เข้าสู่ระบบตอนที่ 2: บอสปราบ ปราบทุกความเชื่อ
หากโลกของ โลมา คือพายุหมุนแห่งความโกลาหลที่พึ่งพากำลังใจจากเศษหินและผ้ายันต์เพื่อเอาตัวรอด โลกของ “ปราบ ปรมินทร์” ก็คือไม้บรรทัดเหล็กที่ทาบลงบนกระดาษขาวสะอาด ตาชั่งที่แม่นยำระดับไมโครกรัม และนาฬิกาอะตอมที่ไม่เคยเดินผิดเพี้ยนแม้แต่วินาทีเดียว
สำหรับปราบทุกสิ่งในจักรวาลนี้อธิบายได้ด้วยธุรกิจ การตลาด ลูกค้า ส่วนสิ่งที่เรียกว่า “ดวง” นั้น เป็นเพียงวิถีแห่งความงมงายของพวกขี้แพ้ที่บริหารจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วโยนความผิดให้ดวงที่มีจริงหรือเปล่าก๋ไม่รู้
เสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ตวอทช์สั่นเตือนที่ข้อมือเพียงครั้งเดียว ปราบลืมตาขึ้นในความสลัวของห้องนอนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ทุกอย่างถูกจัดวางในองศาที่ถูกต้อง เขาดีดตัวขึ้นจากเตียงนอนคิงไซซ์ที่ผ้าปูตึงเป๊ะราวกับผิวน้ำนิ่ง ร่างกำยำสมส่วนก้าวเข้าสู่ห้องน้ำหินอ่อนที่ไร้คราบน้ำแม้แต่หยดเดียว
ทุกอย่างในชีวิตปราบคือพิธีกรรมแห่งความแม่นยำ แปรงสีฟันต้องวางขนานกับขอบแก้ว ยาสีฟันถูกบีบออกมาในปริมาณ 1.5 เซนติเมตรเป๊ะๆ เขาโกนหนวดอย่างประณีตจนผิวหน้าเรียบเนียนไร้ที่ติ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ห้องแต่งตัวที่ดูเหมือนโชว์รูมแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์
เสื้อเชิ้ตสีขาวนวลที่ผ่านการรีดด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะถูกหยิบออกมาสวม กางเกงสแล็คทรงสลิมสีเทาเข้มรับกับช่วงขาราวกับถูกหล่อขึ้นมา ปราบยืนส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย เขาขยับเนกไทสีน้ำเงินเข้มให้กึ่งกลางปกเสื้อพอดีมิลลิเมตรต่อมิลลิเมตร
“ความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มันเกิดจากการควบคุม” เขาพึมพำขณะสวมนาฬิกา Patek Philippe เข้าที่ข้อมือซ้าย
รถสปอร์ตสีดำเงาวับจอดสนิทที่หน้าคลับเฮาส์ “The Peak Golf Club” ทันทีที่ปราบก้าวลงจากรถ พนักงานทุกคนยืนตัวตรงแหน็บราวกับทหารกองเกียรติยศ กลิ่นน้ำหอม Prada L’ Homme ของเขาลอยนำมาก่อนตัว สร้างบรรยากาศที่ทั้งน่าเกรงขามและกดดันไปพร้อมกัน
“ผู้จัดการชัย” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมองขณะเดินผ่านเคาน์เตอร์ต้อนรับ
“คะ...ครับบอส” ชัยรีบวิ่งมาหน้าถอดสี พยายามซ่อนมือที่สั่นเทา
“เมื่อเช้าผมสังเกตเห็นใบหญ้าตรงกรีนหลุม 4 ยาวเกินมาตรฐานไปประมาณ 2 มิลลิเมตร และพนักงานต้อนรับคนซ้ายมือติดป้ายชื่อเอียงไปทางซ้าย 5 องศา จัดการด้วย”
“ครับบอส จะรีบดำเนินการเดี๋ยวนี้ครับ”
ปราบก้าวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่ผนังเป็นกระจกนิรภัยใส มองเห็นทัศนียภาพของสนามกอล์ฟพันล้านที่เขาปั้นมากับมือ เขาเปิดแท็บเล็ตอีกเครื่อง เช็กรายงานดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้า (CSAT) ทุกอย่างต้องอยู่ที่ 98% ขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่านั้นหมายถึงความล้มเหลว
แต่แล้ว ภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ฉายซ้ำขึ้นมาในหัว...
