تسجيل الدخولเช้าวันถัดมา...
จื้ออิงยืนมองตะกร้าไม้ที่ว่างเปล่าด้วยความดีใจ รสชาติที่อร่อยถูกปากทำให้วันถัดมามีคนมารอซื้อตั้งแต่เธอยังไม่ทันตั้งแผงขาย ถึงมันจะเป็นเช้าที่วุ่นวาย แต่เมื่อเห็นว่าข้าวปั้นที่เธอตั้งใจทำเพิ่มมาขายจนหมดเกลี้ยงก็หายเหนื่อยจริงๆ "วันนี้ข้าวปั้นขายหมดเร็วมากเลยฮะ" จื้อหงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ข้าวปั้นของพี่สาวใครได้ลองกินก็ต้องติดใจ โดยเฉพาะไส้ผักดองที่อยู่ข้างในทั้งหอมทั้งอร่อยสุดๆ ไปเลย "ต้องเป็นเพราะจื้อหงขายเก่งแน่ๆ " จื้ออิงยิ้มให้น้องชายที่ช่วยหยิบจับของให้ ถึงตัวเล็กแต่ก็ขยันกว่าใคร ถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้าก็ไม่มีงอแง "ไม่ใช่เป็นเพราะจื้อหง แต่เป็นเพราะข้าวปั้นห่อไข่ของพี่สาวอร่อยที่สุดในโลกต่างหากฮะ" เด็กน้อยพูดด้วยแววตาซื่อใส ตัวเล็กแค่นี้แต่กลับรู้จักพูดจาให้กำลังใจ แล้วจะไม่ให้เธอรักและเอ็นดูน้องชายได้อย่างไร ในเมื่อเขาทำตัวได้น่ารักเหลือเกิน "เป็นเพราะเราช่วยกันต่างหาก" สัปดาห์แรกของการขายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘ข้าวปั้นห่อไข่’ ของจื้ออิงกลายเป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนงาน สองพี่น้องช่วยกันขายมือเป็นระวิง 'ทั้งถูกและอร่อยจริงๆ' 'ฉันเพิ่งเคยกินครั้งแรกเลย' 'พรุ่งนี้ทำมาเพิ่มเยอะๆ หน่อยนะหนู' ด้วยรสชาติที่ถูกปากและหน้าตาของอาหารที่แปลกใหม่ทำให้ข้าวปั้นของจื้ออิงได้รับความสนใจ จากแผงที่ไม่โดดเด่นมีเพียงผ้าปูกับพื้นวางขายตอนนี้เริ่มขยับขยายเปลี่ยนมาซื้อโต๊ะวางง่ายๆ พร้อมข้าวปั้นที่วางเยอะขึ้น ในเช้าวันที่แปด... จื้ออิงตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อมาตั้งแผงให้เร็วขึ้น แต่เมื่อไปถึงจุดที่เคยขายอยู่ทุกวัน เธอก็เห็นว่ามีแผงขายข้าวปั้นห่อไข่คล้ายๆ ของเธอผุดขึ้นมาในบริเวณใกล้เคียง "ข้าวปั้นห่อไข่ร้อนๆ ราคาถูกมากจ้า" เสียงเรียกที่ดังไม่ได้มาจากร้านเธอ แต่เป็นร้านที่เปิดขายอยู่ฝั่งตรงข้าม ข้าวปั้นห่อไข่ที่มีหน้าตาเหมือนกัน จะต่างก็แค่กลิ่นไม่หอมเท่าของเธอ "พี่สาว นั่น…" จื้อหงกระซิบเสียงแผ่ว ดวงตาซื่อใสของเด็กน้อยฉายแววกังวลเมื่อชี้ไปยังสิ่งที่เห็นตรงหน้า "ป้าคนนั้นขายข้าวปั้นเหมือนเราเลย" "อื้อ พี่เห็นแล้ว" จื้ออิงตอบก่อนจะวางตะกร้าที่เตรียมมาลง เธอรู้ดีว่านี่คือผลที่จะต้องตามมาเมื่อมีคนเห็นว่าข้าวปั้นของเธอขายดี "ทำไงดีฮะ" จื้อหงตัวน้อยถามเสียงร้อนใจ จื้ออิงเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เด็กน้อยเข้าใจถึงการแข่งขันในแวดวงการตลาดดี "ไม่เป็นไร เรารีบตั้งแผงขายกันเถอะ" จื้ออิงลูบหัวน้องชาย คนที่จงใจทำข้าวปั้นมาขายเหมือนกัน เมื่อเห็นจื้ออิงเริ่มตั้งแผงขายก็ทำลอยหน้าลอยตา มุมปากเหยียดยิ้มพร้อมกับมองสองพี่น้องที่ช่วยกันจัดเรียงข้าวปั้นด้วยหางตา ก่อนจะตะโกนบอกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาว่า "ข้าวปั้นห่อไข่ร้อนๆ ชิ้นละสองเฟินเท่านั้นจ้ะ ทั้งถูก ทั้งอร่อย ทั้งอิ่มท้องเลยนะจ๊ะ" ในแง่ของธุรกิจนี่คือการตัดราคา