LOGINเจนนิสเดินกลับมาที่ห้องพักแพทย์…
ห้องเดิมที่เคยมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเงาของใครบางคน ตอนนี้มันเงียบเกินไป… จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแผ่วเบาเธอวางแฟ้มคนไข้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะยืนนิ่งมองไปรอบห้อง
ที่ตรงมุมนั้น… ยิหวาเคยนั่งพิงกำแพงเล่นหมากฝรั่ง ที่ตรงโซฟานั้น… ยิหวาเคยนอนหลับตอนรอเธอผ่าตัดเสร็จ เธอจำได้แม้แต่กลิ่นสบู่ของอีกฝ่ายที่ยังดูเหมือนลอยค้างอยู่ในอากาศห้าปี…
ห้าปีที่เธอทิ้งยิหวาไว้ข้างหลังเพื่อวิ่งตามอนาคตของตัวเอง ห้าปีที่เธอคิดว่ายิหวาเกลียดเธอ เพราะเธอไม่เคยได้รับคำตอบกลับ แต่สิ่งที่เธอเพิ่งรู้เมื่อกี้… คือการเลือกเดินของเธอในวันนั้น มันทำให้ใครบางคน “พัง” พังทั้งที่ยังหายใจเจนนิสดึงแฟ้มออกมาเปิด แต่สายตาเธอกลับเบลอเพราะม่านน้ำตา
นิ้วมือสั่น… หัวใจสั่นกว่า เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เงยหน้าพิงพนัก พยายามหายใจลึกแต่กลับสะอื้นเบา ๆ ออกมาแทน“เราทำอะไรลงไปวะ…”
เสียงที่หลุดออกมานั้น ไม่ใช่ของหมอที่เข้มแข็ง
แต่เป็นของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิดในอดีตเธอเคยบอกตัวเองว่าทำดีที่สุดแล้ว
แต่ตอนนี้… เธอเริ่มสงสัย ว่าสิ่งที่เธอเลือกในวันนั้นมันเรียกว่า “ดีที่สุด” จริงไหม ถ้ามันต้องแลกกับการพังของหัวใจใครอีกคนหนึ่งห้องพักเงียบงัน
มีเพียงเสียงลมหายใจสั่นไหวของเจนนิสที่ยังไม่เสถียรจากบทสนทนาเมื่อครู่กับภานุเธอเปิดลิ้นชักโต๊ะ
หยิบมือถือเครื่องเก่าที่แบตบวมจนฝาหลังเปิดอ้าออก เครื่องนี้…เธอไม่ได้เปิดมันเลยตลอดห้าปี เพราะไม่อยากเจออดีต เพราะไม่กล้าพอจะเปิดดูว่า ‘ความเงียบ’ ของตัวเอง… สร้างรอยแผลให้ใครไว้บ้างเธอเสียบสายชาร์จ เครื่องสั่นครืดเบา ๆ เหมือนมีบางอย่างกำลังจะฟื้นขึ้นมาจากความตาย
และแล้ว… หน้าจอขึ้นคำว่า “กู้คืนซิมการ์ดสำเร็จ”เธอกดเข้าแอปข้อความ
มือที่เคยถือมีดผ่าตัดอย่างมั่นคง สั่นเล็กน้อยขณะแตะหน้าจอ พอเข้าโฟลเดอร์ชื่อ ‘ยิหวา’ กล่องข้อความค่อย ๆ โหลดขึ้นทีละบรรทัด ทีละคำ ทีละความรู้สึก ทีละบาดแผล“ถ้ายังไม่ลืมกัน… ขอโอกาสได้มั้ย”
“ฉันไม่ขอให้เธอกลับมา… แต่ขอแค่ได้เจอหน้า ได้ยินเสียงก็ยังดี”
“ถ้าคุณไม่เกลียดกันจนไม่อยากแม้แต่จะอ่านข้อความ… ช่วยตอบหน่อยได้มั้ย”
“ผมยังอยู่ที่เดิม… ที่ที่เคยนั่งรอคุณเลิกเวร วันนี้ไม่มีเธอแล้ว …เรากลับมาคุยกันใหม่ได้ไหม ”
“วันไหนถ้าคุณว่าง… แค่บอกมา ผมจะบินไปหาทันที…ให้ผมได้อยู่กับคุณต่อได้ไหม”
ข้อความเหล่านี้… ยาวเป็นหางว่าว
ไม่มีสักครั้งที่เธอตอบกลับ ไม่มีสักครั้งที่ยิหวาหยุดส่ง ไม่มีคำว่า “หยุดรัก” มีแต่ “ยังรอ” ซ้ำไปซ้ำมา แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเดือน เป็นปีเจนนิสเงยหน้าขึ้น
น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ แต่เป็นน้ำตาของคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเอง “ทิ้งใครไว้กลางทาง” อย่างเลือดเย็นขนาดไหนเธอกัดริมฝีปาก
สะอื้นเบา ๆ จนตัวสั่น ฝ่ามือที่ถือเครื่องอยู่แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนพยายามแบกรับความรู้สึกผิดทั้งหมดไว้“ยิหวา… ขอโทษ…”
ถ้อยคำที่ควรจะพูดตั้งแต่หลายปีก่อน
วันนี้มันสายเกินไปแล้ว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้จะมีสิทธิ์ได้พูดมันต่อหน้าอีกคนหรือเปล่าเธอยังถือโทรศัพท์ไว้แน่น…
จ้องมองข้อความเก่าเหล่านั้นอยู่นาน ราวกับกำลังดูเศษกระดาษที่ถูกเขียนด้วยเลือดแทนหมึก มันไม่ใช่แค่ตัวอักษร มันคือเสียงในหัวที่ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงของคนที่เธอเคยปล่อยให้หายไป“กลับมาได้ไหมเจนนิส… เราทำอะไรผิดบอกเราได้ไหม ….ขอโอกาสได้มั้ย”
