LOGINณ ตำหนักจวี๋ฮวา
หลังจากซิงอีออกไปก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เป็นเช่นไรบ้าง”
จางเหว่ยเอ่ยถามผู้ช่วยหนิงเกาของตนที่เดินเข้ามา
“เป็นอย่างที่ท่านคาดการณ์ขอรับ พวกนั้นแอบสับเปลี่ยนเกลือและข้าวเป็นอาวุธทั้งหมด”
หนิงเการีบรายงานทันที
“ดักปล้นให้หมด”
ชายหนุ่มพูดเสียงดังอย่างโมโห
“ขอรับ”
หนิงเการับคำสั่งจากนั้นทำท่าคารวะและเดินออกไป
“เมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายข้าจะสนองให้”
จางเหว่ยกล่าวขึ้นเมื่ออยู่คนเดียว เพราะเขามีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยม ไม่ว่าใครที่ขัดขวางเขาย่อมตายทั้งหมด และหากใครกล้ารุกรานเขาก็ฆ่าทิ้งทั้งหมดเช่นกัน ที่เขาต้องดักปล้นเช่นนี้เพราะเกลือและข้าวนั้นจะถูกส่งไปชายแดนเพื่อช่วยประชาชนที่ประสบภัยแล้ง แต่จื่อหยางองค์ชายสามกลับใช้โอกาสนี้ในการส่งอาวุธเพื่อสะสมกำลัง หากเขาดักปล้นเมื่อเรื่องตรวจพบย่อมต้องถูกตรวจสอบเป็นแน่
“เสด็จพ่อบุตรชายที่ท่านหวงแหน ข้าอยากเห็นสีหน้าท่านนัก ถ้าหากท่านรู้เรื่องนี้จะทำเช่นไร”
จางเหว่ยเอ่ยขึ้นพลางแสยะยิ้ม และเดินออกไปจากเรือน
.
ด้านซิงอีหลังจากออกมาจากตำหนักจวี๋ฮวาก็ตรงดิ่งไปที่โรงครัวทันที เพราะตอนนี้นางรู้สึกหิวเป็นอย่างมาก ไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานนอกจากกลิ่นมะเขือเทศที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ยิ่งชวนให้นางจะคลื่นไส้ แต่เมื่อนางมาถึงกลับไม่มีอาหารอะไรเหลือเลย
“อาหารหมดแล้วหรือเจ้าคะ”
ซิงอีเอ่ยถามพ่อครัวที่กำลังเก็บของให้เรียบร้อย
“นี่มันกี่ยามแล้ว เลยเวลาอาหารมามากแล้ว”
ชายวัย 40 กว่าปีที่เป็นพ่อครัวนามว่าเลี่ยงรุ่ย เอ่ยตอบหญิงสาว ซิงอีที่ได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีดเล็กน้อย เพราะอีกตั้ง 2 ชั่วยามถึงจะได้ทานมื้อต่อไป หากไม่กินตอนนี้นางไม่มีแรงทำงานเป็นแน่หญิงสาวมองไปรอบๆ พบว่ายังพอมีวัตถุดิบเหลือเล็กน้อย เพราะที่นี่ใช้วัตถุดิบทำอาหารสดใหม่ทุกวันจะมีคนออกไปซื้อวัตถุดิบมาไว้ทำ ฉะนั้นวัตถุดิบจะถูกเตรียมให้พอสำหรับทุกๆมื้อ และพอสำหรับทุกคน
“ต้องขออภัยที่ข้ามาช้า ข้าขอทำอาหารสักอย่างได้หรือไม่ ข้าเห็นว่ายังพอมีของเหลืออยู่เล็กน้อย แค่สักครู่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างอ้อนวอน
“ได้ เห็นแก่ที่เจ้าพึ่งเข้ามาใหม่ แต่ครั้งหน้าไม่ได้เด็ดขาด”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางโค้งตัวเล็กน้อย จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจว่าเหลืออะไรบ้างที่นางสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ แต่สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเต้าหู้ที่เหลืออยู่ จึงคิดว่าจะผัดเต้าหู้ทรงเครื่องกินก็น่าจะพอได้ แต่เสียดายที่ไม่มีเนื้อหมู แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแค่ไหนแล้ว
ซิงอีเริ่มจากการทำน้ำซอสสำหรับผัดก่อน หญิงสาวใส่ของที่พอมีอยู่และน้ำเปล่าลงไป ถึงจะไม่ครบตามที่นางเคยทำเพราะยุคโบราณเช่นนี้มีครบก็แปลก และก็มีเครื่องปรุงบางอย่างที่ลักษณะและรสชาติคล้ายๆกันสามารถนำมาแทนกันได้ เพราะมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นเครื่องปรุงที่นางรู้จักดีในอนาคตเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าซอสเข้ากันได้ที่แล้วจึงตักน้ำซอสที่ผัดมาพักไว้
“แค่ผัดเครื่อง เหตุใดถึงได้หอมขนาดนี้เชียว” พ่อครัวที่อยู่ข้างๆเอ่ยถามด้วยความสงสัย และเดินมาดูหญิงสาว
“แน่นอนเจ้าค่ะ สูตรนี้หากมีเนื้อหมูสักเล็กน้อยยิ่งทำให้อร่อยกว่านี้อีกเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างมั่นใจ เมนูนี้ในโลกใบเก่านางทำกินบ่อยมากๆ
“เช่นนั้น เอาเนื้อหมูนี่ไป”
พ่อครัวหยิบเนื้อหมูสับให้หญิงสาวเล็กน้อย เขาเป็นพ่อครัวมานานยังไม่เคยเห็นการทำอาหารเช่นนี้ อาหารที่เขาทำก็นับว่าอร่อยแต่ไม่หอมอย่างที่นางทำ จึงทำให้อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ
จากนั้นใส่น้ำมันลงกระทะใส่กระเทียม ขิงสับลงผัดจนหอม แล้วจึงใส่หมูสับลงไปผัดจนสุก จากนั้นเทน้ำซอสที่เตรียมไว้แล้วลงไปต้มต่อจนน้ำซอสเดือด เติมแป้งมันที่ละลายน้ำแล้วลงในกระทะ คนเร็วๆให้แป้งมันสุกและไม่จับกันเป็นก้อน น้ำซอสจะเหนียวข้นขึ้น ใส่ต้นหอมซอยครึ่งหนึ่งลงไป ตามด้วยเต้าหู้อ่อน และน้ำมันงา ผัดคลุกเคล้าเบาๆพอให้เข้ากัน ก็เป็นอันเสร็จ ซิงอีตักใส่จานแบ่งเป็น 2 จาน หนึ่งจานสำหรับทานเองอีกจานสำหรับพ่อครัวที่อุตส่าห์แบ่งหมูมาให้นาง
“นี่ของท่าน ท่านลองชิมดูเจ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางยื่นให้พ่อครัว เลี่ยงรุ่ยรับมาจากนั้นใช้ตะเกียบคีบไปที่ก้อนเต้าหู้ตอนนี้มันชุ่มไปด้วยเครื่องปรุงที่นางผัด กลิ่นหอมจนทำให้เขาอยากลิ้มลองเป็นอย่างมาก ทันทีที่คีบเข้าปาก ชายหนุ่มถึงกับต้องหลับตาเคลิบเคลิ้มกับรสชาติ “อร่อยยิ่งนัก” เลี่ยงรุ่ยกล่าวกับตนเองในใจ
“อร่อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“อร่อยมาก เจ้าบอกสูตรนี้แก่ข้าได้หรือไม่”
พ่อครัวเอ่ยอย่างมีความหวัง หากนางบอกสูตรแก่เขาและทำให้คุณชายทาน คงต้องถูกตบรางวัลเป็นแน่ และอีกอย่างอาหารอร่อยเช่นนี้หากเขารู้สูตรก็นับว่าดีกับตัวเขาเป็นอย่างมาก ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และก็รีบตีหน้าเศร้าหันหลังให้เลี่ยงรุ่ย
“ข้าก็อยากบอกท่านนะเจ้าคะ แต่นี้คือสูตรอาหารของบ้านข้า จะให้บอกท่านก็เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์ต้องโกรธข้าเป็นแน่”
หญิงสาวทำหน้าเศร้าพลางหันมาทางพ่อครัว
“มันก็จริงของเจ้า ข้าลืมคิดไป”
เลี่ยงรุ่ยพูดอย่างนึกได้
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี ทางพ่อท่านแม่คิดค้นสูตรมาอย่างยากลำบากแต่ก็มีจิตใจเมตตา เผื่อแผ่ผู้อื่น เพียงแต่…. สูตรอาหารนี้หากข้านำไปขายให้โรงเตี๊ยมสักแห่งก็คงขายดีมากเป็นแน่ท่านว่าหรือไม่”
พ่อครัวหลังจากได้ยินคำพูดหญิงสาวก็เข้าใจความหมายของนางทันที
“งั้นข้าขอซื้อสูตรนี้ 30 เหรียญทองแดงพอหรือไม่” พ่อครัวเอ่ยอย่างหมายมั่น เขาต้องได้สูตรนี้มาให้ได้ หากข้างนอกได้สูตรนี้ไปคงไม่ได้แน่
“แต่โรงเตี๊ยมข้างนอกให้ข้าตั้ง 50 เหรียญทองแดงข้าก็ยังไม่ขาย ข้าเห็นที่ท่านเป็นคนกันเองและยังเป็นพ่อครัวที่ทำอาหารอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทานมาข้าจะขายให้ท่าน 40 เหรียญทองแดงท่านยังสนใจหรือไม่”
หญิงสาวต่อรองราคาพร้อมทั้งยกยอพ่อครัว เลี่ยงรุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า
“ก็ได้”
