Masukเยว่ชิงพาอาเจ๋อเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้เพียงไม่นานก็ได้ของกินของใช้ และวัตถุดิบในการปรุงอาหารไม่น้อยเลย
“ไงลูกแม่ พวกเจ้าพอใจกับขนมของกินที่แม่ซื้อให้ไหม” เยว่ชิงก้มหน้าคุยกับแฝดในครรภ์พร้อมเอามือบางอบอุ่นลูบลงไปเบาๆ ในขณะที่อีกมือถือถังหูลู่กัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“พี่สาวคุยกับเจ้าตัวน้อย” อาเจ๋อเอ่ยหลังเคี้ยวขนมแป้งทอดหมดไปคำหนึ่ง
“ใช่ เจ้าตัวน้อยสามารถสื่อสารกับข้าได้นะ เสียดายเจ้าไม่ได้ยิน” เยว่ชิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“จริงรึพี่สาว”
“จริงสิ อีกไม่กี่เดือนก็สามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้มากขึ้น เวลานั้นข้าจะให้อาเจ๋อลองสัมผัสดูก็แล้วกัน”
“ดีๆ ต่อไปอาเจ๋อจะคุยกับเจ้าตัวน้อย อาเจ๋ออยากสัมผัสเจ้าตัวน้อย” อี้เจ๋อกล่าวก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสบนหน้าท้องนูนป่องของเยว่ชิงแผ่วเบา
การกระทำโดยไม่ตั้งตัวนี้ทำเอาเยว่ชิงใจเต้นแรงใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะแม้นอี้เจ๋อจะแสดงออกเหมือนเด็กสิบขวบ แต่รูปร่างหน้าตาอายุที่แท้จริงของเขาราว 20 ปีได้แล้ว เป็นชายหนุ่มฉกรรจ์มีมัดกล้ามสมส่วน อีกทั้งหน้าตายังหล่อเหลาไม่ธรรมดาเลยสักนิด
เยว่ชิงนึกถึงภาพคืนร่วมหอที่นางกลายเป็นยาถอนพิษให้กับอาเจ๋อซึ่งยามนั้นเขาดูปกติดีทุกอย่าง เว้นเสียว่ากำลังโดนพิษซึ่งมีฤทธิ์ในการปลุกกำหนัดเล่นงานเท่านั้น
“พี่สาวหน้าแดง พี่สาวไม่สบาย” จู่ๆ อาเจ๋อที่ลูบท้องเยว่ชิงอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองนางซึ่งกำลังคิดเรื่องน่าอายพอดี
“มะ..ไม่ใช่ซะหน่อย ซื้อของเสร็จแล้วรีบกลับเรือนเถอะ เดี๋ยวท่านแม่เป็นห่วง” เยว่ชิงเปลี่ยนเรื่อง อี้เจ๋อมองหน้านางด้วยสีหน้างุนงงแต่ก็พยักหน้าและเดินตามนางไป
‘ท่านแม่อายท่านพ่อสินะขอรับ’ เสี่ยวเหวินเอ่ยเย้ามารดา
‘นั่นสิเจ้าคะ ท่านพ่อรูปงามหน้าตาหล่อเหลา หากไม่โดนพิษร้ายเล่นงาน ท่านแม่ต้องมีความสุขมากแน่’ หลินเอ๋อเอ่ยขึ้นอีกคน
“พวกเจ้าสองพี่น้องช่างแก่แดดเสียจริง เลิกพูดไร้สาระได้แล้วไม่งั้นอดกินขนมนะ” เยว่ชิงเอ่ยอย่างขัดเขิน เจ้าตัวน้อยยอมเงียบปากแต่กลับส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาแทน
อี้เจ๋อเห็นเยว่ชิงพูดคนเดียวก็ทำหน้าสงสัย แต่เขาเริ่มคุ้นชินในการพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยของนางมากขึ้นแล้ว
เมื่อกลับถึงเรือน ซูฮูหยินก็ต้องตกใจกับข้าวของมากมายที่เยว่ชิงซื้อมาโดยมีอี้เจ๋อหิ้วมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า
“ชิงเอ๋อ เจ้าไปเอาเงินที่ใดมาซื้อข้าวของมากมายเช่นนี้เล่า” ซูฮูหยินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ เยว่ชิงจึงอธิบายเหมือนที่บอกกับอี้เจ๋อว่านางนำผักผลไม้ไปแลกเปลี่ยนหลายอย่างมาขายทำการค้าให้เป็นที่รู้จัก
