LOGINบทที่ 10: คีย์การ์ดสำรอง
แสงแดดจัดยามสายส่องลอดม่านโปร่งสีเทาควันบุหรี่เข้ามาในห้องนอนใหญ่ ทาบทับลงบนพื้นไม้ปาเกต์ขัดมันจนเกิดเงามัว ลมพายุและเสียงฟ้าร้องที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนสงบลงแล้ว เหลือเพียงท้องฟ้าหลังฝนที่กระจ่างใสและเงียบสนิท ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางยังคงทำงานต่อเนื่อง อุณหภูมิยี่สิบสี่องศากำลังพอดี ไม่หนาวจนสั่นและไม่อบอ้าวชื้นแฉะเหมือนห้องพักพัดลมใต้หลังคาสังกะสีที่คุ้นเคย เหนือเมฆขยับตัวตื่นช้าๆ ความปวดแปลบตามข้อกระดูกลดลงไปมาก ความร้อนผ่าวที่เคยลามเลียตามผิวเนื้อคลายตัวลงจนเหลือเพียงเหงื่อซึมบางๆ ตามไรผมและแผ่นหลัง ร่างกายที่เคยหนักอึ้งเริ่มเบาลง ฟูกนอนหนานุ่มรองรับแผ่นหลังอย่างพอดีจนไม่อยากลุก แต่เมื่อสายตากวาดมองไปรอบตัว สติที่เพิ่งฟื้นคืนก็ดึงความทรงจำเมื่อคืนกลับมาทั้งหมด พื้นที่นอนข้างตัวว่างเปล่า ผ้านวมขนเป็ดผืนหนาถูกพับเปิดออกครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงรอยยับบนหมอนใบข้างๆ และกลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้ผสมกลิ่นยาสูบจางๆ ที่ติดอยู่บนเนื้อผ้า บนโต๊ะข้างเตียงมีแผงยาลดไข้ แก้วน้ำดื่มที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง และกระเป๋าผ้าใบสะพายข้างสีซีดของเขาวางตั้งอยู่บนเก้าอี้พักปลายเตียง เหนือเมฆยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก้มมองสภาพตัวเอง เสื้อยืดสีดำคอกลมตัวโคร่งที่เขาสวมอยู่ ชายเสื้อยาวคลุมลงมาเกือบถึงหัวเข่า คอเสื้อกว้างจนร่นลงมาเปิดให้เห็นลาดไหล่เนียนและแนวกระดูกไหปลาร้าข้างซ้าย กลิ่นสบู่อาบน้ำผู้ชายและกลิ่นกายเฉพาะตัวของราชันที่ฝังอยู่ในเส้นใยผ้าห่อหุ้มตัวเขาไว้จนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เมื่อคืน... ภาพที่ตัวเองสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่าแล้วถลันเข้าไปกอดแผงอกกว้าง สัมผัสของริมฝีปากอุ่นจัดที่จรดลงบนหน้าผาก และเสียงกระซิบหนักแน่นที่บอกว่า ‘มึงไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไป’ ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว เหนือเมฆสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่าน เขาถอนหายใจยาว ก้าวขาลงจากเตียง สองเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบ เขาเดินออกจากห้องนอน ก้าวผ่านโถงทางเดินสั้นๆ สู่พื้นที่ส่วนกลางของห้องชุดเพนท์เฮาส์ ห้องนั่งเล่นกว้างขวางปูพื้นด้วยหินอ่อนสีเทาเข้ม ผนังกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดานเปิดรับทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าเมืองหลวง เฟอร์นิเจอร์หนังแท้สีดำสนิทและชั้นวางหนังสือบิลต์อินเต็มไปด้วยตำราวิศวกรรมยานยนต์และโมเดลชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ทุกอย่างจัดวางเป็นระเบียบ เรียบหรู และสะอาดตา จนทำให้คนที่โตมากับห้องเช่าแคบๆ รู้สึกแปลกที่แปลกทาง บนเคาน์เตอร์ครัวหินแกรนิตสีดำกลางห้อง มีวัตถุชิ้นหนึ่งวางเด่นอยู่ข้างเหยือกน้ำ เหนือเมฆเดินเข้าไปใกล้ มันคือ คีย์การ์ดสีดำด้าน มีสัญลักษณ์คอนโดหรูสลักลายสีเงิน ร้อยอยู่กับพวงกุญแจหนังแท้สีเข้ม