ANMELDENบทที่ 5: เกียร์ลงถังขยะรีไซเคิล
หลังจากผ่านศึกพายุฝนและโศกนาฏกรรมร่มดอกเห็ดหงายท้องเมื่อวานเย็น สภาพของกัปตันทีมว่ายน้ำผู้เกรียงไกรแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็แทบไม่ต่างอะไรจากลูกหมาตกคลอง เกียร์ต้องนอนซมซดน้ำขิงผสมยาพาราเซตามอลดักไข้ไปสองเม็ด แต่ต่อให้ร่างกายจะประท้วงด้วยอาการจามฟุดฟิด ความมั่นหน้าในสมองกลับไม่เคยลดละลงเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ลานช็อปวันแรก โดนมองเป็นเชื้อราในจานเพาะเชื้อ หน้าร้านลุงปรีชา โดนตราหน้าเป็นคนสติไม่สมประกอบพร้อมเศษเงินทำทานแปดสิบบาท หน้าคณะแพทย์ โดนถามว่าจะให้โทรเรียกรถเก็บขยะมารับซากมอเตอร์ไซค์ไหม และเมื่อวาน... โดนตอกหน้าหงายด้วยร่มพับคันจิ๋วสีฟ้าพาสเทล ความล้มเหลวติดต่อกันสี่ครั้งซ้อนกลายเป็นไฟสุมอกเด็กช่างให้เดือดพล่าน ในเมื่อแผนการรุกหน้าด้านก็พัง แผนแกล้งเท่แบบพระเอกซีรีส์ก็พับไม่เป็นท่า มันก็ถึงเวลาต้องงัดไม้ตายก้นหีบที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเด็กช็อปออกมาใช้ ไม้ตายระดับตำนานที่มีคำสาบานสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น... ‘เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่นั่น’ เวลาบ่ายสองโมงตรง ใต้ถุนอาคารเรียนรวมฝั่งศูนย์การแพทย์ เกียร์นั่งยองๆ ซุ่มอยู่หลังพุ่มเข็มตัดแต่งทรงกลมริมทางเดิน แดดยามบ่ายส่องลอดระแนงไม้ลงมาเป็นริ้วสีส้ม สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังโต๊ะม้าหินอ่อนตัวยาวใต้ร่มเงาตึก บนโต๊ะตัวนั้นมีกองเอกสารเคสคนไข้และหนังสือตำรากายวิภาคศาสตร์เล่มหนาวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเกียร์ที่สุด คือเสื้อกาวน์สั้นสีขาวสะอาดตาที่ถูกถอดพาดไว้บนพนักพิงม้านั่งอย่างเรียบร้อย และตรงนั้น... ปลอดคน เมื่อห้านาทีก่อน ภีมภัทรเพิ่งลุกเดินไปห้องน้ำพร้อมกับวิน นี่คือจังหวะฟ้าเปิดทางที่สวรรค์ประทานมาให้ชัดๆ มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อช็อปสีกรมท่า ดึงเอาวัตถุโลหะชิ้นสำคัญออกมาวางบนฝ่ามือ มันคือ ฟันเฟืองเกียร์ทองเหลืองประจำรุ่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสองนิ้ว น้ำหนักถ่วงมือกำลังดี ด้านหลังสลักรหัสรุ่นและตัวย่อภาควิชาเครื่องกลไว้อย่างประณีต แม้เกียร์จะพยายามเอาผ้าชุบน้ำมันสนเช็ดคราบเขม่าดำออกไปบ้างแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นเกียร์ที่เขาพกติดตัวคลุกคลีอยู่ในโรงช็อปมาตลอดสามปี มันจึงยังมีคราบน้ำมันหล่อลื่นสีคล้ำเกาะแน่นตามร่องฟันเฟือง พร้อมกลิ่นสนิมเหล็กผสมน้ำมันเครื่องติดทนทาน ‘เอาเกียร์ให้ แปลว่ามอบใจ... มุกคลาสสิกระดับตำนาน ยังไงก็ต้องเขินจนตัวบิด!’ เกียร์สูดหายใจเข้าลึก ย่อตัวต่ำ ก้าวยาวๆ ย่องลัดเลาะผ่านแนวเสาปูนอย่างเงียบเชียบ สองตากวาดมองซ้ายขวา พอเห็นว่าทางสะดวกก็พุ่งเข้าประชิดโต๊ะอ่านหนังสือทันที มือหนาเอื้อมไปจับชายเสื้อกาวน์สีขาวขึ้นมาเบามือ สัมผัสเนื้อผ้าเรียบลื่นกับกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มสะอาดสะอ้านเฉพาะตัวของหมอภีมลอยมาแตะจมูกจนเกียร์เผลอสูดหายใจเข้าหนึ่งที เขาไม่รอช้า รีบหย่อนฟันเฟืองเกียร์ทองเหลืองลงไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ข้างขวาทันที ตุบ... น้ำหนักของก้อนโลหะถ่วงให้กระเป๋าเสื้อกาวน์ข้างขวาเอียงลงมาเล็กน้อย เกียร์รีบจัดทรงปากกระเป๋าเสื้อให้ดูเรียบเนียนที่สุด ก่อนจะหมุนตัววิ่งกระย่องกระแย่งกลับไปกบดานหลังพุ่มเข็มตามเดิม เกียร์นั่งยองๆ ยกหลังมือปาดเหงื่อตรงขมับ หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น เขามโนภาพล่วงหน้าไปไกลลิบ... พอหมอภีมเดินกลับมา สวมเสื้อกาวน์ ล้วงมือลงไปเจอฟันเฟืองเกียร์ พลิกดูเห็นรหัสรุ่น ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นของใคร จากนั้นแก้มขาวๆ ก็จะเริ่มแดงระเรื่อ ยืนอมยิ้มเขินอยู่คนเดียว แล้วแอบเก็บเกียร์ของเขาใส่กระเป๋าพกติดตัวไปตลอดชีวิต ‘แผนนี้เหนือเมฆ ชนะใสๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์!’ เสียงฝีเท้าก้าวเดินสม่ำเสมอดังใกล้เข้ามา ดึงสติเกียร์ให้กลับมาจดจ่อ ภีมภัทรเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมขวดน้ำแร่ในมือ เสื้อเชิ้ตขาวผูกเนกไทเรียบกริบ ใบหน้าหวานยังคงนิ่งสนิท แว่นตากรอบเงินสะท้อนแดดบ่าย ภีมวางขวดน้ำลงบนโต๊ะ หยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเสื้อกาวน์สั้นที่พาดอยู่บนพนักพิงขึ้นมาสะบัดเบาๆ จังหวะนั้น ชายเสื้อกาวน์ข้างขวาที่หนักผิดปกติเหวี่ยงตามแรงลมจนกระเป๋าเสื้อถ่วงลงมาอย่างเห็นได้ชัด ภีมชะงักมือ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที คุณหมอหนุ่มก้มมองกระเป๋าเสื้อกาวน์ที่มีวัตถุแข็งๆ นูนเด่นขึ้นมา ภีมสวมเสื้อกาวน์เข้ากับแขนอย่างใจเย็น แล้วค่อยๆ สอดมือเรียวล้วงลงไปในกระเป๋า เกียร์ที่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้แทบหยุดหายใจ กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สองมือกำกิ่งไม้แน่นจนสั่น ‘หยิบขึ้นมาเลยคนดี... สัมผัสถึงหัวใจของพี่เลยครับ...’ ปลายนิ้วของภีมสัมผัสเข้ากับขอบหยักคมของโลหะ ภีมดึงวัตถุนั้นขึ้นมาวางบนฝ่ามือเพื่อตรวจสอบ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคุณหมอผู้รักความสะอาดระดับสูงสุด... คือก้อนฟันเฟืองโลหะสีทองเหลืองหม่นๆ ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ซอกฟันเฟืองแต่ละซี่มีคราบจาระบีสีดำเหนียวเกาะกรัง และคราบน้ำมันเครื่องสกปรกนั้นได้ป้ายเปรอะลงบนฝ่ามือขาวสะอาดของภีมเป็นปื้นสีดำด่างดวง แววตาหลังเลนส์แว่นหรี่แคบลงทันที ภีมยืนนิ่ง จ้องมองก้อนเหล็กในมือด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราบเรียบ และไร้อารมณ์ ไม่มีความประหลาดใจ ไม่มีความเขินอาย และไม่มีเศษเสี้ยวของความโรแมนติก ในหัวของนักศึกษาแพทย์ปีสามประมวลผลตามหลักสุขอนามัยอย่างรวดเร็ว: วัตถุ: เศษโลหะอุตสาหกรรมประเภทฟันเฟือง สารปนเปื้อน: คราบจาระบี ไฮโดรคาร์บอน และเศษเขม่าสนิมเหล็ก แหล่งที่มา: น่าจะมีเด็กช่างกลมือบอนทำตกหล่น หรือตั้งใจเอาเศษเหล็กโรงกลึงมาทิ้งเรี่ยราด ความเสี่ยง: เสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อบาดทะยัก และทำให้เนื้อผ้ากาวน์ปลอดเชื้อปนเปื้อนสิ่งสกปรกก่อนเข้าแล็บ ภีมถอนหายใจออกมาแผ่วเบาหนึ่งครั้ง สีหน้าแสดงความรังเกียจสิ่งสกปรกอย่างเปิดเผย นิ้วเรียวคีบตรงขอบฟันเฟืองไว้ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เปรอะมือเพิ่มขึ้น จากนั้น คุณหมอหนุ่มก็ก้าวขาเดินตรงดิ่งออกจากโต๊ะ เกียร์ที่แอบมองอยู่ใจเต้นระทึก ยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ ‘นั่นไง! จะเอาไปเก็บใส่กระเป๋าเป้ใช่ไหมล่ะ เขินจนต้องรีบเดินหนีเลยสิมึง!’ แต่ทิศทางที่ภีมเดินไป... ไม่ใช่กระเป๋าเป้ ภีมเดินตรงดิ่งไปยังจุดตั้งถังขยะรวมของอาคารเรียน ซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่สี่ใบสี่สีเพื่อการคัดแยกขยะตามหลักสุขอนามัย ถังสีเขียว: ขยะเปียก ถังสีน้ำเงิน: ขยะทั่วไป ถังสีแดง: ขยะติดเชื้อ และ... ถังสีเหลือง: ขยะรีไซเคิล / โลหะและพลาสติก ภีมหยุดยืนหน้าถังขยะสีเหลืองอย่างไม่ลังเล ป้ายสัญลักษณ์รูปลูกศรหมุนวนสามเหลี่ยมเด่นหราอยู่ตรงหน้า เกียร์ที่แอบมองอยู่หลังพุ่มไม้เริ่มรู้สึกถึงความวิบัติ ตาสองข้างเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มมั่นหน้าแข็งค้าง ลมหายใจสะดุดกึก ‘เฮ้ย... เดี๋ยว... นั่นมันถังขยะนะเว้ยหมอ... หมอจะเดินไปตรงนั้นทำไมวะ...’ ภีมไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว เขายื่นมือข้างที่คีบฟันเฟืองทองเหลืองออกไปเหนือปากถังขยะสีเหลือง พลิกฝ่ามือคว่ำลงช้าๆ แล้วปล่อยนิ้วออกอย่างไม่ไยดี เคร้งงงงงงง! เสียงฟันเฟืองเกียร์รุ่นประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล กระทบเข้ากับกระป๋องน้ำอัดลมและขวดพลาสติกก้นถังขยะสีเหลืองดังลั่นก้องไปทั่วใต้ถุนอาคาร สัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี เกียร์รุ่นที่มีเพียงอันเดียวในชีวิต และหัวใจของกัปตันทีมว่ายน้ำ... บัดนี้ลงไปนอนรวมอยู่กับกระป๋องกาแฟใช้แล้วและเศษขวดรีไซเคิลเรียบร้อย ภีมปรายตามองลงไปในถังขยะแวบหนึ่งด้วยสายตาสบายใจที่กำจัดขยะอันตรายพ้นตัวได้สำเร็จ ก่อนจะหยิบสเปรย์แอลกอฮอล์ในกระเป๋าขึ้นมาฉีดพ่นใส่มือตัวเองรัวๆ ถูทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน แล้วหมุนตัวเดินกลับไปหยิบชีตที่โต๊ะเตรียมตัวขึ้นเรียนแล็บอย่างใจเย็น “ฉิบหายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!” เสียงกรีดร้องในใจของเกียร์ระเบิดกึกก้องจนแทบกระอักเลือด ตาเหลือกค้าง หน้าซีดเผือดจนไม่มีสีเลือด เส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ นั่นมันเกียร์รุ่น เกียร์ที่มีอันเดียวในโลก เกียร์ที่รุ่นพี่จับเขาดำน้ำแทบตายกว่าจะได้มา ถ้าหายไป เขาต้องโดนอาจารย์กับพวกรุ่นพี่ลากไปซ่อมจนจมลานเกียร์แน่นอน ทันทีที่แผ่นหลังของภีมเดินพ้นหัวมุมตึกเข้าลิฟต์ไป เกียร์ก็ไม่สนใจการรักษาภาพลักษณ์อะไรอีกแล้ว ร่างสูงใหญ่พุ่งหลาวแหวกพุ่มเข็มออกมาอย่างบ้าคลั่ง สองเท้าสับซอยวิ่งเต็มสปีด พุ่งตรงเข้าใส่ถังขยะสีเหลืองทันที โคร่ม! เกียร์เบรกตัวโก่งจนฝุ่นตลบ เขาทิ้งเข่าสองข้างลงกระแทกพื้นปูนหน้าถังขยะ สองมือเอื้อมคว้าขอบถังขยะสีเหลือง ยื่นหน้าและท่อนแขนทั้งหมดมุดลึกลงไปในปากถังขยะอย่างสิ้นคิด กลิ่นเหม็นอับของน้ำอัดลมบูดและคราบกาแฟเก่าตีเข้าจมูกจนแทบสำลัก แต่วินาทีนี้เกียร์ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น มือหนาตะกุยตะกายคุ้ยเขี่ยกองกระป๋องอะลูมิเนียม ขวดพลาสติกบี้แบน และกล่องนมอย่างเอาเป็นเอาตาย “อยู่ไหนวะ เกียร์กูอยู่ไหน อย่าเพิ่งโดนรถขยะเก็บไปนะโว้ยยย!” เสียงกระป๋องกระทบกันดัง แกร๊ง! กริ๊ง! แคล้ง! สนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานใต้ตึก นักศึกษาแพทย์สองสามคนที่เดินผ่านมาถึงกับหยุดมองด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้างมองภาพเด็กช่างกล้ามโตในเสื้อช็อปที่กำลังมุดหัวลงไปในถังขยะเหมือนหมาคุ้ยหาเศษอาหาร และแล้ว ปลายนิ้วของเกียร์ก็สัมผัสเข้ากับเหลี่ยมคมคุ้นเคยที่ก้นถัง หมับ! เกียร์คว้าฟันเฟืองทองเหลืองขึ้นมาแนบอกอย่างรวดเร็ว เขากระชากตัวกลับขึ้นมาจากถังขยะ หอบหายใจแฮ่กๆ สภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง มีหลอดกาแฟพลาสติกสีเขียวเสียบคาอยู่บนเส้นผมหนึ่งอัน ชายเสื้อช็อปเปื้อนคราบน้ำหวานสีน้ำตาลเป็นดวง เขาก้มมองฟันเฟืองเกียร์ในมือที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำชาเขียวบูดอย่างทะนุถนอม สลับกับยกชายเสื้อขึ้นมาเช็ดมันเบาๆ เหมือนเช็ดทองคำ “รอดแล้ว... หัวใจกูรอดแล้ว...” เกียร์พึมพำเสียงสั่น น้ำตาแทบไหลด้วยความโล่งอก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่น... “ทำอะไรน่ะครับ?” เสียงทุ้มหวานที่ราบเรียบและคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง เกียร์สะดุ้งสุดตัว ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง เขาค่อยๆ หันขวับกลับไปมองช้าๆ ภีมภัทรยืนกอดอกพิงเสาปูนอยู่ตรงนั้น แว่นตากรอบเงินเลื่อนลงมาเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงมายังเกียร์ที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าถังขยะ มีหลอดกาแฟเสียบคาอยู่บนหัว และสองมือกำลังกอดก้อนเหล็กที่เพิ่งคุ้ยขึ้นมาแนบอก ดูเหมือนว่าคุณหมอจะลืมปากกาไว้ที่โต๊ะ เลยเดินย้อนกลับมาเอา... และได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้เข้าพอดีเต็มสองตา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เป็นความเงียบที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของนายกฤษณะ เกียร์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก พยายามฉีกยิ้มแหยๆ ยกมือข้างที่ถือเกียร์ขึ้นมาโบกทักทาย “อะ... อ้าว หมอภีม... พอดีพี่เห็นว่า... ขยะรีไซเคิลมันล้นถัง พี่เป็นพลเมืองดี... เลยแวะมาช่วยจัดระเบียบขยะน่ะครับ... ฮ่าๆๆ ...” ภีมยืนมองสภาพทุลักทุเลของคนตรงหน้านิ่งสนิท แววตาหลังเลนส์แว่นฉายความสมเพชระคนเหนื่อยหน่ายใจออกมาอย่างชัดเจน คุณหมอหนุ่มถอนหายใจยาว ส่ายหน้าช้าๆ ปลายนิ้วดันสันแว่นขึ้นหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยประโยคเชือดนิ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้ามีเวลาว่างมาคุ้ยขยะเล่น แนะนำให้เอาเวลาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อบาดทะยักนะครับ... หรือไม่ก็ไปพบจิตแพทย์ตามที่ผมเคยแนะนำไว้ตั้งแต่แรก” ภีมปรายสายตามองหลอดกาแฟบนหัวเกียร์อีกเพียงเสี้ยววินาที ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มสมเพชบางๆ “เพราะอาการของพี่ตอนนี้... ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่บกพร่องทางการยับยั้งชั่งใจแล้วล่ะครับ” พูดจบ ภีมก็หมุนตัวเดินกลับขึ้นตึกไปอย่างใจเย็น ทิ้งให้เกียร์นั่งคุกเข่ากอดเกียร์เปื้อนน้ำชาบูดอยู่หน้าถังขยะสีเหลืองตามลำพัง เกียร์ยกมือขึ้นดึงหลอดกาแฟออกจากหัว มองตามแผ่นหลังบางที่เดินลับสายตาไปอีกครั้ง ความเจ็บแสบ ความเสียหน้า และความพังพินาศในวันนี้ มันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับไหว แต่วิศวะหนุ่มกลับก้มมองเกียร์ทองเหลืองในมือ ยกยิ้มมุมปากออกมาอย่างคนบ้า “ทิ้งลงถังขยะรีไซเคิลเหรอวะ...” เกียร์หัวเราะหึในลำคอ แววตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่งรักที่ไม่ยอมมอดดับ “แปลว่าหมอคิดจะเอากูไปรีไซเคิลเป็นแฟนในอนาคตใช่ไหมล่ะ... ร้ายกาจจริงๆ นะคุณหมอภีม!”ตอนพิเศษ 5: สัญญารักสิบปีเสียงใบต้นโมกและกิ่งประดู่ในสวนหน้าบ้านเสียดสีกันตามแรงลมยามดึก ดังก้องแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับกลิ่นไอดินชื้นและกลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้กลางคืนที่ลอยรอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีเทาควันบุหรี่ลงมากระทบพื้นไม้สักขัดมัน ภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสองของบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสงบเงียบและไอเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศที่เปิดไว้สม่ำเสมอที่ยี่สิบห้าองศาบ้านหลังนี้... สร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อ แรงกาย และเงินเก็บสะสมร่วมกันตลอดสิบปีเต็มเกียร์เป็นคนลงมือเขียนแบบแปลน คำนวณโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และวางระบบท่อประปาไฟฟ้าอัจฉริยะด้วยตัวเองทุกตารางนิ้ว ขณะที่ภีมเป็นคนเลือกโทนสีอบอุ่น จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเลือกชนิดของต้นไม้รอบตัวบ้านอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเกสรดอกไม้ชนิดใดที่ทำให้คนตัวเล็กเกิดอาการระคายเคืองจามติดกันเหมือนในอดีตบนเตียงนอนคิงไซส์หนานุ่ม กฤษณะนอนตะแคงข้าง หนุนศีรษะไว้บนท่อนแขนซ้ายของตัวเองในวัยสามสิบสองปี ร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของอดีตกัปตันทีมว่
ตอนพิเศษ 4: แก๊งวิศวะรวมรุ่น & มหากาพย์ขิงเมียควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากกระทะทองเหลืองทรงกลม ส่งกลิ่นหอมไหม้เกรียมของเนื้อริบอายลายหินอ่อนเคล้ากลิ่นเนยสดที่ละลายเยิ้ม เสียงน้ำซุปชาบูดำเดือดปุดๆ ในช่องต้มข้างกระทะ แข่งกับเสียงเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อกยุคเก้าศูนย์ที่เปิดคลอดังลั่นในร้านปิ้งย่างสไตล์อิซากายะแถบหลังมหาวิทยาลัย แสงไฟนีออนดัดสีส้มอบอุ่นส่องสะท้อนแก้วเบียร์คราฟต์ทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะพราว รอบโต๊ะยาวมุมด้านในสุดของร้านเต็มไปด้วยบรรยากาศการรวมตัวของกลุ่มคนที่ไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าเกือบครึ่งปีแก๊งวิศวะเครื่องกลรุ่นเก๋า... วันนี้กลับมารวมหัวกันอีกครั้งในสภาพของมนุษย์ทำงานเต็มตัวไต้ฝุ่นนั่งพิงพนักโซฟา สวมเสื้อโปโลสีเทาของบริษัทที่ปรึกษาการก่อสร้าง ใบหน้าหล่อคมดูอิดโรย ขอบตาดำคล้ำจากการวิ่งรอกเข้าประชุมตรวจรับงานกับลูกค้า น็อตที่ปัจจุบันเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงโรงกลั่นปิโตรเคมีแถบมาบตาพุด นั่งควงตะเกียบไม้ในมือ สวมเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ผิวกร้านแดดขึ้นเล็กน้อย ส่วนเจมส์ วิศวกรฝ่ายขายอุปกรณ์ควบคุมระบบไฮดรอลิก กำลังก้มหน้าก้มตาใช้คีมคีบเนื้อสไลด์ลงกระทะด้วยความหิวโซทุกคนต่างมีสภาพก
