Se connecter
รักหลงระเริงไฟ
นามปากกา: มุกรัญจวน
แนว: Erotic Dark Romance / โรแมนติกดราม่า / อดีตชาติ / มนต์เสน่ห์ / ธุรกิจครอบครัว / ความรักต้องห้าม / รักสามเส้า / ริษยา / การครอบครอง
คู่หลัก: มุนินทร์ธิตา อินทรเทพ × จิรภพ วรเวชเมธา
คู่รองของเรื่องคือ ธีรทัต × พิมพ์พิชชา
เรต: 20+
คำเตือนเนื้อหา
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายสำหรับผู้ใหญ่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกาย ความรักและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน การนอกใจ ความรุนแรง การฆาตกรรม ไสยศาสตร์ ความเชื่อเรื่องอดีตชาติ รวมถึงความขัดแย้งภายในครอบครัว ตัวละคร เหตุการณ์ สถานที่ พิธีกรรม และเรื่องราวทั้งหมดในนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติที่สร้างขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน เพื่อความบันเทิงเท่านั้น มิได้มีเจตนาพาดพิง ส่งเสริม หรือสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย ความรุนแรง หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในชีวิตจริง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และไม่ลอกเลียนแบบพฤติกรรมหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมซึ่งปรากฏภายในเรื่อง
ขอให้ทุกท่านอ่านนิยายอย่างมีความสุข 🌹🔥
คำโปรย
เธอจำได้ว่าเขาเคยรักเธอ จำได้ด้วยว่าเขาตายจากเธอไปทุกชาติ ชาตินี้มุนินทร์ธิตาจึงคิดเพียงอย่างเดียวว่า หากได้พบกันอีกครั้ง เธอจะไม่ปล่อยให้เรื่องราวจบลงเหมือนเดิม ทว่าเขากลับมาในฐานะ คู่หมั้นของผู้หญิงคนเดิม ผู้หญิงที่อยากได้ทั้งไหมทับทิมของเธอ อยากได้ทั้งผู้ชายของเธอ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครอง กระทั่งยอมมอบเรือนร่างเป็นค่าครูแก่หมอเสน่ห์ เพื่อแลกกับความหลงของจิรภพ
เมื่อไฟราคะเริ่มเผาผลาญสติของชายที่เธอรัก มุนินทร์ธิตาจึงต้องเลือกระหว่างปล่อยให้กรรมเก่าดำเนินซ้ำรอย หรือใช้สิ่งที่หญิงอินทรเทพรักษามาหลายชั่วอายุคนช่วยเขาให้พ้นจากเสน่ห์ร้าย
แต่ก่อนจากวัด หลวงปู่กลับเตือนเธอไว้เพียงประโยคเดียว “กรรมเก่าตามมาถึงแล้ว ภพนี้จะชดใช้ หรือจะเปลี่ยนแปลง ก็อยู่ที่การกระทำของโยม” “จำไว้นะโยมมุนินทร์ธิตา........ใช้สติให้อยู่เหนืออารมณ์ อย่าเอาไฟไปดับไฟ” เพราะบางทีสิ่งที่จะทำให้พวกเขาสมหวังในชาตินี้ อาจไม่ใช่มนต์ ไม่ใช่กรรม ไม่ใช่ความปรารถนา แต่คือการที่คนสองคน........เลือกกันด้วยหัวใจของตนเอง
ตัวละครหลัก
มุนินทร์ธิตา อินทรเทพ “มุนินทร์ธิตา” อายุ 29 ปี