ข้างกันมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กเขียนด้วยลายมือหวัดแต่หนักแน่นด้วยปากกาเคมีสีดำ ‘คีย์การ์ดสำรอง ขึ้นลงลิฟต์เข้าห้องได้ตลอด ตื่นแล้วกินยาในครัว มึงต้องอยู่ที่นี่จนกว่ากูจะสั่งให้ไป’ เหนือเมฆมองข้อความเผด็จการบนกระดาษ สลับกับมองแผ่นการ์ดพลาสติกในมือ ความรู้สึกอึดอัดแล่นริ้วขึ้นมาจุกในอก เขาไม่เคยชินกับการมีใครมายื่นสิ่งของมีค่าให้ ไม่ชอบการเป็นหนี้บุญคุณ และไม่ต้องการกลายเป็นภาระของใคร การมานอนอยู่บนเตียงราคาเรือนแสนในห้องชุดหรูหราแบบนี้ รังแต่จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างเขากับราชันพร่าเลือนจนน่ากลัว เสียงท้องร้องประท้วงเบาๆ เตือนให้รู้ว่าตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากยาพาราเซตามอล เหนือเมฆหันไปมองครัวแบบเปิด อุปกรณ์เครื่องครัวสแตนเลสและเตาแม่เหล็กไฟฟ้าดูใหม่เอี่ยมคล้ายไม่ค่อยได้ใช้งาน เขาเปิดตู้เย็นสองประตูบานใหญ่ สายตากวาดมองสำรวจของข้างใน มีน้ำดื่มเรียงเป็นระเบียบ เบียร์กระป๋อง ชาเขียวรสฝาดแบบไม่ใส่น้ำตาล และในช่องแช่สดด้านล่างมีกล่องไข่ไก่ นมจืด ขนมปังแถว และอกไก่สดแช่แข็งที่เหมือนเพิ่งมีใครซื้อมาตุนไว้เมื่อไม่นานนี้ เหนือเมฆดึงประตูปิด ยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่อยากนั่งรอเฉยๆ เหมือนคนไร้ประโยชน์ อย่างน้อยถ้าทำอะไรตอบแทนค่าที่พักและค่ายาได้บ้าง ความรู้สึกติดค้างในใจคงจะเบาบางลง เด็กหนุ่มเปิดตู้เก็บของ หยิบหม้อด้ามจับใบเล็กออกมาตั้งบนเตา เขาตักข้าวสารก้นถุงมาซาวน้ำ นำขึ้นต้มไฟกลางเพื่อทำข้าวต้มไก่ง่ายๆ หั่นเนื้ออกไก่เป็นชิ้นพอดีคำ ตอกไข่ลวกแยกใส่ถ้วยเล็ก กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำซุปและข้าวต้มเริ่มลอยอบอวลขึ้นมาในครัว ชายเสื้อยืดตัวโคร่งสะบัดไปตามจังหวะก้าวเดิน ขอบคอเสื้อที่กว้างเกินตัวเลื่อนหลุดลงมาจนเผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนและแนวกระดูกสะบักบางส่วน ขากางเกงขาสั้นตัวเดิมถูกชายเสื้อบังมิดจนมองดูคล้ายไม่ได้ใส่อะไรไว้ข้างใน ผิวขาขาวละเอียดตัดกับพื้นหินอ่อนสีเข้ม เหนือเมฆง่วนอยู่กับการใช้ทัพพีคนข้าวต้มในหม้อ ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากหน้าประตูห้อง ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด แกร๊ก เสียงระบบกลอนประตูดิจิทัลด้านหน้าปลดล็อก บานประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเปิดออก “ไอ้คิง กูเอาเอกสารงบสปอนเซอร์ของพี่ธีร์มาส่งให้ เซ็นให้กูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย ก่อนที่อาจารย์ชาญชัยจะ—” เสียงพูดเจื้อยแจ้วหยุดชะงักลงกะทันหัน ม่านฟ้าในชุดนักศึกษาหญิงถูกระเบียบ ทับด้วยเสื้อช็อปภาคเครื่องกล สะพายกระเป๋าหนังและถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แต่ขายาวที่สวมรองเท้าผ้าใบกลับหยุดนิ่งอยู่ตรงโถงทางเข้า สายตาคมปราบหลังกรอบแว่นตาเบิกกว้างขึ้น ตรงหน้าเคาน์เตอร์ครัว เด็กหนุ่มร่างโปร่งที่กำลังยืนถือทัพพีคนหม้อข้าวต้มหันขวับมามองตามเสียง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าขาวเนียนที่ยังมีรอยฝาดจากพิษไข้ขึ้นสีแดงระเรื่อในเสี้ยววินาที ม่านฟ้ากวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดสีดำโอเวอร์ไซส์ที่มีสกรีนลายกราฟิกมอเตอร์สปอร์ตด้านหลัง ซึ่งเป็น เสื้อตัวเก่งของราชัน ที่คนทั้งคณะรู้ดีว่าเจ้าของหวงยิ่งกว่าอะไร ชายเสื้อยาวคลุมต้นขา ท่อนขาเรียวขาวเปลือยเปล่า และขอบคอเสื้อที่เอียงกะเท่เร่จนเห็นผิวเนื้อตรงหัวไหล่ “...