LOGIN"ไปซื้อของกันเถอะ"
จื้ออิงบอกน้องชาย เธอตั้งใจแล้วว่าจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ และอีกส่วนหนึ่งมาลงทุนซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำครัวที่จำเป็น "พี่จื้ออิง... เงินเราจะพอเหรอฮะ" จื้อหงกระซิบถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นพี่สาวจ่ายเงินก้อนใหญ่ไป ทั้งซื้อข้าว ซื้อผัก ซื้อหมู ซื้อไข่ แล้วอุปกรณ์ในการทำก็มีหลายสิ่งมากมาย สำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยจับเงินก้อนใหญ่ พอเห็นเงินออกจากกระเป๋าพี่สาวไปย่อมมีความไม่สบายใจเป็นธรรมดา "พอสิ จื้อหง" จื้ออิงยิ้มก่อนจะอธิบายอย่างเอ็นดูว่า "วันนี้เราลงทุน แต่พรุ่งนี้เราจะเก็บเกี่ยวกัน" เด็กชายฟัง แต่ไม่เข้าใจ สีหน้าที่ดูงุนงงเรียกรอยยิ้มจากพี่สาวที่ถึงจะหิ้วของเต็มสองแต่ก็ไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยใดๆ เธอคาดหวังกับผลลัพธ์ที่จะได้ อนาคตของเธอฝากไว้กับที่นี่ คืนนั้น... จื้ออิงแบ่งข้าวสารที่ซื้อมาทดลองทำ 'ข้าวปั้นห่อไข่' เธอหุงข้าว เจียวไข่ และลองผัดไส้ผักดองที่รสชาติจัดจ้าน เธอทำแล้วชิม ทำแล้วชิมอยู่หลายครั้ง เมื่อได้รสชาติที่ถูกปากเธอจึงเริ่มขั้นตอนห่อ "จื้อหง ลองชิมดูสิ" เธอยื่นข้าวปั้นให้ จื้อหงกัดคำใหญ่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อได้ลิ้มรสชาติ "อร่อยฮะพี่สาว!" เมื่อได้ยินคำชมก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ จื้ออิงหยิบข้าวปั้นใส่ปากพร้อมกับอวยตัวเองอยู่ในใจ รสชาติอร่อยถูกปาก กินไม่กี่คำก็อิ่มท้องอยู่ได้สบาย ข้อดีคือไม่ต้องพกตะเกียบหรือช้อนให้วุ่นวาย จะนั่งกินเดินกินก็ยังได้ พรุ่งนี้.... 'ข้าวปั้นห่อไข่' ของฉันจะต้องขายดีแน่ๆ #เช้าวันถัดมา จื้ออิงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่หุงเสร็จแล้ว ไข่เจียวที่หั่นเอาไว้และสิ่งที่จะทำให้ข้าวปั้นของเธออร่อยไม่เหมือนใครก็คือ 'ไส้ผักดอง' ที่มีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ "จื้อหงช่วยถือฮะ" เด็กชายตื่นเต้นและกระตือรือล้นมาก ถึงจะตัวเล็กแต่ก็ช่วยหยิบจับทุกอย่าง ทั้งหมดถูกจัดใส่ในตะกร้าไม้สานที่ห่อด้วยผ้าหนาอีกชั้นเพื่อรักษาความร้อนเอาไว้ จื้ออิงอุ้มจื้อหงเดินออกจากห้องพักไปยังจุดที่เธอเล็งไว้นั่นก็คือทางเข้าตลาด ซึ่งเป็นจุดที่คนต้องเดินผ่านตั้งแต่เช้ามืด "หนักไหม" จื้ออิงถามน้องชายที่ช่วยเธอถือของไม่งอแง "ไม่เลยฮะ" จื้อหงตัวน้อยคิดเสมอว่าจะต้องช่วยแบ่งเบางานของพี่สาวให้มาก ต่อให้ตะกร้าที่ช่วยถือจะมีน้ำหนักมาก แต่เขาก็ยิ้มสู้ ในที่สุด... พวกเขาก็มาถึงบริเวณหน้าทางเข้าตลาดที่หากเลี้ยวซ้ายไปอีกหน่อยก็จะเป็นโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ที่มีคนงานสลับเข้ากะกันไป เวลาตีห้ากว่าๆ ท้องฟ้ายังมืดสลัว แต่ก็เริ่มเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ เธอเห็นคนงานและผู้คนเดินสวนกันไป "ตรงนี้เหรอฮะ" จื้อหงตัวน้อยถามเสียงใส "ใช่จ๊ะ" จื้ออิงเลือกมุมเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รบกวนทางเดินของคนอื่น เธอวางตะกร้าไม้ลง กางผ้าผืนเก่าที่ใช้แทนโต๊ะและจัดเรียงข้าวปั้นห่อไข่ที่บรรจุอยู่ในห่อกระดาษไขเล็กๆ อย่างเป็นระเบียบให้ดูดี น่ากิน และสวยงาม ส่วนจื้อหงก็ช่วยทำหน้าที่ถือตะเกียงส่องสว่างให้ แผงขายข้าวปั้นของจื้ออิงดูเรียบง่าย ไม่โดดเด่นอะไร แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านมาผ่านไปก็คือ 'กลิ่นหอม' ของข้าวสวยร้อนๆ และไข่ที่ลอยคละคลุ้งไปในอากาศ 'กินอะไรดีนะ' 'โจ๊กดีไหม ง่ายดี' 'ซาลาเปาดีกว่า ไม่ต้องรอ' ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างรีบเร่ง บางคนเหลือบมองข้าวปั้นห่อไข่ที่แผงของจื้ออิงเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงมุ่งตรงไปซื้อโจ๊กหรือซาลาเปาร้อนๆ จากร้านค้าประจำ "ไม่มีคนมาซื้อเลยฮะ" ตอนแรกจื้อหงตัวน้อยก็มองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างมีความหวัง แต่คนแล้วคนเล่าที่เดินผ่านก็ไม่มีใครเอ่ยปากถามอยากซื้อ "มันอร่อยมากเลยนะฮะ" เด็กชายตัวน้อยมองข้าวปั้นห่อไข่พร้อมกับแววตาที่ไม่เข้าใจ ทำไมมันถึงขายไม่ได้เลย "ใจเย็นๆ นะ" หญิงสาวบอกน้องชาย ครึ่งชั่วโมงที่คนเดินผ่านหน้าแผงของเธอไป เธอมักจะได้ยินคำว่า 'นั่นอะไรน่ะ' 'จะอร่อยรึเปล่าก็ไม่รู้' 'ฉันไม่กล้าลองหรอก' จื้ออิงในตอนนี้รู้แล้วว่าเธอไม่ควรยืนเฉยๆ รอให้คนมาซื้ออีกต่อไป เธอหันไปยิ้มให้น้องชายและพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ท้อว่า "จื้อหง เราลองเรียกคนให้มาซื้อดีไหม" "ฮะ!" จื้อหงตอบเสียงดัง ดวงตากลมโตจ้องมองพี่สาวที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เสียงใสๆ หวานๆ เชิญชวนคนที่เดินผ่านให้ลองชิม "ข้าวปั้นห่อไข่ร้อนๆ ทางนี้ค่ะ" "ข้าวปั้นร้อนๆ อร่อยๆ กินแล้วอิ่มท้องค่ะ" เมื่อเห็นผู้คนเริ่มมองด้วยความสนใจ เธอก็พูดดึงจุดเด่นของสินค้าออกมาทันที "กินง่าย ไม่ต้องใช้ตะเกียบ ไม่ต้องใช้ช้อน สำหรับคนที่เร่งรีบสามารถเดินกินได้เลยนะคะ" จื้ออิงไม่เพียงพูดแต่หยิบข้าวปั้นมาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ถึงข้าวปั้นของเธอจะอร่อย แต่เมื่อต้องแสดงก็ต้องมีโอเว่อร์แอคติ้งกันบ้าง "อื้มมม ไส้ก็หอม รสชาติก็จัดจ้าน" เมื่อจื้อหงมองพี่สาวทำ เขาก็ทำตาม ท่าทางของเด็กชายที่หยิบข้าวปั้นมากินดูอร่อยมาก และเขาก็พูดด้วยท่าทีใสซื่อตามประสาว่า "อร่อยนะฮะ! พี่สาวผมทำอร่อยที่สุดเลย" น้ำเสียงที่จริงใจของสองพี่น้องเริ่มดึงดูดความสนใจมากกว่าร้านค้าอื่น ๆ ที่เงียบเชียบ "นี่มันคืออะไรกันหนู ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย" ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคนงานสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาถาม ดวงตาก็มองสินค้าที่วางขายด้วยความสงสัย ถึงหน้าตาของมันดูแปลกแต่กลิ่นก็หอมชวนให้กลืนน้ำลาย จื้ออิงยิ้มบางๆ ก่อนจะอธิบายอาหารของตัวเอง "นี่คือข้าวปั้นห่อไข่ค่ะคุณลุง เป็นข้าวสวยปรุงรสอย่างดี ใส่ไส้ผักดองผัดพริกหอมๆ แล้วห่อด้วยไข่เจียวอีกชั้นค่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับหยิบข้าวปั้นหนึ่งห่อที่ยังอุ่นๆ ยื่นให้ลุงตรงหน้าดู "มันกินสะดวกมากค่ะ คุณลุงสามารถเดินไปกินไปได้เลย" "เท่าไหร่ล่ะ?" ชายคนนั้นถาม "ชิ้นละสามเฟินเท่านั้นค่ะ คุ้มค่าและอิ่มท้องแน่นอน คุณลุงลองสักชิ้นไหมคะ" ชายคนงานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความแปลกใหม่และคำเชิญชวนนั้นก็ทำให้เขาตัดสินใจซื้อ "เอามาหนึ่งชิ้นก็แล้วกัน ลองดูซิว่ากินแล้วจะอิ่มท้องจริงไหม" ลุงวัยกลางคนยื่นเงินให้ ข้าวปั้นก้อนนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่หรือเล็กเกินไป ขนาดของมันกำลังพอดีมือ และพอชายคนนั้นกัดคำแรกดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รสชาติเค็มและเผ็ดนิดๆ ของไส้ผักดองผัดพริก เข้ากันได้อย่างลงตัวกับข้าวอุ่นๆ และไข่เจียวมาก มันเป็นรสชาติที่ถูกปากกินได้ไม่มีเบื่อ "เฮ้ย! อร่อยนี่หว่า!" ชายคนนั้นพึมพำ คนงานที่เดินตามหลังก็เริ่มสนใจ อร่อยที่ว่า มันอร่อยขนาดไหน จนต้องเอ่ยถามด้วยสีหน้าและแววตาที่อยากรู้ "จริงเหรอวะ!" "จริง! รสชาติดีกว่าซาลาเปาไส้จืด ๆ เยอะเลย" เพียงไม่กี่วินาที คนงานที่ได้ยินว่า 'อร่อย' จากการพูดต่อๆ กัน ก็เริ่มเข้ามาต่อแถวที่แผงขายของเล็กๆ ของจื้ออิง "ฉันเอาสองชิ้น" "ฉันด้วย! เอาไส้เดียวกับเขานั่นแหละ" ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง คิวยาวก็เริ่มก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าแผงขายข้าวปั้นห่อไข่ของสองพี่น้อง ทุกคนที่ต่อแถวต่างอยากลิ้มลองรสชาติใหม่ที่น่าตื่นเต้น "คนมาซื้อเยอะเลยฮะ" จื้อหงตัวน้อยพูดด้วยท่าทาีดีใจ มือน้อยๆ รับเงินแล้วเฝ้ากล่องไม่ให้ใครมาแตะต้องได้ เขามองคนงานที่มายืนต่อแถวแล้วก็ชื่นใจ แม้เขาจะยังตัวเล็ก แต่เขาก็คอยช่วยพี่สาวหยิบจับทุกอย่างด้วยความตั้งใจ มือน้อยๆ รับเงินมาเก็บไว้ ก่อนจะพูดกับพี่สาวด้วยแววตาเป็นประกายว่า "พี่สาวเก่งที่สุดเลย" จื้ออิงหันมายิ้มให้น้องชาย ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ในโลกเดิมเธอต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและช่วยจ่ายหนี้ให้พี่ชายที่ไม่มีแม้แต่คำว่า 'ขอบใจ' ต่างจากชีวิตในโลกนี้ที่ถึงจะเหนื่อยแต่มีคำพูดให้กำลังใจ ถึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงน้องชาย แต่เธอกลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจและมีพลังที่จะก้าวเดิน "ข้าวปั้นหมดเกลี้ยงแล้ว" เด็กน้อยพูดอย่างตื่นเต้น "อื้อ! หมดเกลี้ยงจริงๆ ด้วย" ถึงจะเหนื่อย แต่มันก็เป็นความเหนื่อยที่มาพร้อมกับความสุขใจ ข้าวปั้นขายดีและได้รับคำชมมากมาย ความสำเร็จเล็กๆ ในวันนี้ยิ่งทำให้จื้ออิงมุ่งมั่นตั้งใจ อนาคตที่ดีสร้างได้ และฉัน.... จะต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้!