ภาพของหญิงสาวในชุดชนเผ่าอะไรสักอย่างส้มอิฐ-เขียว ปักพู่รุ่มร่ามที่บังอาจเอา “ผ้าปักมงคล” (ซึ่งเขาเรียกว่าเศษผ้า) มาฟาดหน้าเขา ความร้อนรุ่มในอกพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขามองไปที่แท็บเล็ตเครื่องเดิมที่ตอนนี้ไม่มีรอยคราบน้ำแล้ว ๆ และนาฬิกาเรือนละหลายล้านที่เมื่อวานเขาให้เลขาส่งเข้าศูนย์เช็กระบบใหญ่เพราะโดน “น้ำมนต์” พ่นใส่
“ไร้สาระที่สุด...” ปราบสบถเบา ๆ
“คนประเภทนี้หลุดเข้ามาในอาณาจักรของผมได้ยังไง”
ปราบเรียกชัยเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง พร้อมกับช่างเทคนิคและหัวหน้าฝ่ายบุคคล
“ชัย รายงานความเสียหายจาก... ยัยโบฮีเมียนนั่นมาซิ” ปราบเรียกเธอด้วยฉายาที่เขาตั้งให้ในใจ ชัยปาดเหงื่อพลางเปิดหน้าเอกสารในโทรศัพท์
“เอ่อ... จากการตรวจสอบครับบอส"
" 1. ระบบสปริงเกอร์หลุม 9 หัวฉีดหักจากการถูกกระชากด้วย...พู่เสื้อครับ"
" 2. ลูกค้า VIP หลุม 1 ร้องเรียนเรื่องสมาธิสั้นลงจากเสียงลูกปัดแตก และ "
" 3. แท็บเล็ตของบอสที่โดนน้ำ... ทางเทคนิคบอกว่ามีความเสี่ยงที่บอร์ดจะชื้นครับ”ปราบเคาะปากกาสีทองลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเป็นจังหวะที่น่าขนลุก
“รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดมาให้ฉัน”
“รวม ๆ แล้ว... ถ้าคิดค่าเสียโอกาสและค่าซ่อมแซม น่าจะประมาณหกหลักครับบอส” ปราบเคาะปากกาสีทองลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเป็นจังหวะที่น่าขนลุก
“หกหลัก... สำหรับพนักงานที่ทำงานไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงงั้นเหรอ แล้วสัญญาจ้างเธอล่ะ”
“เอ่อ... เป็นใบสมัครงานชั่วคราวครับ ยังไม่ได้ลงระบบเลยครับบอส”
“ไปตามตัวเธอมา” ปราบสั่งเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
“เอ๋ แต่บอสบอกว่าไม่อยากเห็นหน้าเธออีก...”
“ผมบอกว่าไม่อยากเห็นเธอในฐานะพนักงาน” ปราบเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบจ้องเขม็ง
“แต่ในฐานะ ‘จำเลย’ เธอต้องกลับมารับผิดชอบสิ่งที่ทำไว้"
"การปล่อยให้คนแบบนี้ลอยนวลไปทำความเดือดร้อนที่อื่นต่อไม่ใช่สิ่งที่ผมสนับสนุน"
"ชัย... โทรหาเธอเดี๋ยวนี้ บอกว่าถ้าไม่มาคุยเรื่องค่าเสียหาย ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการถึงที่สุด”
ที่ป้ายรถเมล์เก่า ๆ ฝั่งตรงข้ามซอยบ้านพักของเธอ โลมานั่งจ้องมองหน้าจอมือถือที่ร้าวเป็นทางยาว เธอเพิ่งจะสวดมนต์บท “ชินบัญชร” จบไปรอบที่ห้าเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรจากผู้ชายที่ชื่อบอสปราบ และวันนี้เธอต้องออกไปหางานทำใหม่ ระหว่างที่กำลังรอรถก็มีเสียงเรียกเข้าเป็นเลขหมายที่ไม่รู้จัก
กริ๊งง! กริ๊งง!!
