เข้าสู่ระบบกว่าเจ้านายสาวสวยและลูกน้องต่างวัยจะกลับเข้ามายังออฟฟิศ พนักงานส่วนหนึ่งก็เริ่มทยอยกลับบ้านไปแล้วเป็นบางส่วน
ศิวพลสังเกตเห็นว่ามีแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งถูกนำมาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงานของมนต์พระจันทร์
ผู้ช่วยสัญญาจ้างชั่วคราวเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วเริ่มต้นเก็บข้าวของเครื่องเขียน สมุดบันทึก เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หากแต่เมื่อชะเง้อคอมองกลับเข้าไปภายในห้องทำงานเจ้าของบริษัท เห็นไฟในห้องยังคงเปิดสว่างและเจ้านายสาวสวยมีชื่อแบบผักพื้นบ้านยังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ได้เร่งร้อน เร่งรีบ
“พี่เพรายังไม่กลับบ้านเหรอครับ” เด็กหนุ่มรุ่นน้องเดินมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปถาม
“ยัง พี่จะอยู่เคลียร์งานต่ออีกสักหน่อย ซิวกลับได้เลยนะ ปิดไฟข้างนอกได้เลย ไม่ต้องรอพี่”
“เคลียร์งาน? งานพี่เยอะมากเลยเหรอครับ งานอะไร” คนช่างสอดรู้สอดเห็นเดินเข้าไปในห้อง ชะโงกหน้ามองแฟ้มเอกสารมากมาย ตะแคงคอพยายามอ่านตัวหนังสือกลับหัวกลับหางนั้นอยากรู้อยากเห็น
“อีกสองอาทิตย์บริษัทของเราจะไปจัดงานแฟร์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เลยต้องเตรียมอะไรหลายอย่าง ยิ่งตอนนี้ประวิทย์นอนรักษาตัวอยู่ พี่เลยต้องช่วยดูงานในส่วนของเขาน่ะ”
“หือ งานในส่วนของพี่ประวิทย์ แล้วทำไมพี่ไม่ให้ผมทำล่ะ” คนที่มารับหน้าที่ต่อจากคนเจ็บดวงซวยหันไปลากเก้าอี้ แล้วนำมานั่งลงฝั่งตรงข้ามทันที
“นายเพิ่งมาทำงานวันแรก ประสบการณ์ยังไม่มี งานนี้ประวิทย์เขาทำมาส่วนหนึ่งแล้ว พี่เอามาต่อยอดเองน่าจะง่ายกว่าให้นายมาเรียนรู้ทำความเข้าใจทั้งระบบตั้งแต่แรก” มนต์พระจันทร์อธิบายให้เหตุผลอันสมควร เพื่อคนฟังจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่า ด้อยความสามารถ
“ผมอยู่ช่วยนะ ผมอยากรู้ว่าเขาทำกันยังไง ไอ้ที่ผ่านมาผมไม่มีประสบการณ์มันก็ใช่ แต่ถ้าไม่เริ่มมันก็ยังเป็นศูนย์เหมือนเดิม อย่างนั้นผมมานับหนึ่งกับพี่เพรานะครับ”
ในเมื่อตั้งใจจะมากอบโกยเอาความรู้ เอาเคล็ดลับสูตรความสำเร็จของไร่จันทรัชอยู่แล้ว ดังนั้นทุกงาน ทุกกิจกรรม ทุกสิ่งล้วนมีค่า เขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ลอยผ่านหน้าไปง่าย ๆ แน่
“มา ๆ พี่สอนผมสิ ผมต้องเริ่มจากตรงไหน”
“ไหนบอกว่าตัวเหม็น อยากกลับบ้านไปอาบน้ำไม่ใช่หรือไง”
