Mag-log in6.หลบหน้าน้องสาวข้างบ้าน
รถยุโรปสีดำจอดนิ่งอยู่ที่หน้าร้านขายยาขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ศรัณย์หันมองร่างบางที่นั่งคุดคู้ข้างกาย มะปรางในตอนนี้ดูเปราะบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย สายตาของเธอเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย "รออยู่ในรถนะ พี่ไปไม่นาน" ศรัณย์เอ่ยเสียงนุ่ม เขาเปิดประตูลงไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงร้านยาและน้ำดื่มขวดใหม่ ศรัณย์แกะแผงยาเม็ดหนึ่งออกมาแล้วส่งให้เธอพร้อมน้ำ "ทานยานี่ซะ... ยาคุมฉุกเฉิน" เสียงทุ้มต่ำสะดุดไปนิดเมื่อต้องพูดคำนี้ "พี่ขอโทษที่ต้องให้ทาน แต่มันจำเป็นสำหรับเราในตอนนี้... ส่วนนี่เป็นยาแก้ปวดกับยาลดไข้ ทานดักไว้ก่อน เพราะเมื่อคืนเธอนอนน้อย ร่างกายอาจจะปรับสภาพไม่ทัน" มะปรางรับยามาถือไว้ มือสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกอัปยศแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอเมื่อเห็นประเภทของยา แต่มันก็คือความจริงที่เธอต้องยอมรับ... เธอรับยาเข้าปากแล้วดื่มน้ำตามเงียบ ๆ โดยไม่สบตาเขา ศรัณย์มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเธอเบา ๆ "พี่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้... แต่พี่สัญญาว่าจะจัดการทุกอย่างให้ถูกต้อง" แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังลานหน้าบ้านไม้ทรงไทยริมน้ำ รถยุโรปสีดำของศรัณย์จอดสนิท มะปรางก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่พยายามซ่อนความเหนื่อยล้า เสื้อสูทตัวใหญ่ของศรัณย์ที่คลุมไหล่เธอไว้ยิ่งทำให้เธอดูตัวเล็กและเปราะบาง ทว่า... ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวขึ้นบันไดเรือน เสียงแหลมสูงที่เจือความเย้ยหยันก็ดังขัดขึ้น “ตายจริง! มณีลดา“ วิยะดา ยืนเด่นอยู่บนชานเรือน ใบหน้าแต่งแต้มมาอย่างดีเหยียดสะยะยิ้ม แววตาจิกจ้องมองสภาพของมะปรางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มประจบเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงของศัลยแพทย์หนุ่มที่เดินตามลงมา “อุ๊ย! คุณหมอศรัณย์เองเหรอคะ ขอบคุณมากนะคะที่คุณหมออุตส่าห์เป็นธุระมาส่ง ‘ยัยเด็กใจแตก’ นี่ถึงบ้าน” วิยะดาเดินนวยนาดลงมา พลางทำท่าสะบัดพัดในมือ “ลำบากคุณหมอแย่เลยนะคะที่ต้องไปตามเก็บกวาดเด็กที่หนีเที่ยวจนค้างอ้างแรมกับผู้ชายข้างนอกแบบนี้ หายไปทั้งคืน... กลับมาในสภาพดูไม่ได้เลยนะยัยปราง!” มะปรางเม้มปากแน่นจนห่อเลือด น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาจุกที่อกเธอมองสบตาคุณน้าด้วยความน้อยใจ “คุณน้าคะ... ปรางไม่ได้...” “ไม่ต้องมาเถียง! เสื้อสูทนี่ก็ของใครล่ะ? ถ้าไม่ได้ทำเรื่องงามหน้า มีหรือจะกลับมาสภาพนี้” วิยะดาหันไปหาศรัณย์อีกครั้ง “คุณหมออย่าไปถือสาแกเลยนะคะ เด็กมันไม่รักดี ปล่อยตัวปล่อยใจจนเสียคนไปแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่คุณหมอช่วยพามาส่ง ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ศรัณย์ยืนนิ่ง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนดูเย็นชา