“ฮัลโหล... ค่ะ โลมาพูดค่ะ”
“คุณโลมา...นี่ผมชัยนะ”
เสียงผู้จัดการสนามที่ดังผ่านลำโพงมือถือดูรีบร้อนและกระวนกระวายจนผิดปกติ จนโลมาที่กำลังนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ป้ายรถเมล์ถึงกับชะงัก
“คุณรีบกลับมาที่สนามกอล์ฟเดี๋ยวนี้เลยนะ กลับมาด่วนที่สุดเลย”
โลมาขมวดคิ้วมือที่สั่นเทากำถุงหินมงคลในมือแน่นขึ้น เธอเม้มริมฝีปากพลางนึกถึงสายตาคมกริบที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อของบอสจอมเนี้ยบคนนั้นแล้วก็ขนลุกซู่
“เขา...เขาไล่หนูออกแล้วนี่คะพี่ชัย แล้วจะให้หนูกลับไปทำไมอีก” โลมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือหัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ
“คนใจร้ายแบบนั้น หนูไม่อยากเจอหน้าเขาอีกแล้ว แค่นี้ดวงหนูก็ตกจนไม่รู้จะตกยังไงแล้วค่ะ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะน่า ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว” ชัยพยายามกล่อม แต่เสียงฝีเท้าและเสียงวอร์ที่แทรกเข้ามาในสายยิ่งทำให้โลมาขวัญเสีย
“อ๋อ หรือว่า...หรือว่าเขาจะเรียกตำรวจมาจับหนู”
โลมาโพล่งขึ้นมาด้วยความหวาดระแวงจินตนาการไปไกลถึงภาพตัวเองถูกใส่กุญแจมือในชุดโบฮีเมียน
“ที่หนูทำสนามกอล์ฟเขาพังทำของเขาเปียกน้ำมนต์ หนูไม่ไปนะคะพี่ชัย หนูไม่อยากติดคุกตอนนี้ หนูยังไม่ได้แก้บนไข่ต้มร้อยฟองเลย”
“ไปกันใหญ่แล้ว ไม่มีใครจับคุณเข้าคุกทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าคุณไม่มาตอนนี้บอสเขาจะเอาเรื่องถึงที่สุดแน่ รีบมาคุยให้มันจบๆ ก่อนที่บอสเขาจะฟิวส์ขาดไปมากกว่านี้”
โลมานั่งตัวแข็งทื่อ มองซ้ายมองขวาเหมือนจะหาทางหนีทีไล่ ลำพังแค่ตกงานเธอก็เครียดจะตายอยู่แล้วถ้าต้องมาโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอีก ชีวิตสายมูของเธอคงถึงกาลอวสานของจริง
ประตูกระจกห้องทำงานของปราบถูกเปิดออกช้า ๆ โลมาเดินเข้ามาในชุดสไตล์แบบเมื่อวานแต่สีสันวันนี้เปลี่ยนไป เขียวไปทั้งตัวใบหน้าสวยคมของเธอตอนนี้ดูหมองหม่น เธอเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานที่ใหญ่กว่าเตียงนอนของเธอ เขาดูสมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ ปราบเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นชาของเขาไล่สำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลื่อนเอกสารฉบับหนึ่งไปตรงหน้าเธอ
“ค่าเสียหายทั้งหมด 150,000 บาท” ปราบกล่าวเสียงเรียบ
“ผมมีสองทางเลือกให้คุณ"
"1. ผมแจ้งความตอนนี้ แล้วไปคุยกันที่โรงพัก"
"หรือ"
"2. เซ็นสัญญาฉบับนี้” เขายื่นเอกสารมาด้านหน้าของโต๊ะทำงานโลมาหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา “สัญญารับสภาพหนี้...”
