LOGIN
พอดวงตะวันลับขอบฟ้า อากาศยิ่งหนาวเย็นยะเยือกมากขึ้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลปะปนกับกลิ่นเหม็นสาบบุรุษ กลิ่นเหงื่อไคลปนกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมา ตามลม
“ราตรีนี้เป็นคืนขึ้นสิบห้าค่ำขอรับ ท่านแม่ทัพ”
แผ่นหลังเหยียดตรงของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าโดดเด่นยามเขายืนอยู่ท่ามกลางบุรุษหลากวัยที่ใบหน้าต่างเปื้อนดินเปื้อนฝุ่น ยิ่งทำให้เขาดูราวหยกงามสง่าล้ำค่าท่ามกลางก้อนหินหลากพันธุ์ ใบหน้าคม สันกรามนูนเด่น ตัดกับผิวสีน้ำผึ้งเยื้องไปทางขาวทำให้เขาโดดเด่นท่ามกลางบุรุษผิวคล้ำแดด
“อย่างนั้นเลิกได้!”
สิ้นคำ เหล่าบุรุษหลายร้อยนายเบื้องหน้าที่ก่อนหน้าเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบก็ขานรับอย่างพร้อมเพียงเสียงดังก้องค่าย หลังจากนั้นไม่เกินหนึ่งเค่อ พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยบุรุษและกลิ่นเหม็นคลุ้งก็กลายเป็นพื้นที่โล่งว่างและฝุ่นกระจายฟุ้งแทน
“ท่านแม่ทัพต้องการกินอาหารที่...”
ยังไม่ทันที่เสียงของบุรุษผู้มียศเป็นรองแท่ทัพอย่างโต่งปี้ฉวนจะเอ่ยจบ เสียงแหบพร่าปนสั่นสะท้านของบุรุษผู้เป็นใหญ่ ณ ค่ายทหารประจำชายแดนแห่งนี้ก็ขัดขึ้น พร้อมร่างสูงสง่าก้าวเท้าเร่งรีบมุ่งหน้าสู่กระโจมหลังโดดเดี่ยวตั้งริมสุดค่าย ทันทีที่เข้าใกล้กระโจมหลังนั้นพลันกลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องหอมและดอกไม้หลากพันธุ์พุ่งเข้าสู่โสตประสาท แม้เขาจะไม่ชอบแต่ยามนี้หาได้สนใจไม่
เท้าหนาพาสังขารตัวเองจนเข้าไปยังกระโจมเบื้องหน้าได้สำเร็จ
“ว้าย ท่านแม่ทัพมาแล้ว คิกคิก”
เสียงหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงสตรีคนอื่น ๆ ร่างบอบบางหลายนางในชุดเสื้อผ้าเนื้อบางหลากสีเร่งเดินเข้ามาล้อมรอบบุรุษผู้มาใหม่ทันที
และไม่รอให้มากความ บุรุษหนึ่งเดียวคว้าร่างบางระหงของสตรีที่ยืนอยู่ใกล้สุดเข้ามา มือหนากระชากผ้าบางเบาสีชมพูสดจนขาดวิ่น นวลเนื้อขาวผ่องปรากฏขึ้นล่อตาแต่เจ้าของแรงกระชากหาได้สนใจไม่ มือหนาคว้าสะโพกกลมกลึงเข้าหาเอวสอบของตนและเริ่มกระแทกตัวตนใส่อีกฝ่ายทันทีไร้การเล้าโลมใดใดเช่นอย่างเคย
ใบหน้าไร้ความสุขขัดกับสิ่งที่ทำตลอดค่ำคืน สตรีที่นอนล้มกองไร้ระเบียบบนพื้นบนใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเคล้าความสุข บางคนหายใจรวนระรินอ้าปากครางเสียงใสจนลำคอปล่อยได้เพียงเสียงแหบแห้ง สภาพภายในกระโจมยามนี้มิต่างกับสภาพสนามรบหลังรู้ผลแพ้ชนะอย่างไรอย่างนั้น