แววตาภายใต้กรอบหน้าคมเข้มนั้นนิ่งลึกเสียจนมะปรางใจเสีย เขาไม่ได้แก้ต่างแทนเธอ ไม่ได้อธิบายเรื่องยา หรือเรื่องที่เขาเป็นคนพาเธอไปโรงแรมเอง ศรัณย์เพียงแค่ปรายตาดูมะปรางแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับวิยะดาด้วยเสียงทุ้มเรียบ “ผมทำตามหน้าที่ครับคุณน้า... เห็นคนรู้จักตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผมก็แค่ช่วยเหลือตามสมควร” คำว่า ‘ตามหน้าที่’ และ ‘ตามสมควร’ เหมือนเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่ทิ่มแทงหัวใจมะปรางจนเหวอะหวะ เธอเงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง... ที่แท้เขาก็เห็นเรื่องเมื่อคืนเป็นแค่หน้าที่ “ถ้าส่งถึงที่หมายแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ มีเคสผ่าตัดที่โรงพยาบาลต่อ” ศรัณย์เอ่ยจบก็หันหลังกลับขึ้นรถทันที มะปรางมองตามรถที่ขับเคลื่อนออกจากรั้วบ้านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ ของวิยะดาที่ดังอยู่ข้างหู “เห็นไหมยัยปราง... คนระดับคุณหมอศรัณย์ เขาเห็นแกเป็นแค่ภาระที่ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้นแหละ อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย!” ช่วงบ่ายของวัน แชทไลน์กลุ่ม ผลไม้เปรี้ยวหวาน น้ำหวาน: "พวกแก... เมื่อคืนใครเป็นไงบ้างวะ ฉันตื่นมาปวดหัวตึ้บเลย มึนมาก เดินไปเข้าห้องน้ำกลับมาพวกแกหายไปไหนกันหมดไม่รู้ ฉันเลยเรียกแท็กซี่กลับบ้านเนี่ย"ใจเจ้ากรรมกลับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่นอนหน้าแดงอยู่ในห้อง VIP กับวิศรุต และสัมผัสเร่าร้อนที่เขาช่วยทั้งคืนแม้จำได้ไม่หมดแต่ก็เขินจนหน้าร้อนผ่าว มะนาว: "ฉันก็เหมือนกัน เดินหาพวกแกไม่เจอเลยวนกลับไปเอารถ ขับกลับคอนโดนอนยาว เพิ่งตื่นเนี่ย เหนื่อยชะมัด" ทั้งๆที่ตื่นมาในห้องทำงานของ พายุ สภาพกระเซอะกระเซิงจนต้องรีบแอบหนีออกมาตอนเขาหลับและทิ้งเงินไว้ให้500บาท มิ้น: "เมื่อคืนพี่ธีร์มาเจอพอดีน่ะ พี่เขาเลยพากลับมาส่ง... ไม่มีอะไรนะ พี่เขาแค่เป็นห่วงเฉยๆ" แต่ความจริง: ไปจบที่คอนโดธีร์ และความสัมพันธ์พัฒนาอีกขั้น ขณะมะปรางกำลังนอนกำแผงยาคุมฉุกเฉินในมือ และพยายามลบภาพสายตาที่ศรัณย์มองเธอตอนที่ ลึกซึ้ง กันออกจากหัว อีกมือรีบกดข้อความรัวๆ "อ้อ... ของฉันพอดีเจอพี่หมอศรัณย์ เขาแวะไปแถวนั้นพอดี เจอฉันเดินโซเซอยู่หน้าคลับเขาเลยรับกลับมาส่งถึงบ้านน่ะ ไม่มีอะไรหรอก พี่หมอก็ทำหน้ายักษ์ด่าฉันตามปกติแหละ" ในขณะ ทุกคนรัวนิ้วพิมพ์ว่า "ไม่มีอะไร" ลงในจอสี่เหลี่ยม แต่ในใจกลับมี ใครบางคน เข้าไปจองพื้นที่และทิ้งรอยประทับไว้อย่างแน่นหนา มิ้น: 'ทำไมพี่ธีร์ต้องอ่อนโยนขนาดนั้นนะ...’ น้ำหวาน: 'ไอ้หมาแก่วิศรุต... จริง ๆ เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนี่หว่า แต่ก็น่าโมโหที่มาเห็นสภาพแย่ ๆ ของฉัน!' มะนาว: 'นายพายุ... ไอ้คนเผด็จการ! อย่าให้เจอนะ จะเอาพู่กันจิ้มตาให้เขียวเลย!' มะปราง: เธอมองข้อความที่ตัวเองพิมพ์ไปก่อนจะวางโทรศัพท์ลงข้างตัว น้ำตาเม็ดเล็กหยดลงบนหมอนอีกครั้ง 'ทำไมต้องเป็นพี่หมอ... ทำไมคนที่ได้ปรางไปต้องเป็นคนที่เห็นปรางเป็นแค่ภาระมาตลอด พี่หมอจะรู้บ้างไหมว่าการที่พี่จะรับผิดชอบด้วยการ หมั้น โดยที่ไม่ได้รักกัน มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการที่พี่ทิ้งปรางไปเฉย ๆ เสียอีก... ปรางไม่อยากเป็นภาระของพี่ไปตลอดชีวิตหรอกนะ‘ ช่วงเย็นศรัณย์ ในชุดกาวน์สีขาวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แสงไฟจากหน้าจอสมาร์ทโฟนสว่างวาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าสะท้อนอยู่ในดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความรุ่มร้อน เขากดโทรออกเป็นครั้งที่สิบของชั่วโมง... แต่ปลายสายยังคงเป็นเพียงสัญญาณว่างเปล่าที่ไม่มีคนรับ ศรัณย์ถอนหายใจยาวพลางโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างหงุดหงิด เขาหยิบขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง นิ้วเรียวยาวเลื่อนดูข้อความที่เขาพยายามส่งหาเธอตั้งแต่ช่วงบ่าย Sarun: ทานยาหรือยัง? Sarun: เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวไหม? Sarun: มะปราง ตอบพี่หน่อย Sarun: 18:15 น. Read (อ่านแล้ว) “อ่านแต่ไม่ตอบงั้นเหรอ...” ศรัณย์พึมพำ น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความกังวลที่ผสมกับความโมโห เขารู้ดีว่ามะปรางกำลัง หลบหน้า เธอพยายามจะทำเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เกิดขึ้น พยายามจะกลับไปเป็น น้องสาวข้างบ้าน ที่แสนเจียมตัวคนเดิม แต่สำหรับเขา... ทุกสัมผัสและทุกเสียงของเธอเมื่อคืนมันเปลี่ยนทุกอย่างไปหมดแล้ว เขาไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีอีกต่อไป และเธอก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่เขาจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อีก ขณะเดียวกัน มะปรางนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง จ้องมองโทรศัพท์ที่สั่นสะเทือนอยู่บนฟูกด้วยหัวใจที่บีบคั้นจนเจ็บ หน้าจอโชว์ชื่อ ‘พี่หมอศรัณย์’ พร้อมข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาไม่หยุด เธอกดเข้าไปดู... เห็นคำถามที่แสดงถึงความห่วงใย แต่มันกลับทำให้เธอน้ำตาร่วง “พี่หมอถามเพราะหน้าที่... หรือถามเพราะอะไรปรางกันแน่” มะปรางเม้มปากแน่น เธอเลือกที่จะกดอ่านเพื่อให้เขารู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่เธอไม่กล้าพิมพ์ตอบ เพราะคำพูดของเขารุ่งเช้าที่บอกว่า 'พี่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง พี่คุมตัวเองไม่ได้' มันยังวนเวียนอยู่อย่างนั้น มันตอกย้ำว่าเขาทำไปเพราะ สัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะ หัวใจ “ปรางจะตอบพี่หมอได้ยังไง... ในเมื่อปรางไม่อยากเป็นแค่คนที่พี่ต้องรับผิดชอบ” มะปรางสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะตัดสินใจกดปิดเสียงโทรศัพท์แล้วซุกหน้าลงกับหัวเข่าภายในห้องหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และแสงไฟสีนวลตา ศรัณย์ ในชุดเจ้าบ่าวที่ปลดกระดุมออกจนเผยให้เห็นแผงอกกว้าง ขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางของ มะปราง ที่นั่งอยู่ปลายเตียง เขาโน้มตัวลงกอดเธอจากด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ เขากดจมูกลงบนไหล่เนียนเบาๆ ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงแหบพร่าข้างใบหู “ถึงเวลาเข้าหอจริงๆ ของเราแล้วนะครับ... เมียพี่” มะปรางหดคอหนีด้วยความเขินอาย มือเรียวรีบตะปบเข้าที่แผ่นหลังของเขาผ่านเนื้อผ้าเบาบางด้วยความกังวล “พี่ศรัณย์... ไม่เจ็บแผลแล้วเหรอคะ แผลถูกยิงเพิ่งจะตกสะเก็ดเองนะ” ศรัณย์หัวเราะในลำคอเบาๆ แรงสั่นสะเทือนจากแผงอกส่งผ่านถึงแผ่นหลังของเธอ เขาพลิกตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากัน สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สั่นไหว “พี่หายดีแล้วครับ... หายจนอยากจะพิสูจน์ให้ปรางดูตอนนี้เลย” เขากุมมือเธอมาวางบนหน้าอกข้างซ้ายที่เต้นแรง “พี่คิดถึงปรางใจจะขาด... และที่สำคัญ พี่อยากไปทักทายน้องวริศจะแย่อยู่แล้วครับ” ในห้องหอที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ ศรัณย์ ค่อยๆ เชยคาง มะปราง ขึ้นมาสบตา สายตาข
ณ ห้องอาหารสุดหรูของโรงแรม อัศวธารา ที่ตอนนี้ ภาคิน สั่งปิดโซนพิเศษเพื่อให้น้องเขยอย่างศรัณย์ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้มานั่งฉลองเตรียมงานแต่งครั้งที่สาม พร้อมหน้าพร้อมตาแก๊งเพื่อนซี้ ทั้ง พายุ ภีม ธัช ธีร์ และวิศรุต "พวกมึงไม่ต้องอิจฉาหรอกนะ โดยเฉพาะไอ้ธัช ไอ้ธีร์... เมียพวกมึงยังไม่ท้องใช่ไหมล่ะ" ศรัณย์เอ่ยพลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "แต่มะปรางน่ะ... 3 เดือนแล้วโว้ย! แซงหน้าพวกมึงไปไกล" "เออ! ยอมรับว่ามึงไวไอ้หมอ แต่มึงก็แต่งมาตั้วนานแล้วนะ" วิศรุต เบรกแรงพลางเทน้ำใส่แก้ว "แล้วมึงจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรนะ ศรัณย์วริศ เหรอ แล้วถ้าเกิดท้องนี้ลูกมึงเป็นผู้หญิงล่ะไอ้หมอ มึงจะทำยังไง" "ผู้ชายเว้ย! ยังไงก็ผู้ชายชัวร์" ศรัณย์ยืนยันเสียงแข็งหน้าตาย "ถ้าคนนี่ผู้ชาย ท้องสองน่ะ! ถ้าคนต่อไปเป็นผู้หญิงล่ะ" วิศรุตเซ้าซี้ต่อ ศรัณย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก "ถ้าลูกสาวเหรอ... ก็คง วริศรา หรือไม่ก็ ศรัณย์รัตน์ มั้ง ฟังดูเพราะดีออก ศรัณย์วริศ กับวริศรา” "เฮ้ย! ไม่ได้ๆ วริศรา นี่กูจองแล้ว!" วิศรุตโพล่งขึ้นมาจนคนทั้งโต๊ะหันมอง "ชื่อนี้กูเล็งไว้ให้ลูกสาวกูในอ
ภายในห้องพักที่ดูสงบเงียบผิดปกติ วิยะดา นั่งอยู่บนเตียง สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับ ก้องภพ ที่ยืนอยู่ไม่ไกล แววตาของเธอในวันนี้ไม่มีกระแสแห่งการยื้อแย่งหรือเอาชนะเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนล้าและละอายใจ “ก้องคะ... ฉันตัดสินใจแล้ว” วิยะดาเอ่ยเสียงสั่นพร่า “ทันทีที่ฉันออกจากโรงพยาบาล ฉันจะพาลูกเกดไปจากที่นี่... ไปให้ไกลจากชีวิตคุณ” ก้องภพชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงรับฟังเงียบๆ “ที่ผ่านมาฉันทำเรื่องแย่ๆ กับคุณไว้มาก... ฉันละอายใจเหลือเกินที่เคยเห็นคุณเป็นเพียงที่พึ่งทางใจแต่ไม่เคยให้เกียรติคุณในฐานะเมียจริงๆ เลย” เธอก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาที่ร่วงเผาะ “ฉันจะคืนชีวิต คืนอิสระให้คุณนะคะก้อง... ฉันขอโทษ” ก้องภพถอนหายใจยาว ความหนักอึ้งในใจตลอดหลายปีดูเหมือนจะเบาบางลง เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอภัย “ผมไม่ได้โกรธคุณแล้วนะวิยะดา... เพื่อเห็นแก่เวลาที่เราเคยมีร่วมกัน ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไว้ดูแลลูกเกดและตั้งตัวนะ คุณจะได้ไม่ต้องลำบาก” เขาส่งยิ้มบางๆ ให้ เราจบกันด้วยดี... ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งนะ” วิยะดาเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา เธ
ก่อนจะเข้าไปในห้องรับรอง ไมค์ หันมาสบตากับ ศรัณย์ พลางพยักหน้าให้กันน้อยๆ เป็นเชิงขอโทษและขอบคุณที่ผ่านมา ศรัณย์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาไม่ได้ติดใจเอาความ เพราะรู้แล้วว่าไมค์นี่แหละคือคนที่ ปราบ สองแม่ลูกนี้ได้อยู่หมัดที่สุด "โชคดีนะแจน... ฝากดูแล น้องสาวกับหลานพี่ด้วยนะไมค์" ศรัณย์เอ่ยไล่หลัง แจนหันมามองศรัณย์เป็นครั้งสุดท้าย ความยึดติดที่เคยมีมันมลายหายไปหมดสิ้น เธอไม่ได้รักศรัณย์จริงๆ เธอแค่รักความสมบูรณ์แบบที่แม่กรอกหู แต่คนที่กอดเธอไว้ในวันที่เธอไม่เหลือใครจริงๆ คือผู้ชายที่กำลังโอบไหล่เธออยู่ตอนนี้ต่างหาก "พี่หมอ... แจนขอโทษนะคะสำหรับทุกอย่าง" แจนทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่ดูเบาสบายที่สุดในรอบหลายปี ก่อนจะเดินเคียงข้างไมค์และพ่อเลี้ยงโกศลออกไปเพื่อเริ่มต้นชีวิต คุณนายสัมปทานป่าไม้ อย่างเต็มตัว เมื่อแจนกับไมค์จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ความเข้าใจผิดก้อนโตที่ทำเอา มะปราง เตลิดไปไกล ศรัณย์ พยายามฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นจากเตียง มือข้างหนึ่งเกาะเสาน้ำเกลือไว้แน่น ใบหน้าคมซีดเผือดแต่แววตามุ่งมั่น "พี่ฝน... ช่วยพยุงผมไปหามะปรางที ผมยอมให้เมียเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้จริงๆ" น้ำฝนมองด้วยควา
เช้าวันใหม่ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเมฆครึ้มปกคลุมไปทั่วห้องพักฟื้น เมื่อ แจ่มจันทร์ กึ่งลากกึ่งจูงแจนเข้ามาด้านใน โดยมี คุณมาลินี และ คุณมานพ ที่กำลังตรวจเช็กอาการลูกชายอยู่พอดี “สวัสดีค่ะคุณมาลินี คุณมานพ แหม... ช่วงนี้ดูมีความสุขกันจังนะคะ” แจ่มจันทร์เอ่ยทักทายเสียงระรื่นผิดปกติ ในขณะที่แจนเอาแต่ยืนก้มหน้าหลบอยู่ข้างหลังแม่ด้วยความอับอาย คุณมาลินียิ้มรับตามมารยาท “ก็ธรรมดาล่ะค่ะ กำลังจะได้เป็นว่าที่คุณย่าแล้วนี่นา” “นั่นสิคะ... ดิฉันเลยตั้งใจจะมาเรียนให้ทราบว่า ศรัณย์ทำลูกสาวดิฉันท้อง! เพราะฉะนั้นศรัณย์ต้องรับผิดชอบค่ะ!” “อะไรนะครับ!” ศรัณย์ที่นอนอยู่อุทานลั่นตาโตแทบถลนออกจากเบ้า เขาหันขวับไปมองแจนที่เอาแต่ยืนตัวสั่น คำประกาศนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ มะปราง ที่กำลังรินน้ำอยู่ถึงกับมือสั่นจนเหยือกแทบหลุดมือ หัวใจที่เพิ่งจะพองโตกลับเหี่ยวฝ่อลงทันที 'ไหนมะนาวบอกว่าในคลิปไม่มีอะไรไง หรือว่ามันมีมากกว่านั้นแต่พี่ศรัณย์หลอกเรา...' “ปราง... ปรางฟังพี่ก่อน” ศรัณย์พยายามจะคว้ามือมะปราง แต่เธอขยับหนี “ปราง... ปรางจะไปดูคุณพ่อพร้อมพงษ์ก่อนค่ะ เชิญคุยกันตามสบายเถอะค่ะ” มะปรางบอกเ