เชี่ย” คำอุทานสั้นๆ หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวฝ่ายประสานงานชมรม แฟ้มเอกสารในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น เหนือเมฆยืนตัวแข็งทื่อ ทัพพีในมือสั่นกึก “พะ... พี่ม่านฟ้า” ยังไม่ทันที่ม่านฟ้าจะได้อ้าปากพูดอะไรต่อ เสียงเปิดประตูกระจกจากห้องน้ำด้านในก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของราชันที่ก้าวเดินออกมา ราชันอยู่ในสภาพสวมกางเกงวอร์มขายาวสีเทาตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า หยดน้ำเกาะพราวตามมัดกล้ามเนื้อแผ่นอกและหน้าท้องแกร่ง รอยสักรูปเรขาคณิตตรงหัวไหล่เปียกชื้น มีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดอยู่ที่ลำคอหนา มือข้างหนึ่งกำลังยกขึ้นเช็ดผมซอยสั้นที่ยังหมาดน้ำ ราชันชะงักฝีเท้า สายตาคมกริบเหลือบมองไปยังหน้าประตูห้อง วินาทีที่เห็นว่าม่านฟ้ากำลังยืนมองเหนือเมฆ และสายตาของเพื่อนสนิทกำลังหยุดอยู่ที่ลาดไหล่ขาวกับเรียวขาเปลือยเปล่าของเด็กปีหนึ่ง... แววตาของราชันเปลี่ยนเป็นดุดันและมืดสนิทลงในทันที พรึ่บ! ราชันก้าวพรวดเข้ามาด้วยความเร็ว ท่อนแขนแกร่งคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเหนือเมฆ ออกแรงกระชากดึงร่างของคนตัวเล็กกว่าให้ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตัวเองจนมิด กางกั้นสายตาของม่านฟ้าไม่ให้แตะต้องผิวเนื้อของเด็กดื้อได้แม้แต่นิดเดียว “ไอ้ม่าน” เสียงของราชันต่ำลงจนแทบเป็นเสียงคำราม บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงสู่จุดเยือกแข็ง “มึงเข้ามาได้ยังไง” ม่านฟ้าดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เธอดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบมองสลับไปมาระหว่างเพื่อนสนิทตัวโตที่ยืนบังมิด กับแผ่นหลังของเด็กปีหนึ่งที่ยืนก้มหน้างุดอยู่หลังไหล่กว้าง มุมปากของหญิงสาวเริ่มกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย “ก็กูมีคีย์การ์ดสำรองของชมรมที่มึงเคยให้ไว้เบิกเอกสาร” ม่านฟ้าชูคีย์การ์ดในมือขึ้นแกว่งไปมา น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แววตาพราวระยับ “กูโทรหามึงสิบสายมึงไม่รับ นึกว่านอนตายคาคอนโด เลยเอาเอกสารสปอนเซอร์มาให้เซ็น... แต่ดูเหมือนกูจะมาผิดจังหวะไปหน่อย” “วางเอกสารไว้บนชั้น แล้วไสหัวออกไป” ราชันออกคำสั่งเสียงแข็ง ไร้ความเกรงใจ “แหม ไล่จังนะพ่อคุณ” ม่านฟ้าก้าวเข้ามา วางแฟ้มเอกสารลงบนตู้เตี้ยหน้าประตูอย่างไม่รีบร้อน สายตาของเธอยังคงพยายามชะเง้อมองผ่านไหล่กว้างของราชัน “กูแค่จะมาส่งเอกสาร ไม่ได้ตั้งใจจะมาดูภาพบาดตาบาดใจ... ว่าแต่ น้องเมฆใส่เสื้อตัวนั้นแล้วดูเข้ากันดีนะมึง ตัวโคร่งเชียว ปลายขาขาวจั๊วะ—” “ไอ้ม่านฟ้า!” ราชันตวาดลั่น สันกรามขบกันแน่นจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน ฝ่ามือหนาที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่น “เออๆ ไปแล้วโว้ย! ดุเป็นหมาบ้าหวงก้างไปได้!” ม่านฟ้าหัวเราะร่า ยกสองมือขึ้นยอมแพ้ เธอถอยหลังกลับไปที่หน้าประตู