“คุณต้องหาเงินมาคืนผมให้ครบทุกบาททุกสตางค์ภายในเวลา 2 เดือน หรือ 60 วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ปราบโน้มตัวลงมาหาเธอ
“ระหว่างนี้คุณห้ามหนี ห้ามหาย และห้ามก้าวเท้าเข้ามาในอาณาจักรของผมเพื่อหางานทำอีก"
"ผมไม่อยากให้สนามกอล์ฟของผมพินาศเพราะคุณเป็นรอบที่สอง”
“สองเดือน บอสคะ เงินแสนห้านะคะไม่ใช่ร้อยห้าสิบ โลมาจะไปหาจากไหน...”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม” ปราบแค่นยิ้มเย็น
“คุณเชื่อเรื่องดวงไม่ใช่เหรอ ก็ลองไปขอพรดูสิเผื่อพระเจ้าจะประทานเงินแสนห้ามาให้คุณภายในหกสิบวัน” เขายื่นปากกาสีทองส่งให้เธอ
“เซ็นซะ หรือจะรอให้ตำรวจมารับตัวเธอไป”
โลมามองปากกาและมองหน้าบอสปราบด้วยความแค้นเคือง เธอไม่มีทางเลือกอื่น ในวินาทีนั้นเธอจับปากกาแล้วตวัดลายเซ็นลงบนสัญญานรกนั่นทันที
“เซ็นแล้วค่ะ หกสิบวันก็หกสิบวัน... "
"โลมาจะพิสูจน์ให้บอสเห็นว่าพลังแห่งศรัทธามันยิ่งใหญ่กว่าเงินในบัญชีของบอส”
หญิงสาวตวัดลายเซ็นลงบนเอกสารด้วยแรงอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นในตอนนี้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะวางปากกาสีทองกระแทกกับโต๊ะไม้โอ๊คดัง กึก จนพู่ที่แขนเสื้อสะบัดหยันไปมา เธอเชิดหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบตรงหน้าด้วยแววตาที่ประกาศสงครามอย่างชัดเจน
“ผมจะรอดู... ว่าคำเพ้อเจ้อของคุณมันจะแลกเป็นเงินแสนห้าได้จริงไหม” ปราบกล่าวเสียงเรียบพลางใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่น่ากดดัน
“อ้อ...แต่ก่อนจะออกไป เอาบัตรประชาชนของคุณออกมาให้ผม” โลมาขมวดคิ้วด้วยความระแวง
“จะเอาไปทำไมคะ บอสจะเอาไปสะเดาะเคราะห์... เอ้ย จะเอาไปทำไสยศาสตร์ใส่หนูเหรอ” ปราบแค่นยิ้มสมเพช
“เพ้อเจ้อ... ผมจะเอามาทำหลักฐานยืนยันตัวตนลูกหนี้ต่างหาก ส่งมา”
โลมาจำใจล้วงกระเป๋าสตางค์ใบเล็กที่มีผ้ายันต์พับซ้อนอยู่ข้างใน หยิบบัตรประชาชนที่เธออุตส่าห์ไปทำในวันฤกษ์ดีมาส่งให้ชายหนุ่ม ปราบรับไปแล้วหยิบสมาร์ตโฟนราคาแพงขึ้นมาถ่ายรูปบัตรนั้นไว้อย่างรวดเร็วและนิ่งสนิท ก่อนจะส่งบัตรคืนให้เธอเหมือนมันเป็นเศษขยะชิ้นหนึ่ง
“ส่วนบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และบัตรทุกใบที่เกี่ยวข้องกับการเงินของคุณ... เอามาวางไว้ที่ผมทั้งหมด”
“ฮะ บอสจะยึดบัตรหนูด้วยเหรอคะ แล้วหนูจะเอาเงินที่ไหนกินข้าว” โลมาโวยวายเสียงหลง
“นี่คือการอายัดในฐานะลูกหนี้ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ"
"ผมต้องการให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่คุณหามาได้ในระหว่างหกสิบวันนี้"
"จะถูกนำมาชำระหนี้ให้ผมก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เอาไปทำบุญหรือซื้อก้อนหินไร้สาระพวกนั้นจนหมด”
