทำงานตรงหน้าไปดู “ได้ค่ะ” “เลือกรูปได้ไม่เหมือนตัวเองมาก” แต่กลับไม่เปิดเข้าไปดู เขาดูแค่ด้านหน้าของแฟ้ม ไปโฟกัสแค่รูปนั่น…อะไรกันเนี่ยฉันพึ่งเคยเจอ “เห็นพ่อเธอบอกว่าเธอกำลังหางานทำอยู่ ฉันก็เลยเรียกเธอมาคุยก่อนจะเอาเธอเข้ามาทดลองงานที่นี่ดู เธอสนใจไหม” “ได้ค่ะ” “จริงๆ บริษัทนี้ไม่ได้รับคนง่ายแบบนี้หรอกนะ แค่ฉันถูกซะตากับพ่อเธอ ฉันก็เลยอยากช่วยให้ลูกเขาได้มีที่ทำงาน” “เอ่อ!” ฉันยกมือขึ้นเพียงสั้นๆ พร้อมกับใบหน้าที่ดูนอบน้อมเกรงใจอยู่ “ว่าไง” “คือฉันมีคำถามค่ะ” “ว่ามา” “แล้ว…ถ้าเกิดคุณบลูรับดิฉันเข้ามาทำงานในรูปแบบวิธีที่มันง่ายๆ กว่าคนอื่นแบบนี้ จะไม่เป็นอะไรเหรอคะ” “ผมให้มาทดลองงานก่อนยังไม่ได้บอกจะรับ หรือคุณมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะได้งานที่นี่” “ไม่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น” ไม่ได้มั่นใจแต่แค่มีแอบหวังอยู่เล็กน้อย “ทดลองงาน 1 เดือน” “ปกติที่อื่นๆ ทั่วไป 3 เดือนหรือเปล่าคะ” “สำหรับเธอ ฉันให้แค่ 1 พอ” ฉันเริ่มกลัวแล้ว ลูกเจ้าของบริษัทจะพาฉันซวยหรือเปล่านะ รับฉันมานี่พ่อแม่เขารู้เรื่องด้วยไหมก็ไม่รู้ ไม่มา่เอาฉันมาแล้วจบพังเหมือนที่ก่อนๆ ที่ฉันเคยผ่านมานะ “ว่าไง เธอตกลงที่จะเริ่มทดลองงานเลยไหม” “วันนี้เลยเหรอคะ” “ครับ วันนี้” เอาไงดีวะไอ้ตี๋หน้าหล่อมันจะไม่หลอกเรามาเล่นๆ ใช่ไหม… เอาก็เอาวะขวัญข้าว สู้เว้ย! “ครับ ตกลงตามนั้นนะ เชิญครับ” “ค่ะ” ฉันลุกจากเก้าอี้ตัวนี้อย่างเก้ๆ กังๆ ไม่ลืมที่จะหยิบแฟ้มขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋าก่อนเดินตรงไปยังประตู “ผมฝากขวัญข้าวด้วยนะวันนี้” ก่อนฉันออกพ้นจากประตูห้องนั้นก็แอบได้ยินเสียงเขาพูด…ผ่านทางโทรศัพท์บนโต๊ะเขา “ได้ค่ะ” ช่วงทดลองงานของฉันได้เริ่มขึ้นแล้ว จากที่พี่คนที่พาเรียนรู้งานที่นี่ ฉันรู้สึกว่าที่นี่ทำงานเป็นระบบแบบดีมากจนฉันกลัว กลัวจะทำงานเขาพัง เพราะเคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่ฉันก็ทำมันมาได้เรื่อยๆ ผ่านมาได้เกือบถึงครึ่งเดือนแล้วที่ยังไม่มีอะไรใหญ่ๆ ที่ฉันจะทำพลาดเลย ราบรื่น จนมาถึงวันนี้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาที่บริษัทแล้วฉันไม่รู้จักเขา ฉันเจอใครฉันก็นอบน้อมยกมือไหว้สวัสดีเป็นปกติดีแต่ทำไมก็ไม่รู้เหมือนคนนี้ดูเกลียดซีฉันไม่ได้ใส่ร้ายเขาคนนั้นแต่พฤติกรรมที่เขาทำมันฟ้องว่าเขารู้สึกแบบนั้นกับฉันจริงๆ ทั้งการมองทั้งการสั่งทำนั่นนี่ด้วยคำพูดที่ดูเป็นใหญ่ของที่นี่จนฉันอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มันเป็นใครและตอนนี้ฉันก็ได้รู้แล้ว เธอมีชื่อว่าบอนนี่เป็นน้องสาวของคุณบลู นี่เริ่มสงสัยแล้วว่าคุณจะนิสัยแบบเดียวกันกับเธอคนนี้ไหม เอาแต่ใจโคตรๆ อะไรไม่ได้ดั่งใจก็… เป็นบ้า เหมือนคนบ้าดิ้นจะเอาให้ “ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเธอเข้ามาทำงานที่นี่ได้ไง ใช้ทำอะไรก็ดูทำไม่เป็นไม่คล่องดูเอ๋อๆ” “…!” “อุ๊ป…นี่ฉันพูดอะไรให้เธอไม่พอใจเหรอหรือเปล่าทำไมสีหน้าเธอเปลี่ยนไปดูหมองๆ” คำพูดคำจาของเธอก็ด้วยทำฉันอยากจะกระโดดถีบหน้าแม่ง แต่ดีนะที่ฉันห้ามเท้าตัวเองไว้ได้อยู่ไม่งั้นโดนแน่คนปากแบบนี้ “ทำไรบอน” “อุ้ยพี่ชวนน้องมาพอดี” “ถามว่าทำไรกันอยู่เมื่อกี้” “น้องก็แค่เรียกยันคนนี้มาคุยเพราะทำงานไม่ได้เรื่องเลยค่ะ” “ไปเรียกเขาแบบนั้นได้ไง เรียกเขาดีๆ” “ก็ได้ค่ะ พี่คนนี้เขาทำงานไม่ได้เรื่อง” “แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครรายงานมานะว่าเขาทำงานไม่ดีไม่โอเคตรงไหนไหม” “แต่พอหนูมาพี่เขาทำไม่ได้เรื่องจริงๆนะคะ” “เอาออกเลยค่ะ” “ไร้สาระ ไปแยกย้ายไปหาทำงานใครงานมันไป” คุณบลูพูดก่อนจะหันหลังเดินออกจากประตูห้องนี้ “ไร้สาระ พี่บลูว่ามันหรือว่าหนู พี่บลูกลับมาก่อน” ฉันอยากจะพูดตรงๆ เหมือนกันว่าฉันเสียดายรูปลักษณ์ภายนอกของเธอที่แม่สวยยดูดีมากๆ แต่เสียอย่างเดียวเป็นบ้า “พี่บลูหยุดเดี๋ยวนี้ กลับมาคุยกันก่อน” เสียงเธอเรียกคุณบลูดังลั่นทั่วชั้น 20 ก่อนเธอจะเจอกับใครคนนึงที่รูปลักษณ์ผ่านนอกดูอายุเยอะแล้ว ถ้าให้ฉันเดาคิดว่าช่วงอายุน่าจะประมาณ 70 ปีขึ้นไป “คุณปู่ สวัสดีค่ะ” “เล่นอะไรกันอีกแล้ว” “เปล่าค่ะ” ฉันคิดว่าฉันไม่ควรยืนอยู่แถวนี้ต่อ เผื่อเธอและปู่จะคุยเรื่องส่วนตัวครอบครัวเขากัน ฉันจึงเดินออกไปจากตรงนี้ ”สวัสดีค่ะคุณบลู“ ฉันเดินออกจากห้องนั้นมาเจอคุณบลูที่พุ่งออกจากห้องทำงานตัวเอง ”ครับ คุณว่างอยู่ใช่ไหม” “ตอนนี้…วาง ว่างค่ะว่าง” ”ผมจะให้คุณช่วยงานนิดหน่อย ถ้าคุณทำสำเร็จผมจะให้คุณผ่านการทดลองงานก่อนกำหนดในทันที” คุณบลูพูดแบบนี้…งานใหญ่แน่ๆ เลย ทำไมฉันเริ่มกลัว ไม่กล้าทำหรอกนะถ้างานใหญ่ๆ ผิดพลาดมาซวยแน่ เอาไงดีปฏิเสธได้ไหม “เป็นไรเงียบทำไม” “ปะเปล่า เปล่าค่ะ” “มันไม่ใช่งานใหญ่ๆ ใช่ไหมคะ” “ทำไม…กลัวอะไร” คุณบูลพูดพลางค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เธอกับสายตานั้นของเขาที่จับจ่องใบหน้าแววตาเธออยู่ตลอดทุกการเคลื่อนไหวแม้ว่าเธอจะพยายามหลบหน้าเขาแล้วก็ตาม “ไม่ได้กลัวค่ะ แค่…” “มันไม่ใช่งานใหญ่โตอะไรหรอก คุณก็น่าจะรู้ดีว่าผมคงไม่โง่ให้คุณไปจัดการเรื่องใหญ่ๆของบริษัทหรอกใช่ไหมละ” “ห๊ะ!” ทำไมจู่ๆ ฉันก็เหมือนโดนด่าว่าโง่ซะอย่างนั้น ใช่เขาหลอกด่าฉัน “รีบตามมาถ้าอยากผ่านช่วงทดลองงานไวๆ” คุณบลูพูดพลาดเดินนำหน้าไปเข้าลิฟต์ ก่อนพาฉันลงมาชั้น 1 ขึ้นรถแล้วออกไปข้างนอกโดยที่รถคันนี้คือพ่อฉันเองที่ขับ ระหว่างทางบนรถเงียบมากไม่มีใครพูดอะไรสักคำ พ่อฉันในโหมดตอนทำงานก็คือเงียบจริง ฉันเอาแต่มองทางและนั่งเกร็งตลอดทางมาจนถึงที่หมายซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน “พ่อ” ฉันแอบกระซิบถามพ่อขณะที่รถจอดและคุณบลูก็ลงไปก่อนแล้ว “ว่าไงลูก” “ที่นี่มันคือที่ไหนอ่ะ” “ลงมาสิ ทำไมยังไม่ลงมาอีก” เสียงคุณบลูเรียก “ค่ะ” พ่อฉันไม่ทันได้บอกว่าคือที่ไหน ฉันต้องรีบลงจากรถมาก่อนก็เลยยังไม่รู้ แต่ด้านหน้าที่แห่งนี้มีป้ายด้านหน้าเขียนว่า Quiet Leaf Garden ส่วนลักษณ์ของที่นี่ก็เหมือนบ้านสวนมีพื้นหญ้าเขียวที่กว้างขวาง มีต้นไว้บ้านตามริมรั้วบ้าน ส่วนตัวบ้านก็สวยเลยแหละ นาทำที่นี่คือที่ที่ร่มรื่นมากสำหรับฉันที่พึ่งมาเจอเป็นครั้งแรก ‘ทำไมมีกระเป๋าด้วยอ่ะ’ พอฉันลงจากรถมาก็เห็นคนที่นี่ยกกระเป๋าเดินทางลงจากท้ายรถตู้คันนี้ที่ฉันนั่งมากับคุณบลู ทุกอย่างเกิดขึ้นไวหมดจนฉันเริ่มตามไม่ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากฉันลงจากรถ คุณบลูเขาพาฉันเดินมาตรงมาหาใครก็ไม่รู้ที่กำลังอยู่บนรถเข็นหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ฉันและคุณบลูยื่นอยู่หลังเธอเงียบๆ ก่อนเธอค่อยขยับตัว คุณบลูถึงจะเอ่ยปากสวัสดีเขาก่อน “สวัสดีครับ” “มาแล้วเหรอ” เสียงตอบรับจากหญิงสาววัย 80 กว่าปี ที่กำลังนั่งรถเข็นอยู่พื้นที่ด้านหลังบ้านสวนนี้ เธอค่อยๆ ขยับรถเข็นหันมาทางด้านหลังที่มีขวัญข้าวและบลูยืนอยู่ “ครับ” “แล้วนั่นพาใครมาด้วยที่ยืนหลบหลังหลานอยู่” เธอสงสัยว่ารอบนี้บลูพาใครมาด้วยที่เห็นยืนหลบอยู่ด้านหลังบลู “สวัสดีค่ะ” ขวัญข้าวขยับตัวออกมานิดหน่อยก่อนเอ่ยปากสวัสดีเธอ “คนที่คุณย่าอยากเจอไงครับ” ห๊ะ! คุณย่าของคุณบลู แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน เขาอยากเจอฉันงั้นเหรอ “ใคร” อ้าวคุณย่าเขาพูดแบบนี้ก็คงไม่ใช่ฉันแล้วแหละ “เด็กฝึกงานของผมครับ” คุณบลูตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “เด็กฝึกงาน?” คุณย่าขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง “แล้วพามาทำไมถึงนี่ ย่าบอกตอนไหนว่าอยากเจอ” ฉันแอบกลืนน้ำลายเงียบๆ หัวใจเต้นแรงผิดปกติ งานเล็กที่ไหนกัน…นี่มันไม่เล็กแล้วชัดๆ “ผมอยากให้คุณย่าได้เจอเธอ” คุณบลูพูดเสียงนิ่ง “เพราะผมอยากให้เธอมาช่วยดูแลคุณย่าที่นี่ช่วงหนึ่ง” “ดูแลฉัน?” คุณย่าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “หลานคิดว่าย่าแก่จนช่วยตัวเองไม่ได้แล้วหรือไง” “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมแค่คิดว่าคุณย่าคงไม่อยากอยู่คนเดียว” คุณบลูเขารีบตอบ คำว่า อยู่คนเดียว ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างน่าประหลาด ฉันเห็นมือเหี่ยวย่นของคุณย่ากำที่เท้าแขนรถเข็นแน่นขึ้นเพียงเสี้ยววินาที “แล้วถามความสมัครใจจากเด็กคนนี้ยัง” คุณย่าหันมาถามฉันตรงๆ “…!” “หรือว่าหลานบังคับเขามา” ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบส่ายหน้า “มะ…ไม่ค่ะ ฉันแค่ยังไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องมาที่นี่” คุณบลูเหลือบตามองฉันนิดหนึ่ง