มนต์พระจันทร์มองความกระตือรือร้นของผู้ช่วยใหม่อย่างเอ็นดู เธอบริหารงานบริษัทนี่มานานหลายปี ได้มีโอกาสรับพนักงานซึ่งเป็นนักศึกษาจบใหม่มาหลายคน หรือแม้แต่พนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานมาจากที่อื่น แต่ยังไม่เคยเจอใครกระตือรือร้น พลังงานท่วมท้นอย่างศิวพลมาก่อน
“ตัวเหม็นแค่นี้สบายมาก ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากอยู่ช่วยพี่นี่นา ขอผมอยู่ช่วยนะ”
“จะอยู่ช่วยก็ได้ แต่นายช่วยติดกระดุมเสื้อให้มันเรียบร้อยก่อนได้หรือเปล่า” มนต์พระจันทร์ถลึงตาใส่คอเสื้อเชิ้ตซึ่งมันลึกโหว่มองลงไปจนถึงสะดือ เนื่องจากเจ้าของติดกระดุมไว้แค่สองเม็ดล่างเท่านั้น
“ติดก็ได้ โธ่ อุตส่าห์จะอวดซิกแพค” หนุ่มอารมณ์ดีจอมทะเล้นเงยหน้าขึ้นไปยักคิ้วหยอกเล่นกับเจ้านายสาว
“ต่อให้นายมายืนแก้ผ้าอวดทั้งกล้าม อวดทั้งซิกแพค ก็ไม่เป็นผลหรอก เพราะพี่ไม่สนจ้ะ เอาเอกสารนี่ไปนั่งศึกษาทำความเข้าใจดู...พ่อหนุ่มขี้อวด”
หลังจากนั่งทำงานอยู่ภายในห้องไปได้พักใหญ่ แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ซึ่งวางเอาไว้ตรงหน้าถูกมนต์พระจันทร์เคลียร์ออกไปทีละแฟ้มตามลำดับ ขั้นตอนความสำคัญจากมากไปหาน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มนต์พระจันทร์จึงเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับนิ่งมายังเธอ
“มองอะไร”
“เวลาพี่ทำงาน แล้วทำหน้าจริงจังแบบนี้ ดูมีเสน่ห์ดีนะครับ”
“มีเสน่ห์?” มนต์พระจันทร์ถึงกับขยับหน้าผากขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
ส่วนมากเธอมักเคยชินกับคำชื่นชมจากคนรอบข้างว่าเป็นคนสวย เป็นคนขยัน เป็นคนเก่ง เป็นคนมากความสามารถ ฟังบ่อย ๆ เข้าจนรู้สึกเคยชิน แต่สำหรับคำว่า ‘มีเสน่ห์’ ที่หลุดออกมาจากปากของผู้ช่วยหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ ทำให้มนต์พระจันทร์รู้สึกประหม่าแปลก ๆ
“ทำไม หรือว่าหลงเสน่ห์พี่เข้าให้แล้วหรือยังไง ไหนบอกว่าพี่ไม่ใช่สเปค”
“ผมแค่บอกว่าพี่มีเสน่ห์ ไม่ได้บอกว่าหลงเสน่ห์พี่สักหน่อย ตกลงว่าเคลียร์เอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแล้วใช่หรือเปล่าครับ” ผู้ช่วยหนุ่มขยับลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองดูโต๊ะทำงานอันว่างเปล่าเรียบสะอาดของเจ้านาย
“อือ นายเองก็กลับบ้านได้แล้ว สามทุ่มกว่าแล้ว”
“นี่พี่เพราครับ ผมน่ะอายุยี่สิบกว่าแล้วนะไม่ใช่เด็ก พี่เองก็เหมือนกัน จริงสิแล้วพี่กลับบ้านยังไง”
“ทำไม นายห่วงพี่เหรอ”
“ก็ต้องห่วงสิ พี่เป็นผู้หญิงนะ ถึงจะแก่แล้ว แต่ว่าผู้หญิงกลับบ้านคนเดียวค่ำมืด...”