ปราบปัดมือเป็นสัญญาณให้เธอส่งมา โลมาหน้าเสียแต่ก็ขัดอำนาจมืดในดวงตาคู่นั้นไม่ได้ เธอกัดฟันหยิบบัตรเอทีเอ็มเพียงใบเดียวที่มีติดตัว (ซึ่งมียอดเงินเหลือไม่ถึงร้อยบาท) วางลงบนโต๊ะรวมกับบัตรสมาชิกสะสมแต้มร้านสะดวกซื้อที่เธอเผลอส่งให้ด้วยความลนลาน
ปราบกวาดสัญญาและบัตรเหล่านั้นลงในลิ้นชักเหล็กกล้า ก่อนจะล็อกรหัสผ่านแป้นดิจิทัลอย่างแน่นหนา
“ตอนนี้... เชิญออกไปได้แล้ว เวลาของผมมีค่าเกินกว่าจะมานั่งฟังเรื่องไร้สาระของคุณต่อ”
เขาเอ่ยจบก็ก้มหน้าลงดูไอแพดในมือต่อทันที ปัดความสนใจจากเธอไปราวกับคนละมิติ โลมาฮึดฮัดสะบัดหน้าจนผมลอนคลายตัวพลิ้วไหว เธอเดินกระทืบเท้าออกจากห้องทำงานหรูหรานั้นไปด้วยความแค้นใจ
“แสนห้าในหกสิบวัน... แถมยังมายึดบัตรกันอีก คนอะไรไม่มีเมตตาธรรมเอาเสียเลย เจ้ากรรมนายเวรชัด ๆ ”
เธอกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกไปจากคลับเฮาส์ โดยไม่รู้เลยว่าที่พึ่งสุดท้ายของเธอในตอนนี้ คือเส้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่จะพาเธอไปสู่ “ศาลเจ้าลับหลังเขา” สถานที่ที่เขาว่ากันว่า... พรหนึ่งข้ออาจเปลี่ยนชีวิตคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้
บรรยากาศ ณ คฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธีในเช้าวันมงคลช่างดูราวกับสรวงสวรรค์บนดิน แสงทองอร่ามของอาทิตย์อุทัยอาบไล้ไปทั่วสนามกอล์ฟหมื่นล้านที่บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความรักที่ผสานความเนี๊ยบระดับลักชูรีเข้ากับศาสตร์แห่งสิริมงคลอย่างลงตัว ตามคำสั่งของ ปราบ และการกำกับดูแลของ โลมา เลขาสาวที่บัดนี้กำลังจะก้าวขึ้นเป็น "นายหญิง" อย่างเต็มตัวพิธีเช้า: มงคลแฝดและด้ายสายสิญจน์แห่งโชคชะตาฤกษ์นพเก้า เวลา 09.09 น. คือเวลาที่ซินแสและหลวงตาเห็นพ้องว่าเป็น "ฤกษ์มังกรคาบแก้ว" ขบวนขันหมากของปราบเคลื่อนผ่านกรีนสนามกอล์ฟอย่างยิ่งใหญ่ เสียงกลองยาวประยุกต์ดังประสานไปกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดพาเอากลิ่นดอกมะขามหอมชื่นใจมาเป็นระยะปราบในชุดไทยประยุกต์สีเทาเงิน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมปักธงชัยชั้นเลิศ ดูสง่างามสมเป็นผู้นำทัพธุรกิจ เขาเดินผ่านประตูเงินประตูทองที่กั้นโดยเหล่าพนักงานสนามกอล์ฟที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนกระทั่งถึงประตูสุดท้ายที่ ชัย และคนสนิทกั้นไว้ด้วยสายสิญจน์ถักทอง"บอสครับ... อยากผ่านประตูนี้ ต้องบอกก่อนว่าต่อจากนี้ใครจะเป็นใหญ่ในบ้านครับ" ชัยเอ่ยเย้าปราบยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบแต่เปี่ยมสุขมองไปที่ห้