เช้าวันถัดมา...จื้ออิงยืนมองตะกร้าไม้ที่ว่างเปล่าด้วยความดีใจ รสชาติที่อร่อยถูกปากทำให้วันถัดมามีคนมารอซื้อตั้งแต่เธอยังไม่ทันตั้งแผงขาย ถึงมันจะเป็นเช้าที่วุ่นวาย แต่เมื่อเห็นว่าข้าวปั้นที่เธอตั้งใจทำเพิ่มมาขายจนหมดเกลี้ยงก็หายเหนื่อยจริงๆ"วันนี้ข้าวปั้นขายหมดเร็วมากเลยฮะ"จื้อหงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ข้าวปั้นของพี่สาวใครได้ลองกินก็ต้องติดใจ โดยเฉพาะไส้ผักดองที่อยู่ข้างในทั้งหอมทั้งอร่อยสุดๆ ไปเลย"ต้องเป็นเพราะจื้อหงขายเก่งแน่ๆ "จื้ออิงยิ้มให้น้องชายที่ช่วยหยิบจับของให้ ถึงตัวเล็กแต่ก็ขยันกว่าใคร ถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้าก็ไม่มีงอแง"ไม่ใช่เป็นเพราะจื้อหง แต่เป็นเพราะข้าวปั้นห่อไข่ของพี่สาวอร่อยที่สุดในโลกต่างหากฮะ"เด็กน้อยพูดด้วยแววตาซื่อใส ตัวเล็กแค่นี้แต่กลับรู้จักพูดจาให้กำลังใจ แล้วจะไม่ให้เธอรักและเอ็นดูน้องชายได้อย่างไร ในเมื่อเขาทำตัวได้น่ารักเหลือเกิน"เป็นเพราะเราช่วยกันต่างหาก"สัปดาห์แรกของการขายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘ข้าวปั้นห่อไข่’ ของจื้ออิงกลายเป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนงาน สองพี่น้องช่วยกันขายมือเป็นระวิง'ทั้งถูกและอร่อยจริงๆ''ฉันเพิ่งเคยกิน
"ไปซื้อของกันเถอะ"จื้ออิงบอกน้องชาย เธอตั้งใจแล้วว่าจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ และอีกส่วนหนึ่งมาลงทุนซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำครัวที่จำเป็น"พี่จื้ออิง... เงินเราจะพอเหรอฮะ"จื้อหงกระซิบถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นพี่สาวจ่ายเงินก้อนใหญ่ไป ทั้งซื้อข้าว ซื้อผัก ซื้อหมู ซื้อไข่ แล้วอุปกรณ์ในการทำก็มีหลายสิ่งมากมาย สำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยจับเงินก้อนใหญ่ พอเห็นเงินออกจากกระเป๋าพี่สาวไปย่อมมีความไม่สบายใจเป็นธรรมดา"พอสิ จื้อหง"จื้ออิงยิ้มก่อนจะอธิบายอย่างเอ็นดูว่า"วันนี้เราลงทุน แต่พรุ่งนี้เราจะเก็บเกี่ยวกัน"เด็กชายฟัง แต่ไม่เข้าใจ สีหน้าที่ดูงุนงงเรียกรอยยิ้มจากพี่สาวที่ถึงจะหิ้วของเต็มสองแต่ก็ไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยใดๆ เธอคาดหวังกับผลลัพธ์ที่จะได้ อนาคตของเธอฝากไว้กับที่นี่คืนนั้น...จื้ออิงแบ่งข้าวสารที่ซื้อมาทดลองทำ 'ข้าวปั้นห่อไข่' เธอหุงข้าว เจียวไข่ และลองผัดไส้ผักดองที่รสชาติจัดจ้าน เธอทำแล้วชิม ทำแล้วชิมอยู่หลายครั้ง เมื่อได้รสชาติที่ถูกปากเธอจึงเริ่มขั้นตอนห่อ"จื้อหง ลองชิมดูสิ"เธอยื่นข้าวปั้นให้ จื้อหงกัดคำใหญ่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อได้ลิ้มรสชาติ"อร่อยฮะพี่สาว!"