เมื่อเห็นข้าวปั้นหน้าตาเหมือนกันแต่มีราคาถูกกว่า หลายคนก็เปลี่ยนใจไปรอต่อคิวซื้อจากคู่แข่งรายใหม่ "ไปลองเจ้าใหม่ดูหน่อยละกัน" "ขายถูกกว่าตั้งหนึ่งเฟินแน่ะ" "รสชาติน่าจะอร่อยเหมือนกันละมั้ง" เธอไม่สามารถห้ามคนไม่ให้ไปซื้อของคู่แข่งได้ ราคาที่ถูกกว่าถึงหนึ่งเฟินทำให้คนที่มาต่อคิวซื้อข้าวปั้นของเธอลดลงจนน่าใจหาย แต่เพื่อรักษามาตรฐานและรสชาติไว้ เธอไม่สามารถลดราคาเหลือเพียงสองเฟินได้จริงๆ "ของพี่สาวอร่อยกว่าตั้งเยอะ" จื้อหงตัวน้อยพึมพำ มือน้อยๆ ผอมๆ ยกขึ้นมากอดอกทำท่าฮึดฮัด ดวงตากลมโตจ้องไปที่ฝั่งตรงข้าม มีคนรอต่อคิวซื้อยาวมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่เคยอุดหนุนข้าวปั้นของพี่สาวเขาทั้งนั้น จื้อหงตัวน้อยไม่อยากเห็นพี่สาวต้องคิดมาก เขาส่งเสียงเรียกคนให้มาซื้อจนคอแห้งผาก แต่จำนวนคนมาซื้อก็น้อยกว่าวันก่อนๆ เมื่อมีร้านแรกทำตาม ก็ต้องมีร้านที่สอง ที่สาม ตามมา และแข่งขันกันดึงคนซื้อด้วยการตัดราคา รสชาติอร่อย ไม่อร่อยไม่ว่า แต่ราคาต้องถูกและดึงดูดให้คนซื้อได้ จื้อหงทำหน้าที่ไปสืบราคาของคู่แข่งในละแวกใกล้ๆ เห็นว่าร้านเปิดใหม่ขายเพียงชิ้นละหนึ่งเฟินครึ่งเท่านั้น "ข้าวปั้นสองก้อนแค่สามเฟินเท่านั้น!" "ทั้งอร่อย ทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าเลย" เจ้าใหม่ก็เรียกคนให้มาซื้อปาวๆ ส่วนเจ้าเก่าก่อนหน้าที่เพิ่งเปิดขายได้ไม่นานก็ฮึดฮัดใส่ เมื่อมีร้านที่ขายถูกกว่าคนก็แห่กันไป ทำให้แต่ละร้านแบ่งๆ จำนวนคนซื้อกัน ส่วนร้านขายข้าวปั้นของจื้ออิงยังคงรักษามาตรฐานรสชาติและวัตถุดิบดีๆ เอาไว้ และนั่นทำให้ราคาข้าวปั้นห่อไข่ของเธอมีราคาที่แพงกว่าร้านอื่นๆ "ข้าวปั้นพี่สาวผมอร่อยที่สุดเลยนะฮะ" "ไส้ผักดองห้อม ห้อม" "ไข่ก็นุ่มฟูสุดๆ ป้าลองสักชิ้นไหมฮะ" เมื่อมีคู่แข่งก็ต้องพยายามมากขึ้นเป็นเท่าตัว จื้อหงตัวน้อยเรียนรู้ที่จะต้องดึงความสนใจ เขาถือข้าวปั้นห่อไข่ของพี่สาวออกไปและยื่นให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา "ชิ้นเท่าไหร่หนู" "สามเฟินฮะ" จื้อหงตอบพร้อมรอยยิ้ม แต่เสียงที่ตะโกนข้ามมาว่า "ทางนี้แค่ชิ้นละสองเฟิน" ก็ทำรอยยิ้มของเด็กน้อยจางหาย ป้าคนนั้นมองไปที่ต้นเสียงพร้อมแววตาที่สื่อว่าลังเลใจ ข้าวปั้นห่อไข่เหมือนกันแต่ราคาถูกกว่าตั้งหนึ่งเฟิน "งั้นป้ายังไม่เอานะจ๊ะ" คำบอกปัดนั้นทำดวงตากลมโตสั่นไหว เมื่อกี้เขากำลังจะขายข้าวปั้นของพี่สาวได้ แต่ก็ถูกป้าคนนั้นแย่งไปแล้ว "ไม่เป็นไรนะจื้อหง จื้อหงเก่งแล้ว" จื้ออิงให้กำลังใจน้องชายที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอรู้ดีว่านี่คือการค้าขาย แต่การทำอย่างนี้มันไม่ถูกต้องสักนิด "ทำไมป้าทำอย่างนี้ล่ะคะ" จื้ออิงเดินไปที่ร้านฝั่งตรงข้าม "ทำไมฉันจะทำไม่ได้" มนุษย์ป้าลอยหน้าลอยตาเถียง ไม่สำนึกผิดอะไร และผู้หญิงคนนั้นก็ตัดสินใจซื้อของเธอ "นี่ป้า...." จังหวะที่จื้ออิงกำลังจะโต้ตอบกลับไป มือน้อยๆ ของน้องชายก็ดึงชายเสื้อเธอไว้ จื้อหงตัวน้อยไม่อยากเห็นพี่สาวต้องลำบากเพราะตัวเอง "พี่สาวอย่ามีเรื่องเพราะจื้อหงได้ไหม" เป็นคำขอร้องที่จื้ออิงยากจะปฏิเสธได้ เธออยากสั่งสอนมนุษย์ป้าที่ใจร้าย แต่จื้อหงคงคิดว่าป้าคนนี้ก็คงเหมือนป้าสะใภ้ เธอสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากดวงตาที่ซื่อใสขณะมองหน้าเธอ "แต่..." "นะฮะ" ในที่สุดจื้ออิงก็ต้องแพ้ให้กับคำขอร้องของน้องชาย เธอยอมถอยหนึ่งก้าวตามที่จื้อหงขอไว้ การทะเลาะกันในตลาดอาจไม่เป็นผลดีและอาจทำให้เธอโดนกล่าวหาว่าสร้างความวุ่นวาย เมื่อใจเย็นลงแล้ว เธอจึงกลับมานั่งคิดว่าควรต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงฐานคนซื้อกลับมาให้ได้ ในเมื่อ... เธอไม่สามารถลดราคาข้าวปั้นให้เหลือชิ้นละสองเฟินเพราะคำนวณแล้วแทบไม่เหลือกำไร ดังนั้นเธอจะต้องทำให้ข้าวปั้นของเธอแตกต่างจนคู่แข่งลอกเลียนไม่ได้ อยากทำเหมือนกันก็ทำไป แต่ฉัน... จะไม่หยุดแค่ตรงนี้แน่ๆเช้าวันถัดมา...จื้ออิงยืนมองตะกร้าไม้ที่ว่างเปล่าด้วยความดีใจ รสชาติที่อร่อยถูกปากทำให้วันถัดมามีคนมารอซื้อตั้งแต่เธอยังไม่ทันตั้งแผงขาย ถึงมันจะเป็นเช้าที่วุ่นวาย แต่เมื่อเห็นว่าข้าวปั้นที่เธอตั้งใจทำเพิ่มมาขายจนหมดเกลี้ยงก็หายเหนื่อยจริงๆ"วันนี้ข้าวปั้นขายหมดเร็วมากเลยฮะ"จื้อหงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ข้าวปั้นของพี่สาวใครได้ลองกินก็ต้องติดใจ โดยเฉพาะไส้ผักดองที่อยู่ข้างในทั้งหอมทั้งอร่อยสุดๆ ไปเลย"ต้องเป็นเพราะจื้อหงขายเก่งแน่ๆ "จื้ออิงยิ้มให้น้องชายที่ช่วยหยิบจับของให้ ถึงตัวเล็กแต่ก็ขยันกว่าใคร ถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่เช้าก็ไม่มีงอแง"ไม่ใช่เป็นเพราะจื้อหง แต่เป็นเพราะข้าวปั้นห่อไข่ของพี่สาวอร่อยที่สุดในโลกต่างหากฮะ"เด็กน้อยพูดด้วยแววตาซื่อใส ตัวเล็กแค่นี้แต่กลับรู้จักพูดจาให้กำลังใจ แล้วจะไม่ให้เธอรักและเอ็นดูน้องชายได้อย่างไร ในเมื่อเขาทำตัวได้น่ารักเหลือเกิน"เป็นเพราะเราช่วยกันต่างหาก"สัปดาห์แรกของการขายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘ข้าวปั้นห่อไข่’ ของจื้ออิงกลายเป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนงาน สองพี่น้องช่วยกันขายมือเป็นระวิง'ทั้งถูกและอร่อยจริงๆ''ฉันเพิ่งเคยกิน
"ไปซื้อของกันเถอะ"จื้ออิงบอกน้องชาย เธอตั้งใจแล้วว่าจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ และอีกส่วนหนึ่งมาลงทุนซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำครัวที่จำเป็น"พี่จื้ออิง... เงินเราจะพอเหรอฮะ"จื้อหงกระซิบถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นพี่สาวจ่ายเงินก้อนใหญ่ไป ทั้งซื้อข้าว ซื้อผัก ซื้อหมู ซื้อไข่ แล้วอุปกรณ์ในการทำก็มีหลายสิ่งมากมาย สำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยจับเงินก้อนใหญ่ พอเห็นเงินออกจากกระเป๋าพี่สาวไปย่อมมีความไม่สบายใจเป็นธรรมดา"พอสิ จื้อหง"จื้ออิงยิ้มก่อนจะอธิบายอย่างเอ็นดูว่า"วันนี้เราลงทุน แต่พรุ่งนี้เราจะเก็บเกี่ยวกัน"เด็กชายฟัง แต่ไม่เข้าใจ สีหน้าที่ดูงุนงงเรียกรอยยิ้มจากพี่สาวที่ถึงจะหิ้วของเต็มสองแต่ก็ไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยใดๆ เธอคาดหวังกับผลลัพธ์ที่จะได้ อนาคตของเธอฝากไว้กับที่นี่คืนนั้น...