ท่ามกลางสวนกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตัดกับไอเย็นยามเช้า ปราบ ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบทุกระเบียดนิ้วยืนรอ โลมา อยู่ตรงซุ้มไม้เลื้อยที่เขาจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ แววตาที่เคยแข็งกร้าวในโลกธุรกิจบัดนี้อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อโลมาเดินเข้ามาในชุดเดรสสีครีมละมุนตา ยังมีสไตล์ของตัวเอง ห้อยสร้อยคอ แม้กระทั่งข้อมือ เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นบอสหนุ่มยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มที่เธอไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก"บอสจ๊ะ... เรียกหนูมาที่สวน มีงานด่วนอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" โลมาถามพลางพยายามสังเกตทิศทางลมตามสัญชาตญาณ"ไม่มีงานด่วนครับ... แต่มีเรื่องสำคัญกว่างาน" ปราบเดินเข้ามากุมมือเล็กของเธอไว้ "โลมา... ที่ผ่านมาชีวิตผมเหมือนอยู่ในเขาวงกต ผมหลงทาง ผมสับสน และเกือบจะเสียศูนย์ไปหลายครั้ง""แต่เป็นคุณที่คอยดึงผมไว้ คอยเป็นแสงสว่าง... และเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของผม"ปราบค่อย ๆ คุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางความตกตะลึงของเลขาสาว เขาหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงสดออกมา เปิดออกให้เห็นแหวนเพชรน้ำงามที่ล้อมด้วยทับทิมสีแดงเข้ม"ผมไม่ได้เลือกแหวนวงนี้เพียงเพราะมันสว
ปราบจอดรถตนเองทิ้งไว้ห่างจากจุดหมายร่วมร้อยเมตร เขาไม่ได้รอสัญญาณจากชัยหรือกำลังตำรวจที่กำลังตามมา เพราะทุกวินาทีที่เสียไปหมายถึงลมหายใจของโลมาที่สั้นลง ชายหนุ่มก้าวเดินฝ่าพงหญ้าท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านหมู่เมฆทึบ"ทางนี้... อ้อมไปทางซ้ายสิไอ้หนุ่ม อย่าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปตรงกลาง มันตั้งศูนย์เล็งแกอยู่"เสียงกระซิบของ เจ้าแม่มะขามทอง ดังแว่วมากับสายลมเย็นเยียบ ปราบชะงักฝีเท้าแล้วหมอบตัวลงต่ำตามคำเตือนทันที ใจเขาเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก แต่ความเยือกเย็นที่ฝึกฝนมาทำให้เขายังคุมสติได้"ขอบพระคุณครับเจ้าแม่" ปราบพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ขรุขระ จนกระทั่งเขาเห็นเงาตะคุ่มของโขดหินใหญ่และแสงไฟฉายที่วางทิ้งไว้บนพื้นดิน"อาขจร ผมมาแล้ว" ปราบตะโกนก้องพลางก้าวออกมาจากเงามืดอย่างองอาจ เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงว่าเขาเดินเข้ามาเพียงคนเดียวและไม่มีอาวุธในมือ "ผมมาตัวเปล่า โลมา ปล่อยโลมาซะ"ขจร ที่นั่งพิงโขดหินอยู่สะดุ้งสุดตัว เขาใช้แขนล็อกคอ โลมา ให้ลุกขึ้นยืนพลางถอยหลังหนี กระบอกปืนในมือสั่นระริกแต่ยังคงกดแน่นอยู่ที่ขมับของหญิงสาว"มาคนเดียวจริง ๆ ด้
