เข้าสู่ระบบ8หน้าที่
“พี่หมอ... อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ปรางขอร้อง” มะปรางกระซิบเสียงสั่น พลางเหลือบมองไปทางห้องนอนของแม่พัชราด้วยความกังวล “คุณแม่หลับแล้วจริงๆ ถ้าพี่เข้าไปตอนนี้ท่านจะตกใจนะคะ” ศรัณย์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาลดกระเป๋าหมอในมือลงแต่ยังไม่ยอมถอยห่าง “ได้... ในเมื่อบอกว่าคุณป้าหลับ พี่จะไม่เข้าไปกวน แต่ในฐานะหมอเจ้าของไข้ พี่ต้องถามอาการโดยละเอียดจาก ‘คนดูแล’ หน่อยว่าที่คุณบอกว่าไม่สบาย... อาการเป็นยังไง?” เขารุกคืบเข้ามาจนมะปรางต้องถอยหลังไปจนติดราวระเบียงไม้ ลมพัดแรงจากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้กลิ่นดอกจำปีและกลิ่นน้ำหอมสะอาดจากตัวศรัณย์ตีรวนกันจนมะปรางมึนงง “ก็... ก็มีไข้นิดหน่อยค่ะ แล้วก็เพลียๆ” มะปรางก้มหน้าตอบ ไม่กล้าสบตาคมกริบคู่นั้น “เหรอครับ...” ศรัณย์แค่นยิ้มเย็น มือหนาข้างหนึ่งยันราวระเบียงไว้ กักตัวร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนกลายๆ “แต่แปลกนะ มะปรางลืมไปหรือเปล่าว่าพี่แวะมาดูคุณป้าเมื่อวานตอนบ่าย อาการท่านปกติดีทุกอย่าง ความดันเสถียร ผลเลือดไม่มีอะไรน่าห่วง... หรือว่าพัลส์ของคนไข้จะเปลี่ยนไปเพียงแค่ชั่วข้ามคืน?” มะปรางเม้มปากแน่นจนห่อเลือด เธอรู้ตัวแล้วว่าความแตกอย่างยับเยิน “พี่ให้โอกาสพูดใหม่... ที่ไม่รับสาย ไม่ตอบไลน์ และที่โกหกพี่ตอนนี้ เป็นเพราะ ‘แม่ไม่สบาย’ หรือเป็นเพราะ ‘เธอไม่อยากเจอพี่’ กันแน่?” “ก็แล้วพี่จะอยากเจอคนใจแตกอย่างปรางไปทำไมล่ะคะ!” มะปรางโพล่งออกมาพร้อมน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “ในเมื่อพี่หมอก็เชื่อที่คุณน้าวิยะดาพูด เชื่อว่าปรางหนีเที่ยวจนค้างคืนกับผู้ชาย พี่จะมาสนใจคนไร้ค่าอย่างปรางทำไม!” ศรัณย์ชะงักไป แววตาที่เคยคาดคั้นกลับสั่นไหววูบหนึ่ง เขาเอื้อมมือไปเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นมองเขาชัดๆ “พี่เคยบอกเหรอว่าพี่เชื่อคำพูดพวกนั้น?” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงแต่ยังคงความหนักแน่น “ที่พี่โมโห... ไม่ใช่เพราะพี่คิดว่าเธอใจแตก แต่พี่โมโหที่เธอพาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย และที่สำคัญที่สุด พี่โมโหตัวเองที่ปกป้องเธอไม่ได้จนเรื่องมันเกิด!” “พี่หมอ...” “หยุดหนีพี่ได้แล้วมะปราง” ศรัณย์กระซิบชิดหน้าผากเนียน “เรื่องคืนนั้นมันไม่ใช่ความผิดพลาดของเธอคนเดียว และพี่จะไม่ยอมให้เธอมองว่ามันเป็นแค่ ‘อุบัติเหตุ’ พี่จะรับผิดชอบทุกอย่างตามที่พูดไว้ และพี่จะจัดการเรื่องการหมั้นให้เร็วที่สุด” “แต่ปรางไม่อยากให้พี่ทำเพราะหน้าที่! ปรางไม่อยากเป็นภาระของพี่หมอไปตลอดชีวิต!” “แล้วใครบอกว่าพี่ทำเพราะหน้าที่?” ศรัณย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา “ถ้าคนอย่างพี่จะรับหน้าที่เป็นเจ้าของชีวิตใครสักคน... คนคนนั้นต้องมีความหมายกับพี่มากกว่าแค่คำว่าหน้าที่... เข้าใจที่พี่พูดไหม?” มะปรางนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิดออกนอกอก คำพูดที่กึ่งบอกรักกึ่งเผด็จการของเขาทำเอาเธอทำตัวไม่ถูก ในมุมมืดของเรือนไม้... วิยะดา ที่แอบเดินตามหลังมาหมายจะจับผิดมะปราง ยืนกำหมัดแน่นอยู่หลังเสา เธอได้ยินทุกคำพูดที่ศรัณย์ยืนยันเรื่องการหมั้น แผนการที่จะเขี่ยศัตรูหัวใจอย่างพัชราและลูกเมียน้อยออกจากบ้านกำลังจะพังพินาศเพราะหมอหนุ่มคนนี้ “หมั้นงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ! ถ้าฉันไม่ได้คฤหาสน์หลังนี้ ยัยเด็กนี่ก็ต้องไม่ได้อะไรไปเหมือนกัน!” หลายวันที่ผ่านมา ศรัณย์ เหมือนคนบ้าที่ถือโทรศัพท์ติดตัวตลอดเวลา เขากดส่งข้อความทางไลน์ไปนับไม่ถ้วน และโทรออกจนสายแทบไหม้ แต่ผลตอบรับกลับมีเพียงความเงียบงัน มะปรางไม่เพียงแต่จะไม่รับสาย แต่เธอยังจงใจ "ไม่อ่าน" ข้อความเหล่านั้น ราวกับต้องการตัดเขาออกจากโลกของเธออย่างถาวร ศัลยแพทย์ผู้สุขุมอย่างเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป ความเป็นห่วงปนความโหยหาทำให้เขาตัดสินใจบุกไปที่บ้านก้องเกียรติไพบูลย์โดยไม่นัดหมาย หวังจะใช้ความเป็น "หมอประจำตัว" ของแม่พัชราเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าถึงตัวลูกสาว แต่ทว่า... จังหวะนรก กลับเล่นตลกกับเขามากกว่าที่คิด ศรัณย์นั่งหน้านิ่งอยู่บนโซฟาหลุยส์ ท่าทางของเขาดูเคร่งเครียดและรุ่มร้อนจนสังเกตได้ชัด แต่ในสายตาของ วิยะดา เธอกลับมองว่านั่นคืออาการประหม่าของชายหนุ่มที่มาหาผู้หญิงที่หมายปอง เธอนั่งประคองยิ้มอย่างผู้ชนะ โดยมี ลูกเกด (วิลาวัลย์) ลูกสาวบุญธรรมที่แต่งตัวสวยพริ้งราวกับหลุดมาจากนิตยสาร นั่งยิ้มหวานหยดย้อยอยู่ข้าง ๆ หมอหนุ่ม “คุณหมอนี่ช่างมีน้ำใจจริง ๆ นะคะ อุตส่าห์แวะมาหาหนูลูกเกดถึงบ้านทั้งที่งานยุ่ง” วิยะดาเอ่ยจีบปากจีบคอ ก่อนจะหันไปพยักพเยิดกับลูกสาว “เดี๋ยวน้องเกดช่วยหยิบขนมไทยที่เพิ่งทำเสร็จให้คุณหมอชิมหน่อยสิลูก เห็นคุณแม่คุณหมอบอกว่าท่านชอบทานมาก” ลูกเกดโน้มตัวเข้าไปใกล้ศรัณย์จนกลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอแตะจมูกเขา “คุณหมอทานหน่อยนะคะ เกดตั้งใจเตรียมไว้ให้คุณหมอโดยเฉพาะเลยค่ะ” ศรัณย์ขยับตัวออกห่างอย่างสุภาพ แววตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตูโถงบ้านตลอดเวลา เขาไม่ได้สนใจขนมหรือคนข้างกายแม้แต่น้อย ในหัวมีเพียงคำถามเดียว... มะปรางอยู่ไหน? ในขณะนั้นเอง... มะปราง ในชุดเรียบง่ายรวบผมเกล้าๆ พยุง แม่พัชรา ที่เพิ่งกลับจากการไปทำบุญที่วัด เดินเข้ามาทางประตูหน้าบ้านพอดี ภาพที่ปรากฏแก่สายตามะปรางคือ หมอศรัณย์ กำลังนั่งอยู่ในวงล้อมของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เขานั่งใกล้ชิดกับพี่ลูกเกดที่สวยเพียบพร้อม และกำลังได้รับคำอวยพรจากวิยะดาที่เกลียดเธอเข้าไส้ 'จริงอย่างที่คุณน้าวิยะดาบอก... พี่หมอเขาสูงส่งเกินไป เขาคู่ควรกับคนระดับพี่ลูกเกด' หัวใจของมะปรางบีบรัดจนเจ็บจี๊ด