“นายซิว! นี่นายว่าพี่แก่เหรอ” มนต์พระจันทร์คว้าไม้บรรทัดในลิ้นชักออกมาเงื้อขึ้น ทำท่าเหมือนจะฟาดใส่คนที่บังอาจมาว่าเธอแก่
“ก็แก่กว่าผมไหมล่ะ”
“อายุสามสิบสอง เขายังไม่เรียกว่าแก่ย่ะ เขาเรียกว่าเป็นสาวเต็มตัว” มนต์พระจันทร์ขว้างค้อนใส่อย่างหงุดหงิด
“อะ ๆ ไม่แก่ก็ได้ แต่ว่าพี่เป็นผู้หญิงค่ำมืดแบบนี้ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียวมันอันตราย เดี๋ยวผมไปส่ง”
คนที่อาสาจะไปส่งเดินออกมายืนมองรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมนต์พระจันทร์ใช้มันขี่ออกมาจากบ้าน ซึ่งอยู่ถัดไปด้านหลังไร่ จากนั้นเดินไปสตาร์ทรถกระบะแบบสี่ประตูของตัวเอง
“มาสิพี่ ขึ้นรถเดี๋ยวไปส่ง”
“พี่เอามอเตอร์ไซค์มา นายกลับไปเถอะ”
“วู้ว อย่าดื้อสิ ผมบอกว่าจะไปส่งก็ต้องไปส่ง มาขึ้นรถ”
เนื่องจากคำนวณแล้วว่าหากตนเองขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เข้าไปส่งมนต์พระจันทร์ แล้วตัวเองจะกลับออกมายังไง จึงคิดว่าเอารถกระบะตัวเองไปส่งน่าจะง่ายกว่า แถมไร่จันทรัชกว้างขวางใหญ่โตอย่างนี้ ให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปดูจะอันตรายเกินไป แม้ว่าเธอจะเป็นเจ้าของไร่ก็เถอะ
เรือนไทยประยุกต์หลังใหญ่เป็นเอกลักษณ์ยังคงเปิดไฟสว่าง ด้านข้างมีโรงจอดรถมีทั้งรถกระบะ รถเก๋ง รถเอทีวี รถมอเตอร์ไซค์อีกสองคันจอดเรียงกันอยู่ บอกให้รู้ว่านี่คือบ้านที่มีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันหลายคน แล้วยังได้ยินเสียงน้ำตกชัดเจน ซึ่งอยู่ด้านหน้าเรือน
“ขอบใจนะที่มาส่ง” มนต์พระจันทร์ก้าวขาลงมาจากรถ ไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณคนมีน้ำใจ
“ด้วยความยินดีครับ”
“อืม นายเองก็ขับรถกลับดี ๆ ละ”
“ครับผม”
มนต์พระจันทร์ยืนมองไฟท้ายสีแดงของรถกระบะคันใหญ่ ค่อยๆ ขับห่างออกไปจนกระทั่งมันลับสายตาไปแล้วนั่นแหละ เธอจึงเดินกลับเข้าเรือน ซึ่งขณะนี้มีเธออยู่เรือนเพียงคนเดียว พี่น้องต่างแยกย้ายไปมีครอบครัว บ้างก็สร้างบ้านอยู่ในอาณาเขตของไร่จันทรัช บ้างก็ต้องไปอยู่บ้านของคู่สมรส ส่วนพ่อกับแม่ก็ไปหาหลานบ้านนั้นทีบ้านนี้ที หรือไปรำลึกความหลังกันแบบสองต่อสอง
ปากหยักได้รูปห่อเข้าหากัน เป่าลมผิวปากออกมาเป็นทำนองอันผ่อนคลาย ร่างเปลือยครึ่งท่อนของคนที่สวมใส่เพียงกางเกงนอนเดินใช้ผ้าขนหนูเช็ดซับผมเปียก มาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง เป็นจังหวะเดียวกับหน้าจอโทรศัพท์มีแสงไฟสว่างวาบขึ้นมา
Boss Kapraw : ถึงบ้านหรือยัง // ข้อความถามไถ่จากบอสสาวคนสวยทำให้ผู้ช่วยยิ้มออกมาได้
ปลาซิว : ถึงแล้วครับ ที่ถามเนี่ยเป็นห่วงผมเหรอ
Boss Kapraw : ถามตามมารยาท แค่นี้แหละ
ปลาซิว : เดี๋ยวดิพี่เพรา
Boss Kapraw : ทำไม มีอะไร
ปลาซิว : พี่จะนอนหรือยัง
Boss Kapraw : กำลังจะนอน ทำไม?
ปลาซิว : โอเค ถ้าอย่างนั้น ฝันดีครับ // คนที่ยังติดพันกับการทำให้เส้นผมแห้งโยนโทรศัพท์กลับลงไปบนเตียง ลุกเดินไปหยิบไดร์มาเสียบปลั๊กเพื่อเป่าผมให้แห้ง
ไม่รู้เลยว่าอีกฟากหนึ่งของคนที่ได้รับคำอวยพรขอให้ฝันดี ได้แต่นอนจ้องหน้าโทรศัพท์ของตัวเองนิ่ง อ่านทวนข้อความนั้นซ้ำ ๆ
“ไอ้เด็กบ้านี่ เล่นเป็นหมาหยอกไก่ไปได้” มนต์พระจันทร์กดปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงไปนอน
เช้าวันต่อมา
“อรุณสวัสดิ์ครับ” มนต์พระจันทร์แทบเดินสะดุดขาตัวเองตกบันได เมื่อเดินออกมาเห็นคนที่มาส่งตนเมื่อคืนยืนยิ้มอยู่หน้าบ้าน ข้างรถกระบะสี่ประตูคันเดิม
“นายปลาซิว นายมาได้ยังไงเนี่ย”
“มารับพี่ไง”
“รับพี่?”
