LOGINเจนนิสนั่งพิงผนังห้อง มือยังถือโทรศัพท์ที่ขึ้นข้อความเดิมซ้ำซากของยิหวา
แม้หน้าจอจะดับลงแล้ว แต่มันก็ยังติดอยู่ในหัวเธอ เหมือนเสียงของใครบางคนที่ไม่เคยหยุดรอคำตอบน้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ
เหมือนหล่นจากจุดที่ลึกที่สุดของใจ เธอกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ไม่ใช่เพราะหนาว แต่เพราะรู้สึกว่าร่างทั้งร่างมันเบาหวิว เหมือนสิ่งที่เธอคิดว่าควบคุมได้…พังทลายลงหมด“มันก็คงไม่แปลก…”
เธอพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “ที่เขาจะพูดแรงใส่ฉันแบบนั้น…”เธอไม่เคยคิดเลยว่าการหายไปของเธอในวันนั้น
จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายของใครอีกคนเธอเคยคิดแค่ว่า…
ขอแค่ให้ได้มีวันสุดท้ายกับยิหวา ขอแค่ได้หัวเราะ ได้จับมือ ได้จูบลาในวันที่เธอตัดสินใจจะไปเรียนต่อ“ฉันเห็นแก่ตัวใช่ไหมยิหวา…”
เจนนิสถามออกไปในอากาศ ไม่มีคำตอบใดตอบกลับ มีเพียงความเงียบที่โอบล้อมเธอไว้ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจช้า ๆ“ฉันน่าจะบอกเธอให้เร็วกว่านั้น…”
“ฉันไม่ควรปล่อยให้เธอรู้ความจริงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนฉันจะขึ้นเครื่อง…”เพราะเธอกลัว…
กลัวว่าถ้าเธอเปิดปากบอกเร็วกว่านั้น เธอจะใจอ่อน จะตัดใจจากยิหวาไม่ได้ จะเลือก ‘ความรัก’ แทน ‘อนาคต’และเพราะความกลัวนั้น
เพียงเพื่อรักษาความสุขของตัวเองในวินาทีสุดท้าย เธอลืมคิดไปเลยว่า หลังจากเครื่องบินลำนั้นทะยานขึ้นฟ้า……ผู้หญิงที่เธอรักจะทรมานแค่ไหน
…จะร้องไห้คนเดียวในเมืองเดิม ๆ นานแค่ไหน …จะต้องยืนอยู่กับเงาตัวเองโดยไม่มีแม้แต่คำลาแบบสมบูรณ์“ขอโทษนะ…”
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะทำลายเธอได้ขนาดนั้น”เธอฝังหน้าลงกับเข่าตัวเอง
ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่อายใครอีกต่อไปเสียงลมหายใจของเธอยังคงหนักแน่นในห้องที่เงียบงัน
แม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ความรู้สึกผิดก็ยังคงหนาแน่นในอก แน่นเสียจนเธอหายใจแทบไม่ออกเจนนิสเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
สายตาแดงก่ำจากน้ำตา เธอมองออกไปยังหน้าต่างกระจก เห็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเอง ภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง… ที่เคยเก่งกล้าตัดสินใจเดินจากความรักเพื่ออนาคต แต่กลับอ่อนแอที่สุดเมื่อหันกลับมามองอดีต“ฉันไม่กล้า…”
เธอพูดกับเงาในกระจก เสียงเบาจนแทบหลอมรวมไปกับความเงียบ“ถ้าวันหนึ่งฉันได้เจอเธออีก…”
“ฉันควรจะพูดว่าอะไร…”เธอคิดวนอยู่อย่างนั้น
ขอโทษ? อธิบาย? ร้องไห้?แต่ไม่ว่าจะพูดอะไร…
มันก็เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว“ฉันมันขี้ขลาด”
คำนี้หลุดจากปากโดยไม่ต้องคิด
ใช่… เพราะถ้าเธอกล้าเผชิญหน้ากับความรักจริง ๆ ในวันนั้น เธอก็คงไม่ทิ้งยิหวาไว้กลางทาง เธอคงไม่เลือกหายไป โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายทรมานแค่ไหนเจนนิสกำโทรศัพท์แน่นในมือ
ก่อนจะปิดหน้าจอลงเหมือนปิดกล่องแห่งอดีต เธอรู้… เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์อะไรอีกแล้ว … ภานุเดินกลับมาถึงห้องพักแพทย์ เขาไม่ได้เปิดไฟ ปล่อยให้แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในทางเดินลอดเข้ามาตามขอบประตูพอให้เห็นเงาตัวเองบนกำแพงเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง
ไม่ได้เพลียจากงานผ่าตัด แต่เพลียจากบางอย่างในอก บางอย่างที่หนัก …จนเขาเองก็อธิบายไม่ถูกภาพสุดท้ายที่ติดตาคือแผ่นหลังของเจนนิส
…ตอนที่เธอเดินหนีเขาไป เหมือนคนที่รับมือไม่ไหวอีกต่อไปแล้วแล้วมันก็ย้อนเข้ามาในหัว
