LOGIN10 ปีผ่านไปแสงอาทิตย์ในยามเช้าส่องกระทบเข้ากับใบหน้าเนียนที่นอนอยู่ที่เตียงกว้าง"อื้ออ... เจ้าอย่าขยับยังเช้าอยู่เลย"จางเหว่ยส่งเสียงห้ามคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ในอ้อมกอด ตอนนี้นางกำลังจะลุกหนีเขาเหมือนทุกวันอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องกระชับอ้อมกอดไม่ให้นางลุกไปไหนได้ ซิงอีผลักร่างชายหนุ่มออกเล็กน้อยอย่างไม่ให้เขาเอาแต่ใจ"นี่มันสายแล้วนะเพคะ พระองค์ควรลุกได้แล้ว""แต่ข้าพึ่งได้นอนกอดเจ้าไม่กี่ชั่วยามเองนะ" จางเหว่ยส่งเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างเด็กน้อย และใช้ใบหน้าถูไปที่ซอกคอขาวอย่างเอาแต่ใจ"ท่านหยุดนะเพคะ"หญิงสาวดิ้นพลางผลักชายหนุ่มออกห่างตัว แต่นั้นยิ่งทำให้เขาได้ใจนอกจากจะถูใบหน้าแล้วยังพรมจูบและไซ้คอหญิงสาวไม่หยุด"หอมจัง...""ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานจะได้เวลาประชุมหน้าท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงหม่ากงกงตะโกนเข้ามาในห้องบรรทม ซิงอีที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาในทันที จางเหว่ยถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ พลางทำหน้าไม่พอใจ"พระองค์ควรลุกจริงๆแล้วเพคะ"เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับก้นกลมของหญิงสาวไม่แรงนัก ซิงอีทำสีหน้าตกใจและเปลี่ยนเป็นโมโหในทันที"ท่านตีข้าทำไมเจ้าคะ""ก็พูดได้หนิ ข้าบอกเจ้
1 เดือนผ่านไปเสียงบรรเลงเพลงมงคลล่องลอยไปตามสายลมในช่วงสาย ดวงอาทิตย์สีทองอร่ามที่ทำหน้าที่เพียงส่องสว่างแต่ไม่ร้อนแผดเผา ทุกพื้นที่ในวังหลวงถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคลสีแดง การตกแต่งดูงดงามอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นอกวังหลวง ชาวบ้านที่ถึงแม้จะหวาดกลัวความโหดเหี้ยมของเจ้าบ่าวมานาน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมตกแต่งบ้านเรือนเพื่อร่วมแสดงความยินดี เพราะรู้ดีว่าคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องมาตลอดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้พรมแดงถูกปูตั้งแต่ด้านนอกจนถึงท้องพระโรง เหล่าทหารกล้ายืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหลายหมื่นนายเพื่อร่วมเป็นพยานรักให้แก่ทั้งคู่ จางเหว่ยในชุดสีแดงมงคลที่ถูกตัดทำขึ้นพิเศษ ทั้งประณีตและสง่างามมือหนากระชับมือบางที่กุมอยู่ ซิงอีก้มมองมือหนาและเงยขึ้นมายิ้มให้ชายหนุ่ม วันนี้นางสวมชุดสีแดงเข้าคู่กับจางเหว่ยและถูกคลุมหน้าด้วยผ้าบางมงคลสีแดง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพได้อย่างเลือนรางว่ามีใครอยู่ที่นี่กับนางบ้าง เมื่อพิธีเริ่มคู่บ่าวสาวก็กุมมือกันเดินเข้าท้องพระโรงด้วยท่าทางสง่างามและเหมาะสมกันอย่างเป็นที่สุด กลีบดอกกุหลาบสีแดงถูกโปรยขณะที่ทั้งคู่ค่อยๆก้าวเดิน เหล่าทหารที่