น้ำตาที่พยายามสะกดไว้เริ่มเอ่อคลอ เธอไม่อยากให้เขาเห็นสภาพที่ดูน่าสมเพชของเธอในตอนนี้ และไม่อยากได้ยินคำยืนยันความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ มะปรางจึงรีบพยุงแม่เลี่ยงไปทางประตูด้านข้างที่เชื่อมไปยังเรือนไม้หลังเล็กทันทีโดยไม่แม้แต่จะทักทายหรือปรายตามองมาที่ห้องรับแขก “มะปราง!” ศรัณย์เหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยพอดี เขาตัดสินใจลุกขึ้นทันทีจนถ้วยน้ำชาสั่นสะเทือน “เดี๋ยวก่อน! มะปราง!” เขากำลังจะก้าวตามไป แต่กลับถูกมือของวิยะดาคว้าหมับเข้าที่แขนอย่างรวดเร็ว “ปล่อยเด็กคนนั้นไปเถอะค่ะคุณหมอ อย่าไปสนใจเลย สงสัยคงจะไปเที่ยวเล่นจนพาแม่เข้าโรงพยาบาลอีกตามเคยนั่นแหละค่ะ” วิยะดาเอ่ยเสียงดังจงใจให้คนข้างนอกได้ยิน ก่อนจะดึงศรัณย์ให้นั่งลงตามเดิม “เรามาคุยเรื่องที่ผู้ใหญ่เปรยไว้ดีกว่าค่ะ เรื่อง งานหมั้นของเกดกับคุณหมอ... เห็นว่าทางศิริมานนท์อยากให้จัดช่วงสิ้นปีนี้เลยใช่ไหมคะ?” มะปรางที่หลบอยู่หลังเสาไม้หน้าบ้าน ได้ยินประโยคนั้นชัดเจนราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ ‘งานหมั้นของเกดกับคุณหมอ’ โลกทั้งใบของเธอพังครืนลงมาในพริบตา คืนนั้นยังบอกว่าจะหมั้นกับเธอความหวังเล็ก ๆ ที่ว่าเขาอาจจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอบ้างถูกทำลายสิ้นซาก คืนนั้นสำหรับเขาคงเป็นเพียง "ความซวยและความผิดพลาด" ที่เขาต้องมาเจอเด็กใจแตกอย่างเธอ และตอนนี้เขากำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่คู่ควร มะปรางพยุงแม่เดินต่อไปด้วยขาที่สั่นเทา เธอตัดสินใจในวินาทีนั้นด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แฝงไปด้วยความแค้นเคืองและเสียใจ “ปรางจะไม่ยอมให้พี่หมอเห็นหน้าปรางอีก... ปรางจะไม่ยอมเป็นเมียเก็บ หรือเมียที่เขาจำใจรับผิดชอบเด็ดขาด!” เธอนึกถึงทุนเรียนต่อทางด้านศิลปะที่ปารีสที่อาจารย์เคยเสนอไว้ และตั๋วเครื่องบินที่เธอเคยลังเลที่จะกดจอง... บัดนี้มันคือทางออกเดียวที่จะพาเธอไปให้พ้นจากกรงขังแห่งความเจ็บปวดนี้ “ปารีส... ฉันต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดภายในห้องหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และแสงไฟสีนวลตา ศรัณย์ ในชุดเจ้าบ่าวที่ปลดกระดุมออกจนเผยให้เห็นแผงอกกว้าง ขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางของ มะปราง ที่นั่งอยู่ปลายเตียง เขาโน้มตัวลงกอดเธอจากด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ เขากดจมูกลงบนไหล่เนียนเบาๆ ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงแหบพร่าข้างใบหู “ถึงเวลาเข้าหอจริงๆ ของเราแล้วนะครับ... เมียพี่” มะปรางหดคอหนีด้วยความเขินอาย มือเรียวรีบตะปบเข้าที่แผ่นหลังของเขาผ่านเนื้อผ้าเบาบางด้วยความกังวล “พี่ศรัณย์... ไม่เจ็บแผลแล้วเหรอคะ แผลถูกยิงเพิ่งจะตกสะเก็ดเองนะ” ศรัณย์หัวเราะในลำคอเบาๆ แรงสั่นสะเทือนจากแผงอกส่งผ่านถึงแผ่นหลังของเธอ เขาพลิกตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากัน สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สั่นไหว “พี่หายดีแล้วครับ... หายจนอยากจะพิสูจน์ให้ปรางดูตอนนี้เลย” เขากุมมือเธอมาวางบนหน้าอกข้างซ้ายที่เต้นแรง “พี่คิดถึงปรางใจจะขาด... และที่สำคัญ พี่อยากไปทักทายน้องวริศจะแย่อยู่แล้วครับ” ในห้องหอที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ ศรัณย์ ค่อยๆ เชยคาง มะปราง ขึ้นมาสบตา สายตาข
ณ ห้องอาหารสุดหรูของโรงแรม อัศวธารา ที่ตอนนี้ ภาคิน สั่งปิดโซนพิเศษเพื่อให้น้องเขยอย่างศรัณย์ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้มานั่งฉลองเตรียมงานแต่งครั้งที่สาม พร้อมหน้าพร้อมตาแก๊งเพื่อนซี้ ทั้ง พายุ ภีม ธัช ธีร์ และวิศรุต "พวกมึงไม่ต้องอิจฉาหรอกนะ โดยเฉพาะไอ้ธัช ไอ้ธีร์... เมียพวกมึงยังไม่ท้องใช่ไหมล่ะ" ศรัณย์เอ่ยพลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "แต่มะปรางน่ะ... 3 เดือนแล้วโว้ย! แซงหน้าพวกมึงไปไกล" "เออ! ยอมรับว่ามึงไวไอ้หมอ แต่มึงก็แต่งมาตั้วนานแล้วนะ" วิศรุต เบรกแรงพลางเทน้ำใส่แก้ว "แล้วมึงจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรนะ ศรัณย์วริศ เหรอ แล้วถ้าเกิดท้องนี้ลูกมึงเป็นผู้หญิงล่ะไอ้หมอ มึงจะทำยังไง" "ผู้ชายเว้ย! ยังไงก็ผู้ชายชัวร์" ศรัณย์ยืนยันเสียงแข็งหน้าตาย "ถ้าคนนี่ผู้ชาย ท้องสองน่ะ! ถ้าคนต่อไปเป็นผู้หญิงล่ะ" วิศรุตเซ้าซี้ต่อ ศรัณย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก "ถ้าลูกสาวเหรอ... ก็คง วริศรา หรือไม่ก็ ศรัณย์รัตน์ มั้ง ฟังดูเพราะดีออก ศรัณย์วริศ กับวริศรา” "เฮ้ย! ไม่ได้ๆ วริศรา นี่กูจองแล้ว!" วิศรุตโพล่งขึ้นมาจนคนทั้งโต๊ะหันมอง "ชื่อนี้กูเล็งไว้ให้ลูกสาวกูในอ
ภายในห้องพักที่ดูสงบเงียบผิดปกติ วิยะดา นั่งอยู่บนเตียง สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับ ก้องภพ ที่ยืนอยู่ไม่ไกล แววตาของเธอในวันนี้ไม่มีกระแสแห่งการยื้อแย่งหรือเอาชนะเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนล้าและละอายใจ “ก้องคะ... ฉันตัดสินใจแล้ว” วิยะดาเอ่ยเสียงสั่นพร่า “ทันทีที่ฉันออกจากโรงพยาบาล ฉันจะพาลูกเกดไปจากที่นี่... ไปให้ไกลจากชีวิตคุณ” ก้องภพชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงรับฟังเงียบๆ “ที่ผ่านมาฉันทำเรื่องแย่ๆ กับคุณไว้มาก... ฉันละอายใจเหลือเกินที่เคยเห็นคุณเป็นเพียงที่พึ่งทางใจแต่ไม่เคยให้เกียรติคุณในฐานะเมียจริงๆ เลย” เธอก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาที่ร่วงเผาะ “ฉันจะคืนชีวิต คืนอิสระให้คุณนะคะก้อง... ฉันขอโทษ” ก้องภพถอนหายใจยาว ความหนักอึ้งในใจตลอดหลายปีดูเหมือนจะเบาบางลง เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอภัย “ผมไม่ได้โกรธคุณแล้วนะวิยะดา... เพื่อเห็นแก่เวลาที่เราเคยมีร่วมกัน ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไว้ดูแลลูกเกดและตั้งตัวนะ คุณจะได้ไม่ต้องลำบาก” เขาส่งยิ้มบางๆ ให้ เราจบกันด้วยดี... ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งนะ” วิยะดาเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา เธ