สายตานั้นอ่านยากจนฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังพอใจหรือไม่ “งั้นก็แปลว่ายังไม่ตกลงสินะ” คุณย่าพูดพลางยิ้มบางๆ “เด็กคนนี้ดูไม่เหมือนคนที่จะทนอยู่กับฉันได้ง่ายๆ เลย” หัวใจฉันหล่นวูบ“เราจะหยุดงานจริง ๆ เหรอคะ” ขวัญข้าวเงยหน้าถามอีกครั้ง น้ำเสียงยังลังเลเหมือนคนไม่ชินกับการปล่อยภาระไว้ข้างหลัง บลูมองเธอด้วยสายตานิ่งแต่แฝงความเอ็นดู “เธอน่ะหยุด แต่ฉันไม่หยุดหรอก บ่ายถึงเย็นฉันมีคุยงานข้างนอก วันนี้ไม่เข้าบริษัท” “อ๋อค่ะ… งั้นฉันไปทำงานดีกว่านะคะ” เธอขยับจะลุก เขาคว้ามือเธอไว้ทันที “บอกว่าให้หยุดหนึ่งวันไง ได้ฟังที่พูดไหม” ขวัญข้าวชะงัก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะ…” บลูถอนหายใจเบา ๆ เหมือนกำลังจัดการความคิดบางอย่างในหัว “เดี๋ยววันนี้ฉันส่งคนไปดูแลย่าแทนเธอก่อนหนึ่งวัน” เธอรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการเองได้” “ฟังก่อน” เขาขัดขึ้นนุ่ม ๆ แล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ไม่ใช่แค่วันเดียว… เอาแบบประจำเลยดีกว่า” ขวัญข้าวนิ่งไป “หมายความว่ายังไงคะ” “ฉันจะจัดการเรื่องคนดูแลย่าฉันแบบให้มาอยู่ดูแลประจำแทนเธอ” เขาพูดเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ส่วนเธอ… ฉันจะให้ย้ายมาทำงานที่นี่เต็มตัว” “เอางั้นเหรอคะ…” เสียงเธอแผ่วลงอย่างไม่แน่ใจ “ใช่” เขาสบตาเธอชัดเจน “ฉันอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน” หัวใจเธอเต
ขวัญข้าวกลืนน้ำลายเบาๆ ปลายนิ้วเธอกำชายเสื้อเขาไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสบกันในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะหลบเลี่ยงความรู้สึกได้ บลูรับรู้ทุกอย่างจากท่าทีเล็กน้อยนั้น เขาไม่เร่ง ไม่รุก เพียงก้มลงแตะหน้าผากเธออีกครั้ง ราวกับย้ำให้แน่ใจว่าทุกอย่างเกิดจากความสมัครใจ“ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ เธอบอกฉันได้เลยนะ” เสียงเขานุ่มลงกว่าที่เคย “เพราะฉันอยากให้คืนนี้เป็นคืนที่เธอเลือกเองเหมือนกัน”ขวัญข้าวไม่ตอบเป็นคำพูด เธอเพียงขยับเข้าไปในอ้อมแขนเขา ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำยืนยันบลูถอนหายใจแผ่ว คล้ายปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้เนิ่นนาน มือของเขาโอบเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาเธอ… ไปบนเตียงนุ่มปลายนิ้วของบลูคลายจากชายเสื้อเธอช้า ๆ ราวกับให้โอกาสเธอเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ แต่ขวัญข้าวกลับเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้แทนสายตาที่เคยสั่นไหวก่อนหน้านั้นกลับนิ่งขึ้น คล้ายตัดสินใจบางอย่างในใจได้แล้ว“ฉันไม่ได้กลัวนะคะ…” เสียงเธอเบาจนแทบเป็นลมหายใจ “แค่… ไม่เคยใกล้ใครแบบนี้มาก่อน”รอยยิ้มของบลูอ่อนลงทันที ไม่ใช่รอยยิ้มมั่นใจแบบที่เขามักมีเวลาอยู่ในห้องประชุม แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทะนุถนอมความรู้สึก
เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือเขา ดึงลงมาช้าๆ แล้วส่ายหน้า “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะไม่แน่ใจ”บลูหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่แตะผ่าน แต่ลึกซึ้งขึ้น ชัดเจนขึ้น ราวกับยอมรับในสิ่งที่พยายามปฏิเสธมาตลอดมือของเขาวางลงที่เอวเธอโดยอัตโนมัติ ขณะที่เธอขยับเข้าไปชิด จูบนั้นยืดเยื้อเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับทำให้เวลาทั้งห้องเหมือนหยุดนิ่งเมื่อริมฝีปากของทั้งสองแยกจากกัน บลูหลับตาแน่นชั่วครู่ ก่อนจะพิงหน้าผากกับเธอ“แต่ถึงยังไงคำตอบแค่นี้จากเธอมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันแน่ใจหรอกนะว่าเธอรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันจริงๆ” เขาคลายมือออกช้าๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างที่จำเป็น แต่สายตายังคงผูกเธอไว้เหมือนเดิม“…?” เธอนิ่งไปในทันทีกับคำพูดแบบนั้นของบลู ในหัวเอาแต่คิดว่าควรจะต้องทำไงต่อดี“ออกไปก่อน อีก 5 นาทีผมมีประชุม” เขาพูดออกมาเสียงเบา “แล้วเราค่อยคุยกันเรื่อง”เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะเปิดออก เธอหันกลับมาบลูยังยืนอยู่ที่เดิมและครั้งนี้เขาไม่ได้หลบสายตาเธอ บางอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้วแม้ยังไม่มีคำจำกัดความก็ตาม เข
“โอ๊ะ! คุณบลู ไหนบอกว่าจะให้เวลาฉันคิดก่อนไงคะ”เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปผลักเขาออก เมื่ออ้อมแขนแข็งแรงของบลูโอบกอดเธอจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมของเขาทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่“ฉันรอไม่ไหวแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยชิดข้างใบหู “ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะได้มาเจอเธอแบบวันนี้ ฉันกลับไปนั่งคิดทบทวนมาทุกอย่าง คิดจนแน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองคืออะไร…และฉันก็ยอมรับมันแล้ว”เธอเม้มริมฝีปากแน่น มือทั้งสองกำชายเสื้อของตัวเองไว้ราวกับต้องการยึดเหนี่ยวสติ“เหลือแค่เธอแล้วนะ” เขาพูดต่อ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “เหลือแค่เธอที่ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง“แต่ว่าเราสองคน…” เธอพยายามเอ่ย เสียงแผ่วลงราวกับรู้ดีว่าประโยคนี้จะนำไปสู่เรื่องอะไร“ฉันรู้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไร” บลูขัดขึ้นทันที ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาคมจ้องมองอย่างจริงจัง “ถ้าคนมันจะรักกัน ต่อให้อยู่คนละฐานะ คนละโลก มันก็รักกันได้ ไม่มีใครเขาแบ่งชนชั้นกันแล้วในยุคนี้”หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา ความจริงใจในแววตาของเขาทำให้เธอสับสนยิ่งกว่าเดิม“ฉันว่าคุณบลูน่าจะเมานะคะ” เธอฝืนยิ้ม