บุรุษหนึ่งเดียวก้มลงจัดระเบียบเสื้อผ้าก่อนก้าวออกจากกระโจมไปมิเหลียวแลเบื้องหลัง
...ออกข้างนอกกระโจมมาก็พบกับแสงแรกแห่งวันเสียแล้ว
ใบหน้าที่เคยงามสง่าแต่ครานี้กลับหมองคล้ำแฝงความอ่อนล้า นัยน์ตาคลอน้ำใส เส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นราวคนอดนอนหลายวันสร้างความหวั่นเกรงให้แก่ผู้พบเห็น
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านร่องเล็กใหญ่เข้ามากระทบร่างบางของสตรีสองนางที่นั่งอยู่ภายในเรือนหลังหนึ่ง ร่างออกอวบหนาสวมเสื้อผ้าเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปรุแทบทั้งชุดกำลังก้ม ๆเงย ๆหน้าเตาเติมฟืนเพื่อเคี่ยวน้ำในหม้อก่อนหันไปมองสตรีอีกนางที่นั่งอยู่ด้านหลังหน้ากองผ้ากองโต ใบหน้านวลไร้เครื่องประทินผิวต้องแสงอาทิตย์ดูงดงามสบายตาขัดกับเรียวคิ้วขมวดมุ่นและริมฝีปากมู่ทู่อย่างยิ่ง
“ข้าไม่ไหวจริง ๆงานเย็บปักมิใช่ทางถนัดข้าเสียเลย”
เจ้าของร่างผอมบางเจ้าของนามว่าเหม่ยจูโยนเข็มและผ้าที่ตัวเองกำลังเย็บอยู่ลงบนกองผ้ากองใหญ่ข้างหน้า น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจกึ่งเล่นนั่นสร้างรอยยิ้มเอ็นดูขึ้นบนใบหน้าขอสตรีวัยกลางทันที
“คุณหนูนั่งเฉย ๆรอบ่าวเตรียมสำรับเถอะเจ้าค่ะ บ่าวก็บอกแล้วว่างานพวกนี้ท่านไม่ต้องทำ หากบ่าวทำอาหารเสร็จเดี๋ยวไปทำต่อเอง”
“คุณหนูอะไรกัน ข้าก็บอกให้ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวจูอย่างไรเล่า”
ไม่พูดเปล่าร่างบอบบางในชุดสีหม่นเนื้อผ้าหยาบก็เดินเข้ามาเกยคางกับบ่าวที่เปรียบเสมือนแม่อีกคนนามว่าจื่อเหยียน นางอายุราวสี่สิบปีต้น รูปร่างอวบเล็กน้อย แต่มีความสูงน้อยกว่านาง ใบหน้าของจื่อเหยียนมักจะประดับรอยยิ้มอบอุ่นเสมอแม้ว่าจะเจอเรื่องร้ายอันใดก็ตาม เป็นเพราะนางนั้นมิอยากให้คุณหนูของตนต้องทุกข์ใจไปมากกว่านี้
“บ่าวก็ลืมไปบ้างเจ้าค่ะ เสี่ยวจูไปนั่งรอเถิด”
“นี่แหนะ เรียกแทนตัวเองว่าบ่าวได้อย่างไรกัน ข้าบอกแล้วว่าข้านับถือท่านอย่างแม่คนหนึ่ง มิใช่ในฐานะบ่าว”
เหม่ยจูตีเบา ๆที่แขนของแม่นมตน ก่อนไปนั่งตามที่นางเอ่ยแนะ
“เมื่อวานนี้ข้าไปหางานได้แล้ว หากข้าได้เงินก้อนแรกมาท่านจะได้เลิกทำงานพวกนี้เสีย”