เช้าวันใหม่ในเมืองเสิ่นซื่อช่างคึกคัก จื้ออิงเปิดหน้าต่างห้องออกมา เธอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาและรถราที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในชนบทที่ห่างไกล เธอตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซี่รี่ย์ย้อนยุคที่เธอเคยดู"วันนี้เราจะไปตลาดกันนะ จื้อหง"จื้ออิงบอกน้องชายที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ร่างกายที่ผอมกว่าเด็กในวัยเดียวกันนี้สักวันเธอจะต้องขุนให้อ้วนพีีให้ได้เลย"เราจะไปทำอะไรกันฮะ?"จื้อหงถามพี่สาวด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มให้ ก่อนจะตอบให้้เด็กชายคลายความสงสัยว่า"ไปหาโอกาสที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นไง"ถึงจื้อหงจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้พี่สาวที่ใจดี ในชีวิตของเขามีแค่พี่สาวที่หวังดี ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งให้ทำอะไร เขาไม่เคยงอแง"ถ้าพี่สาวหาเงินได้เยอะๆ พี่สาวจะรีบซื้อชุดใหม่ให้จื้อหงนะ"จื้ออิงบอกน้องชายขณะช่วยสวมเสื้อให้ ดูจากร่องรอยของการปะชุนก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตมาอย่างไร ต่อให้เสื้อเก่า กางเกงขาด ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยสนใจ เธออยากซื้อชุดใหม่ให้ แต่ชายน้อยกลับส่ายหน้าและบอกว่า"ผมยังไม่อยากได้ฮะ""ทำไมล่ะ""เสื้อผ้าพวกนี้ผมยังใ
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ"จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง"พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ"จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้"ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง"จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า"คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ"เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน นางหลี่ซื่อภรรยาของลุงจื้ออิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เธอต้องรีบไปตรวจงานบ้านที่โยนให้จื้ออิงทำเมื่อวานก่อนจะเริ่มวันใหม่ที่แสนน่าเบื่อ"จื้ออิง!""ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว"หลี่ซื่อตะโกนเสียงดังจากห้องครัว แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบผิดปกติ"ยัยเด็กนี่! แอบอู้อีกแล้วสินะ"หลี่ซื่อเดินกระทืบเท้าตึงตังไปที่ห้องพักของสองพี่น้องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนอนเล็กๆ นั้นว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และไม่มีวี่แววของจื้ออิงและจื้อหง เลย"หนีงานไปเที่ยวเล่นรึไงนะ!"เธอพึมพำด้วยความโมโห"ถ้ากลับมาเมื่อไหร่นะจะตีให้ขาหักเลย"นางหลี่ซื่อพูดไปก็ฟึดฟัดไป จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ หลี่ซื่อขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือของจื้ออิงทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ
จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด'ไม่ได้!!!''แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัว







