LOGINบทที่ 9: คืนฝนรั่วที่หอพัดลม
เสียงฟ้าร้องคำรามครืนต่ำอยู่หลังม่านเมฆสีเทาดำ ลมพายุหมุนกวาดเอาไอน้ำฝนระลอกใหญ่สาดซัดเข้าใส่บานเกล็ดกระจกเก่าๆ ของห้องพักชั้นบนสุดจนโครงอะลูมิเนียมสั่นสะเทือน แผ่นสังกะสีบนหลังคาแอ่นรับน้ำหนักเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าถล่ม กลิ่นดินชื้น ปูนเปียก และกลิ่นอับของเชื้อราลอยฟุ้งขึ้นมาตามร่องแตกของผนังห้องแคบขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตร แปะ... ติ๋ง... ติ๋ง... หยดน้ำสีขุ่นหยดลงมาจากรอยคราบด่างสีน้ำตาลบนฝ้าเพดานที่เริ่มบวมพอง กะละมังพลาสติกสีฟ้าใบเก่าที่วางรองไว้บนพื้นปูนขัดมันรับน้ำฝนจนเกิดเสียงสะท้อนกังวานก้องทั่วห้องพัก ข้างๆ กันนั้นมีหม้อต้มบะหมี่ใบเล็กอีกใบถูกลากมารองรับน้ำหยดจากรอยแยกตรงมุมห้อง บนฟูกนอนปิกนิกบางๆ ที่ปูแนบอยู่กับพื้น เหนือเมฆนอนขดตัวคุดคู้ สองแขนกอดรัดท่อนขาตัวเองแน่น ผ้าห่มผืนบางที่ซักจนเนื้อผ้าสากระด้างไม่อาจต้านทานไอเย็นยะเยือกของลมฝนที่พัดเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างได้เลย พิษไข้แล่นพล่านไปทั่วทั้งตัว อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงจนผิวแก้มและลำคอร้อนผ่าว หากแต่ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้ากลับเย็นเฉียบ ปวดร้าวลึกเข้าไปถึงกระดูก ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยสีขาว ขอบตาร้อนผ่าวจนลืมไม่ขึ้น ลมหายใจที่พ่นผ่านปลายจมูกร้อนจัดและติดขัดเป็นห้วงๆ ผลพวงจากการตากฝนในคืนที่ซ่อมเบรกรถ การอดนอนติดต่อกันช่วงสอบมิดเทอม และการโหมงานในโรงช็อปจนเกินขีดจำกัด ถาโถมเข้าใส่ร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานจนพังทลายลงในคราวเดียว แต่สิ่งที่บั่นทอนเขาจนลุกไม่ขึ้น ไม่ใช่แค่ไข้หวัด ในหัวที่หนักอึ้ง ภาพเหตุการณ์เมื่อวานตอนสายยังคงฉายซ้ำไม่ยอมหยุด... ใบหน้าเนี้ยบของธีร์ แฟ้มเอกสารตราสัญลักษณ์วัฒนานุกูล และชื่อ ‘พิมพา’ ที่ถูกดึงขึ้นมากลางโรงช็อป ภาพแม่ที่นอนไอจนตัวโยนในห้องเช่าท้ายซอย ภาพที่แม่จับมือเขาไว้แน่นแล้วสั่งเสียว่าห้ามก้มหัวขอเศษเงินจากผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด ‘อย่ากลับไปหาพ่อของลูก... เมฆต้องมีชีวิตที่เป็นของตัวเอง’ “แม่...” เหนือเมฆพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ลิ้นแข็งชาจนแทบออกเสียงไม่ได้ คราบน้ำตาแห้งกรังติดอยู่ตรงหางตา เขาพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทาไปคว้าขวดน้ำข้างฟูก แต่มือกลับไร้เรี่ยวแรงจนปัดโดนขวดพลาสติกกลิ้งหลุดไปไกล โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่วางอยู่บนพื้นข้างหัวนอน หน้าจอดับสนิทไปตั้งแต่ช่วงบ่าย แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ความหนาวสั่นแล่นริ้วขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังจนฟันกระทบกันกึกๆ เหนือเมฆดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงจนถึงใบหู นอนฟังเสียงน้ำหยดลงกะละมังสลับกับเสียงลมพัดหลังคาด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจลึกขึ้นทุกที ปัง! ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูไม้หน้าห้องดังสนั่นหวั่นไหวจนฝุ่นผงบนขอบวงกบหล่นร่วงลงมา เหนือเมฆสะดุ้งตัวโยนในผ้าห่ม พยายามจะลืมตาขึ้นมอง แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งคล้ายถูกถ่วงด้วยตะกั่ว เสียงฟ้าร้องข้างนอกคำรามกึกก้องกลบเสียงข้างนอกไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงทุบประตูจะเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนห้าวทุ้มที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “เหนือเมฆ! เปิดประตู!” เสียงนั้นคุ้นหูเสียจนคนที่นอนซมหายใจสะดุด “เหนือเมฆ! ถ้ามึงไม่เปิด กูจะพังเข้าไปเดี๋ยวนี้!” เหนือเมฆอ้าปากจะส่งเสียงตอบ แต่มีเพียงลมหายใจร้อนผ่าวที่พ่นออกมา ลำคอตีบตันจนไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ โครม! เสียงกระแทกอย่างแรงดังขึ้นหนึ่งครั้ง ตามด้วยเสียงเนื้อไม้ปริแตก ปัง! โครม! บานพับประตูไม้ผุๆ ทนแรงถีบมหาศาลไม่ไหว กลอนประตูตัวเล็กหลุดกระเด็นออกจากเนื้อไม้ บานประตูกระแทกเปิดออกชนผนังห้องเสียงดังลั่น ลมฝนและความเย็นจากทางเดินภายนอกพัดกรูเข้ามาในห้องทันที ร่างสูงใหญ่ของราชันยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อยืดสีดำตัวในเปียกชื้นเป็นดวงๆ จากละอองฝน แจ็กเก็ตหนังตัวนอกถูกถอดพาดไว้บนแขนข้างหนึ่ง ผมซอยสั้นเปียกลู่ปรกหน้าผาก ใบหน้าคมคายบึ้งตึงถึงขีดสุด ดวงตาดำจัดกวาดมองไปทั่วห้องด้วยความโกรธจัดที่โทรติดต่อไม่ได้ตั้งแต่บ่าย โมโหที่เด็กดื้อไม่ยอมไปทำงานที่ช็อปตามเวลานัด แต่ความโกรธทั้งหมดกลับมลายหายไปในเสี้ยววินาที เมื่อสายตาของราชันปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า ภายในห้องพักมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มจากระเบียงข้างนอกส่องเข้ามาให้เห็นหยดน้ำฝนที่รั่วซึมลงมาจากเพดาน กะละมังและหม้อใบเก่าวางเกะกะอยู่บนพื้นปูน มีแอ่งน้ำเจิ่งนองซึมเฉียดขอบฟูกนอนไปเพียงไม่กี่คืบ และตรงกลางห้อง... ร่างของเด็กปีหนึ่งที่เคยยืนเถียงเขาฉอดๆ กำลังนอนขดตัวสั่นเทาอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง สภาพเหมือนลูกนกตกน้ำที่ไร้ทางสู้ “เหนือเมฆ!” ราชันก้าวพรวดเข้าไปในห้อง ไม่สนใจน้ำที่กระเด็นเปื้อนรองเท้าเซฟตี้ เขาทรุดเข่าลงข้างฟูกนอน ดึงผ้าห่มออกจากใบหน้าของอีกฝ่ายทันที ความร้อนจัดแผ่ออกมาจากร่างของคนตัวเล็กกว่าจนสัมผัสได้ในระยะประชิด ใบหน้าของเหนือเมฆแดงก่ำด้วยพิษไข้ ริมฝีปากแห้งแตกและซีดเซียว ขนคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความทรมาน ราชันแตะหลังมือลงบนหน้าผากเนียน ความร้อนระอุที่แล่นผ่านผิวหนังทำเอาสันกรามของราชันกระตุกแน่น “ตัวร้อนขนาดนี้ ทำไมไม่ไปหาหมอวะ!” เหนือเมฆปรือตาขึ้นช้าๆ แววตากลมโตพร่ามัวมองไม่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างชัดเจน เห็นเพียงโครงร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้ปนกลิ่นไอน้ำฝนช่วยดึงสติอันเลือนรางของเขากลับมา “พี่... ราชัน...” เหนือเมฆเค้นเสียงกระซิบแหบพร่า “เข้ามาทำไม...” “ถ้ากูไม่พังประตูเข้ามา มึงคงนอนชักตายคาห้องไปแล้ว!” ราชันตวาดเสียงดุ แต่สองมือกลับช้อนประคองศีรษะที่ร้อนจัดของน้องขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “ลุกขึ้น กูจะพามึงไปโรงพยาบาล” “ไม่ไป...” เหนือเมฆส่ายหน้าช้าๆ พยายามออกแรงผลักท่อนแขนแกร่งออก แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับเบาหวิวเหมือนแตะขนนก “ผมแค่เป็นไข้... กินยาเดี๋ยวก็หาย พี่กลับไปเถอะ...” “อย่ามาอวดเก่งตอนนี้!” ราชันกดเสียงต่ำ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องพักเพื่อหาเสื้อผ้าหนาๆ มาคลุมตัวให้เด็กดื้อ แต่สิ่งที่สายตาของเขาไปสะดุดเข้า กลับทำให้ช่องอกของราชันบีบรัดตัวแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ในห้องพักแคบๆ แห่งนี้ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกใดๆ เลย ไม่มีตู้เย็น ไม่มีไมโครเวฟ มีเพียงพัดลมตั้งโต๊ะฝุ่นเขรอะตัวเดียวที่หมุนส่ายไปมา บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยมีกองหนังสือเรียนวิศวะ สมุดเลกเชอร์ และชีทข้อสอบเก่าที่เขาเคยเอาให้วางซ้อนกันเป็นระเบียบ และตรงมุมเสา... มีเพียง กระเป๋าผ้าใบสะพายข้างสีซีดใบเดียว วางอยู่ กระเป๋าผ้าใบเก่าเก็บที่มีรอยเย็บซ่อมตรงสายสะพาย ข้างในมีเสื้อยืดไม่กี่ตัว กางเกงยีนส์สองตัว เสื้อช็อปคณะ และซองเอกสารใส่ใบแสดงผลการเรียนกับสูติบัตร นั่นคือทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตของเด็กคนนี้ เด็กทุนที่ยืนหยัดสู้ด้วยศักดิ์ศรี เด็กที่ไม่ยอมรับเศษเงินช่วยเหลือจากใคร เด็กที่ปฏิเสธเงินแสนจากเขากลางโรงช็อป แต่กลับยอมนอนทนหนาวอยู่ในห้องพักรูหนูที่ฝนรั่วลงมาใส่หัว ราชันสูดลมหายใจเข้าลึก มือหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บใจ และเวทนาจนจุกแน่นไปหมด เขาไม่ยอมให้เด็กคนนี้ต้องทนอยู่ในสภาพนี้อีกต่อไปแล้ว ราชันลุกขึ้นยืน ก้าวตรงไปยังมุมห้อง คว้ากระเป๋าผ้าใบของเหนือเมฆขึ้นมารูดซิปปิด กวาดเอาโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่หมด กระเป๋าสตางค์ และกองหนังสือเรียนบนโต๊ะญี่ปุ่นยัดใส่ลงไปในกระเป๋าทั้งหมดอย่างรวดเร็ว “พี่จะทำอะไร...” เหนือเมฆพยายามยันตัวลุกขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก “เก็บของ” ราชันตอบห้วนๆ สะพายกระเป๋าใบนั้นขึ้นบ่าตัวเอง “เอาของผมคืนมานะ... พี่ไม่มีสิทธิ์—” ราชันไม่ปล่อยให้เด็กดื้อได้พูดจบประโยค เขาสาวเท้ากลับมาที่ฟูกนอน ก้มตัวลงช้อนร่างผอมบางของเหนือเมฆขึ้นมาไว้ในวงแขนอย่างง่ายดาย แขนข้างหนึ่งสอดเข้าใต้ข้อพับขา อีกข้างช้อนประคองแผ่นหลัง รวบเอาผ้าห่มผืนเดิมพันรอบตัวน้องไว้เพื่อกันลม “เฮ้ย! ปล่อยนะพี่ราชัน! ปล่อยผมลง!” เหนือเมฆตกใจจนลืมไข้ สองมือพยายามทุบตีแผงอกแกร่งเพื่อดิ้นหนี แต่ยิ่งดิ้น แขนของราชันกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นจนขยับไม่ได้ “อยู่นิ่งๆ ถ้ามึงไม่อยากตกลงไปหัวฟาดพื้น” ราชันกระชับร่างในอ้อมกอดแนบอก สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ผ่านเสื้อผ้าเข้ามา “ห้องสภาพแบบนี้ มึงไม่ต้องอยู่มันแล้ว” “นี่มันห้องของผม!” “แต่กูไม่ให้มึงอยู่!” ราชันตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีใครกล้าขัด เขาอุ้มเหนือเมฆก้าวเท้าออกจากห้องพัก ปล่อยทิ้งบานประตูที่พังยับเยินไว้เบื้องหลัง ก้าวยาวๆ ลงบันไดหอพักแคบๆ อย่างมั่นคงโดยไม่เซแม้แต่น้อย ฝ่าสายฝนพรำตรงไปยังลานจอดรถด้านหน้า ตรงนั้นมีรถเอสยูวีคันหรูสีดำจอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้อยู่ ราชันเปิดประตูหลัง เหวี่ยงกระเป๋าผ้าใบยัดเข้าไปข้างใน ก่อนจะเปิดประตูด้านหน้าฝั่งผู้โดยสาร วางร่างของเหนือเมฆลงบนเบาะหนังแท้ ปรับเบาะให้เอนลงเล็กน้อย ปิดประตูเสียงดังแน่นหนา แล้วรีบวิ่งอ้อมขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ แอร์ในรถถูกปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้นทันที กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของราชันอบอวลอยู่รอบตัว ลบเลือนกลิ่นอับชื้นจากห้องพักไปจนหมดสิ้น เหนือเมฆที่หมดเรี่ยวแรงจากการดิ้นรน เอนศีรษะพิงกับพนักพิงเบาะ เปลือกตาปิดสนิทลงด้วยความอ่อนเพลีย