تسجيل الدخولเสียงเสื้อผ้าที่ถูกฉีกทึ้งและโยนทิ้งดังก้องไปทั่วห้องอาบน้ำหินอ่อนอันกว้างใหญ่ ไอน้ำสีขาวขุ่นลอยอวลฟุ้งกระจาย บดบังวิสัยทัศน์จนดูพร่ามัว ทว่ากลับไม่อาจบดบังเรือนร่างขาวผ่องเปลือยเปล่าของเจิ้งลั่วอี ที่กำลังสั่นสะท้านอยู่เบื้องหน้าเซียวจิ้นเหยียนได้เลย
เซียวจิ้นเหยียนไม่รอช้า เขารวบร่างบอบบางที่ไร้ปราการขวางกั้น ก้าวลงไปในสระน้ำอุ่นที่ถูกขุดลึกลงไปในพื้นหินอ่อน น้ำอุ่นจัดโอบล้อมผิวกายของคนทั้งสอง ทว่าความร้อนของน้ำยังไม่อาจเทียบเท่ากับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังเดือดพล่านของหมาบ้าแห่งราชสำนักได้ เขาดึงร่างของนางเข้ามาแนบชิด แผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นเสียดสีกับยอดปทุมถันสีอิงเถาของนางจนมันชูชันชี้หน้าเขาอย่างท้าทาย เซียวจิ้นเหยียนก้มหน้าลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สูบดมกลิ่นกายหอมหวานที่ผสมผสานกับกลิ่นสุราจางๆด้วยความหลงใหล ฝ่ามือใหญ่ที่หยาบกร้านลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังและสะโพกกลมกลึง บีบเคล้นเฟ้นคลึงอย่างหนักมือเพื่อลงทัณฑ์สตรีที่กล้าเอ่ยปากขอยกเลิกงานแต่งงาน "อื้อ..ท่านพี่..ข้าเจ็บ.." ลั่วอีร้องครางประท้วงเบาๆ เมื่อเขาบีบสะโพกของนางจนเป็นรอยนิ้วมือ "เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำใส่สมองเอาไว้ว่าเจ้าเป็นของใคร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและดุดัน ฝ่ามือร้อนผ่าวเลื่อนต่ำลงไปเรื่อยๆดำดิ่งลงไปใต้น้ำ ก่อนจะแทรกผ่านหว่างขาเรียวงามที่กำลังพยายามหุบเข้าหากันตามสัญชาตญาณความเขินอาย เขาจับเรียวขาของนางแยกออกกว้าง เผยให้เห็นกลีบดอกไม้ที่กำลังสั่นระริกและบวมเป่งจากการถูกรังแกในวันก่อนๆ แม้ปากของนางจะเอ่ยปฏิเสธและโวยวาย ทว่าร่างกายของนางกลับซื่อตรงยิ่งกว่าสิ่งใด ร่องเนื้ออ่อนนุ่มของนางเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาผสมกับน้ำในสระ เซียวจิ้นเหยียนแสยะยิ้มร้ายกาจ เขาสอดปลายนิ้วเรียวยาวและสากระคายเข้าไปในช่องทางที่คับแคบนั้นรวดเดียวสองนิ้ว "อ๊า!" ลั่วอีหวีดร้องเสียงหลง ร่างกายบิดเร่า แอ่นสะโพกเข้าหาฝ่ามือของเขาอย่างลืมตัว ปลายนิ้วของชายหนุ่มช่างร้ายกาจ เขาขยับเข้าออกอย่างรัวเร็วและหนักหน่วง หมุนควงและงัดขึ้นไปแตะจุดกระสันภายในซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน้ำกระจายเป็นวงกว้าง "อ๊ะ..อ๊า..ทะ..ท่านพี่..ข้า..ข้าไม่ไหวแล้ว.." นางหอบหายใจรวยริน สองแขนโอบรัดลำคอแกร่งของเขาเอาไว้แน่น เล็บจิกทึ้งลงบนลาดไหล่กว้างเพื่อระบายความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานจนแทบทะลุปรอท เซียวจิ้นเหยียนไม่ปล่อยให้นางได้พักหายใจ เขาเพิ่มความเร็วและแรงในการขยับนิ้ว นิ้วหัวแม่มืออีกข้างบดขยี้ติ่งเนื้อเกสรด้านนอกอย่างไม่ออมแรง กระตุ้นเร้าจนดรุณีน้อยในอ้อมแขนตาเหลือกค้าง ร่างกายเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ช่องทางรักบีบรัดตอดรัดปลายนิ้วของเขาแน่นหนึบราวกับจะกลืนกิน..