“ครับ ก็เมื่อวานมาส่ง รถพี่จอดอยู่ออฟฟิศใช่ไหมล่ะ ถ้าผมไม่มารับแล้วพี่จะไปทำงานยังไง มาขึ้นรถครับ” มือดึงที่จับเปิดประตูพร้อมกับทำท่าผายมือเชื้อเชิญเจ้านายให้ขึ้นไปนั่งยังเบาะด้านข้าง
“อืม ขอบใจ”
วันนี้คุณพ่อลูกสองพร้อมภรรยาเสร็จธุระจากโรงงานเร็ว จึงตั้งใจไปรับลูกชายฝาแฝดที่โรงเรียน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กำลังประสบพบเจออยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งมนต์พระจันทร์และศิวพลถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อปลาเก๋าลูกชายคนโตกำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าและพยายามกลั้นสะอื้นอย่างหนัก ด้านข้างนั้นมีเต๋าเต้ยที่ใส่ชุดนักเรียนนั่งโอบแขนสั้น ๆ เหมือนกำลังพยายามปลอบพี่ชายฝาแฝด แววตาเจ็บปวดรวดร้าวเหม่อมองมายังพ่อปลาซิวและแม่กะเพรา ซึ่งกำลังเดินตรงเข้าไปรับลูกทั้งสอง“ปลาเก๋าเป็นอะไรครับ ใครทำอะไรลูก” มนต์พระจันทร์ใจหายเพราะไม่บ่อยที่เธอจะเห็นลูกชายร้องไห้เสียน้ำตา“หม่าม้า” ลูกชายวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามาซุกหน้าอยู่กับภายในอ้อมกอดอันปลอดภัย พร้อมกับเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยไม่ยอมให้ใครอื่นเห็นน้ำตา“คุณครูครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย ทำไมลูกชายผมถึงเป็นอย่างนี้”ศิวพลแสดงท่าทีเหมือนไม่พอใจ ที่เห็นลูกชายสุดที่รักร้องไห้ เพราะปกติปลาเก๋าไม่เคยร้องไห้งอแง โดยไม่มีเหตุผลพอดีกับคุณครูคนสวยประจำชั้นของปลาเก๋าและเต๋าเต้ยเดินยิ้มเขิน ๆ มาทางคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนในชั้น ศิวพลและมนต์พระจันทร์จึงได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกช
“โลงเย็งของเยาน่าอยู่ คุงคูใจเย็งทุกคง เด็ก ๆ ต้องยีบซุกซง เยาทุกคงชอบไปโลงเย็ง ชอบไป ชอบไป โลงเย็ง”ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งหมด ศิราเพิ่งรู้สึกขนลุก กับซิงเกิ้ลใหม่ของหลานชายตัวจ้อยวันนี้เอง ที่ผ่านมาเคยช่วยบรรดาลูก ๆ เลี้ยงหลานหลายคนจำได้ว่า ไอ้เพลงปลุกใจอยากให้เด็ก ๆ ลุกไปโรงเรียนมันไม่ได้ร้องแบบนี้นี่นา“คุงตากิงอังนี้ไหมฮับ” สองหลานช่วยกันเดินถือสายยางไปรดน้ำในแปลงผักซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลงมาช่วยกันหยอดเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เวลานี้ผักใบเขียว ๆ เริ่มงอกออกมาเป็นหน่อเป็นต้นให้เห็นชัดเจนแล้ว บางส่วนสามารถให้หลาน ๆ ช่วยกันเก็บไปให้ภรรยาทำกับข้าวได้แล้วด้วย“ได้สิ วันนี้คุณยายทำต้มจืดของโปรด เต๋าเต้ยเก็บไปให้คุณยายใส่ต้ม ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”“เต๋าเต้ยใฉ่แคยอทด้วยฉิ แคยอทฉีฉ้มอาหย่อยนะ”ปลาเก๋าเดินถือแครอทหัวหนึ่งที่เพิ่งให้พี่เลี้ยงช่วยดึงออกมาจากแปลงผัก ถือมาใส่ลงไปในตะกร้าน้องชายฝาแฝด ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผักทั้งใบเขียว ใบม่วง และผลสีเขียว สีแดงดูสดใส ต่างจากในตะกร้าของปลาเก๋าน้อย มีเพียงไข่ไก่ฟองโต ที่ไปเก็บมาจากโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ วางอยู่ในกระบะโฟมสี่ฟองเท่านั้น“อังนี้แตงกวาของปลาเ