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนที่ไร้ดาว ท้ายสนามกอล์ฟซึ่งเป็นเขตป่าละเมาะรอยต่อกับพื้นที่รกร้างกลายเป็นสมรภูมิแห่งความแค้น ขจร ในสภาพที่เหมือนคนเสียสติ ผมเผ้ายุ่งเหยิงและนัยน์ตาแดงก่ำจากการไม่ได้นอน นั่งกำปืนในมือแน่นอยู่ข้างหลังโขดหินใหญ่ เขาใช้โทรศัพท์ของลูกน้องคนสนิทส่งข้อความลวงหา โลมา โดยอ้างว่า “บอสปราบถูกจับตัวมาที่ท้ายสนามกอล์ฟ มีคนงานได้รับบาดเจ็บสาหัส รีบมาช่วยด่วน ห้ามแจ้งตำรวจไม่งั้นบอสไม่รอด”เสียงแจ้งเตือนข้อความที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องทำงาน ทำให้ โลมา สะดุ้งสุดตัว เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง และเมื่อเห็นข้อความจากเบอร์แปลก ดวงตาจิ้มลิ้มก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ"บอส บอสจ๊ะ" โลมาอุทานเสียงสั่น มือเล็กๆ สั่นเทาขณะรัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว'บอสเป็นยังไงบ้าง ใครจับไป ตอนนี้อยู่ที่ไหนจ๊ะ ตอบหนูหน่อย'เธอกดส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน้าจอที่เงียบสนิทกลับไม่มีข้อความใดตอบกลับมา มีเพียงเครื่องหมายว่าข้อความถูกอ่านแล้ว ยิ่งทำให้ความกังวลทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก โลมาเดินวนเวียนอยู่กลางห้อง ใจหนึ่งอยากจะโทรแจ้งตำรวจ แต่อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า "ชีวิต" ของคนท
รถกระบะเก่าพาทั้งคู่ทะยานออกไปตามถนนสายรองที่ขรุขระ ขจรนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงเบาะที่ขาดวิ่น สายตาของเขาจับจ้องไปยังกระจกมองข้างตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง ทุกครั้งที่เห็นแสงไฟจากรถคันหลังพุ่งตามมา เขาจะสะดุ้งสุดตัวและสั่งให้ศักดิ์เร่งเครื่องหนีอย่างไม่คิดชีวิต"นายครับ... เราจะไปที่ไหนกันดีครับ""เงินสดที่เรามีตอนนี้มันอยู่ได้ไม่กี่วันนะครับนาย" ศักดิ์เอ่ยถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวลเพราะเขาก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้ว"หุบปาก ขับไปเงียบ ๆ" ขจรตวาด เสียงของเขาแหบแห้งราวกับคนขาดน้ำมาหลายวัน "ฉันมีที่กบดานที่พวกมันนึกไม่ถึง... บ้านพักเก่าของเมียน้อยคนเก่า""ที่นั่นไม่มีชื่อฉันในโฉนด พวกมันหาไม่เจอแน่"เมื่อรถแล่นเข้าสู่เขตป่าละเมาะที่เงียบสงัด ขจรกลับไม่รู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด เขาเริ่มเห็นภาพหลอนว่ามีเงาคนยืนอยู่ตามพุ่มไม้ เขาชักปืนพกออกมาจ่อไปที่หน้าต่างรถจนศักดิ์ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ"นาย นายครับ นั่นมันแค่เงาต้นไม้ครั!""แกโกหก พวกมันตามมาแล้ว ฉันได้ยินเสียงวิทยุพวกมัน" ขจรกรีดร้องแววตาแดงก่ำจากการไม่ได้พักผ่อนเริ่มฉายแวว "คนเสียสติ" อย่างเห็นได้ชัดสภาวะ "กรรมตามทั