ซึ่งมันได้ผลดีทีเดียว ซูฮูหยินที่ติดตามสามีทำการค้าขายจนเชี่ยวชาญมาก่อนเข้าใจหลักการนี้ดี ทั้งยังคาดไม่ถึงว่าบุตรสาวของตนจะเก่งกาจเฉลียวฉลาดในการคิดหาหนทางทำเงินไม่น้อย
“ชิงเอ๋อ เจ้าค้าขายทำตัวโดดเด่นเช่นนี้ระวังจะเป็นภัยนะลูก” ซูฮูหยินเตือนบุตรสาว นางไม่อยากทำการค้าโดดเด่นเพราะเกรงว่าคนร้ายยังไม่ตัดใจเลิกค้นหาพวกนางจึงเก็บตัวเงียบเชียบมาตลอด
“ท่านแม่ เรื่องผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว และเราก็หนีมาไกลถึงเมืองตะวันออกสกุลซ่งคงคิดไม่ถึงหรอกเจ้าค่ะ ทางหลงจู๊จงที่เราติดต่อถามไถ่เรื่องราวทางนู้นก็ไม่เห็นความผิดปกติอันใดนะเจ้าคะ”
เยว่ชิงเอ่ยถึงหลงจู๊จงเมิ่งจื่อ หลงจู๊ประจำเหลาสุราซูเฉินของครอบครัวนางในเมืองหลวง หนึ่งในผู้ภักดีต่อสกุลซูที่ลอบติดต่อส่งข่าวกับพวกนางมาโดยตลอด
“ใช่ แต่เราควรระวังตัวเอาไว้นะลูก” ซูฮูหยินยังคงไม่วางใจ แม้นไม่ได้ข่าวการเคลื่อนไหวของสกุลซ่งนานแล้ว เพราะพวกมันมัวแต่เสวยสุขอยู่กับทรัพย์สินเงินทองของสกุลซูนั่นเอง
พวกเขาทานอาหารเย็นเสร็จก็มานั่งพูดคุยปรึกษาหารือกันต่อเรื่องคนร้ายทั้งสองในวันนี้“ชิงเอ๋อ..สกุลซ่งตามตัวเรามาถึงเมืองต้าโจวแล้ว ลูกคิดเห็นอย่างไร? พวกเราควรย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นดีหรือไม่”ซูฮูหยินเอ่ยถามความเห็นบุตรสาว“หากเราหนี..พวกมันก็ต้องตามมาอีกอยู่ดี สกุลซ่งยังไม่วางใจเรื่องเราสองแม่ลูก แต่ถึงอย่างไรข้าคิดว่าเราไม่ควรหนีพวกมันเจ้าค่ะ ควรหันมาตั้งรับมากกว่า”เยว่ชิงออกความเห็น“เจ้าท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว อีกทั้งคนในหมู่บ้านตงหยวนก็ดีกับเรามากคอยช่วยเหลือพึ่งพากันได้ แม่เองก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่น แต่หากพวกมันตามมาเจอเราจะทำอย่างไรเล่า”“ตอนนี้พวกเราต้องระวังตัวให้มากและนำความไปปรึกษาหารือกับท่านลุงซิ่นหัวหน้าหมู่บ้านเอาไว้ก่อน จะได้ช่วยเหลือรับมือกับพวกมันได้เจ้าค่ะ”เยว่ชิงตัดสินใจไม่ย้ายไปที่ใดเนื่องด้วยความเป็นจริงที่ว่านางกำลังท้องแก่ใกล้คลอด ไม่สะดวกนักหากต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น อีกทั้งยังมีอี้เจ๋อที่ต้องดูแลหอบหิ้วไปด้วยกัน ซึ่งเขาพลัดหลงมาอยู่กับพวกนางได้ราวปีหนึ่งแล้วหากญาติหรือครอบครัวของอี้เจ๋อยังไม่ถอดใจคอยติดต
หลังตกลงกันได้แล้วซูฮูหยินกับเยว่ชิงก็ไปยังห้องลับทันที พวกนางมองลอดผ่านกองฟางที่ปกคลุมห้องลับอยู่ เห็นอาเจ๋อเดินเล่นคนเดียว ยิ้มหัวเราะอารมณ์ดีได้พักหนึ่งก็มีแขกแปลกหน้ามาเยือน“ชิงเอ๋อ นั่นมัน..มันคือบุรุษคนเดียวกับที่ตามฆ่าพวกเราเมื่อ 8 ปีก่อนนี่”ซูฮูหยินเอ่ยน้ำเสียงสั่นเมื่อเห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาถมึงทึงที่คุ้นหน้าชายผู้นั้นมีรอยบากเหนือหัวคิ้วด้านขวาซึ่งเกิดจากน้ำมือซูฮูหยินที่ใช้มีดสั้นกวัดแกว่งขณะพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตตัวเองกับบุตรสาวให้รอดเมื่อหลายปีก่อน“ใช่มันจริงๆด้วยเจ้าค่ะ ข้าจำหน้ามันได้ไม่มีวันลืม แล้วนั่นมันมากับใครก็ไม่รู้หน้าตาชั่วร้ายพอกันเลย”ยามนั้นเยว่ชิงอายุ 10 ขวบสามารถจดจำเรื่องราวที่ตงจิ่นส่งคนชั่วมาตามกำจัดนางและแม่เพื่อครอบครองสมบัติสกุลซูได้ดีทีเดียว“คนเลวทั้งคู่นั่นแหละ แล้วอาเจ๋อจะไม่เป็นอะไรแน่รึ”ซูฮูหยินนึกห่วงอี้เจ๋อที่ออกไปรับหน้าคนร้าย“พวกมันไม่รู้จักอาเจ๋อและเขาก็ไม่ได้เปิดประตูให้พวกมันเข้ามา ท่านแม่วางใจเถอะเจ้าค่ะ อาเจ๋อแม้นสติปัญญาเหมือนเด็กสิบขวบ แต่ก็เป็นเด็กที่ฉลาดหัวไ
ครอบครัวสกุลซูใช้เวลาครึ่งเช้ากับช่วงบ่ายทำผักดอง ปลา หมูหมักเกลือสมุนไพรรมควันและตากลมจนเสร็จคนท้องอย่างเยว่ชิงก็แข็งแรงดียิ่งนักด้วยดื่มกินน้ำและวัตถุดิบที่ใช้ธารน้ำจากมิติพิเศษดูแลตลอด‘ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ อีกเดี๋ยวจะมีคนแปลกหน้ามาที่เรือน ระวังตัวด้วยนะขอรับ’ เสียงทักท้วงเตือนขึ้นจากเสี่ยวเหวินน้อย‘ผู้ใดกันอาเหวิน’ เยว่ชิงถามบุตรชาย‘เป็นชายจากเมืองหลวงที่ตามเข่นฆ่าท่านยายกับท่านแม่ก่อนหน้านี้เจ้าค่ะ’ หลินเอ๋อตอบกลับมาเยว่ชิงมีสีหน้าท่าทางตกใจไม่น้อย‘หรือเถ้าแก่จงโดนจับได้แล้วว่าลอบติดต่อกับพวกเรา’เยว่ชิงคิดไปถึงเถ้าแก่จงเมิ่งจื่อคนสนิทผู้ภักดีต่อสกุลซู‘ใช่ขอรับ คนเลวระแคะระคายถึงการมีอยู่ของพวกท่านแล้ว’เสี่ยวเหวินตอบ“อาเจ๋อ มานี่” เยว่ชิงเรียกอี้เจ๋อซึ่งเขาเดินตรงเข้ามาหานางทันที“อาเจ๋อ อีกเดี๋ยวหากมีคนแปลกหน้ามาที่เรือนดูท่าทางไม่น่าไว้วางใจ เจ้าจำที่ข้าสอนได้ไหมว่าให้รับมืออย่างไร”เยว่ชิงเอ่ย อาเจ๋อทำทีนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าให้นาง“ลองทบทวนดูหน่อยสิ หากเขาถามว่าที่นี่เป็นเรือนผ
ซูฮูหยินออกมาดูบุตรสาวและอาเจ๋อเตรียมอาหารสำหรับฤดูหนาวอย่างขยันขันแข็ง“ชิงเอ๋อ เจ้าไปได้หมูป่ามาจากที่ใดกัน” ซูฮูหยินประหลาดใจเมื่อเห็นหมูป่าตัวหนึ่งนอนแอ้งแม้งอยู่ที่ลานหลังบ้าน“ข้าซื้อจากนายพรานที่ตลาดแล้วให้เขาตามนำมาส่งก่อนหน้านี้น่ะเจ้าค่ะ” เยว่ชิงโป้ปดตอบมารดาไป ซูฮูหยินพยักหน้ารับ“เช่นนั้นดีเลย หน้าหนาวปีนี้เราคงมีเนื้อให้กินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ทีเดียว” ซูฮูหยินเอ่ยอย่างพอใจ“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าตั้งใจว่าจะเอาไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงด้วย”“ดีแล้วล่ะ พวกเขาช่วยดูแลเรามามาก แบ่งไปให้เถอะ” ซูฮูหยินกล่าวอย่างมีน้ำใจเอื้อเฟื้อไม่แพ้บุตรสาว