ในที่สุดเจิ้งลั่วอีก็หวีดร้องสุดเสียง ปลดปล่อยหยาดน้ำหวานและเสร็จสมออกมาอย่างรุนแรงจนร่างแทบทรุดลงไปกองกับก้นสระ สตรีตัวน้อยหอบหายใจแฮ่ก ใบหน้างดงามแดงก่ำไปด้วยแรงตัณหา ดวงตาฉ่ำปรือไร้สติ เซียวจิ้นเหยียนดึงปลายนิ้วที่ชุ่มโชกไปด้วยคราบน้ำใสออกมา เขายกมันขึ้นมาตรงหน้านาง แสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยถ้อยคำหยาบโลนที่จงใจเหยียบย่ำความหยิ่งยโสของนางให้แหลกลาญ "ปากบอกไม่อยากแต่ง แต่พอปลายนิ้วข้ากดแทรกเข้าไป ก็รัดแน่นไม่ยอมปล่อยจนเจ้าเสร็จสมออกมาเช่นนี้..ลั่วอี..ในเมืองหลวงแห่งนี้ จะมีชายใดที่ปรนเปรอให้เจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีกอย่างนั้นหรือ" คำพูดนั้นทำเอาลั่วอีหน้าชาด้วยความอับอายระคนวาบหวาม ทว่ายังไม่ทันที่นางจะขยับปากเถียง เซียวจิ้นเหยียนก็โน้มใบหน้าลงมา เขาขบกัดที่ยอดปลายถันสีสดของนางเบาๆ ปลายลิ้นตวัดเลียและดูดดึงราวกับทารกที่หิวกระหาย ก่อนจะใช้ฟันครูดเบาๆจนสตรีใต้ร่างสะดุ้งเฮือกด้วยความเสียวแปลบ "อื้ออ!" "ลุกขึ้น" น้ำเสียงทรงอำนาจสั่งการ เขาสอดแขนใต้รักแร้ จับร่างของนางให้ยืนขึ้นจากสระน้ำอุ่น หยดน้ำเกาะพราวไปทั่วผิวขาวดั่งหยก ก่อนที่มือหนาจะจับพลิกร่างของนางให้หันหลัง บังคับและกดแผ่นหลังของนางให้โน้มลงต่ำ โค้งตัวพาดทับไปกับขอบอ่างหินอ่อนอันเย็นเฉียบ บั้นท้ายกลมกลึงถูกยกขึ้นสูงลอยเด่นอยู่เหนือน้ำ เผยให้เห็นร่องแยกที่ยังคงเปียกชุ่มและขมิบตอดรับอากาศอย่างน่าดูชม เซียวจิ้นเหยียนก้าวเข้ามายืนซ้อนอยู่เบื้องหลัง เขางัดเอาความใหญ่โตดุดันที่แข็งตึงจนปวดหนึบของตนเองออกมา ท่อนเอ็นร้อนผ่าวที่มีขนาดมหึมาและเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน สัมผัสปะทะเข้ากับบั้นท้ายเนียนนุ่มของนาง ชายหนุ่มไม่ได้สอดใส่เข้าไปในทันที ทว่าเขากลับ สอดแทรกความแข็งตึงนั้นเข้าไประหว่างขาเรียวทั้งสองข้าง ก่อนจะเริ่มขยับเอวสอบ โยกคลึงและเสียดสีความใหญ่โตของเขาเข้ากับกลีบเนื้อด้านนอกและติ่งกระสันของนางอย่างจงใจ! "อ๊าา! อ๊ะๆ! ท่านพี่..อา.." ลั่วอีร้องครางเสียงหลงราวกับว่ากำลังจะเสียสติ นางแอ่นสะโพกรับสัมผัสนั้นอย่างลืมตัว ความเสียวซ่านแล่นพล่านไปตามไขสันหลังจนขนลุกซู่ เขาไม่ได้ใส่มันเข้ามาด้วยซ้ำ แต่ทำไม..ทำไมมันถึงได้สุขสมและทรมานเช่นนี้กันนะ! การเสียดสีที่หนักหน่วง ร้อนระอุและเต็มไปด้วยพละกำลัง ทำเอานางแทบจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น เซียวจิ้นเหยียนหอบหายใจหนัก เขากระแทกกระทั้นกายเข้าหากลีบเนื้อนั้นอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในจังหวะที่เขาดันเอวสอบขึ้นสูง..ส่วนปลายที่บวมแดงก่ำและใหญ่โตเกินมาตรฐาน ก็ดันลื่นไถล กดแทรกเข้าไปในร่องทางแคบที่ยังไม่พร้อมรับมืออย่างไม่ได้ตั้งใจ "สวบ!" "กรี๊ดด! อ๊า!" ลั่วอีร้องครางออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจและความเจ็บปวดที่ฉีกกระชาก ร่างกายของนางเกร็งสะท้าน ช่องทางที่คับแคบอยู่แล้วบีบรัดแน่นจนเซียวจิ้นเหยียนต้องสูดปากด้วยความเสียวซ่านผสมความปวดร้าว แม้จะรู้ว่านางเจ็บ แต่ไฟราคะและความหึงหวงที่แผดเผาทำให้เขาไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป หมาบ้าแห่งราชสำนักออกแรง ดันส่วนหัวที่เหลือเข้าไปอย่างช้าๆทะลวงผ่านปราการแห่งความบริสุทธิ์และผนังเนื้อที่บีบรัดจนแน่นตึง "ซี๊ดดด..