ก่อนจะเข้าไปในห้องรับรอง ไมค์ หันมาสบตากับ ศรัณย์ พลางพยักหน้าให้กันน้อยๆ เป็นเชิงขอโทษและขอบคุณที่ผ่านมา ศรัณย์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาไม่ได้ติดใจเอาความ เพราะรู้แล้วว่าไมค์นี่แหละคือคนที่ ปราบ สองแม่ลูกนี้ได้อยู่หมัดที่สุด "โชคดีนะแจน... ฝากดูแล น้องสาวกับหลานพี่ด้วยนะไมค์" ศรัณย์เอ่ยไล่หลัง แจนหันมามองศรัณย์เป็นครั้งสุดท้าย ความยึดติดที่เคยมีมันมลายหายไปหมดสิ้น เธอไม่ได้รักศรัณย์จริงๆ เธอแค่รักความสมบูรณ์แบบที่แม่กรอกหู แต่คนที่กอดเธอไว้ในวันที่เธอไม่เหลือใครจริงๆ คือผู้ชายที่กำลังโอบไหล่เธออยู่ตอนนี้ต่างหาก "พี่หมอ... แจนขอโทษนะคะสำหรับทุกอย่าง" แจนทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่ดูเบาสบายที่สุดในรอบหลายปี ก่อนจะเดินเคียงข้างไมค์และพ่อเลี้ยงโกศลออกไปเพื่อเริ่มต้นชีวิต คุณนายสัมปทานป่าไม้ อย่างเต็มตัว เมื่อแจนกับไมค์จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ความเข้าใจผิดก้อนโตที่ทำเอา มะปราง เตลิดไปไกล ศรัณย์ พยายามฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นจากเตียง มือข้างหนึ่งเกาะเสาน้ำเกลือไว้แน่น ใบหน้าคมซีดเผือดแต่แววตามุ่งมั่น "พี่ฝน... ช่วยพยุงผมไปหามะปรางที ผมยอมให้เมียเข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้จริงๆ" น้ำฝนมองด้วยควา
เช้าวันใหม่ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเมฆครึ้มปกคลุมไปทั่วห้องพักฟื้น เมื่อ แจ่มจันทร์ กึ่งลากกึ่งจูงแจนเข้ามาด้านใน โดยมี คุณมาลินี และ คุณมานพ ที่กำลังตรวจเช็กอาการลูกชายอยู่พอดี “สวัสดีค่ะคุณมาลินี คุณมานพ แหม... ช่วงนี้ดูมีความสุขกันจังนะคะ” แจ่มจันทร์เอ่ยทักทายเสียงระรื่นผิดปกติ ในขณะที่แจนเอาแต่ยืนก้มหน้าหลบอยู่ข้างหลังแม่ด้วยความอับอาย คุณมาลินียิ้มรับตามมารยาท “ก็ธรรมดาล่ะค่ะ กำลังจะได้เป็นว่าที่คุณย่าแล้วนี่นา” “นั่นสิคะ... ดิฉันเลยตั้งใจจะมาเรียนให้ทราบว่า ศรัณย์ทำลูกสาวดิฉันท้อง! เพราะฉะนั้นศรัณย์ต้องรับผิดชอบค่ะ!” “อะไรนะครับ!” ศรัณย์ที่นอนอยู่อุทานลั่นตาโตแทบถลนออกจากเบ้า เขาหันขวับไปมองแจนที่เอาแต่ยืนตัวสั่น คำประกาศนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ มะปราง ที่กำลังรินน้ำอยู่ถึงกับมือสั่นจนเหยือกแทบหลุดมือ หัวใจที่เพิ่งจะพองโตกลับเหี่ยวฝ่อลงทันที 'ไหนมะนาวบอกว่าในคลิปไม่มีอะไรไง หรือว่ามันมีมากกว่านั้นแต่พี่ศรัณย์หลอกเรา...' “ปราง... ปรางฟังพี่ก่อน” ศรัณย์พยายามจะคว้ามือมะปราง แต่เธอขยับหนี “ปราง... ปรางจะไปดูคุณพ่อพร้อมพงษ์ก่อนค่ะ เชิญคุยกันตามสบายเถอะค่ะ” มะปรางบอกเ