คว้าลูกบิดไว้ แต่ก่อนจะดึงประตูปิด หญิงสาวก็ยังไม่วายชะโงกหน้ากลับมาทิ้งระเบิดลูกสุดท้าย “มึงบอกพวกกูว่าไปนอนเฝ้าแล็บ... ที่แท้ก็แอบหอบหิ้วเด็กปีหนึ่งมาขังไว้ในรังนี่เอง ระวังตัวไว้เถอะมึง ข่าวนี้ถึงหูไอ้พีทเมื่อไหร่ มึงโดนล้อยันลูกบวชแน่!” ปัง! ม่านฟ้าดึงประตูปิดสนิทตามหลังอย่างรวดเร็ว ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ห้องชุดชั้นสามสิบห้าอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำซุปในหม้อต้มที่เริ่มเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นตัดกับความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ราชันยืนนิ่ง แผ่นอกหนากระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง เหนือเมฆยืนก้มหน้านิ่ง สองมือกำชายเสื้อยืดตัวโคร่งไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอ ทั้งอับอาย ทั้งทำตัวไม่ถูกที่โดนรุ่นพี่ปีสี่เปิดเข้ามาเจอในสภาพนี้ “ผม... ขอโทษ” เหนือเมฆพึมพำเสียงแผ่ว “ผมไม่รู้ว่าจะมีคนเข้ามา...” ราชันไม่พูดอะไรสักคำ สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ภาพที่ม่านฟ้าเห็นเมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาตอกย้ำในหัวของเขา... เสื้อยืดสีดำของเขาที่อยู่บนตัวของเหนือเมฆ คอเสื้อที่กว้างจนเผยให้เห็นผิวขาวละเอียด ชายเสื้อที่ปิดทับสะโพกบาง และเรียวขาขาวที่โผล่พ้นออกมา ความหงุดหงิดที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกไม่ใช่เพราะม่านฟ้าเข้ามาขัดจังหวะ แต่เป็นเพราะ มีคนอื่นได้เห็นภาพนี้ ภาพที่ควรจะมีเพียงเขาคนเดียวที่มีสิทธิ์มอง ราชันก้าวเท้าประชิดเข้ามา ร่างสูงใหญ่กักขังเหนือเมฆไว้ระหว่างร่างของเขากับเคาน์เตอร์ครัวหินแกรนิต “พี่... ราชัน จะทำอะไ—” ปึ้ก! ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างทาบลงบนขอบเคาน์เตอร์หินอ่อน ดักทางหนีของเหนือเมฆไว้จนหมดสิ้น แผงอกเปลือยเปล่าที่ยังชื้นน้ำโน้มตัวลงมาใกล้จนกลิ่นกายดิบเถื่อนและไอร้อนจากร่างกายแกร่งแผ่ซ่านเข้าปะทะใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าอย่างจัง เหนือเมฆเอนแผ่นหลังแนบชิดกับขอบเคาน์เตอร์เย็นเฉียบ สองมือยกขึ้นดันแผงอกล่ำสันไว้ตามสัญชาตญาณ แต่ความร้อนจากผิวเนื้อของราชันกลับทำให้ปลายนิ้วของเขาสั่นสะท้าน ราชันไม่สนใจแรงผลักที่เบาหวิว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนหน้าผากแทบจะชนกัน มือหนาข้างหนึ่งละออกจากเคาน์เตอร์ เอื้อมขึ้นมาจับคอเสื้อยืดที่ร่นลง ดึงรั้งจัดให้มันกลับขึ้นมาคลุมไหล่ขาวอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วสากระคายเฉียดผ่านผิวเนื้ออ่อนตรงซอกคอจนเหนือเมฆสะดุ้ง ขนลุกเกลียวไปทั้งตัว สายตาสีเข้มดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังสั่นไหว แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวงแหนและเผด็จการอย่างเปิดเผย ราชันบดฟันกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากที่กำลังสั่นระริก ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดปลายจมูกรั้น ก่อนจะเอ่ยคำสั่งเฉียบขาดที่ทำให้คนฟังแทบหยุดหายใจ “เสื้อตัวนี้... ห้ามใส่ให้ใครเห็นอีก นอกจากกูคนเดียว”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