สิบแปด เคร้ง!!! ช้อนกระเบื้องตกลงกระทบพื้นแตกกระจาย“ฝ่าบาท!”ฮองเฮาที่นั่งอยู่ข้าง ๆพยุงแผ่นหลังบุรุษผู้เป็นสามีอย่างยากลำบาก นางตัวสั่นเทิ้มเพราะเห็นว่ามีเลือดสีดำไหลออกทางปากของจิ้นโจว ไม่เพียงเท่านั้นตายังตาเหลือกและมือหงิกงอเกร็งทั่งร่าง“ฝ่าบาทถูกพิษ ปิดทางเข้าออกทุกทางและคุมตัวทุกคนไว้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด!”องค์รักษ์รักษาส่วนพระองค์ลุกขึ้นประกาศกร้าว หลังจากนั้นบุรุษในชุดองค์รักษ์หลายสิบนายก็กระจายกำลังทำตามที่บอกทันที“ไปนำหัวหน้าหอโอสถมาที่นี่โดยด่วน”เป็นองค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยกับองค์รักษ์คนหนึ่ง ส่วนจิ้นหลี่นั้นได้กันให้เหล่านางสนมรวมถึงหวังกุ้ยเฟยให้ออกห่างไปแล้ว มีเพียงฮองเฮาที่นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ มีจิ้นฝูคอยปลอบ ส่วนขุนนางและคนทั้งหมดในตำหนักแห่งนั้นไม่มีใครกล้าแม้ขยับกาย ทุกคนต่างหวาดหวั่นกลัวตนถูกดึงไปเกี่ยวข้องเรื่องฮ่องเต้ถูกวางยาพิษทั้งสิ้นไม่ถึงเค่อหัวหน้าหอโอสถหรือคนส่วนใหญ่เรียกหมอคังก็ถูกหิ้วเข้ามาโดยองครักษ์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ เขาถูกวางไว้ต่อหน้าใบหน้าของจิ้นโจวที่เริ่มคล้ำขึ้น จากอาการพิษกำเริบ เขาก้มลงตรวจอาการทันที“ฝ่าบาทถูกพิษโป๋หรูพะยะค่ะ น่าจ
“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมนามฮ้าวปี้ กุนซือของแม่ทัพปราบอุดรพะยะค่ะ ฝ่าบาทอาจรู้บ้างแล้วว่าหลังจากท่านแม่ทัพกรำศึกมานานเกิดสุขภาพไม่ดีขึ้นมาจึงได้กลับมาพักรักษาตัวครานี้ เกิดรับสตรีเหล่านี้เข้ามาย่อมเป็นการขัดขวางต่อการพักฟื้นได้ ด้วยความงดงามสมคำล่าลือแล้วยากทานทน ฝ่าบาทโปรดพิจารณาใหม่อีกครั้งพะยะค่ะ”คำเอ่ยของฮ้าวปี้ทำเอาเหล่าบุรุษหัวเราะขบขัน ส่วนสตรีบ้างก็ก้มหน้าใบหน้าเปลี่ยนสีจิ้นโจวพยักหน้าอีกครา แม้ในใจจะมีรู้สึกโกรธเคืองบ้างแต่ด้วยจนด้วยเหตุผล“เสด็จพ่อพะยะค่ะ หากไม่เป็นการล่วงเกิน ด้วยการแสดงเมื่อครู่ช่างถูกใจลูกยิ่งนัก ลูกขอรับไว้ทั้งหมดเองพะยะค่ะ”องค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยน้ำเสียงติดเล่น ซึ่งจิ้นโจวก็มีสีหน้าดีขึ้นทันตาพร้อมหันไปยิ้มพอใจให้แก่จิ้นฝู“ได้สิ”จิ้นฝูน้อมรับของกำนัล เขาหยักยิ้มยินดี ด้วยการที่เขาเสนอตัวรับสตรีเหล่านั้นเข้ามาแม้จะเป็นการลำบากแก่เข้าในภายภาคหน้าแต่ก็เป็นการสร้างความชอบอย่างใหญ่เช่นกัน เขาได้ช่วยฮ่องเต้ขณะที่เมื่อครู่กำลังลำบาก อีกทั้งเป็นการช่วยหยางหลงด้วยโดยอ้อมต่อมาบุรุษผู้หนึ่งจากอาณาจักรต้าฮวางก็ก้าวออกมา เขาเป็นชายอายุน่าจะประมาณยี่สิบกว่า ดูม