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องที่ถูกล็อคสนิท ศรัณย์ค่อยๆ โน้มใบหน้าคมเข้มเข้าไปหาเมียรักช้าๆ ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่รินรดกันจนสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในหัวใจ มะปรางหลับตาลงพริ้ม รับรู้ได้ถึงจุมพิตที่อ่อนโยนแต่อัดแน่นไปด้วยความคิดถึงที่ศรัณย์มอบให้ มันเป็นจูบที่โหยหา... หลังจากที่ต้องพรากจากกันด้วยความเข้าใจผิด และผ่านนาทีชีวิตมาอย่างสาหัส รสสัมผัสนี้เหมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจที่แห้งผากมานานเป็นเดือน ศรัณย์เริ่มถลำลึก ความซ่านสยิวแล่นพล่านไปทั่วกายจนเขาอยากจะดึงร่างบางเข้ามากอดให้จมอกมากกว่าแค่จูบ แต่พอเขาจะขยับตัว ความเจ็บจี๊ดจากบาดแผลที่แผ่นหลังก็แล่นปลาบขึ้นมาประท้วงทันที! "อึก..." ศรัณย์ชะงักไปเล็กน้อย ร้องครางออกมาเบาๆ อย่างขัดใจ "พี่ศรัณย์! เป็นอะไรคะ เจ็บแผลใช่ไหมคะ“มะปรางรีบผละออกด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยแดงระเรื่อ ศรัณย์ได้แต่ทำหน้ามุ่ย พิงพนักเตียงอย่างหมดแรง "พี่... พี่โอเคค่ะ แค่ คุณไรต์ เขาคงยังไม่อยากให้พี่ทำอะไรมากกว่าจูบตอนนี้ล่ะมั้ง (มาโทษฉันอีก55) สภาพพี่มันน่านัก..." เขาสบถเบาๆ อย่างแสนเสียดาย จนมะปรางหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังมองตากันอย่าง
มะปรางยืนกำซองเอกสารแน่น รู้สึกประหม่า"คุณพ่อคะ... คือเรื่องที่ปรางขอไปเรียนต่อที่ปารีส ปรางเตรียมแผนการเรียนกับงบประมาณมาให้คุณพ่อพิจารณาค่ะปรางสัญญาว่าถ้าเรียนจบจะกลับมาช่วยงานที่บริษัทให้เต็มที่..." ก้องภพขมวดคิ้ว พลิกดูเอกสารผ่านๆ"ปารีสเหรอ? มะปราง... พ่อว่ามันไกลไปหน่อยนะ แล้วช่วงนี้โปรเจกต์
7ความรับผิดชอบ ตรวจร่างกาย หลังผ่านคืนวุ่นวายมาได้ 2 วัน หนุ่มๆ ก็นัดเจอกันในสภาพที่แต่ละคนมี รอยความเครียด และรอยรักปรากฏอยู่บนหน้า วิศรุตเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ ดูรูปโปรไฟล์ไลน์ของน้ำหวานวนไปวนมา "พวกมึง... กุว่ากุเป็นโรคติดต่อว่ะ วันก่อนกุเรียกเด็กที่คลับมา กุกลับรู้สึกหยึยๆ เข้าใกล้ใครไม่ได้
6.หลบหน้าน้องสาวข้างบ้าน รถยุโรปสีดำจอดนิ่งอยู่ที่หน้าร้านขายยาขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ศรัณย์หันมองร่างบางที่นั่งคุดคู้ข้างกาย มะปรางในตอนนี้ดูเปราะบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย สายตาของเธอเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย "รออยู่ในรถนะ พี่ไปไม่นาน" ศรัณย์เอ่ยเสียงนุ่ม เขาเปิดประตูลงไปเ
ริมฝีปากอุ่นนุ่ม ร้อนทาบทับลงมาบนปากเธออีกครั้งเขาเริ่มขบเม้มแรงขึ้น ลิ้นรุกล้ำเข้ามาในโพรงปาดแล้วค่อยๆดูดดึงปลายลิ้นชิมความหวานในโพรงปาก สร้างความสยิวให้เธอจนรู้สึกแทบขาดใจ”อือ..อือ..“เธอหลุดครางเสียงแผ่ว ร่างกายส่วนล่างบดเบียดที่ต้นขาของเธอ เธอรับรู้ได้ถึงความแข็งขัน มือหนาลูบไล้แผ่นหลังของเธอไ







