ログインณ เรือนจวี๋ฮวา
ซิงอีเดินมาหยุดหน้าเรือนก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และเดินเข้าไปหยุดที่หน้าประตูอีกครั้ง
"ข้าซิงอีมาแล้วเจ้าค่ะ"
หญิงสาวตะโกนอยู่หน้าเรือนเพื่อขออนุญาต ผ่านไปสักพักกลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเลย
"ข้าเข้าไปนะเจ้าคะ"
ซิงอีพูดพลางเลื่อนบานประตูใหญ่เข้าไป เมื่อหญิงสาวเข้ามากลับพบว่าด้านในจุดแค่ตะเกียงไฟจุดเดียว ดูมืดมัวไม่สว่างเลยแม้แต่น้อย
"เหตุใดท่านมิจุดตะเกียงเจ้าคะ"
"ขี้เกียจ"
จางเหว่ยเอ่ยอย่างรำคาญเล็กน้อย หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่แอบมองบนเล็กน้อย
"เรียกข้ามามีอันใดให้รับใช้เจ้าคะ"
หญิงสาวเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ทันที เพราะตอนนี้นางอยากกลับไปนอนเร็วๆแล้ว
"ทำแผลให้ข้า"
ชายหนุ่มพูดพลางเดินไปนั่งที่เตียงของตนเอง ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอกนึกว่าจะเรียกมาถามเรื่องที่นางรู้หนังสือเสียอีก จากนั้นเดินไปหยิบกล่องยาและเดินไปหาชายหนุ่มที่เตียง หญิงสาวเอื้อมมืออย่างกล้าๆกลัวๆไปถอดเสื้อของชายหนุ่มออก เผยให้เห็นแผ่นหน้าอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขาวผ่อง
"ว๊าว ขาวจัง"
หญิงสาวคิดในใจอย่างห้ามใจตัวเองไม่อยู่ บรรยากาศในห้องมืดสลัวๆ ชายหญิงอยู่ในห้องนอนสองต่อสอง และยังอยู่ในสภาพเช่นนี้... ซิงอีเริ่มหน้าเเดงขึ้นมาแต่ก็มองไม่ชัดนักเพราะความมืด
"อะแฮ่ม~~~"
จางเหว่ยไอออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว ทำให้ซิงอีรู้สึกตัวและรีบแสร้งหันหน้าหนีไปทางอื่น "นี่เจ้ากำลังคิดอันใดอยู่นี่ ท่องเอาไว้อันตรายๆ" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ
"เอ่อ ข้าว่าจุดตะเกียงเพิ่มอีกดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้ทำแผลได้ถนัด"
ซิงอีพูดเสร็จก็ลุกขึ้นไปจุดตะเกียงเกือบทุกจุดภายในห้องจนทำให้สว่างไปทั่วอย่างกับตอนกลางวัน
"เจ้าจะจุดอันใดมากมาย กว่าจะดับหมดคืนนี้มิได้พักผ่อนกันพอดี"
ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อย ปกติยามราตรีในเรือนจวี๋ฮวาแห่งนี้ เขามักให้คนจุดแค่1-2 ที่เท่านั้น
"จะได้เห็นบาดแผลท่านชัดเจนไงเจ้าคะ"
หญิงสาวพูดอย่างอธิบายแต่ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้าให้นางเท่านั้น ซิงอีจึงเดินเข้ามาหาชายหนุ่มและเปิดผ้าพันแผลออก หญิงสาวทำแผลให้ชายหนุ่มอย่างตั้งใจใช้เวลาเกือบ 2 เค่อจึงพันผ้าให้เรียบร้อยเช่นเดียว
"หากท่านยังให้แผลเปียกน้ำเช่นนี้ คงอีกนานเจ้าค่ะกว่าจะหาย"
ชิงอีเอ่ยกล่าวเตือนชายหนุ่มอย่างมิเกรงกลัว
"อาบน้ำทุกวันย่อมต้องเปียก เจ้าพูดไม่คิด"
จางเหว่ยเอ่ยพลางจัดแจงชุดของตนเอง
"ท่านก็เช็ดตัวเอาสิเจ้าคะ หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมทำให้ติดเชื้อเป็นแน่"
หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อนึกถึงเหล่าสมุนไพรที่ใช้อาบน้ำของเขา บางชนิดอาจเข้าไปทำให้แผลเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอันใดตอบกลับมา หญิงสาวจึงมิได้สนใจอีก ร่างกายก็มิใช่ของนางเหตุใดต้องสนใจด้วยทำหน้าที่ของตนเองก็เพียงพอแล้ว
แต่จู่ๆชายหนุ่มกลับยื่นตลับยามาให้หญิงสาว ที่นางรู้ว่าคือตลับยาเพราะว่ามันมีลักษณะเหมือนกันกับที่ผู่เย่วให้นาง หญิงสาวหยิบตลับยาที่ชายหนุ่มให้ พร้อมกับหยิบตลับยาในแขนเสื้อออกมาเทียบกันดู พบว่ามันเหมือนอย่างกับเป็นอันเดียวกัน
"ใครให้เจ้ามา"
ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะยานี้เป็นยาทาผิวชั้นดีที่ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ราคาสูงและหายากนางไม่มีทางซื้อมันมาได้แน่
"สหายข้าให้มาเจ้าค่ะ"
"หึ!" ชายหนุ่มส่งเสียงอย่างหงุดหงิด ในจวนเเห่งนี้คนที่สามารถหายาให้นางได้คงไม่พ้นคนในเรืองรองเป็นแน่ เขาอุตส่าห์ทำดีให้ยานางปกติเขามิใจดีกับสาวใช้เช่นนี้ แต่เพราะตอนกลางวันเขาเผลอทำให้นางได้รับบาดเจ็บ ถึงเขาจะได้รับฉายาว่าโหดเหี้ยมแต่ก็มิได้ชมชอบการทำร้ายสตรีหรือคนที่มิผิดอันใด เมื่อตอนกลางวันเขาโมโหนางมากเกินไป เพราะเขามิชอบคนที่มีเรื่องปิดบัง
"หากไม่มีอันใดแล้ว ข้ากลับเรือนไปพักนะเจ้าคะ"
"เดี๋ยวก่อน"
"มีอันใดเจ้าคะ"
ซิงอีเดินเอายาไปเก็บแล้วเดินมาหาชายหนุ่ม
"ช่วงนี้หนิงเกาลาพัก ข้าขาดคนคอยช่วยงานพรุ่งนี้เจ้ามาช่วยงานข้าแทนเขาก่อน"
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบในจวนแห่งนี้มีคนรู้หนังสือเพียงไม่กี่คน เมื่อนางรู้หนังสือเขาจึงต้องการให้นางช่วยงาน และเพื่อพิสูจน์ว่านางเป็นสายที่ทางนั้นส่งมาหรือไม่ เพราะหากงานที่เขาให้นางทำรั่วไหลก็สามารถกำจัดนางทิ้งได้เลย
"สมองของข้ามีความรู้เพียงน้อยนิด เกรงว่าจะช่วยท่านมิได้หรอกเจ้าค่ะ"
หญิงสาวรีบเอ่ยปฏิเสธ นางไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มมากที่สุดเพราะอยากรักษาชีวิตน้อยๆของตัวเองตอนนี้เอาไว้ เป็นผู้ช่วยเขาย่อมต้องอยู่ใกล้ชายหนุ่มตลอดเวลา หากนางเผลอทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาแล้วถูกสั่งฆ่าทิ้งอีกจะทำเช่นไร หากเป็นอย่างนั้นนางไม่เอาหรอกนะ
"ตามใจเจ้า แต่ทุกครั้งที่หนิงเกาคอยช่วยงานนอกเหนืองานของเขา มักจะได้เงินส่วนต่างวันละ 2 เหรียญเงิน"
จางเหว่ยพูดด้วยท่าทีสบายๆพลางรินชาให้ตนเอง ซิงอีได้ยินเช่นนั้นก็ตาลุกวาว
"ไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ หากข้าไม่มีความรู้แล้วทำให้งานของท่านเสียหายจะทำเช่นไรล่ะเจ้าคะ"
"3 เหรียญเงิน" ชายหนุ่มเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม
"5 เหรียญเจ้าค่ะ"
ซิงอีพูดพลางยกนิ้วขึ้นมาทำท่าประกอบ ที่จริงนางสนใจตั้งแต่ได้ยินว่าได้เงินแล้ว แต่อยากต่อรองอีกนิด
"ให้แค่ 3 เหรียญเท่านั้น"
ชายหนุ่มพูดอย่างตัดบทมิให้ความหวังหญิงสาว
"3 เหรียญก็ 3 เหรียญเจ้าค่ะ ท่านมีอันใดอีกหรือไม่เจ้าคะ"
"มี..."