เสียงสะอื้นของเธอ… แววตาที่แดงก่ำ เธอไม่ได้ตอบคำถามเขา ไม่ได้อธิบายอะไรแต่…
ความเงียบและน้ำตานั่นต่างหาก ที่ตอบเขาทุกอย่างภานุเอนหัวพิงพนักโซฟา ถอนหายใจยาว
ในความมืดที่เงียบ เขากลับรู้สึกถึงบางอย่าง… …เจ็บแปลบ เหมือนหัวใจเขาถูกใครบางคนกระชากกลับไปอยู่ในอดีตที่เขาพยายามลืม“ร้องไห้ทำไม…”
เสียงพึมพำถามเจนนิสเบา ๆ แต่ไม่หวังคำตอบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่เพราะ…เขาเริ่มรู้แล้วต่างหากว่าเธอเสียใจ
ว่าเธอไม่เคยลืม ว่าเธอกำลังเจ็บ…เหมือนที่ยิหวาเคยเจ็บเขาค่อย ๆ หลับตา
เหมือนอยากให้หัวใจได้เงียบบ้าง แม้เพียงไม่กี่นาทีเสียงแอร์ในห้องยังคงทำงานเงียบ ๆ
ภานุนั่งนิ่ง สายตามองฝ้าไปยังมุมหนึ่งของห้องที่ไม่มีอะไรอยู่เลย แต่ภาพในหัวกลับไม่ว่างเปล่าภาพของเจนนิส…
น้ำตาเธอ เสียงสะอื้นที่ไม่ยอมให้ใครได้ยิน การสั่นของไหล่ที่เธอพยายามเก็บซ่อนไว้หลังบานประตูบานนั้น ทุกอย่าง…มันวนอยู่ในหัวเขา“ทำไมวะ…”
“ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้…”เขากัดฟันแน่น ขยับมือนวดหว่างคิ้วเหมือนอยากลบอะไรบางอย่างออกไปจากใจ
แต่ทำยังไงมันก็ยังอยู่ตรงนั้นตอนที่เขาเดินตามเธอไป
เขาตั้งใจจะซ้ำ จะเค้น จะทำให้เธอรู้ว่าคนที่เธอทิ้งไปต้องเจ็บแค่ไหนแต่เขากลับได้เห็น…
…ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่หายเจ็บเหมือนกันภานุรู้ดีว่าเขาควรจะเกลียดเธอ
เพราะเธอทำให้พี่สาวเขาแทบล้มทั้งยืน เพราะเธอเดินจากไปโดยไม่กลับมา เพราะเธอเลือกลบ…โดยไม่เหลียวมองแต่ทำไมกัน…
ตอนที่เห็นเธอร้องไห้แบบนั้น หัวใจเขากลับสั่น…และสิ่งที่ยากที่สุดคือ…
เขาไม่แน่ใจแล้วว่า ความสั่นไหวนั้นมันเกิดจาก “ความแค้น”… …หรือ “ความรู้สึกอื่น” ที่ไม่ควรมีตั้งแต่แรกเขาลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดน้ำล้างหน้าที่อ่างล้างมือ
น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้า แต่ไม่ช่วยอะไรเลย“จะสั่นไหวกับเธอทำไม…”
“เธอคืออดีตของพี่เรา… เธอเคยทำลายหัวใจของคนที่เรารักที่สุด…”เขาสบตาตัวเองในกระจก
และเหมือนเห็นคำถามสะท้อนกลับมา… คำถามที่เขาเองก็ตอบไม่ได้…แล้วถ้าเธอเสียใจกว่าใครทั้งหมดล่ะ?
ภานุยืนพิงขอบโต๊ะทำงานในห้องส่วนตัวของเขา
เขาไม่ได้หยิบงานตรงหน้าขึ้นมาแม้แต่แผ่นเดียว เพียงแค่นั่งนิ่ง ปล่อยให้ความคิดไหลย้อนกลับไปเหมือนน้ำวนในถังเหล็ก“เขาเปลี่ยนไปเพราะคุณ…”
“คุณทำให้พี่ผมไม่เหมือนเดิม…”เสียงของตัวเองในตอนนั้นย้อนกลับมาอย่างชัดเจน
…แรงไปไหม …ใช่เหรอที่ทุกอย่างมันเป็นความผิดของเจนนิสเขาหลับตา สูดลมหายใจ
ตอนเด็ก ๆ พี่สาวเขาคือคนที่กล้าเสี่ยงที่สุด ไม่เคยลังเลกับการตัดสินใจ ไม่มีอะไรทำให้เธอถอย แต่ตอนนี้…พี่เขาไม่เหมือนเดิม เธอยิ้ม…แต่แววตาเศร้า เธอใช้ชีวิต…แต่เหมือนไม่ได้อยู่เพื่อใครอีกแล้วภานุไม่เข้าใจ…
จนกระทั่งได้เห็นน้ำตาของเจนนิสในวันนี้“ถ้าเธอเจ็บขนาดนั้น…
แล้วทำไมต้องเลือกเดินออกมาเอง…”เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรคือต้นเหตุ
และเริ่มรู้ตัวว่า สิ่งที่เขาเคย “ตัดสิน” จากมุมของตัวเอง มันอาจจะมีอีกด้านที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเขาหยิบโทรศัพท์
นิ้วเลื่อนหารายชื่อ ชื่อหนึ่งเด่นชัดอยู่ตรงนั้น—‘หมอเจนนิส’ภานุจ้องหน้าจอ
ไม่ได้จะโทร แค่…จ้อง เหมือนต้องการถามความเงียบว่า…“คุณกับพี่ผม…
…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”เขาไม่ได้อยากรู้เพราะความสงสัยอีกต่อไป
แต่เพราะตอนนี้ เขาอยาก “เข้าใจ”เข้าใจผู้หญิงที่พี่เขาเคยรักที่สุดในชีวิต
และเข้าใจ…ผู้หญิงอีกคนที่เขาเริ่มมองด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