สิบเจ็ดภายในตำหนักที่จัดงานพอได้เวลาเริ่มงานทั้งสตรีและบุรุษก็ถูกพามารวมกันที่นี่ ตามมาด้วยฮ่องเต้ และเหล่าสตรีของเขาเข้านั่งประจำที่ ส่วนคณะทูตทั้งสามเมืองที่มาเข้าร่วมก็นั่งถัดลงมา ตามด้วยขุนนางเรียงตามลำดับขั้น ส่วนเหล่าสตรีนั่งรวมกันอีกด้าน เรียงตามยศของตระกูลเช่นกัน“เจ้าไปไหนมา คุณหนูเฟิงฉินเข้ามาตั้งนานแล้วไยเจ้าเพิ่งมา”เหม่ยเฉินหันไปมองเหม่ยจูที่เพิ่งมายืนด้านหลังนางอย่างอดไม่ได้ ดูเหมือนการที่นางส่งให้ไปดูแลคุณหนูเฟิงฉินจะเป็นการคิดผิดเสียแล้ว เพราะตอนที่นางเพิ่งเข้ามาในตำหนักจัดพิธีนางยิ้มให้เฟิงฉินแต่กลับได้รับสายตาดูหมิ่นกลับมาแทน“หลงน่ะ”เหม่ยจูปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเพราะนางรีบวิ่งเข้ามาเพราะกลัวประตูจะปิดก่อนเหม่ยเฉินไม่ได้สนใจเหม่ยจูอีก นางหันมาด้านหน้า ยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบอย่างสง่างามและพยายามโปรยยิ้มหวานไปทั่ว ส่วนหน้าที่ของบ่าวใช้ก็คือยืนคอยเป็นเพื่อนเหล่าเจ้านาย หากเจ้านายต้องการให้ทำอะไรก็ทำตามฮ่องเต้กล่าวเปิดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นผู้เป็นเจ้าแผ่นดินตัวเป็น ๆแม้ระยะจะห่างพอควรแต่ก็พอเห็นได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เขาดูเป็นชายวัยกลางคนท
บุตรีขุนนางเพิ่งเลื่อนขั้นใหม่ใส่ชุดจัดเต็มกว่าบุตรีลูกบ้านขุนนางขั้นหนึ่งอีกล่ะมั้งเวลาคุณหนูตรงหน้าคุยเรื่องอะไรกันก็เป็นเรื่องที่เหม่ยเฉินที่เพิ่งเข้ามาใหม่ยากเอ่ยแทรกได้ และในขณะที่บ่าวรับใช้คนหนึ่งของหนึ่งในคุณหนูคนหนึ่งเดินถือถ้วยน้ำมา เหม่ยเฉินที่อารมณ์ไม่ดีในใจจึงยื่นเท้าออกไปขัดขา น้ำในถ้วยในมือของบ่าวผู้นั้นหกรดเสื้อผ้าของคุณหนูคนหนึ่งทันที“ว้าย เฟิงฉินชุดเจ้า”เจ้าของนามว่าเฟิงฉินเอียงตัวหลบน้ำที่หกไม่ทัน ตอนนี้ชุดสีขาวครีมจึงเปื้อนเป็นวงเป็นที่เรียบร้อย นางเคยหน้าขึ้นมองบ่าวที่ทำหก แต่ก็ไม่ได้โวยวายอันใด“บ่าวไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ บ่าวไม่ระวังเอง ได้โปรดคุณหนูยกโทษให้บ่าวด้วย”น้ำเสียงสั่นระริกอย่างน่าสงสาร เหม่ยจูที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลนางย่อมมองเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่แล้ว นางส่ายหน้าให้กับความร้ายกาจของเหม่ยเฉิน และขอไว้อาลัยให้ความโชคร้ายของบ่าวผู้นั้นที่โชคร้ายถูกใช้เป็นเครื่องมือ“ไม่เป็นอะไร เจ้าพาข้าไปเปลี่ยนชุดหน่อยเถิด ต้องรบกวนให้นำชุดสักชุดมาให้ข้าเปลี่ยนด้วย”เฟิงฉินส่ายหน้าให้พร้อมหันไปเอ่ยกับนางกำนัลผู้ดูแลความเรียบร้อยที่วิ่งเข้ามาดู “เชิญทางนี้เจ้าค่ะ คุณ