จื้ออิงแบ่งข้าวสารที่ซื้อมาทดลองทำ 'ข้าวปั้นห่อไข่' เธอหุงข้าว เจียวไข่ และลองผัดไส้ผักดองที่รสชาติจัดจ้าน เธอทำแล้วชิม ทำแล้วชิมอยู่หลายครั้ง เมื่อได้รสชาติที่ถูกปากเธอจึงเริ่มขั้นตอนห่อ"จื้อหง ลองชิมดูสิ"เธอยื่นข้าวปั้นให้ จื้อหงกัดคำใหญ่ ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อได้ลิ้มรสชาติ"อร่อยฮะพี่สาว!"
เช้าวันใหม่ในเมืองเสิ่นซื่อช่างคึกคัก จื้ออิงเปิดหน้าต่างห้องออกมา เธอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาและรถราที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในชนบทที่ห่างไกล เธอตื่นเต้นกับการเริ่มต้นใหม่ในยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซี่รี่ย์ย้อนยุคที่เธอเคยดู"วันนี้เราจะไปตลาดกันนะ จื้อหง"จื้ออิงบอกน้องชายที่ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ร่างกายที่ผอมกว่าเด็กในวัยเดียวกันนี้สักวันเธอจะต้องขุนให้อ้วนพีีให้ได้เลย"เราจะไปทำอะไรกันฮะ?"จื้อหงถามพี่สาวด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มให้ ก่อนจะตอบให้้เด็กชายคลายความสงสัยว่า"ไปหาโอกาสที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นไง"ถึงจื้อหงจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยักหน้าให้พี่สาวที่ใจดี ในชีวิตของเขามีแค่พี่สาวที่หวังดี ไม่ว่าพี่สาวจะสั่งให้ทำอะไร เขาไม่เคยงอแง"ถ้าพี่สาวหาเงินได้เยอะๆ พี่สาวจะรีบซื้อชุดใหม่ให้จื้อหงนะ"จื้ออิงบอกน้องชายขณะช่วยสวมเสื้อให้ ดูจากร่องรอยของการปะชุนก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตมาอย่างไร ต่อให้เสื้อเก่า กางเกงขาด ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยสนใจ เธออยากซื้อชุดใหม่ให้ แต่ชายน้อยกลับส่ายหน้าและบอกว่า"ผมยังไม่อยากได้ฮะ""ทำไมล่ะ""เสื้อผ้าพวกนี้ผมยังใ
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ขบวนรถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วเข้าสู่สถานี 'เมืองเสิ่นซื่อ' ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ต่างจากชนบทที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย"ถึงแล้วจื้อหง ลืมตาขึ้นมาดูสิ"จื้ออิงปลุกน้องชายที่หลับสนิทมาตลอดทาง ภาพที่เห็นทำเด็กน้อยที่ยังง่วงเบิกตากว้าง สถานีรถไฟเสิ่นซื่อในยุค 80s เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและให้บรรยากาศที่คึกคักแตกต่างจากหมู่บ้านชนบทที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสิ้นเชิง"พี่จื้ออิง... คนเยอะจังเลยฮะ"จื้อหงกระซิบขณะมองคนที่เดินสวนไปมา ความอยากรู้มีมาก ความกลัวก็เช่นกัน มือน้อยๆ เกาะกุมมือของพี่สาวไว้มั่น และจื้ออิงก็สัมผัสได้"ไม่ต้องกลัวนะ จื้อหง"จื้ออิงกุมมือเล็กๆ ของน้องชายไว้แน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น