ทายาทหญิงของตระกูล อินทรเทพ ตระกูลทอผ้าไหมไทยเก่าแก่ทางภาคเหนือ เจ้าของกิจการผ้าไหมระดับพรีเมียมและเรือนทอซึ่งสืบทอดภูมิปัญญามาหลายรุ่น มุนินทร์ธิตาสวยสง่าแบบหญิงไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะเมื่อสวมชุดไทยจากผ้าไหมของตระกูล เธอยิ่งงดงามโดดเด่นจนเป็นภาพจำของแบรนด์อินทรเทพ สมบัติสำคัญที่สุดคือ ไหมทับทิมสีเลือด ผ้าไหมสีแดงทับทิมเข้มซึ่งไม่เคยจำหน่ายผืนต้นแบบให้บุคคลภายนอก เธอระลึกอดีตชาติได้เป็นเศษเสี้ยวมาตั้งแต่วัยสาว และเห็นผู้ชายคนเดิมอยู่ในความทรงจำเสมอ
จิรภพ วรเวชเมธา “ภพ” อายุ 35 ปี
ทายาทคนโตของตระกูลวรเวชเมธา ผู้บริหารธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และคอมมูนิตี้ระดับหรูในกรุงเทพฯ สุขุม ฉลาด มีวินัย และเด็ดขาดเรื่องงาน ภายนอกเป็นผู้ชายที่ดูควบคุมชีวิตตัวเองได้ทุกด้าน
แต่ภายใต้บุคลิกนั้นมีด้านหนึ่งซึ่งเขาไม่ชอบยอมรับ ความปรารถนาของเขารุนแรงกว่าที่คนอื่นคิด เขาไม่ได้เป็นคนเลว และไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้ไร้ความรับผิดชอบ ทว่าเมื่อรัก หึง หรือปรารถนาใคร ความรู้สึกจะรุนแรงจนบางครั้งเกือบเอาชนะเหตุผล จุดนี้เองกลายเป็นช่องโหว่ให้เสน่ห์ร้ายขยาย “ไฟ” ที่มีอยู่ในตัวเขา เขาเดินทางไปหาอินทรเทพเพราะต้องการผ้าไหมสำหรับโรงแรม แต่กลับสนใจเจ้าของผ้ามากกว่าผ้าเสียเอง
ที่สำคัญ แม้สมองของเขาจะจำมุนินทร์ธิตาไม่ได้เลย บางสิ่งในตัวเขากลับคุ้นเคยกับเธอตั้งแต่แรกพบ
รสิกา ธนากรไพศาล “รส” อายุ 31 ปี
ทายาทตระกูลมหาเศรษฐี คู่หมั้นอย่างเป็นทางการของจิรภพ งดงาม ฉลาด วางตัวดี และมีรสนิยมสูง หลงใหลการสะสมผ้าไทย เครื่องประดับ และของเก่า ปัญหาของรสิกาไม่ใช่เพียงความโลภ แต่คือ เธอทนไม่ได้กับการไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ยิ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นมี เธอยิ่งอยากได้ ไหมทับทิมเป็นของชิ้นหนึ่งที่เธอเคยเสนอเงินจำนวนมหาศาลแล้วอินทรเทพไม่ขาย ส่วนจิรภพคือผู้ชายที่เธอเชื่อว่าตนเองควรได้แต่งงานด้วย
ขณะเดียวกัน รสิกากลับมีความสัมพันธ์ลับกับ จิรายุ น้องชายของคู่หมั้น เมื่อมุนินทร์ธิตาเข้ามา รสิกาจึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกแย่งทั้ง “ของ” และ “ผู้ชาย” ท้ายที่สุดความอยากเอาชนะผลักให้เธอไปหาหมอเสน่ห์ และยอมจ่ายค่าครูด้วยสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องจ่าย เรือนร่างของตัวเอง ความผิดพลาดของรสิกาคือ เธอไม่เคยเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “เขารักฉัน” กับ “ฉันทำให้เขาหลงฉัน”
จิรายุ วรเวชเมธา “ยุ” อายุ 32 ปี
น้องชายแท้ ๆ ของจิรภพ โตมากับการถูกเปรียบเทียบกับพี่ชาย ทั้งความสามารถ ความไว้วางใจจากบิดา และตำแหน่งในธุรกิจครอบครัว เขามีความสัมพันธ์ลับกับรสิกามานาน และรักเธอจริงมากกว่าที่รสิกาคิด ปัญหาคือผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างเขากลับเลือกหมั้นกับพี่ชาย จิรายุจึงทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งอยากเอาชนะจิรภพ