พิษไข้ทำให้เขาสะลึมสะลือ มองเห็นแสงไฟท้ายรถสีแดงบนท้องถนนเลือนรางไปตามจังหวะที่รถเคลื่อนตัวฝ่าสายฝน ราชันเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปบนถนนอย่างรวดเร็วและนิ่งสนิท มือข้างหนึ่งคุมพวงมาลัย ส่วนมืออีกข้างเอื้อมมาจับกระชับมือเรียวที่เย็นเฉียบของเหนือเมฆไว้บนตัก ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือไปให้ตลอดเส้นทาง ไม่ถึงยี่สิบนาที รถหรูเลี้ยวเข้าสู่ชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง ลิฟต์ส่วนตัวพาคนทั้งคู่พุ่งตรงขึ้นสู่ชั้นสามสิบห้า เหนือเมฆไม่รู้ว่าตัวเองถูกอุ้มขึ้นมาถึงห้องนอนใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกที แผ่นหลังก็สัมผัสเข้ากับความนุ่มสบายของฟูกนอนหนานุ่มที่รองรับสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นผ้าปูที่นอนสะอาดสะอ้านและไออุ่นจากผ้านวมขนเป็ดหนานุ่มโอบล้อมร่างกายเขาไว้ ราชันจัดแจงถอดเสื้อผ้าเปียกชื้นของเหนือเมฆออกอย่างรวดเร็ว ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดตามลำคอ แผ่นอก และข้อพับเพื่อลดไข้ ป้อนยาลดไข้เม็ดกลมพร้อมน้ำอุ่นเข้าปาก บังคับให้น้องกลืนลงคอจนสำเร็จ ก่อนจะสวมเสื้อยืดสีดำตัวโคร่งของตัวเองให้ ทุกการกระทำหนักแน่น เด็ดขาด ทว่ากลับแฝงความทะนุถนอมอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน เหนือเมฆจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราด้วยฤทธิ์ยาและไออุ่นที่แผ่คลุม กลางดึกสงัด เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมาที่ยอดตึกสูงด้านนอก แสงสว่างวาบสะท้อนผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องนอนมืดสลัว ตามด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกสั่นสะเทือน เหนือเมฆสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นมาท่ามกลางความมืดด้วยความตระหนก ลมหายใจหอบกระชั้น ละล่ำละลักด้วยความตกใจจากฝันร้าย สองมือไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวไปตามสัญชาตญาณ คล้ายยังคิดว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องพักที่น้ำรั่วซึม หมับ ท่อนแขนแกร่งที่นอนอยู่ข้างกายตระกองกอดรวบร่างผอมบางเข้ามาแนบชิดทันที ราชันยังไม่ได้หลับ เขาดึงร่างที่กำลังสั่นเทาของเหนือเมฆขึ้นมาเกยบนแผงอกกว้าง มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มชื้นเหงื่อเบาๆ ปลอบประโลมจังหวะการหายใจที่ตื่นตระหนก หัวใจของราชันเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นอยู่ใต้ใบหูของคนป่วย เหนือเมฆซบหน้าลงกับอกอุ่น กลิ่นกายคุ้นเคยและไออุ่นที่โอบล้อมทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงค่อยๆ สงบลง เขากำชายเสื้อยืดของราชันไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ราชันก้มลงมองใบหน้าขาวที่ยังคงมีไอไข้ในความมืด ริมฝีปากหยักลึกจรดจูบลงบนหน้าผากเนียนที่เริ่มคลายความร้อนลงอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าจะกระซิบชิดริมใบหู แข่งกับเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอกกระจกหนา น้ำเสียงนั้นมั่นคง หนักแน่น คล้ายคำสัญญาที่สลักลึกลงไปในความมืด “มึงปลอดภัยแล้ว... คืนนี้ห้องนี้ไม่รั่ว และมึงไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไป”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม

![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