ให้ตายสิ.." เขาครางต่ำในลำคอ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วหน้าผาก "อุตส่าห์ทำให้ชินตั้งนาน แต่ดูเหมือนเจ้าจะยังคับแคบเหมือนเดิมเลยนะ" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูที่แดงก่ำของคนที่กำลังสะอื้นไห้ "ช่วยไม่ได้นะลั่วอี..เจ็บปวดสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง เพราะหลังจากความเจ็บปวด สิ่งเดียวที่ข้าจะมอบให้เจ้า คือความเสียวซ่านในแบบที่เจ้าไม่เคยพบเจอมาก่อน!" สิ้นคำประกาศิตนั้น มือหนากระชากจับเอวบางของนางเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ก่อนจะง้างสะโพกแล้วกระทั้นกายสอดแทรกเข้าไปรวดเดียวจนสุดความยาว! "ปึก!!" "อึ่ก! อ๊าาา!" เจิ้งลั่วอีหวีดร้อง เสียงของนางขาดห้วงไปในลำคอ คงเป็นเพราะส่วนนั้นของเขาใหญ่โตมากเกินไป ผนวกกับพละกำลังดั่งม้าศึกที่กระแทกเข้ามาอย่างไร้ความปรานี ในยามที่มันแทรกลึกเข้ามาจนสุดโคน มันถึงได้สร้างความเจ็บปวดให้นางได้อย่างล้นหลามราวกับร่างจะปริแตก หยาดน้ำตาแวววาวเอ่อท้นออกมาจากดวงตากลมโต ร่วงเผาะลงบนหินอ่อน นางหอบหายใจไม่ทันด้วยซ้ำ สองมือเล็กๆบีบจิกเข้ากับขอบอ่างอาบน้ำจนข้อนิ้วซีดขาว "อา..ท่านพี่..อึก..ไม่ไหว..มันเจ็บ.." นางสะอื้นไห้ พยายามจะกระถดตัวหนี แต่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่ยึดเอวเอาไว้แน่น เซียวจิ้นเหยียนมองสตรีที่กำลังร้องไห้อยู่ใต้อาณัติของตนเอง เขาแสยะยิ้มร้ายกาจ ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มและปวดหนึบ เขาเริ่มขยับสะโพก ถอนกายออกเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ เนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลังจนเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วห้องอาบน้ำ "เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร.." เขากระซิบเสียงเหี้ยม แทรกจังหวะการกระแทกกระทั้นที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "หากข้าไม่รีบทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์เสียตั้งแต่วันนี้..เดี๋ยวเจ้าก็จะอยากหนีไปแต่งงานกับชายอื่นอีก!" เขากระแทกเน้นๆ เข้าที่จุดลึกซึ้งที่สุดจนนางเชิดหน้าหวีดร้อง "ข้าต้องทำอย่างไรกันลั่วอี! ข้าต้องทรมานเจ้ามากแค่ไหน..ย่ำยีเจ้าให้แหลกคามือสักกี่รอบ เจ้าถึงจะไม่เอ่ยปากกล่าวว่า เจ้าไม่อยากแต่งงานกับข้าน่ะ หา!" คำตัดพ้อที่แฝงไปด้วยความหึงหวงอย่างบ้าคลั่งของเซียวจิ้นเหยียน ทำเอาสติของเจิ้งลั่วอีที่กำลังจะขาดผึงถูกกระชากกลับมา! ความเจ็บปวดที่แปรเปลี่ยนเป็นความจุกแน่นและเสียวซ่านอย่างรุนแรง ทำให้ไฟในตัวนางลุกโชนขึ้นมาเช่นกัน นางอุตส่าห์ทนหึงหวง ทนน้อยใจที่เขาพาเมียน้อยเข้าบ้านมาทั้งวัน แล้วตาโง่นี่ยังมาหาว่านางอยากจะไปมีชายอื่นงั้นหรือ เจิ้งลั่วอีกัดริมฝีปากล่างแน่นจนเลือดซึม