บ่ายวันนั้น อากาศที่คฤหาสน์ของ ขจร ดูอึมครึมอย่างประหลาด เขากำลังนั่งละเมียดจิบไวน์ราคาแพง พลางกวาดสายตามองเอกสารโอนย้ายที่ดินที่เขาอุตส่าห์ปลอมแปลงขึ้นมาอย่างย่ามใจ โดยไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังเคลื่อนตัวมาถึงหน้าบ้านในรูปของไซเรนสีแดงน้ำเงินก๊อก ก๊อก ก๊อก!"เปิดประตู นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เรามีหมายจับนายขจร""ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์สินคุณปราบ เจ้าของThe Peak Golf Club ได้เข้าแจ้งความ" เสียงประกาศกร้าวผ่านลำโพงทำให้ขจรถึงกับทำแก้วไวน์ร่วงจากมือ แตกกระจายละเอียดเหมือนอนาคตของเขาในตอนนี้"คุณขจร ตำรวจมาค่ะ...""ตำรวจมาเต็มหน้าบ้านเลย ทำยังไงดีคะ" ภรรยาของขจรตะโกนเสียงหลง วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องทำงาน ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบัดนี้ซีดเผือดและมีคราบน้ำตาเปื้อนโหนกแก้มขจรที่กำลังรวบรวมเอกสารสำคัญถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนแฟ้มในมือร่วงกระจายลงพื้น ความเยือกเย็นและมาดรองประธานผู้ทรงเกียรติมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่กำลังลนลานจนตัวสั่นเทา เขาถลาเข้าไปคว้าไหล่ภรรยาแล้วบีบแน่นจนเธออุทานด้วยความเจ็บ"ฟังฉันนะ ตั้งสติ" ขจรเค้นเสียงกระซิบพลางจ้องตาเธออย่างบ้าคลั่ง "ออก
ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สว่างจ้าของแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางเมืองที่เพิ่งรับตัวผู้ประสบอุบัติเหตุจาก "โค้งร้อยศพ" เข้ามา ความวุ่นวายระดับวินาศสันตะโรก็เริ่มต้นขึ้นทันทีที่รถกู้ภัยสองคันจอดเทียบท่า"คนเจ็บรายแรก ชายไทยยังไม่ทราบชื่อเคสรถชนอัดก๊อบปี้ สัญญาณชีพคงที่แต่ยังไม่รู้สึกตัว" เสียง
ความแค้นที่สุมอยู่ในอกของ โลมา ที่กำลังร้อนพอ ๆ กับอุณหภูมิแดดยามบ่าย เธอเดินจ้ำอ้าวออกจากสนามกอล์ฟหรูที่บัดนี้กลายเป็น "แดนประหาร" ทางการเงินของเธอไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกำบัตรประชาชนในมือแน่นพลางนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเผด็จการของบอสปราบ“คนอะไร... หน้าตาดีเสียเปล่า" "แต่ใจดำ อำมหิต
เสียงนาฬิกาปลุกดังแว่วมาจากใต้กองหมอนทรงยันต์กันฝันร้าย โลมา หญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยคมสะดุดตา แต่ขอบตาคล้ำเล็กลงจากการนั่งเช็กตารางสีมงคลจนดึกดื่น สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการลุกลี้ลุกลน สิ่งแรกที่เธอทำไม่ใช่การบิดขี้เกียจ แต่คือการหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชัน “เช็กดวงรายวัน”“วันนี้ชาววันพฤหัสบดี...
การแข่งขันหลุมที่ 9 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ขัดจังหวะเดิมพันร้อยล้าน เมื่อเสียงวอร์ของ รปภ. ดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตระหนก"วอร์หนึ่งเรียกผู้จัดการ มีคนงานตัดหญ้าเป็นลมแดดล้มพับไปกลางหลุม 7 ครับ ดูเหมือนจะหมดสติไปแล้ว"ปราบในนร่างโลมาชะงักกึก เขามองไปที่ท้องฟ้าที่แดดแผดเผาแร