จากนั้นก็มาช่วยกันหมักดองผักที่อาเจ๋อเก็บล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว โดยอาเจ๋อหันไปจัดการกับเจ้าหมูป่าตัวโตต่อ‘อาเจ๋อนี่ดูท่าจะใช้มีดคล่องแคล่วกว่าที่นางคิดแฮะ ก่อนหน้านี้ตัวตนของเขาเป็นใครกัน แม้นจะสติปัญญาอ่อนด้อยราวเด็กสิบขวบ แต่ทักษะความสามารถหลากหลายอย่างจากที่นางสังเกตดูกลับไม่อ่อนด้อยเลยสักนิด’ เยว่ชิงคิดขณะบรรจ
หลังกลับออกมาจากโรงเตี๊ยมซินเจียงแล้วอี้เจ๋อก็คอยเดินตามเยว่ชิงไม่ห่าง“พี่ชายคนนั้นชอบพี่สาว ต้องชอบพี่สาวแน่ๆ”อี้เจ๋อเอ่ย มองหน้าเยว่ชิงพร้อมรอยยิ้มดูไร้เดียงสา“อืม คงงั้นแหละ” เยว่ชิงตอบกลับไป‘ขนาดนางท้องป่องยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจบุรุษอีกนะ เฮ้อ..แต่ก็แน่ล่ะ ดูสิ..รูปโฉมนางงดงาม มีหน้าตาผิวพรรณดีถึงเพียงนี้เลยนี่นา’เยว่ชิงอดชื่นชมตัวเองไม่ได้แม้นโลกนี้จะไม่มีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชั้นยอด ครีมบำรุงผิวชั้นดี แต่การที่เยว่ชิงได้ดื่มกินน้ำจากธารวิเศษ วัตถุดิบชั้นยอด รวมทั้งพืชผักผลไม้ที่รดบำรุงด้วยธารน้ำวิเศษก็ทำให้นางแข็งแรงสุขภาพดี ผิวพรรณผุดผ่องเปล่งประกายทีเดียว‘ใช่ขอรับ เจ้าค่ะ ท่านแม่ของพวกเรางดงามมากจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีพวกเราขึ้นมาแน่’ เจ้าสองแฝดในท้องที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้นกับมารดาของพวกเขาอีกครั้ง‘แน่ะเจ้าเด็กแก่แดด บิดาของพวกเจ้าต้องพิษไม่รู้เรื่องราวหรอกนะ พวกเจ้าจึงได้มาอยู่ในนี้น่ะ’เยว่ชิงเอ่ยกับลูกๆของนางทางจิตสำนึกพร้อมเอามือลูบหน้าท้องนูนป่องแผ่วเบา‘ไม่ใช่เสียหน่อย ท่านพ่อยามนั้นแม้นจะต้องพิษแต่ยังคงมี
หลังจากตกลงเรื่องการค้าขายผลผลิตกับโรงเตี๊ยมซินเจียงอันโด่งดังมีชื่อเสียงในตัวเมืองได้แล้ว พวกเหลาสุราร้านอื่นๆในตัวเมืองก็สนใจมาสั่งซื้อผักจากสวนสกุลซูมากขึ้นโดยที่สองแม่ลูกไม่ต้องออกไปค้าขายเองอีก เยว่ชิงเลือกผู้รับซื้อโดยเน้นคนจากหมู่บ้านตงหยวนซึ่งไว้วางใจได้เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย เพราะคนเหล่านั้นรู้ดีว่าครอบครัวสกุลซูมีเบื้องหลังที่อันตรายแอบแฝงอยู่จึงไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนมากนัก กิจการค้าของเยว่ชิงเจริญก้าวหน้าสร้างรายได้หลายร้อยตำลึงทองต่อเดือน ทำให้ครอบครัวนางมีกินมีใช้เหลือเก็บฐานะดีขึ้นไม่น้อยตัวเยว่ชิงเองก็แทบไม่ได้ใช้เงินซื้อหาอาหารอะไรเลยเพราะนางสามารถนำมันออกมาจากมิติพิเศษได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว“ท่านแม่วันนี้ข้าจะเข้าไปในตลาดกลางเมืองเพื่อหาซื้อข้าวของเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวเสียหน่อยนะเจ้าคะ” เยว่ชิงเอ่ยกับมารดาขณะทานอาหารเช้าร่วมกัน “ชิงเอ