“แมงมุมลายตัวนั้น เก๋าเห็งมังซมซานเหลือทง วังหนึ่งตากฝง ไหลยงตกจากหลังคา พระอาทิตย์ฉ่องแฉง น้ำแห้งหดไปยับตา เก๋ายีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาเหมืองแมว แม๊ว แม๊ว”นักร้องเสียงเพี้ยนร้องเพลงเด็กพร้อมกับเต้นทำท่าทางประกอบ ด้วยการไต่ขึ้นไปยืนบนขอบเบาะโซฟานวม จบท่อนสุดท้ายเพลงด้วยการหันมาทำท่าทางน่ารัก จนผู้ใหญ่ที่นั่งฟังส่งเสียงปรบมือวันนี้ภายในบ้านหลังใหญ่คึกคักเพราะสิระและปรารถนา ปู่กับย่าแวะมาเยี่ยมหลาน ๆ เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ที่ตามปกติทั้งสองครอบครัวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากันเป็นปกติอยู่แล้ว“ขึ้นต้นด้วยแมงมุม แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นแมวซะได้” ศิราหัวเราะให้หลานตัวจ้อยผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นที่สุด“ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ นี่เพรากับซิวกำลังคิดว่าถ้าหากปลาเก๋าของพวกเราเขาชอบร้อง ชอบเต้นมากจริง ๆ จะส่งไปเดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีสักหน่อย เผื่อจะได้โกอินเตอร์ตามอาฉลาม” มนต์พระจันทร์ตวัดขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางมองลูกชายทั้งสองคนหยอกล้อเล่นด้วยกัน“จะเป็นนักร้องก่อนอื่นต้องร้องเพลงให้มันถูกเนื้อสักเพลงก่อน ปะป๊าเห็นตั้งแต่ร้องมายังไม่มีเพลงไหนร้องจบเพลงโดยไม่ไปแปลงเนื้อร้องเขาสักที
“เก๋าเอาแคยอทมาฝาก อยากให้เธอได้กิง ผักมีเบตาดีง ม่ายต้องกิงของแพง”เด็กอ้วนส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงแจ๋ว ๆ ไม่ต้องถามถึงเนื้อร้องกับทำนอง เพราะหากต้นฉบับมาได้ยินคงร้องไห้แน่ลูกปลาแสบเดินแกว่งตะกร้าผักที่เก็บมาได้หมาด ๆ เข้าไปวางในครัว เพื่อรอให้คุณยายจอมนรีและแม่บ้าน แม่ครัวทำเป็นมื้อค่ำ จากนั้นสองพี่น้องแฝดพุงพลุ้ยไปล้างมือให้สะอาด เพื่อมานั่งรอทานผักที่ตัวเองเก็บมา“เย่ ข้าวเหนียวมาแย้ว” เสียงตบมือแปะ ๆ ดีใจ เมื่อเห็นกระติบข้าวเหนียวจิ๋วประจำตัวถูกแม่บ้านนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร“เต๋าเต้ยจะกินข้าวสวย หรือข้าวเหนียวครับ” มนต์พระจันทร์หันไปถามแฝดน้องซึ่งมีความชอบแตกต่างจากแฝดพี่ชัดเจน“อืมมมม” แทนที่ลูกชายคนเล็กจะตอบในทันที หากแต่กลับยืดตัวชะเง้อคอมองไปยังสำรับกับข้าว เหมือนต้องการอยากรู้ว่าวันนี้คุณยายทำของอร่อยอะไรกระทั่งเห็นไข่เจียว ต้มจืดฟักน้ำใสของโปรด แก้มกลมเป็นก้อนยุ้ยยกสูงขึ้นไปในทันที เพราะคำตอบคงมีเพียงหนึ่งเดียว“ข้าวฉวยฮับ”เมื่อหลานน้อยตอบรับ ข้าวสวยอุ่น ๆ จึงถูกตักลงไปในจานลวดลายการ์ตูน เหมือนกับช้อนและส้อม โดยมีคุณแม่อย่างมนต์พระจันทร์ตักกับข้าวของโปรดของลูก ใช้ช้อนจั