“คุณเลือกอนาคตแต่ผมยังอยู่ที่เดิมอยู่เลยนะ…”
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
น้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง—แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะแค่เจ็บ แต่มันคือ ‘เข้าใจ’ เข้าใจช้าเกินไปเจนนิสนั่งพิงพนักเก้าอี้
สายตามองออกไปนอกหน้าต่างห้อง เธอเคยคิดมาตลอด… ยิหวาเป็นคนเด็ดเดี่ยว เธอเก่งเกินกว่าจะเสียศูนย์ เธอเข้มแข็งเกินกว่าจะพัง เพราะแบบนั้นไง—เธอถึงกล้าเดินออกมาแบบเงียบ ๆ โดยไม่หันหลังกลับ แค่เธอคนเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้… ยิหวาไม่มีวันพังหรอก เธอเชื่อแบบนั้น… และเธอคิดผิดเธอไม่เคยรู้
ว่านับจากวันนั้น คนที่ยืนเคยนิ่ง เด็ดเดี่ยว กลับเป็นคนที่พังช้า ๆ ทุกคืน เจ็บโดยไม่มีเสียง…ข้อความสุดท้าย
มันถูกส่งเมื่อ “สองปีที่แล้ว”หลังจากนั้น… ก็ไม่มีอะไรอีก
ไม่มีแม้แต่จุดจบ มีแค่ ‘ความว่างเปล่า’ ที่บีบคั้นหัวใจจนแทบขาดอากาศหายใจเธอกดอ่านข้อความสุดท้ายอีกครั้ง
มือสั่นอีกหน ประโยคนั้นเรียบง่าย… แต่เจ็บกว่าโดนมีดผ่าตัดเฉือน“ผมเข้าใจแล้ว ขอโทษที่รบกวน… ดูแลตัวเองด้วยนะ เจนนิส”
เจนนิสปล่อยมือจากโทรศัพท์
เสียงมันตกลงบนเตียงเบา ๆ แต่เสียงในอกของเธอกลับดังกึกก้องเหมือนหัวใจร้าวจนแทบแตกเพียงเท่านั้น… ก็ไม่มีอะไรอีก
ไม่ข้อความ ไม่สายโทรเข้า ไม่มีแม้แต่เงาของชื่อ “ยิหวา” ปรากฏขึ้นอีกเลยเจนนิสก้มหน้าลงช้า ๆ ฝ่ามือปิดปากตัวเองแน่น กลั้นเสียงร้อง
เธอร้องไห้แบบไม่มีเสียง… แต่ทั้งร่างสั่นไหวเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง เธอนั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ในห้องที่ไม่มีใคร ไม่มี “ยิหวา” …และไม่มีตัวเองคนเดิมอีกต่อไป .. เสียงฝีเท้าเบาๆ ของภานุหยุดลงหน้าห้องพักเวรแพทย์ เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้จนสั่นเครือ… มันเล็ดรอดออกมาจากช่องประตูที่ปิดไม่สนิทเขาชะงัก…
หันไปมองผ่านกระจกใสเล็กๆ บนบานประตู ภาพของเจนนิส…ที่นั่งย่อตัวลงกับพื้น แขนสองข้างกอดเข่าตัวเองไว้แน่น มือถือในมือยังสว่างอยู่กับพื้น — หน้าจอแชทที่ไล่ยาวจนแสบตาใบหน้าคมที่เคยดูเด็ดเดี่ยวของเธอ…บัดนี้กลับอาบไปด้วยน้ำตา
เหมือนเธอกำลังแตกสลาย อย่างที่ภานุไม่คิดว่าจะเคยได้เห็นเสียงสะอื้นเงียบ ๆ
ไม่ดังก้อง… แต่เหมือนคมมีดบาดลึกเข้าไปในอกของเขา‘ร้องไห้แบบนั้น…’
เขาคิดกับตัวเอง ‘เพราะรู้สึกผิดใช่ไหม… หรือเพราะยังรักอยู่…’ภานุรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะถามแทนพี่สาวได้ทั้งหมด
แต่ในตอนนี้… สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าทำให้หัวใจเขาเจ็บอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงมันไม่ใช่ความโกรธ
ไม่ใช่ความแค้น แต่เป็นความปวดร้าวของคนที่เห็นทั้งสองฝ่ายพัง… เพราะคำว่า “เข้าใจผิด” และ “ไม่พูดกัน”เขาหลุบตาลง พึมพำในใจ
“ถ้าเธอเสียใจขนาดนี้… แล้วทำไมถึงทิ้งกันไปตั้งแต่แรก”เขาไม่ได้หาคำตอบเพื่อโทษใครในตอนนี้
เพียงแต่อยากรู้… ว่าอะไรทำให้ ‘คนอย่างยิหวา’ — ที่เขารู้จักว่าเด็ดเดี่ยวและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร — ยอมกลายเป็นเงาของตัวเองอยู่หลายปี และวันนี้ เขาเห็นแล้วว่า… อีกคนก็ไม่ต่างกันภานุยืนอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ควรจะเป็น
มือที่กำแน่นข้างลำตัวผ่อนแรงลงช้า ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินจากไป… โดยไม่ได้เคาะประตู และไม่พูดอะไรเพราะบางน้ำตา…
ควรปล่อยให้ไหล เพื่อคนที่สมควรได้รับมันจริงๆเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