จางเหว่ยเอ่ยขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อยว่าจะถามดีหรือไม่ หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าสงสัยเพราะจู่ๆก็เงียบไปไม่กล่าวอันใดต่อ
"วันนี้เจ้าเปลี่ยนถุงหอมกลิ่นอันใด"
ชายหนุ่มถามออกมาในที่สุด ตอนทำแผลเขาได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากตัวของหญิงสาว กลิ่นนี้เขาชอบมันยิ่งนักทำให้เขารู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย เขารู้สึกว่านางใช้กลิ่นนี้เป็นกลิ่นแรกตอนที่นางเป็นสาวใช้ปิ่นไม้ที่เข้ามาแทนสาวรับใช้นางอื่น แต่ตั้งแต่นางเปลี่ยนมาเป็นปิ่นเงินก็มิได้ใช้ถุงหอมกลิ่นอย่างวันนี้อีก
ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มมองที่ข้างเอวพบว่า นางลืมนำถุงหอมติดมาด้วย เพราะเพิ่งอาบน้ำเสร็จบวกกับรีบมาหาชายหนุ่มเพราะเรือนอยู่ไกลกันนัก หญิงสาวรีบหันข้างเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มเห็นว่านางลืมหยิบถุงหอมมา "ที่เขาถามเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาเหม็นข้าหรอกนะ" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ ก่อนจะยิ้มแห้งให้ชายหนุ่ม
"กลิ่นเดียวกับสาวใช้นางอื่นนั่นแหละเจ้าค่ะ สงสัยถุงหอมข้ากลิ่นจะจางไป พรุ่งนี้ข้าจะเปลี่ยนใหม่นะเจ้าคะ"
ซิงอีรีบโกหกชายหนุ่มทันที
"ก่อนออกไปดับตะเกียบที่เจ้าจุดทั้งหมดด้วย"
"เจ้าค่ะ"
ซิงอีเอ่ยขึ้นจากนั้นรีบไปดับตะเกียงกว่า 20 ตัวที่ตนเองจุดไว้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงว่านางที่จุดเยอะก็ตอนที่นางมาตามดับเองนี้แหละ
จางเหว่ยมองหญิงสาววิ่งไปมาเพื่อดับตะเกียง แต่แล้วสายตาของเขาก็ไปสดุดที่ข้างเอวนาง พบว่ามันไม่มีถุงหอมห้อยอยู่เลย นั่นก็แสดงว่ากลิ่นที่ว่าหอมเมื่อสักครู่คงเป็นกลิ่นตัวของนางสินะ ตอนที่นางมีแค่ปิ่นไม้ก็ยังมิได้ห้อยถุงหอมเพราะทำงานแค่นอกเรือนเท่านั้น ไหนท่าทีของนางที่แอบหันมิให้เขาเห็นข้างเอวเมื่อสักครู่อีก เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะนอนลงที่เตียง
"ข้าดับหมดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวนะเจ้าคะ" ซิงอีเอ่ยบอกชายหนุ่มแต่ก็มิได้ยินเสียงใดตอบกลับมาเช่นเดิม "ช่างประหยัดคำพูดจริงๆ กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรือเจ้าคะ" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ
"ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยไม่ดังมากจากนั้นจึงเลื่อนบานประตูและเดินออกไป
10 ปีผ่านไปแสงอาทิตย์ในยามเช้าส่องกระทบเข้ากับใบหน้าเนียนที่นอนอยู่ที่เตียงกว้าง"อื้ออ... เจ้าอย่าขยับยังเช้าอยู่เลย"จางเหว่ยส่งเสียงห้ามคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ในอ้อมกอด ตอนนี้นางกำลังจะลุกหนีเขาเหมือนทุกวันอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องกระชับอ้อมกอดไม่ให้นางลุกไปไหนได้ ซิงอีผลักร่างชายหนุ่มออกเล็กน้อยอย่างไม่ให้เขาเอาแต่ใจ"นี่มันสายแล้วนะเพคะ พระองค์ควรลุกได้แล้ว""แต่ข้าพึ่งได้นอนกอดเจ้าไม่กี่ชั่วยามเองนะ" จางเหว่ยส่งเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างเด็กน้อย และใช้ใบหน้าถูไปที่ซอกคอขาวอย่างเอาแต่ใจ"ท่านหยุดนะเพคะ"หญิงสาวดิ้นพลางผลักชายหนุ่มออกห่างตัว แต่นั้นยิ่งทำให้เขาได้ใจนอกจากจะถูใบหน้าแล้วยังพรมจูบและไซ้คอหญิงสาวไม่หยุด"หอมจัง...""ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานจะได้เวลาประชุมหน้าท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงหม่ากงกงตะโกนเข้ามาในห้องบรรทม ซิงอีที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาในทันที จางเหว่ยถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ พลางทำหน้าไม่พอใจ"พระองค์ควรลุกจริงๆแล้วเพคะ"เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับก้นกลมของหญิงสาวไม่แรงนัก ซิงอีทำสีหน้าตกใจและเปลี่ยนเป็นโมโหในทันที"ท่านตีข้าทำไมเจ้าคะ""ก็พูดได้หนิ ข้าบอกเจ้
1 เดือนผ่านไปเสียงบรรเลงเพลงมงคลล่องลอยไปตามสายลมในช่วงสาย ดวงอาทิตย์สีทองอร่ามที่ทำหน้าที่เพียงส่องสว่างแต่ไม่ร้อนแผดเผา ทุกพื้นที่ในวังหลวงถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคลสีแดง การตกแต่งดูงดงามอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นอกวังหลวง ชาวบ้านที่ถึงแม้จะหวาดกลัวความโหดเหี้ยมของเจ้าบ่าวมานาน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมตกแต่งบ้านเรือนเพื่อร่วมแสดงความยินดี เพราะรู้ดีว่าคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องมาตลอดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้พรมแดงถูกปูตั้งแต่ด้านนอกจนถึงท้องพระโรง เหล่าทหารกล้ายืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหลายหมื่นนายเพื่อร่วมเป็นพยานรักให้แก่ทั้งคู่ จางเหว่ยในชุดสีแดงมงคลที่ถูกตัดทำขึ้นพิเศษ ทั้งประณีตและสง่างามมือหนากระชับมือบางที่กุมอยู่ ซิงอีก้มมองมือหนาและเงยขึ้นมายิ้มให้ชายหนุ่ม วันนี้นางสวมชุดสีแดงเข้าคู่กับจางเหว่ยและถูกคลุมหน้าด้วยผ้าบางมงคลสีแดง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพได้อย่างเลือนรางว่ามีใครอยู่ที่นี่กับนางบ้าง เมื่อพิธีเริ่มคู่บ่าวสาวก็กุมมือกันเดินเข้าท้องพระโรงด้วยท่าทางสง่างามและเหมาะสมกันอย่างเป็นที่สุด กลีบดอกกุหลาบสีแดงถูกโปรยขณะที่ทั้งคู่ค่อยๆก้าวเดิน เหล่าทหารที่
วันก่อนงานอภิเษกซิงอียืนอยู่ที่หน้าต่าง เหม่อมองด้านนอกที่อากาศเริ่มเย็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล"พรุ่งนี้ท่านจะมาใช่หรือไม่"ซิงอีเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ นี่ก็เกือบ 2อาทิตย์แล้วที่นางไม่ได้ข่าวคราวจากจางเหว่ยเลย และพรุ่งนี้ก็เป็นวันสมรสแล้วด้วย ถึงนางจะเป็นกังวลแต่ก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างที่เคยเชื่อมั่นมาโดยตลอด อีกด้านในตอนนี้ จื่อหยางกำลังเดินหมากกับฮ่องเต้ในห้องส่วนตัว แต่ระหว่างสองคนกลับไม่ได้เอ่ยคำสนทนาอันใดกันเลย มีเพียงเสียงของหมากกระทบที่กระดานเท่านั้น แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงของคนจำนวนมากรูเข้ามาที่ห้อง "นี่มันอะไรกัน ทหาร~~~~"ฮ่องเต้เอ่ยตะโกนเสียงดังลั่นห้อง แต่กลับไม่มีทหารเลยแม้แต่สักคนเข้ามาจื่อหยางที่กำลังเดินหมากอยู่กับฮ่องเต้ก็ต้องตกใจเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใดกัน หัวหน้าที่นำคนพวกนี้เข้ามานั่นก็คือลูกน้องคนสนิทอีกคนของเขาเอง อย่าบอกนะว่า....."