“อ้ายคงจง จำต้องทงปั่นยดจีบ จะไปถีบอิน้องคงงาม...”จักรยานสามล้อสองคันปั่นไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงองุ่นกำลังให้ผลผลิตสะพรั่ง มองเห็นองุ่นพวงโตย้อยระย้าลงมา มองแล้วน่าชื่นใจลูกชายฝาแฝดจอมซนของมนต์พระจันทร์และพ่อปลาซิว ปั่นรถสามล้อลิ่วๆ ไปตามถนนโดยด้านหลังนั้นมีพ่อแม่ พี่เลี้ยง รวมไปถึงคุณตาคุณยาย ขี่รถกอล์ฟตามมาห่างๆ“เอ้อ ได้ยินอย่างนี้ละห่วงหลานสะใภ้ในอนาคตเหลือเกิน” ศิราหัวเราะหึ ๆ ออกมาเมื่อได้ฟังบทเพลงแปร่งหูจากหลานรักจักรยานสามล้อสีฟ้า มีนักร้องเสียงเพี้ยนวัยสามขวบเศษปั่นมาจอดอยู่ตรงบริเวณที่ดินแปลงใหม่ซึ่งมนต์พระจันทร์ให้คนงานมาช่วยกันปรับที่ พลิกกลับหน้าดินเตรียมเอาไว้สำหรับการปลูกพืชชนิดใหม่“จอดก่อน ปะป๊าจอด ๆ ตรงนี้” แขนสั้นป้อมยื่นออกมา ทำท่าโบกให้รถกอล์ฟที่ขับตามมาด้านหลังชะลอความเร็ว“ทำไมครับ ปลาเก๋าปั่นจักรยานเหนื่อยแล้วเหรอ” พ่อปลาซิวแตะเบรกรถกอล์ฟ ยื่นหน้าลงไปสอบถามกับลูกชายคนโต“เก๋าเก๋าจะยงไปดูตรงนี้” มือหนึ่งยกขึ้นมาเท้าสะเอว ส่วนอีกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปยังพื้นที่ดินว่างเปล่าเบื้องล่าง ระดับต่ำกว่าถนนลาดยางนี้ประมาณหนึ่งฟุต เป็นเหตุให้รถกอล์ฟสองคันซึ่งบรรทุก
เวลาแต่ละคืนวันผ่านไป ไวเหมือนมีปีกบิน ไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งศิวพลและมนต์พระจันทร์ก็เวียนมาจนครบสี่ปี เวลานี้เจ้าลูกปลาน้อยทั้งสองอายุครบสามขวบพอดิบพอดี“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำไม่นอน คุงตาก็ต้องไม่นอน เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา” เสียงเล็ก ๆ ร้องเป็นทำนองเพลงเด็ก ดังมาจากสวนหลังบ้านมนต์พระจันทร์และศิวพลกลับจากทำงานนอกบ้าน เดินเลาะมาตามเสียงร้องเพลงอันสดใส หันมาอมยิ้มให้กัน เพราะจำได้ว่าเสียงร้องก๊าบ ๆ นั้นเป็นของลูกชายฝาแฝด“คุงตาฮับ เมื่อไยผักมันจะโตฉักที” ลูกชายแฝดคนโตโก้งโค้งกระดกก้นอวบลงไปมองดูกระถาง สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังด้านข้างนั้นมีพี่เลี้ยงคอยยืนดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ อาจหยิบจับของสกปรกเข้าปาก หรือดูเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ“เพิ่งจะจิ้มเมล็ดพันธุ์ลงไป ยังไม่ทันรดน้ำ จะให้มันโตแล้วรึ รอก่อนสิครับ” คุณตาศิรานั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ไม้ นั่งมองหลานชายสองคนสวมบทบาท เล่นเป็นคนปลูกผักเหมือนพ่อกับแม่“ต้องอีกกี่วัน ถึงจะเก็บผักไปให้คุงยายได้ฮับ”“อีกสิบห้าวันครับ” ศิรายกมือขึ้นมาชูแสดงจำนวน“ฉิบห้าวันแค่นี้หยอฮับ” นิ้วเล็ก ๆ เปื้อนเศษดินสีดำ ถูกยกขึ้นมาเลียนแบบ“ใช่







![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)