ตอนพิเศษ 3: ไซต์งานก่อสร้าง vs วอร์ดผ่าตัดแสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเพิ่งจะโผล่พ้นขอบตึกสูงระฟ้า ลมเช้าพัดพาความเย็นสบายไล่ความอบอ้าวของเมืองหลวง แต่ภายในห้องผ่าตัดฉุกเฉินหมายเลขสามของโรงพยาบาลศูนย์ บรรยากาศกลับตึงเครียดยาวนานข้ามคืนจนแทบไร้ความรู้สึกของเวลาติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...เสียงสัญญาณชีพจรจากจอมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมไอน้ำยาโพวิโดนไอโอดีนลอยอบอวลใต้แสงไฟผ่าตัดดวงใหญ่“เย็บปิดชั้นผิวหนังเรียบร้อยครับอาจารย์”น้ำเสียงหวานที่แหบแห้งเอ่ยรายงาน ภีมภัทรในชุดสครับสีเขียวเข้มเปียกชื้นเหงื่อ สวมหมวกคลุมผมและหน้ากากอนามัยมิดชิด ปลดคีมจับเข็มเย็บแผลลงบนถาดสเตนเลสอย่างแม่นยำ สองมือเรียวภายใต้ถุงมือยางปลอดเชื้อสั่นระริกน้อยๆ จากอาการล้าที่สะสมมาตลอดการยืนผ่าตัดไส้ติ่งแตกต่อเนื่องกันสองเคสนานกว่าหกชั่วโมง“ฝีมือเย็บแผลเนียนขึ้นเยอะเลยนะหมอภีม สมกับเป็นเรสซิเดนต์ปีหนึ่งตัวท็อป” อาจารย์หมอศัลยกรรมเจ้าของไข้เอ่ยชมพลางตบไหล่เบาๆ “ที่เหลือฝากส่งคนไข้ไปห้องพักฟื้นด้วยล่ะ ไปล้างมือแล้วหาอะไรกินรองท้องก่อนแปดโมงเช้าล่ะ เดี๋ยวต้องขึ้นราวด์วอร์ดต่อ”“ขอบคุณครับอาจารย์”ภีม
ตอนพิเศษ 2: กาวน์เปื้อนน้ำลายหมาเด็กครืด... ครืด... ครืด...เสียงระบบสั่นสะเทือนของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงดังก้องตัดความเงียบยามเช้าตรู่ หน้าจอดิจิทัลสว่างวาบขึ้นบอกเวลาตีห้าสี่สิบห้านาที พร้อมข้อความแจ้งเตือนสีแดงตัวโตว่า ‘ราวด์วอร์ดศัลยกรรม 07:00 น.’ม่านตาใต้เปลือกตาบางของภีมภัทรขยับไหวเบาๆ คนตัวเล็กพ่นลมหายใจยาวด้วยความงัวเงีย พยายามจะยกแขนขวาขึ้นเพื่อเอื้อมไปกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่กำลังส่งเสียงรบกวนแต่แขนเรียวกลับขยับไม่ได้แม้แต่เซนติเมตรเดียวไม่ใช่เพราะอาการกล้ามเนื้ออักเสบไม่ใช่เพราะอาการเหน็บชาแต่เป็นเพราะ ท่อนแขนล่ำสันสีแทนขนาดเท่าท่อนซุง กำลังพาดทับอยู่บนหน้าท้องของเขาอย่างหนักแน่น ล็อกช่วงเอวบางไว้แน่นหนาชนิดที่มดสักตัวยังแทรกผ่านไปไม่ได้ภีมพยายามจะขยับสะโพกหนี แต่ก็ต้องพบว่าขาข้างขวาของตัวเองถูกท่อนขาแกร่งยาวเหยียดของใครบางคนก่ายทับไว้ตั้งแต่ต้นขาจนถึงปลายเท้า ด้านหลังมีแผ่นอกเปลือยเปล่ากว้างขวางแนบสนิทอยู่กับแผ่นหลัง ไอความร้อนจัดจากร่างกายของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำแผ่ออกมาเหมือนเตาผิงขนาดย่อม“อือ... หมอ... จะไปไหน...”เสียงครางงึมงำแหบพร่าดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับ
ตอนพิเศษ 1: [🔞 NC 5] คืนฮันนีมูนริมสระว่ายน้ำ (Pool Villa Finale)เสียงคลื่นซัดสาดกระทบแนวโขดหินด้านล่างหน้าผาดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมทะเลยามค่ำคืนพัดพาไอเกลือสดชื่นเข้ามาปะทะระเบียงไม้สักของพูลวิลล่าหรูส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนเนินเขาริมชายหาด แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำในสระว่ายน้ำแบบไร้ขอบจนสะท้อนประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟซ่อนสีส้มนวลใต้ผิวน้ำภายในห้องพัก ประตูกระจกบานเลื่อนถูกเปิดอ้าไว้กว้างเพื่อรับลมธรรมชาติภีมภัทรยืนพิงกรอบประตูระเบียง สวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวโคร่งที่ไม่ติดกระดุมสามเม็ดบน กับกางเกงขาสั้นสีครีมสบายตัว ผมสีดำขลับที่เพิ่งสระเสร็จยังคงแห้งหมาด ชายเสื้อเปิดกว้างตามแรงลม เผยให้เห็นลำคอระหงและสร้อยเชือกหนังถักสีน้ำตาลเข้มที่มีจี้ฟันเฟืองทองเหลืองของเกียร์รุ่นห้อยเด่นอยู่ตรงร่องอก แว่นตากรอบเงินถูกถอดวางไว้บนเตียง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มดูหวานเชื่อมและผ่อนคลาย มือเรียวถือแก้วไวน์ขาวทรงสูง แกว่งน้ำสีอำพันในแก้วไปมาอย่างสบายอารมณ์ทริปพักผ่อนสามวันสองคืนเพื่อฉลองการเรียนจบอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ภีมจะต้องแยกย้ายไปรายงานตัวเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ และเก
บทที่ 35: วันสวมเกียร์ (ตอนจบ)เสียงชัตเตอร์กล้องดีเอสแอลอาร์ลั่นรัวเป็นชุดแข่งกับเสียงหัวเราะและเสียงตะโกนแสดงความยินดีที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณลานคอนกรีตกว้างขวางใต้ร่มเงาต้นประดู่ใหญ่ ลานเกียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ในวันนี้เนืองแน่นไปด้วยบัณฑิตใหม่ ญาติมิตร และรุ่นน้องร่วมสถาบันนับพันชีวิต ซุ้มลูกโป่งหลากสี ดอกสแตติสแห้ง และช่อดอกลิลลี่สีขาวส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งลาน ตัดกับไอร้อนระอุของแดดเมืองกรุงยามบ่ายแก่ๆท่ามกลางดงเสื้อครุยแถบสีแดงเลือดหมูของคณะวิศวะ ร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของอดีตกัปตันทีมว่ายน้ำยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กึ่งกลางลานกฤษณะสวมชุดครุยวิทยฐานะสีดำขลิบแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูพาดทับเสื้อเชิ้ตขาวผูกเนกไทเรียบร้อย ผมสีเข้มถูกเซตเปิดหน้าผากอย่างประณีต ขับเน้นสันกรามคมและใบหน้าหล่อเหลาที่เวลานี้ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์ แขนขวาที่เคยมีแผลไฟไหม้บัดนี้ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อครุยเนื้อหนา บนคอมีพวงมาลัยเงินสดและพวงกุญแจตุ๊กตาประแจเหล็กที่พวกน้องรหัสเอามาคล้องให้จนเต็มคอข้างกายของเขา... คือร่างโปร่งขาวผ่องที่ดึงดูดทุกสายตาไม่แพ้กันภีมภัทรยืนเคียงข้างใ