สิบหก พอมาถึงก็มีคนของทางพระราชวังเดินมานำบุรุษไปอีกทางและเหล่าสตรีไปอีกทาง นางกำนัลคนที่รอรับสตรีตระกูลหงนั้นรอรับอีกตระกูลที่มาถึงพร้อม ๆกันและเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน “อ้าว โต่งฮูหยินนี่นา มิได้เจอกันนานเลยหนา” เป็นสตรีในชุดสีออกม่วงเข้มที่เดินมาขนาบข้างโต่งฮูหยิน ข้างกายนางมีสตรีอีกคน ใบหน้าดูหวานและอ่อนวัย “มิเจอกันนาน ฝานฮูหยินสบายดีหรือ” ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มและการพยักหน้าตอบกลับมา “และนั่นคุณหนูโยวผิงก็มาด้วยหรือ” โยวผิงแย้มยิ้มสดใสส่งมาให้ ก่อนนางจะเดินมาอยู่ข้าง ๆเหม่ยเฉิน คนนอกดูย่อมรู้ว่าคุณหนูทั้งสองน่าจะเป็นสหายกัน “เจ้าแต่งตัวสวยสดเชียวนะ เท่าที่ข้าเข้างานมาก็เห็นเพียงเจ้าเลย” โยวเฉินเอ่ยจบ ใบหน้างดงามของเหม่ยเฉินก็ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างขวยเขิน สมกับที่ทั้งนางและท่านแม้ตั้งใจหาชุดที่ดีที่สุดและตื่นมาแต่งตัวแต่ฟ้ามืด “เจ้าก็เช่นกัน แต่งกายได้สมฐานะยิ่ง” หากฟังผิวเผินอาจมิคิดอะไร แต่หากพิจารณาชุดประกอบไปด้วยจะรู้ได้ว่าเหม่ยเฉินนั้นกำลังดูถูกอยู่ เพราะด้วยชุด
สิบห้า “คุณหนูต้องระวังกริยามารยาทด้วยนะเจ้าคะ อย่าลืมท่าทางการเดินที่บ่าวสอน แล้วก็กริยามารยาทด้วย” จื่อเหยียนเอ่ยปากบอกไปมือก็ช่วยเหม่ยจูแต่งตัวไปพลาง นางยังคงมีความหวังตราบใดที่คุณหนูของนางยังได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูคนหนึ่งในจวนอย่างไรนายท่านก็ต้องนึกถึง แล้วก็ได้รับโอกาสนี้พอดี “แม่นมไม่ต้องเอ่ยอันใดท่านลืมเสียแล้วกระมังว่าข้าไปในฐานะคนใช้ มิใช่คุณหนูตระกูลหง” เหม่ยจูหมุนตัวให้แม่นมผูกผ้าคาดเอวให้ ด้วยตั้งแต่นางมาเกิดในร่างนี้นั้นด้วยสถานะทางการเงินอันแสนอัตคัดนั้นทำให้เหม่ยจูได้แต่ใส่เสื้อผ้าง่าย ๆบาง ๆไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างชุดนี้ แม้จะไม่ได้ดูหรูหราแต่ก็ดูดี ทั้งใหม่ และสีสันสวยกว่าชุดที่เหม่ยจูใส่ปัจจุบันมาก …นี่ขนาดเป็นเพียงชุดสาวใช้เท่านั้นนะ มิคาดคิดเลยว่าชุดของเหล่าคุณหนูยามออกงานใหญ่จะหรูหราอลังการเพียงใด ใช่แล้ว อ่านมิผิด คุณหนูใหญ่ตัวจริงเสียงจริงอย่างเหม่ยจูคนนี้กลับต้องใส่ชุดสาวใช้และไปเข้าร่วมงานเลี้ยงในฐานะคนรับใช้ข้างกายคุณหนูใหญ่ตัวปลอมอย่างเหม่ยเฉิน โดยวันก่อนหน้าไม่กี่วัน เหม่ยเฉินใ