วันก่อนงานอภิเษกซิงอียืนอยู่ที่หน้าต่าง เหม่อมองด้านนอกที่อากาศเริ่มเย็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล"พรุ่งนี้ท่านจะมาใช่หรือไม่"ซิงอีเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ นี่ก็เกือบ 2อาทิตย์แล้วที่นางไม่ได้ข่าวคราวจากจางเหว่ยเลย และพรุ่งนี้ก็เป็นวันสมรสแล้วด้วย ถึงนางจะเป็นกังวลแต่ก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างที่เคยเชื่อมั่นมาโดยตลอด อีกด้านในตอนนี้ จื่อหยางกำลังเดินหมากกับฮ่องเต้ในห้องส่วนตัว แต่ระหว่างสองคนกลับไม่ได้เอ่ยคำสนทนาอันใดกันเลย มีเพียงเสียงของหมากกระทบที่กระดานเท่านั้น แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงของคนจำนวนมากรูเข้ามาที่ห้อง "นี่มันอะไรกัน ทหาร~~~~"ฮ่องเต้เอ่ยตะโกนเสียงดังลั่นห้อง แต่กลับไม่มีทหารเลยแม้แต่สักคนเข้ามาจื่อหยางที่กำลังเดินหมากอยู่กับฮ่องเต้ก็ต้องตกใจเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใดกัน หัวหน้าที่นำคนพวกนี้เข้ามานั่นก็คือลูกน้องคนสนิทอีกคนของเขาเอง อย่าบอกนะว่า....."ทหารไปที่ใดหมด"ฮ่องเต้ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง จากนั้นหันไปทางจื่อหยางที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆด้วยแววตาที่มีคำถามมากมาย จื่อหยางที่รู้แล้วว่าตอนนี้คนที่บุกเข้ามาทั้งหมดคือคนของตน นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าลูกน้องของเขาเข้าใจว่าเขาจะก่อกบฏ
"องค์ชาย แม่นางซิงอีมาขอรับ"หนิงเกาที่อยู่หน้ากระโจมเอ่ยขึ้น ที่หนิงเกาเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะคนทั่วไปรู้จักหญิงสาวนาม ห่าวเข่อซิงเท่านั้น ส่วนซิงอีเป็นนามที่ไม่รู้จักมากนัก จึงใช้ชื่อนี้แทน "เข้ามา" จางเหว่ยเอ่ยอนุญาตอย่างรวดเร็ว ซิงอีตอนนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยชุดที่นางสวมใส่ แต่เป็นชุดของนางกำนัลแทน"หมอตัวจริงมาแล้วสินะ เช่นนั้นก็คงหมดหน้าที่ข้า"กู้จวินเอ่ยแซวสหายของตน ก่อนที่จะหันมายิ้มให้หญิงสาวและเดินออกไปจากกระโจม ปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง"ท่านเจ็บมากหรือไม่" ซิงอีเอ่ยถามชายหนุ่มและเข้าไปนั่งลงข้างๆ จางเหว่ยเอื้อมมือไปจับที่มือบางขึ้นมาหอมด้วยความคิดถึง"ขอเพียงกลับมาแล้วเจอหน้าเจ้า ไม่ว่าจะเจออะไร หนักหนามากแค่ไหนข้าก็ไม่มีทางเป็นอะไรไปแน่" ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงขึงตาใส่ชายหนุ่มเล็กน้อย"กู้จวินบอกว่า เจ้าบรรเลงเพลงกู่เจิงเช่นนั้นหรือ""เจ้าค่ะ ท่านคงไม่ว่าอะไรที่ข้าเอ่อ....""ไม่เป็นอันใด เจ้ามิต้องกังวลไม่ว่าเจ้าจะทำอันใด ทำเพื่อข้าหรือตัวเจ้าเองขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันโทษเจ้า" จางเหว่ยเอ่ยพลางดึงหญิงสาวเข้ามากอด "คืนนี้นอนกับข้าเถิด""ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าต้องร
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ด้านหลังลานพิธี ทุกคนหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับจางเหว่ยที่เดินเข้ามา ชายหนุ่มยิ้มกว้างแต่ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ หนิงเกาที่ได้เห็นก็รู้สึกโล่งใจและดีใจจนจางเหว่ยรู้สึกได้ ชายหนุ่มจึงพยักหน้าให้เล็กน้อยเพราะเขารู้ดีว่าลูกน้องคนนี้นั้นเป็นห่วงเขามากเช่นไร"น้องสามเหตุใดมองข้าอย่างกับเห็นผีเช่นนั้น" จางเหว่ยเอ่ยกับจื่อหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และจ้องไปที่ตาอย่างผู้ชนะ"ลูกขอประทานอภัยเสร็จพ่อที่มาช้า เป็นเพราะตอนเข้าป่าชุดลูกได้รับความเสียหาย ทำให้ฉีกขาดเกรงว่ามันอาจดูไม่ดีนักจึงรีบไปเปลี่ยนก่อนมาพ่ะย่ะค่ะ"จื่อหยางมองชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่พบว่ามันสะอาดจริงอย่างที่บอก มันเหมือนกับว่าไม่ได้ผ่านการต่อสู้อันใดมาเลยแม้แต่น้อย"ไม่เป็นอะไร เจ้ามาก็ดีแล้ว"ฮ่องเต้เอ่ยพลางยิ้มออกมา และส่งสัญญาณให้เริ่มทำการนับแต้มได้ ซิงอีมองมาทางจางเหว่ยและชายหนุ่มเองก็มองไปทางหญิงสาวพอดีทำให้ทั้งคู่สบตากัน จางเหว่ยพยักหน้าและยิ้มให้หญิงสาวเพื่อต้องการบอกว่าเขาไม่เป็นอันใด ซิงอีรู้ดีว่าเขาต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่เพราะจากท่าทางการเดินของเขามันดูไม่ปกติ หญิงสาวจำได้ครั้งแรกที่พบกับชายหนุ่ม เ