มือของนางบีบกับขอบอ่างอาบน้ำจนขึ้นข้อขาว นางฝืนทนรับแรงกระแทกที่สั่นสะเทือนไปทั้งร่าง ก่อนจะหันขวับกลับไปตวาดใส่หน้าหมาบ้าจอมเสียสติด้วยน้ำตาที่นองหน้า พร้อมกับความอัดอั้นที่ระเบิดออกมาจนหมดสิ้น! "แล้วข้าต้องทำอย่างไรเล่า! ข้าต้องทำอย่างไร ท่านพี่ถึงจะรักข้าและมีข้าเป็นฮูหยินเพียงผู้เดียว!!" เซียวจิ้นเหยียนชะงักสะโพกไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำประกาศนั้น ทว่าลั่วอีไม่ยอมหยุด นางตะโกนใส่หน้าเขาทั้งน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ "ข้าชอบท่านแทบบ้าให้ตายสิ! ท่านมันตาบอด! คำกล่าวประชดประชันที่ข้ากล่าวออกไปตอนเมา..ท่านคิดว่าข้าอยากมีคนอื่นจริงๆงั้นเรอะ ไอ้คนโง่เอ๊ย!"เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่น ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ทว่าบรรยากาศภายในจวนราชครูตระกูลเซียวกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสว่างไสว โคมไฟกระดาษสีแดงมงคลถูกแขวนประดับประดาไปทั่วทุกระเบียงทางเดิน แสงเทียนที่จุดสว่างไสวขับไล่ความหนาวเหน็บให้มลายหายไปจนสิ้น วันนี้คือวันสิ้นปี เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการอยู่ร่วมกันของครอบครัวรถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราสัญลักษณ์ของจวนเว่ยกั๋วกงค่อยๆแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนราชครู เซียวอู๋จิ้วหรือท่านเว่ยกั๋วกงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก เขากางร่มคันใหญ่เพื่อบังหิมะ ก่อนจะยื่นมือไปพยุงหลินเยว่ ฮูหยินสุดที่รักและลูกๆทั้งสองวัยกำลังซุกซนให้ก้าวลงมาอย่างระมัดระวังเซียวอู๋จิ้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อจวนราชครู นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย จริงอยู่ที่ในอดีตเขาไม่ชื่นชอบสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย จวนตระกูลเซียวเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย การแก่งแย่งชิงดีและความเย็นชาที่กัดกินหัวใจ แต่ทว่า..เมื่อวันเวลาเลยผ่านไป สายน้ำที่เชี่ยวกรากก็เริ่มพัดพาเอาความแค้นและความเจ็บปวดเหล่านั้นให้จางหายไปอย
เมื่อปัญหาความวุ่นวายในเมืองหลวงถูกสะสางจนสิ้นซาก อำนาจในราชสำนักเข้าที่เข้าทางภายใต้การดูแลของฮ่องเต้พระองค์ใหม่และขุนนางตงฉิน ท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนผู้ซึ่งกรำงานหนักมาตลอดหลายเดือน ก็ได้โอกาสยื่นฎีกาขอลาพักร้อนยาว เพื่อพาฮูหยินคนงามของเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย ออกเดินทางรอนแรมล่องเรือลงสู่แดนใต้ที่แสนสงบและงดงามสายลมอ่อนๆในช่วงต้นฤดูสารทพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและไอเย็นจากสายน้ำมาแตะจมูก เรือสำราญไม้สักลำใหญ่ที่ถูกเช่าเหมาลำลอยล่องไปตามลำน้ำสายกว้างอย่างอ้อยอิ่ง ภายในห้องโดยสารของเรือนั้นถูกตกแต่งอย่างหรูหราทว่าโปร่งสบาย ผนังไม้ฉลุลายเปิดรับแสงแดดและสายลมให้พัดผ่านเข้ามาได้อย่างอิสระแสงแดดสีทองอร่ามในยามบ่ายคล้อยสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ กระทบลงบนใบหน้างดงามของเจิ้งลั่วอีที่กำลังนั่งเท้าคางเหม่อมองทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่ริมหน้าต่างดรุณีน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนดูบริสุทธิ์และสดใส ผิวพรรณของนางที่สะท้อนกับแสงแดดนั้นขาวเนียนและเปล่งประกายดุจหยกชั้นดี นัยน์ตากลมโตสุกสกาว ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มบางๆ อย่างคนที่มีความสุขล้นปรี่ นางมีความงดงามในแบบที่บริสุทธิ์ทว่าเย้าย
รถม้าคันงามที่ไม่ได้ประดับประดาด้วยลวดลายหรูหราจนเกินพอดี ทว่าดูแข็งแรงและมั่นคง แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบและร่มรื่นของเมืองหลวง ป้ายไม้สักแกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าเขียนเอาไว้ว่าจวนใต้เท้าเซียวบ่งบอกถึงสถานะอันทรงเกียรติของเจ้าของบ้านคนใหม่ได้อย่างชัดเจนม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่ก้าวลงมาตรึงยืนอยู่บนพื้นหิน ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา ทว่ายังคงติดจะเคร่งขรึมและเย็นชาดุจน้ำแข็งตามสัญชาตญาณเดิม ทว่าเมื่อเขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบออกไปรอรับสตรีที่อยู่ภายในรถม้า นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดมิดและไร้ระลอกคลื่น กลับทอประกายอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจางหว่านชิง ฮูหยินหมาดๆก้าวลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามเช้า นางวางมือเล็กๆ ที่ขาวผ่องของตนเองลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างคุ้นชิน ไท่ซานหรือในยามนี้คือเซียวไท่ซานกระชับฝ่ามือจับจูงมือของฮูหยินคนงามเอาไว้แน่น เขาประคองนางให้ก้าวเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปยังอาณาเขตท
บรรยากาศภายในโถงรับรองหลักของจวนเสนาบดีกรมพิธีการตระกูลจางในยามนี้ อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเงียบงันจนน่าขนลุกขุนนางจางหรือใต้เท้าจางผู้เป็นเจ้าของบ้าน นั่งปั้นหน้ายากอยู่บนเก้าอี้ลึกๆแล้วในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง ที่บุตรีหัวแก้วหัวแหวนอย่างจางหว่านชิง ซึ่งอุตส่าห์ส่งไปร่ำเรียนถึงต่างเมืองและหมายมั่นจะให้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ กลับไปคว้าเอาองครักษ์เงาผู้ต่ำต้อยของจวนราชครูมาเป็นสามี!ทว่า..แม้ในใจจะคัดค้านจนแทบกระอักเลือด แต่ภายนอกเขากลับไม่สามารถเอ่ยปากด่าทอหรือปฏิเสธคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำนั่นก็เป็นเพราะว่าในวันนี้แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาเยือนจวนตระกูลจางเพื่อทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่สู่ขอจางหว่านชิงให้กับไท่ซานอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แม่สื่อธรรมดาแต่กลับเป็นถึงท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนและฮูหยินเซียวผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งเมืองหลวงเซียวจิ้นเหยียนนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน นัยน์ตาสีรัตติกาลปรายมองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของใต้เท้าจาง ก่อนที่เขาจะวางถ้วยชาลงและเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง"ใต้เท้าจาง ข้าล่วงรู้