ทหารไปที่ใดหมด"ฮ่องเต้ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง จากนั้นหันไปทางจื่อหยางที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆด้วยแววตาที่มีคำถามมากมาย จื่อหยางที่รู้แล้วว่าตอนนี้คนที่บุกเข้ามาทั้งหมดคือคนของตน นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าลูกน้องของเขาเข้าใจว่าเขาจะก่อกบฏ
"องค์ชาย แม่นางซิงอีมาขอรับ"หนิงเกาที่อยู่หน้ากระโจมเอ่ยขึ้น ที่หนิงเกาเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะคนทั่วไปรู้จักหญิงสาวนาม ห่าวเข่อซิงเท่านั้น ส่วนซิงอีเป็นนามที่ไม่รู้จักมากนัก จึงใช้ชื่อนี้แทน "เข้ามา" จางเหว่ยเอ่ยอนุญาตอย่างรวดเร็ว ซิงอีตอนนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยชุดที่นางสวมใส่ แต่เป็นชุดของนางกำนัลแทน"หมอตัวจริงมาแล้วสินะ เช่นนั้นก็คงหมดหน้าที่ข้า"กู้จวินเอ่ยแซวสหายของตน ก่อนที่จะหันมายิ้มให้หญิงสาวและเดินออกไปจากกระโจม ปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง"ท่านเจ็บมากหรือไม่" ซิงอีเอ่ยถามชายหนุ่มและเข้าไปนั่งลงข้างๆ จางเหว่ยเอื้อมมือไปจับที่มือบางขึ้นมาหอมด้วยความคิดถึง"ขอเพียงกลับมาแล้วเจอหน้าเจ้า ไม่ว่าจะเจออะไร หนักหนามากแค่ไหนข้าก็ไม่มีทางเป็นอะไรไปแน่" ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงขึงตาใส่ชายหนุ่มเล็กน้อย"กู้จวินบอกว่า เจ้าบรรเลงเพลงกู่เจิงเช่นนั้นหรือ""เจ้าค่ะ ท่านคงไม่ว่าอะไรที่ข้าเอ่อ....""ไม่เป็นอันใด เจ้ามิต้องกังวลไม่ว่าเจ้าจะทำอันใด ทำเพื่อข้าหรือตัวเจ้าเองขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันโทษเจ้า" จางเหว่ยเอ่ยพลางดึงหญิงสาวเข้ามากอด "คืนนี้นอนกับข้าเถิด""ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าต้องร
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ด้านหลังลานพิธี ทุกคนหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับจางเหว่ยที่เดินเข้ามา ชายหนุ่มยิ้มกว้างแต่ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ หนิงเกาที่ได้เห็นก็รู้สึกโล่งใจและดีใจจนจางเหว่ยรู้สึกได้ ชายหนุ่มจึงพยักหน้าให้เล็กน้อยเพราะเขารู้ดีว่าลูกน้องคนนี้นั้นเป็นห่วงเขามากเช่นไร"น้องสามเหตุใดมองข้าอย่างกับเห็นผีเช่นนั้น" จางเหว่ยเอ่ยกับจื่อหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และจ้องไปที่ตาอย่างผู้ชนะ"ลูกขอประทานอภัยเสร็จพ่อที่มาช้า เป็นเพราะตอนเข้าป่าชุดลูกได้รับความเสียหาย ทำให้ฉีกขาดเกรงว่ามันอาจดูไม่ดีนักจึงรีบไปเปลี่ยนก่อนมาพ่ะย่ะค่ะ"จื่อหยางมองชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่พบว่ามันสะอาดจริงอย่างที่บอก มันเหมือนกับว่าไม่ได้ผ่านการต่อสู้อันใดมาเลยแม้แต่น้อย"ไม่เป็นอะไร เจ้ามาก็ดีแล้ว"ฮ่องเต้เอ่ยพลางยิ้มออกมา และส่งสัญญาณให้เริ่มทำการนับแต้มได้ ซิงอีมองมาทางจางเหว่ยและชายหนุ่มเองก็มองไปทางหญิงสาวพอดีทำให้ทั้งคู่สบตากัน จางเหว่ยพยักหน้าและยิ้มให้หญิงสาวเพื่อต้องการบอกว่าเขาไม่เป็นอันใด ซิงอีรู้ดีว่าเขาต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่เพราะจากท่าทางการเดินของเขามันดูไม่ปกติ หญิงสาวจำได้ครั้งแรกที่พบกับชายหนุ่ม เ