นี่คือเมืองที่พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ผู้คนที่นี่แต่งตัวเรียบง่าย แต่แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า"คืนนี้เราจะนอนที่ไหนฮะ"เด็กชายถามพี่สาวแววตาซื่อใส จื้ออิงก็คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถไฟ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน นางหลี่ซื่อภรรยาของลุงจื้ออิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เธอต้องรีบไปตรวจงานบ้านที่โยนให้จื้ออิงทำเมื่อวานก่อนจะเริ่มวันใหม่ที่แสนน่าเบื่อ"จื้ออิง!""ตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว"หลี่ซื่อตะโกนเสียงดังจากห้องครัว แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบผิดปกติ"ยัยเด็กนี่! แอบอู้อีกแล้วสินะ"หลี่ซื่อเดินกระทืบเท้าตึงตังไปที่ห้องพักของสองพี่น้องอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนอนเล็กๆ นั้นว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และไม่มีวี่แววของจื้ออิงและจื้อหง เลย"หนีงานไปเที่ยวเล่นรึไงนะ!"เธอพึมพำด้วยความโมโห"ถ้ากลับมาเมื่อไหร่นะจะตีให้ขาหักเลย"นางหลี่ซื่อพูดไปก็ฟึดฟัดไป จังหวะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ หลี่ซื่อขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ข้อความที่เขียนด้วยลายมือของจื้ออิงทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเงินทั้งหมดที่ป้าขโมยไปจากครอบครัวเรา จื้ออิงเอาคืนมาแล้วนะคะและขอให้ป้ามีความสุขกับ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายที่จื้ออิงมอบให้ค่ะ
จื้ออิงค่อยๆ พยุงตัวเองที่เพิ่งได้สติให้ลุกขึ้นนั่ง เธอหลับตาลงเพื่อรวบรวมและประมวลผลความทรงจำ เมื่อเธอคิดจะลุกขึ้นสู้ชีวิตอีกครั้ง ข้อมูลทุกอย่างก็ควรเก็บให้ครบทุกเม็ด'วันนี้หนูขอพักได้ไหมคะ'จื้ออิงคนเดิมร้องขอความเมตตาจากป้าสะใภ้ที่บังคับให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ งานหนักทุกอย่างในบ้านถูกโยนให้หญิงสาวทำหมด'ไม่ได้!!!''แต่หนูรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย'จื้ออิงบอกเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว เธอทำงานหนักแต่ได้กินแค่น้ำต้มข้าวจางๆ และผักดองจะไปมีแรงทำงานหนักติดต่อกันได้อย่างไร หากเธอล้มหมอนนอนเสื่อไป น้องชายก็จะไม่มีอะไรกิน'ถ้าแกไม่ทำ น้องแกก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น'เป็นคำขู่ที่ใช้กับจื้ออิงคนเดิมได้ผล เธอเป็นหญิงสาวจิตใจดี อ่อนแอ และยอมคน และนั่นก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างป้าสะใภ้ได้ใจ'หนูจะลุกไปทำเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าสะใภ้อย่าให้น้องหนูต้องอดข้าวเย็นเลยนะคะ'นั่นคือความทรงจำของจื้ออิงคนเก่าที่ลำบาก แต่จื้ออิงคนใหม่ไม่ใช่คนที่หัวอ่อน ยอมคน ขนาดนั้น ความทรงจำของร่างเดิมทำเธอรู้สึกโกรธแค้นแทนสองพี่น้องที่โดนเอาเปรียบจากป้าสะใภ้มากๆ มีลุงแท้ๆ แต่กลับกลัวเมีย ช่วยอะไรหลานไม่ได้สักอย่าง ถึงจะเป็นครอบครัว