และเมื่อรู้เรื่องหมอเสน่ห์ เขากลายเป็นหนึ่งในคนที่เดินลึกเข้าไปในเกมอันตรายจนถอนตัวไม่ทัน
คู่รองของเรื่องคือ ธีรทัต × พิมพ์พิชชา
ธีรทัต วัฒนศิลป์ “ธี” อายุ 34 ปี
พี่ชายบุญธรรมของมุนินทร์ธิตา เติบโตในบ้านอินทรเทพหลังสูญเสียครอบครัว และดูแลมุนินทร์ธิตามาตั้งแต่เด็ก สุขุม อบอุ่น มีเหตุผล และเป็นผู้ชายที่ครอบครัวไว้ใจที่สุด ผู้ใหญ่เคยคิดให้ทั้งคู่แต่งงานกัน และธีรทัตเองก็รักมุนินทร์ธิตาจริง เพียงแต่ไม่เคยใช้บุญคุณหรือความใกล้ชิดบังคับให้เธอตอบแทนความรู้สึก การปรากฏตัวของจิรภพทำให้ธีรทัตต้องยอมรับว่า เขาอาจเสียผู้หญิงที่อยู่ข้างกันมาตลอดไปให้ชายที่เพิ่งกลับเข้ามาในชีวิตเธอ ท้ายที่สุดเขาเรียนรู้ว่า การรักใครไม่ได้แปลว่าต้องได้คนนั้นมาเป็นของตัวเอง
พิมพ์พิชชา วรเวช “พิมพ์” อายุ 29 ปี
เพื่อนสนิทของมุนินทร์ธิตา และเป็นลูกพี่ลูกน้องของจิรภพ เธอคือสะพานที่ทำให้พระนางพบกัน เพราะเคยเห็นไหมทับทิมที่บ้านอินทรเทพและแนะนำให้จิรภพติดต่อมุนินทร์ธิตา สดใส พูดตรง และอ่านสถานการณ์เก่ง ช่วงแรกเธอมองธีรทัตเป็นเพียง “พี่ชายของเพื่อน” แต่เมื่อเห็นเขายอมถอยจากคนที่รักโดยไม่ทำร้ายใคร ความรู้สึกจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไป
หลวงปู่ศุภกิจ
พระชราจำพรรษาอยู่ในวัดเก่าทางภาคเหนือ ซึ่งครอบครัวอินทรเทพไปทำบุญมาหลายรุ่น มุนินทร์ธิตาสนิทและเคารพท่านมาตั้งแต่เด็ก เวลามีเรื่องไม่สบายใจมักไปทำบุญและสนทนาธรรมกับหลวงปู่ ท่านไม่ใช่พระที่ทำหน้าที่แก้คุณไสยให้พระนาง แต่เป็น ตัวแทนของสติ ก่อนจิรภพเข้ามา หลวงปู่ทักมุนินทร์ธิตาว่า “กรรมเก่าตามมาถึงแล้ว” และเตือนว่า “ภพนี้จะชดใช้ หรือจะเปลี่ยนแปลง อยู่ที่การกระทำ” “เมื่อไฟกลับมา อย่าเอาไฟไปดับไฟ ใช้สติให้อยู่เหนืออารมณ์” คำเตือนนี้กลายเป็นหัวใจทางความคิดของนิยายทั้งเรื่อง
คร้าม คงคาเวทย์ “หมอคร้าม” อายุ 48 ปี
หมอเสน่ห์ผู้รับงานให้คนมีเงินผ่านการแนะนำแบบลับ ๆ นิสัยสุขุม เย็น และน่ากลัวตรงที่ไม่เคยหลอกลูกค้าว่าสิ่งที่ตนทำคือความรัก เขาบอกรสิกาตั้งแต่แรกว่า “กูทำให้เขาหลงมึงได้ แต่กูทำให้เขารักมึงไม่ได้” ค่าตอบแทนที่คร้ามเรียกร้องจากรสิกาไม่ใช่เพียงเงิน แต่เป็น เรือนร่างของเธอ รสิกายอม เพราะเชื่อว่าการเสียบางอย่างเพียงครั้งเดียวแลกกับจิรภพทั้งชีวิตนั้นคุ้มค่า ต่อมาเมื่อเสน่ห์เริ่มคลาย เธอกลับไปขอให้คร้ามเพิ่มอำนาจของมัน ทั้งที่เขาเตือนว่าการฝืนซ้ำจะทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นย้อนกลับมาหาคนก่อ รสิกาไม่ฟัง
และทั้งสองจึงค่อย ๆ เดินเข้าสู่ผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนเองเลือก
เวลาเดียวกันนั้น มุนินทร์ธิตากำลังดิ้นกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงภายในคุ้มเก่า เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังต่อเนื่อง แต่ในความฝันของเธอกลับมีเสียงตะเกียงแกว่งไกวเบา ๆ และกลิ่นดอกมะลิหอมอบอวลอยู่รอบตัว เธอยืนอยู่บนชานเรือนไทยสวมผ้าซิ่นไหมสีม่วงหม่น มีสไบสีงาช้างพาดอยู่บนบ่า เบื้องหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดโบราณ เขากำลังมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “พี่คิดถึงเจ้า” หัวใจของเธอสั่นไหวทั้งที่รู้ว่าตนเองกำลังฝัน แต่ความรู้สึกกลับสมจริงอย่างน่าประหลาด “ก็เพิ่งพบกันเมื่อยามหัวค่ำเองมิใช่หรือเจ้าคะ”เสียงที่หลุดออกจากปากไม่ใช่ถ้อยคำที่เธอตั้งใจพูดราวกับมีใครอีกคนกำลังใช้ร่างของเธอ ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนเลื่อนมือขึ้นประคองแก้ม “ต่อให้พบกันทุกวัน พี่ก็คงยังคิดถึง”มุนินทร์ธิตารู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองกำลังละลาย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วภาพใบหน้าของชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นใต้แสงตะเกียง จิรภพ เป็นเขา แต่เสื้อผ้า ทรงผม และบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ใช่ยุคสมัยที่เธอรู้จัก ก่อนจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาสัมผัสเธอ ความอบอุ่นนั้นแล่นผ่านหัวใจอย่างรุนแรง ลึกซึ้ง คุ้นเคย และเจ็บปวดอย่างไม่มีเหตุผลเธอจ
เขาพยายามนับเวลาจากเสียงฝน พยายามคิดถึงงานที่ต้องจัดการเมื่อกลับกรุงเทพฯ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนเรื่องคิดอย่างไร ความทรงจำจากจูบแรกก็ยังย้อนกลับมาอยู่ดี จิรภพยกแขนขึ้นพาดหน้าผาก เขาไม่เคยรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้จะทำให้เขาว้าวุ่นได้ถึงเพียงนี้ และไม่ได้เปลี่ยนสถานะระหว่างเขากับมุนินทร์ธิตาเลยแม้แต่น้อยภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในความคิดอย่างรวดเร็ว แสงไฟสีส้มกลิ่นดอกไม้ เสียงฝนตกบนหลังคาไม้ และผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเปียกชื้น ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเพียงภาพจากความฝันเก่าที่เคยเห็น แต่เวลานี้กลับเริ่มไม่แน่ใจจิรภพค่อย ๆ หลับตาลง เสียงฝนด้านนอกกลายเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและความคิดที่วนเวียนมาตลอดวันทำให้สติของเขาค่อย ๆ เลือนรางจนกระทั่งความมืดรอบตัวเปลี่ยนเป็นแสงสีทองอ่อนจากเปลวตะเกียงเขากำลังยืนอยู่บนชานเรือนไทยหลังหนึ่ง พื้นไม้ใต้เท้าเย็นชื้นจากละอองฝน กลิ่นดอกมะลิลอยมากับสายลมยามค่ำคืน เบื้องหน้าเป็นสวนกว้างซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ทอดเงาดำอยู่ใต้แสงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบังจิรภพก้มมองตัวเองเสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวที่สวมอยู่เมื่อครู่หายไปแล้ว แทนที่ด้วยเสื้อผ้าฝ้าย