ในป่าลึกจางเหว่ยกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนร้ายฝีมือดีกว่า 20 คน พวกมันสามารถตั้งรับและเข้าจู่โจมเหมือนอย่างที่ฝึกฝนร่วมกันมาเป็นอย่างดี จางเหว่ยตวัดปลายดาบขึ้นจนปาดเข้าที่คอของคนร้าย โลหิตสีแดงพุ่งเป็นสายน้ำออกมา "1"จางเหว่ยเอ่ยขึ้นเมื่อสังหารได้ 1คน ยังเหลืออีก19 คน เขาใช้วรยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นเหนือพื้นแล้ววาดดาบมาตรงหน้า ใช้สองนิ้วกรีดเข้ากับดาบคมของตนจนมีโลหิตไหลออกมารวมกับดาบ ทุกครั้งที่เขาต้องต่อสู้มักจะทำเช่นนั้นเป็นประจำ จากนั้นรวบรวมสมาธิและหมุนตัวคล้ายพายุเกลียวพุ่งใส่ชายชุดดำตรงหน้า โลหิตสีแดงกระจายออกมาตรงที่เขาพุ่งใส่ จบกระบวนท่านี้เขาถึงกับทรุดลงไปกับพื้น โลหิตสีแดงกระเด็นจนเปื้อนที่แก้มเขาหนึ่งข้างจนดูน่ากลัว " 2 3 4 5 6"จางเหว่ยนับคนที่ตนพึ่งสังหารไป จากนั้นก็ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ ถึงท่าเมื่อสักครู่จะใช้กำลังไปมากแต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะหยุด เขาคาดการณ์ว่าการต่อสู้นี้ยังคงอีกหลายชั่วยามเป็นแน่ถึงรู้ผลแพ้ชนะ เขาใช้กระบวนท่าง่ายๆเพื่อไม่ให้ตนเองต้องใช้กำลังมากเกินไป แต่ก็ยังสังหารเพิ่มได้"บัดซบ หลงกลจนได้"จางเหว่ยอุทานออกมาเมื่อหลงกล จนตอนนี้ตนเองถูกแยกมาอีกทางที่ไกลจาก
เสียงสายลมพัดผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้เสียงกระดิ่งที่ตกแต่งอยู่ตรงหน้าต่างปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากการหลับใหล ซิงอีบิดขี้เกียจเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน ตลอด1 อาทิตย์ที่ผ่านมา นางใช้แรงกายแรงใจไปมากกับการเป็นผู้ช่วยของชายหนุ่ม การช่วยงานข้างกายก็เหนื่อยพอแรงแล้วยังต้องมารองรับอารมณ์อีก ดีนะที่โลกก่อนนางเป็นผ
“นางไปที่ใด”จางเหว่ยเอ่ยถามบ่าวรับใช้ที่ตนให้ไปตามหญิงสาว“บ่าวรับใช้ที่ห้องพักบอกว่านางออกไปด้านนอกจวนขอรับ”“หากนางมาถึงแล้วให้มาพบข้า” “ขอรับ” บ่าวรับใช้รับคำเสร็จก็วิ่งออกไปชายหนุ่มนั่งลงไปกับเตียงอย่างหมดแรง จากนั้นนอนเอามืออังที่หน้าผาก เพราะพิษจากอาการแพ้ ถึงแม้ผื่นจะหายไปแล้วแต่ยังหลงเหล
ซิงอีหลังจากโดนจางเหว่ยไล่ก็ตรงกลับที่พักของตน แต่กลับพบว่าถุงหอมที่ข้างเอวของตนหายอีกแล้ว ทุกครั้งที่ไปตำหนักจวี๋ฮวาเหตุใดถุงหอมมักหายทุกครั้ง นางเสียค่าปรับถุงหอมไปแล้วถึง 2 ครั้ง ครานี้นางไม่มีเงินจะเสียค่าปรับแล้ว เลยเลือกจะกลับไปหาถุงหอม "ถ้าแอบเข้าไปคงไม่เป็นไรหรอก" หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่า
"ฟางเหนียงคารวะญาติผู้พี่เจ้าค่ะ" เสียงหวานเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่หน้าประตูของเรือนรับรอง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหล่าชาวบ้านรวมถึงบ่าวรับใช้ชายบริเวณนั้นต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบเห็นรอยยิ้มของนาง ด้วยใบหน้าสวยหวานหยดย้อย กิริยาท่าทางเรียบร้อยดูสง่างามของนางล้วนมัดใจหนุ่มน้อยใหญ่ได้อย่างง่ายดาย "เจ้ามีอันใด