เมื่อจัดการสะสางเรื่องราวอันน่าปวดหัวและอนาคตของไท่ซานเสร็จสิ้น เซียวจิ้นเหยียนก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่จวนเว่ยกั๋วกงให้เสียเวลาแม้แต่เค่อเดียว ชายหนุ่มรีบเดินทางกลับมายังอาณาเขตของตนเองในทันทีก่อนจะแยกย้ายเขาสั่งการองครักษ์เงาผู้ที่บัดนี้กลายเป็นน้องชายบุญธรรมด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ไท่ซาน..วันนี้เจ้าจงไปพบและพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับคุณหนูจางให้เรียบร้อยเสีย ทำให้นางมั่นใจในตัวเจ้า และอีกสามวัน..ข้าในฐานะพี่ชายของเจ้าจะเดินทางไปที่จวนตระกูลจางด้วยตนเอง เพื่อเจรจาสู่ขอนางให้เจ้าอย่างเป็นทางการ"ไท่ซานคุกเข่ารับคำสั่งด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจอย่างที่สุดส่วนทางด้านเซียวจิ้นเหยียน เมื่อสั่งงานเสร็จสิ้นเขาก็เร่งรีบก้าวเท้ายาวๆเดินกลับเข้าไปในห้องนอนหลักของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทว่าเมื่อสายตาคมกริบทอดมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ผ้าห่มผืนหนาถูกเลิกขึ้นแต่กลับไม่พบเจอเรือนร่างขาวผ่องของลั่วอีที่ควรจะนอนหลับใหลอยู่บนนั้นแล้วเซียวจิ้นเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หูของเขาจะได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหวเบาๆดังเล็ดลอดมาจากทางห้องอาบน้ำรอยยิ้มเจ้
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรักและความเร่าร้อนของค่ำคืนแต่งงานบนเตียงนอนหลังใหญ่ร่างบอบบางของเจิ้งลั่วอียังคงหลับสนิท ลมหายใจของนางเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พวงแก้มขาวเนียนซับสีเลือดฝาดจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืนเซียวจิ้นเหยียนขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อยๆดึงท่อนแขนแกร่งของตนเองออกจากการกอดก่ายของฮูหยินตัวน้อยอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการให้ลั่วอีที่กำลังเหนื่อยล้าแทบขาดใจต้องตื่นขึ้นมากลางคัน ชายหนุ่มดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมปิดลาดไหล่เนียนเปลือยเปล่าที่มีแต่รอยรักสีจางๆให้แก่นาง ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรักเมื่อก้าวเท้าลงจากเตียง ชายหนุ่มก็จัดการสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท แววตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นความเย็นชาและเฉียบขาดดุจน้ำแข็งพันปีตามฉบับของหมาบ้าแห่งราชสำนักทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอนออกมาเขามีปัญหาที่ยังค้างคา และต้องรีบสะสางให้จบสิ้นก่อนที่ฮูหยินของเขาจะตื่นขึ้นมาเป้าหมายแรกของ