คุ้มเก่าของครอบครัวมุนินทร์ธิตาตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างริมหมู่บ้าน กำแพงอิฐเก่าสีหม่นทอดยาวไปตามแนวต้นไม้ใหญ่ ประตูไม้สักบานสูงเปิดเข้าสู่ลานหินซึ่งมีเรือนไทยล้านนาหลายหลังเชื่อมถึงกันด้วยชานไม้และทางเดินยกพื้นตัวเรือนประธานตั้งอยู่ด้านในสุด หลังคากระเบื้องดินเผาซ้อนลดหลั่นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น หน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายดอกไม้และเถาวัลย์อย่างประณีต บางส่วนได้รับการบูรณะแล้ว ขณะที่เรือนด้านหลังยังคงรักษาสภาพเดิมไว้เกือบทั้งหมดฝนตกหนักจนทางเดินหินเปียกชุ่ม มุนินทร์ธิตารีบลงจากรถแล้ววิ่งขึ้นบันไดเรือน โดยมีหญิงสูงวัยซึ่งดูแลคุ้มเดินถือผ้าขนหนูออกมารับ“คุณมุน เปียกหมดแล้วเจ้า”“นิดหน่อยค่ะป้าคำ ฝนตกแรงมากเลย”“ป้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้วเจ้า ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะไม่สบาย”“ขอบคุณค่ะ”มุนินทร์ธิตารับผ้าขนหนูมาซับเส้นผม ก่อนหันไปบอกธีรทัตที่เดินตามขึ้นมา“พี่ธีร์กลับดี ๆ นะคะ”“ครับ พรุ่งนี้พี่มารับตามเวลาเดิม”“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ มุนขับรถเองได้”“พรุ่งนี้ค่อยว่ากันครับ คืนนี้พักผ่อนก่อน”เธอพยักหน้า ก่อนมองตามชายหนุ่มที่เดินกลับลงบันไดไปท่ามกลางสายฝนเมื่อรถของธีรทัตเคลื่อนออกจากลานคุ้ม ม
โฮมสเตย์หลังเล็กตั้งอยู่บนเนินดินริมลำธาร ห่างจากถนนใหญ่เข้าไปไม่ถึงสองกิโลเมตร ตัวบ้านสร้างด้วยไม้สักผสมอิฐฉาบปูน หลังคาทรงจั่วลาดต่ำ มีระเบียงกว้างยื่นออกไปทางสวนผลไม้ ด้านหลังเป็นแนวป่าไผ่ซึ่งกำลังไหวเอนตามแรงลมจิรภพขับรถมาถึงในเวลาที่ฝนเริ่มตกหนักจนแทบมองไม่เห็นถนนเจ้าของโฮมสเตย์เป็นหญิงวัยกลางคน เดินกางร่มออกมาต้อนรับพร้อมไฟฉายดวงเล็ก“คุณจิรภพใช่ไหมเจ้า”“ครับ”“ห้องเตรียมไว้แล้วเจ้า รีบเข้ามาก่อน ฝนแรงขนาดนี้เดี๋ยวจะเปียกหมด”ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณ ก่อนหยิบกระเป๋าเดินทางจากเบาะหลังแล้วเดินตามเจ้าของบ้านขึ้นบันไดไม้ภายในห้องพักตกแต่งอย่างเรียบง่าย เตียงไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ผ้าปูสีขาวสะอาด มีโคมไฟแสงสีอุ่นบนโต๊ะข้างเตียง หน้าต่างบานหนึ่งเปิดออกสู่ระเบียงซึ่งมองเห็นแนวไผ่และลำธารด้านล่าง“คืนนี้ถ้าฝนหนักมากอาจมีไฟดับนะเจ้า ป้าเตรียมตะเกียงไฟฟ้าไว้ให้แล้ว”“ขอบคุณครับ”“แล้วกินข้าวมาหรือยัง”“ยังครับ”“ป้าทำกับข้าวไว้ มีแกงฮังเล น้ำพริกหนุ่ม แล้วก็ผักลวก ถ้ากินได้เดี๋ยวป้าจัดให้”จิรภพยิ้มบาง“ได้ครับ รบกวนด้วย”“บ่รบกวนเจ้า”เมื่อเจ้าของบ้านเดินออกไป ชายหนุ่มจึงวางกระเป๋าลง
สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งในเวลาที่แสงสุดท้ายของวันกำลังเลือนหายไปหลังแนวเทือกเขา เมฆสีดำทะมึนเคลื่อนตัวต่ำลงเหนือยอดไม้ ลมเย็นพัดผ่านถนนสายเล็กที่ทอดตัวเข้าสู่หมู่บ้าน ก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้นจนกิ่งลำไยสองข้างทางเอนลู่ เสียงฟ้าร้องดังครืนมาจากหุบเขาไกล ๆ ราวกับเป็นสัญญาณเตือนว่าค่ำคืนนี้พายุฝนคงไม่ยอมสงบลงง่ายนักมุนินทร์ธิตานั่งเงียบอยู่บนเบาะข้างคนขับ สายตามองผ่านกระจกรถซึ่งมีหยดน้ำเกาะพราวออกไปยังทิวทัศน์ภายนอก แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ในความคิดกลับไม่ใช่ภูเขาหรือถนนเปียกฝน หากเป็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเพิ่งแยกจากมาได้ไม่ถึงชั่วโมงริมฝีปากของเธอยังรู้สึกถึงสัมผัสนั้น สัมผัสจากจูบแรกที่ไม่ควรเกิดขึ้น เธอยกปลายนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนรีบลดมือลงเมื่อได้ยินเสียงธีรทัตขยับตัวอยู่หลังพวงมาลัย“หนาวหรือครับมุน”“หืม...คะ?”“พี่เห็นมุนนั่งกอดอกตั้งแต่ขึ้นรถแล้ว แอร์เย็นไปหรือเปล่า”มุนินทร์ธิตาส่ายหน้า ก่อนฝืนยิ้มให้คนถาม “ไม่ค่ะพี่ธีร์ มุนแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย วันนี้เดินดูงานทั้งวัน”ธีรทัตเหลือบมองเธอเพียงครู่เดียวแล้วหันกลับไปสนใจถนน เขาไม่ได้ซักไซ้ ทั้งที่สังเกตเห็
จิรภพเดินมาถึงหน้าสำนักงานพอดีเขาตั้งใจจะเข้ามาขอข้อมูลที่พักใกล้โครงการจากเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองผ่านกระจกหน้าต่างกลับเห็นมุนินทร์ธิตานั่งอยู่กับธีรทัตชายหนุ่มหยุดเดินโดยไม่รู้ตัวเขาเห็นธีรทัตเลื่อนแก้วน้ำให้เธอ เห็นหญิงสาวยิ้มและหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเพิ่งพยายามทำให้เธอมีเมื่อครู่ แต่กลับต้องแลกมาด้วยคำตักเตือนและกำแพงที่เธอยกขึ้นขวางความรู้สึกบางอย่างแล่นผ่านกลางอก ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่เป็นความอึดอัดที่ทำให้เขาไม่อยากยืนมองภาพนั้นต่อจิรภพจึงเบือนหน้าหนี ก่อนเดินไปยังอีกด้านของอาคาร เขาไม่รู้เลยว่าอาการแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในใจขณะนั้นคืออะไรรู้เพียงว่าเขาไม่ชอบเห็นมุนินทร์ธิตายิ้มให้ผู้ชายคนอื่นด้วยสายตาเช่นนั้น ทั้งที่ตนเองเพิ่งถูกเธอเตือนว่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินทางมาหาเหนือหลังคาสำนักงานชั่วคราว เมฆฝนเคลื่อนต่ำลงอีกครั้ง ลมเย็นพัดแรงจนบานหน้าต่างสั่นเบา ๆจิรภพหยุดอยู่ใต้ชายคา ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า บนหน้าจอมีสายที่ไม่ได้รับจากรสิกา เขามองชื่อของคู่หมั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดค่อย ๆ แทรกเข้ามาแทนความขุ่นมั