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องที่ถูกล็อคสนิท ศรัณย์ค่อยๆ โน้มใบหน้าคมเข้มเข้าไปหาเมียรักช้าๆ ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่รินรดกันจนสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในหัวใจ มะปรางหลับตาลงพริ้ม รับรู้ได้ถึงจุมพิตที่อ่อนโยนแต่อัดแน่นไปด้วยความคิดถึงที่ศรัณย์มอบให้ มันเป็นจูบที่โหยหา... หลังจากที่ต้องพรากจากกันด้วยความเข้าใจผิด และผ่านนาทีชีวิตมาอย่างสาหัส รสสัมผัสนี้เหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจที่แห้งผากมานานเป็นเดือน ศรัณย์เริ่มถลำลึก ความซ่านสยิวแล่นพล่านไปทั่วกายจนเขาอยากจะดึงร่างบางเข้ามากอดให้จมอกมากกว่าแค่จูบ แต่พอเขาจะขยับตัว ความเจ็บจี๊ดจากบาดแผลที่แผ่นหลังก็แล่นปลาบขึ้นมาประท้วงทันที! "อึก..." ศรัณย์ชะงักไปเล็กน้อย ร้องครางออกมาเบาๆ อย่างขัดใจ "พี่ศรัณย์! เป็นอะไรคะ เจ็บแผลใช่ไหมคะ“มะปรางรีบผละออกด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยแดงระเรื่อ ศรัณย์ได้แต่ทำหน้ามุ่ย พิงพนักเตียงอย่างหมดแรง "พี่... พี่โอเคค่ะ แค่ คุณไรต์ เขาคงยังไม่อยากให้พี่ทำอะไรมากกว่าจูบตอนนี้ล่ะมั้ง (มาโทษฉันอีก55) สภาพพี่มันน่านัก..." เขาสบถเบาๆ อย่างแสนเสียดาย จนมะปรางหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังมองตากันอย่าง
มะปรางยืนกำซองเอกสารแน่น รู้สึกประหม่า"คุณพ่อคะ... คือเรื่องที่ปรางขอไปเรียนต่อที่ปารีส ปรางเตรียมแผนการเรียนกับงบประมาณมาให้คุณพ่อพิจารณาค่ะปรางสัญญาว่าถ้าเรียนจบจะกลับมาช่วยงานที่บริษัทให้เต็มที่..." ก้องภพขมวดคิ้ว พลิกดูเอกสารผ่านๆ"ปารีสเหรอ? มะปราง... พ่อว่ามันไกลไปหน่อยนะ แล้วช่วงนี้โปรเจกต์
8หน้าที่ “พี่หมอ... อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ปรางขอร้อง” มะปรางกระซิบเสียงสั่น พลางเหลือบมองไปทางห้องนอนของแม่พัชราด้วยความกังวล “คุณแม่หลับแล้วจริงๆ ถ้าพี่เข้าไปตอนนี้ท่านจะตกใจนะคะ” ศรัณย์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาลดกระเป๋าหมอในมือลงแต่ยังไม่ยอมถอยห่าง “ได้... ในเมื่อบอกว่าคุณป้าหลับ พี่จะไม่เข้าไปกวน แต่
7ความรับผิดชอบ ตรวจร่างกาย หลังผ่านคืนวุ่นวายมาได้ 2 วัน หนุ่มๆ ก็นัดเจอกันในสภาพที่แต่ละคนมี รอยความเครียด และรอยรักปรากฏอยู่บนหน้า วิศรุตเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ ดูรูปโปรไฟล์ไลน์ของน้ำหวานวนไปวนมา "พวกมึง... กุว่ากุเป็นโรคติดต่อว่ะ วันก่อนกุเรียกเด็กที่คลับมา กุกลับรู้สึกหยึยๆ เข้าใกล้ใครไม่ได้
บ้านทรงไทยริมน้ำเจ้าพระยา, 10 ปีก่อน ในวันที่ ครอบครัวรัตน์เวทต์ ตกอยู่ในความสับสนหลังการเสียชีวิตของ ประมุขใหญ่ กรองแก้ว เลือกที่จะหันหลังให้กับความวุ่นวายนั้นแล้วพา พัชรา ที่อุ้มท้องแก่กลับมายังบ้านไม้ทรงไทยหลังเก่าริมน้ำเจ้าพระยา อันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เธอมี ท่ามกลางเสียงระลอกน้ำที่กระ