ในป่าลึกจางเหว่ยกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนร้ายฝีมือดีกว่า 20 คน พวกมันสามารถตั้งรับและเข้าจู่โจมเหมือนอย่างที่ฝึกฝนร่วมกันมาเป็นอย่างดี จางเหว่ยตวัดปลายดาบขึ้นจนปาดเข้าที่คอของคนร้าย โลหิตสีแดงพุ่งเป็นสายน้ำออกมา "1"จางเหว่ยเอ่ยขึ้นเมื่อสังหารได้ 1คน ยังเหลืออีก19 คน เขาใช้วรยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นเหนือพื้นแล้ววาดดาบมาตรงหน้า ใช้สองนิ้วกรีดเข้ากับดาบคมของตนจนมีโลหิตไหลออกมารวมกับดาบ ทุกครั้งที่เขาต้องต่อสู้มักจะทำเช่นนั้นเป็นประจำ จากนั้นรวบรวมสมาธิและหมุนตัวคล้ายพายุเกลียวพุ่งใส่ชายชุดดำตรงหน้า โลหิตสีแดงกระจายออกมาตรงที่เขาพุ่งใส่ จบกระบวนท่านี้เขาถึงกับทรุดลงไปกับพื้น โลหิตสีแดงกระเด็นจนเปื้อนที่แก้มเขาหนึ่งข้างจนดูน่ากลัว " 2 3 4 5 6"จางเหว่ยนับคนที่ตนพึ่งสังหารไป จากนั้นก็ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ ถึงท่าเมื่อสักครู่จะใช้กำลังไปมากแต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะหยุด เขาคาดการณ์ว่าการต่อสู้นี้ยังคงอีกหลายชั่วยามเป็นแน่ถึงรู้ผลแพ้ชนะ เขาใช้กระบวนท่าง่ายๆเพื่อไม่ให้ตนเองต้องใช้กำลังมากเกินไป แต่ก็ยังสังหารเพิ่มได้"บัดซบ หลงกลจนได้"จางเหว่ยอุทานออกมาเมื่อหลงกล จนตอนนี้ตนเองถูกแยกมาอีกทางที่ไกลจาก
เช้าวันรุ่งขึ้นซิงอีไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมห้องอาบน้ำหรืออาบน้ำให้จางเหว่ยเหมือนอย่างก่อน เพราะตอนนี้นางได้รับหน้าที่ใหม่คือคอยเป็นผู้ช่วยชายหนุ่ม โบราณว่าไว้ไม่ผิด คือเกลียดอันใดมักได้อย่างนั้น นางไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มแต่สวรรค์กลับให้นางมาคอยช่วยงานข้างๆเขาเสียอย่างนั้น ซิงอีบิดขี้เกียจอย่าง
ณ เรือนจวี๋ฮวาซิงอีเดินมาหยุดหน้าเรือนก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และเดินเข้าไปหยุดที่หน้าประตูอีกครั้ง"ข้าซิงอีมาแล้วเจ้าค่ะ"หญิงสาวตะโกนอยู่หน้าเรือนเพื่อขออนุญาต ผ่านไปสักพักกลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเลย"ข้าเข้าไปนะเจ้าคะ"ซิงอีพูดพลางเลื่อนบานประตูใหญ่เข้าไป เมื่อหญิงสาวเข้ามากลับพบว่าด้านในจุดแค
“ข้า…ข้า”หญิงสาวอึกอักเล็กน้อย“ตอบให้ดี หากภายหน้าข้ารู้ว่าเจ้าโกหกคงจะรู้นะว่าต้องเจออันใด”ชายหนุ่มเอ่ยขู่หญิงสาวหน้าตาเฉย โดยที่ก้มหน้าอ่านตำราไม่ได้หันมามองหน้านางแม้แต่น้อย“ข้า…ข้ารู้หนังสือเจ้าค่ะ”ซิงอีตะโกนออกไปในขณะที่ก้มหน้าไปกับพื้น“เจ้าเคยเป็นแค่ขอทานไยถึงรู้หนังสือ”ชายหนุ่มพูดพลาง
ณ ตำหนักจวี๋ฮวาหลังจากซิงอีออกไปก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา“เป็นเช่นไรบ้าง”จางเหว่ยเอ่ยถามผู้ช่วยหนิงเกาของตนที่เดินเข้ามา“เป็นอย่างที่ท่านคาดการณ์ขอรับ พวกนั้นแอบสับเปลี่ยนเกลือและข้าวเป็นอาวุธทั้งหมด”หนิงเการีบรายงานทันที“ดักปล้นให้หมด”ชายหนุ่มพูดเสียงดังอย่างโมโห“ขอรับ”หนิงเการับคำสั่งจากน