“คุณบลู…มันเลยเวลาแล้วนะคะ”“…!” บลูนอนนิ่งไม่ตอบกลับอะไร“ปล่อยฉันได้แล้วค่ะคุณบลู” “ฉันขอเพิ่มเวลาอีกนิด ฉันพึ่งจะได้นอนเพียงนิิดเดียวเอง”“คุณจะนอนก็นอนไปสิคะ แค่ปล่อยฉันออกไปฉันต้องไปทำหน้าที่ของฉัน” บลูค่อยๆ ขยับแขนที่โอบกอดเธอไว้ออกจากตัวเธอ แล้วหันตัวไปอีกทางแล้วหลับต่อ ก่อนเธอขวัญข้าวลุกจากเตียงนอนแล้วออกจากห้องนอนนี้ไป และไม่ลืมที่จะล็อกประตูเพราะกลัวคุณย่าท่านจะเข้ามาเจอหลานตัวเองในห้องของเธอขวัญข้าว“คุณย่าคะไปกันค่ะหนูเตรียมของเสร็จแล้ว”“จ๊ะๆ” คุณย่าเดินออกจากด้านในตัวบ้านพร้อมกับขวัญข้าวที่คอยระวังพยุงคุณย่าอยู่ไม่ห่าง“นั่นรถบลูนี่ บลูเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่อง” ย่าออกมาเจอรถของบลูที่จอดอยู่ เลยสงสัยว่าหลานตัวเองมาตั้งแต่ตอนไหนถึงได้ไม่รู้เรื่องเลย“คุณบลูมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ดึกมากๆแล้ว สงสัยคุณบลูเห็นว่าคุณท่านเข้านอนแล้วก็เลยไม่อยากรบกวนคุณท่าน”“แล้วบลูมาทำอะไร ธุระหรือมาพักผ่อนหาฉันเฉยๆ เขาได้บอกไว้ไหม”“ไม่ได้บอกอะไรเคยค่ะ”“แล้วตอนนี้อยู่ไหน”ขวัญข้าวได้ยินคำถามนี้ถึงกับแอบตกใจเล็กน้อย เพราะบลูกำลังนอนอยู่ห้องเธอ“น่าจะนอนพักผ่อนอยู่ที่ห
ผ่านไป 2 สัปดาห์กับการที่ฉันได้มาทำงานที่บ้านสวนนี้ ทำงานและหลับนอนที่นี่ ตอนแรกคิดว่างานจะหนักเพราะวันแรกฉันเห็นคุณย่าแกนั่งรถเข็นนึกว่าเดินไม่ได้ แต่ความเป็นจริงแกเดินได้ แต่อาจจะไม่ได้แข็งแรงตามอายุของท่านที่เยอะแล้ว ถ้าถามว่าฉันทำอะไรบ้างในแต่ละวัน หลักๆเลยนะในหนึ่งวันที่ทำเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตื่นนอนตั้งแต่เช้าพาคุณย่าเขาไปวัดไหว้พระทำบุญกลับมาหาอาหารให้คุณย่าเขาทานต่อด้วยทำความสะอาดบ้านแค่ในตัวบ้านนะไม่รวมพื้นที่สนามหญ้ากว้างๆรอบบ้านพวกนั้นเพราะมีคนสวนดูแลอยู่แล้ว เสร็จจากทำความสะอาดก็ทานมื้อเที่ยงพร้อมคุณย่าจากนั้นมานั่งเล่นอ่านหนังสือให้คุณย่าเขาฟังในตอนบ่ายก่อนแกพักสายตาช่วงเวลานี้ฉันก็ออกไปซื้อของเข้ามาทำมื้อเย็นให้แกทาน แรกๆ ฉันไม่ทำให้แกทานเลยนะฉันสั่งแบบทำสำเร็จมาให้แกทานทุกมื้อ แต่พอมีวันนึงฉันอยากลองโชว์ฝีมือให้คุณย่าเขาทานสักมื้อ ตอนทำให้ครั้งแรกไม่คิดว่าจะได้ทำอีก ย่าเขาบอกให้ฉันทำอีกแบบนี้ก็แสดงว่าติดใจฝีมือฉันละสิ ทานมื้อเย็นเสร็จก็เก็บกวาดล้างจงล้างจานเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ล็อกบ้านทุกประตู ปิดฟงปิดไฟให้หมดทุกดวงเข้าห้องนอนเป็นอันเสร็จสิ้น ก็มีแค่นี้แหละสิ่งที่ฉันต






![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