พ่อครัวเอ่ยตอบ เงิน40 เหรียญทองแดงแทบจะเป็นเงินครึ่งเดือนที่เขาทำงานเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อนึกรางวัลที่จะได้และสูตรอาหารที่อร่อยเช่นนี้ย่อมคุ้มเป็นแน่
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเขียนสูตรที่ครบกว่านี้ให้ท่านอย่างละเอียดนะเจ้าคะ ส่วนเรื่องเงินท่านค่อยให้ข้าพรุ่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”
“ทำการค้าเก่งนะเจ้าเนี่ย”
พ่อครัวเอ่ยชมหญิงสาว จากนั้นถือจานออกไปให้คนอื่นๆชิมด้วย
ด้านหน้าประตูครัวมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนฟังทั้งคู่คุยกันนานแล้ว ผู่เย่วเพียงมาจากเรือนสมุนไพรเพราะเขาสนใจเรื่องนี้จึงได้สร้างเอาไว้ ซึ่งอยู่ติดกับโรงครัวแต่ขณะที่กำลังผ่านเส้นทางนี้กลับได้กลิ่นหอมของอาหาร ทำให้เขาสนใจ แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินทั้งคู่คุยกันเสียก่อน จึงหยุดฟังคำพูดของหญิงสาวทำให้เขาต้องยิ้มออกมาเพราะความเจ้าเล่ห์ของนาง จากนั้นจึงเดินออกไป
ซิงอีนั่งทานข้าวต่อ ตอนนี้นางมีเงินแล้ว 40 เหรียญทองแดงขาดอีกแค่ 10 เหรียญทองแดงก็ครบเงินที่นางนำมาจากจางเหว่ย แต่การจะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกก็ต้องมีเงินเก็บอีกสักหน่อย มีพอมากแล้วค่อยออกไปจากที่นี่ เจ้าของจวนโหดร้ายและอารมณ์ร้อนเช่นนี้นางไม่อยากอยู่ไปตลอดชีวิตเป็นแน่ “ข้าต้องเก็บเงินให้เยอะมากกว่านี้ แล้วออกไปจากที่นี่” หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่างหมายมั่นในใจและทานอาหารต่อ
หลังจากทานอาหารเสร็จ ซิงอีก็ไปทำงานต่อ เพราะนางได้เลื่อนจากปิ่นไม่ธรรมดามาเป็นปิ่นเหล็กในชั่วข้ามคืนแล้วฉะนั้นหน้าที่หลักๆ คือค่อยยกชาและขนมไปให้คุณชายต่างๆ หรือค่อยรับใช้หน้าเรือนวันนี้นางได้มายืนเฝ้าที่หน้าเรือนรุ่ยเซียงเช่นเคย ตอนนี้นางได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีใครเจ้ามาใช้งาน เพราะนางอยากยืนอยู่เฉยๆเป็นต้นไม้แบบนี้มากกว่า แต่ไม่ทันไรกลับมองไปเห็นร่างคุ้นตาเดินมาพอดี “ชีวิตอันสงบสุขของข้า” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ
“คารวะคุณชายจางเหว่ยเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ ชายหนุ่มเพียงเหลือบตามองเล็กน้อย และเดินเข้าไปด้านในหญิงสาวจึงรีบเดินไปเอาชามาให้ชายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว หากช้านางกลัวเขาจะฆ่านางทิ้งเสียก่อน
“ขออนุญาตนำชาเข้าไปเจ้าค่ะ”
ซิงอีตะโกนพูดอยู่หน้าห้องเพื่อขออนุญาต หลังจากวิ่งไปเอาชาที่โรงครัวมา
“เข้ามา”
เสียงจากในเรือนดังออกมา หญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไปและรินชาให้ชายหนุ่ม จากนั้นเตรียมตัวที่จะเดินออกไปทันที
“เดี๋ยวก่อน”
ชายหนุ่มพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“มีอันใดหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามและก้มหน้าไปกับพื้น “นี่ข้าทำอันใดผิดไปงั้นหรือ หรือว่าชาร้อนเกินไปหรือว่าเย็นเกินไป ข้าจะถูกไล่ออกเหมือนบ่าวรับใช้คนเมื่อเช้าไหมเนี่ย” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และคิดไปต่างๆนานา
“มาฝนหมึกให้ข้า”
จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกด้วยความโล่งอกและเดินไปนั่งฝนหมึกใกล้ๆ ชายหนุ่ม จางเหว่ยวุ่นวายกับการศึกษาเรื่องการค้าขายเกลือจนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม
“เจ้าลุกไปหยิบหนังสือการค้าเมื่อปีที่แล้วให้ข้าที่บนชั้นที”
ชายหนุ่มพูดขึ้นทั้งๆ ที่หน้ากำลังจดจ่อที่ตำราตรงหน้าอยู่หญิงสาวลุกไปที่ชั้นตามที่ชายหนุ่มบอก แต่เพราะบนชั้นมีหนังสือและตำรามาก ทำให้นางใช้เวลาในการหา ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อหญิงสาวจึงเหลือบไปเห็นหนังสือที่หน้าปกเขียนว่าการค้าไว้ จึงรีบหยิบขึ้นมาทันที และนำไปให้ชายหนุ่ม
“นี่เจ้าค่ะ”
ซิงอียื่นให้ชายหนุ่ม จางเหว่ยรับมาจากนั้นเปิดอ่าน แต่แล้วเขาก็พึ่งรู้สึกตัว เมื่อสักครู่เขาคิดว่าคนที่อยู่ข้างกายเขาคือหนิงเกาจึงได้ใช้ให้ไปหยิบหนังสือมาให้เพราะอ่านหนังสือได้ ชายหนุ่มพลิกหนังสือดูด้านหน้า พบว่าเป็นหนังสือการค้าจริงๆ นางนำมาให้เขาถูกได้อย่างไร
“เจ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
ซิงอีพูดด้วยความเหม่อลอยเล็กน้อย เพราะนั่งฝนหมึกเฉยๆ ทำให้นางรู้สึกง่วงเป็นอย่างมาก จางเหว่ยหันมาทางหญิงสาว ซิงอีจึงสะดุ้งนั่งตัวตรง “เมื่อสักครู่เขาถามอะไรข้าไปเนี่ย” หญิงสาวคิดในใจนางอยากจะเขกหัวตัวเองกนักตอนนี้
“ท่านถามข้าว่าเช่นไรนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความระแวงเล็กน้อย
“ข้าถามว่าเจ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
จางเหว่ยถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะถามหญิงสาวอีกครั้ง
“รู้เจ้าค่ะ เอ้ยไม่รู้เจ้าค่ะ”
ซิงอีตอบอย่างตะกุกตะกัก ชาวบ้านยากจนที่นี้ น้อยมากๆที่จะรู้หนังสือ นางที่เป็นแค่ขอทานหากบอกว่ารู้หนังสือ ต้องถูกเขาคาดคั้นหาคำตอบเป็นแน่
“ตกลงรู้หรือไม่รู้”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
10 ปีผ่านไปแสงอาทิตย์ในยามเช้าส่องกระทบเข้ากับใบหน้าเนียนที่นอนอยู่ที่เตียงกว้าง"อื้ออ... เจ้าอย่าขยับยังเช้าอยู่เลย"จางเหว่ยส่งเสียงห้ามคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ในอ้อมกอด ตอนนี้นางกำลังจะลุกหนีเขาเหมือนทุกวันอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องกระชับอ้อมกอดไม่ให้นางลุกไปไหนได้ ซิงอีผลักร่างชายหนุ่มออกเล็กน้อยอย่างไม่ให้เขาเอาแต่ใจ"นี่มันสายแล้วนะเพคะ พระองค์ควรลุกได้แล้ว""แต่ข้าพึ่งได้นอนกอดเจ้าไม่กี่ชั่วยามเองนะ" จางเหว่ยส่งเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างเด็กน้อย และใช้ใบหน้าถูไปที่ซอกคอขาวอย่างเอาแต่ใจ"ท่านหยุดนะเพคะ"หญิงสาวดิ้นพลางผลักชายหนุ่มออกห่างตัว แต่นั้นยิ่งทำให้เขาได้ใจนอกจากจะถูใบหน้าแล้วยังพรมจูบและไซ้คอหญิงสาวไม่หยุด"หอมจัง...""ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานจะได้เวลาประชุมหน้าท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงหม่ากงกงตะโกนเข้ามาในห้องบรรทม ซิงอีที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาในทันที จางเหว่ยถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ พลางทำหน้าไม่พอใจ"พระองค์ควรลุกจริงๆแล้วเพคะ"เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับก้นกลมของหญิงสาวไม่แรงนัก ซิงอีทำสีหน้าตกใจและเปลี่ยนเป็นโมโหในทันที"ท่านตีข้าทำไมเจ้าคะ""ก็พูดได้หนิ ข้าบอกเจ้
1 เดือนผ่านไปเสียงบรรเลงเพลงมงคลล่องลอยไปตามสายลมในช่วงสาย ดวงอาทิตย์สีทองอร่ามที่ทำหน้าที่เพียงส่องสว่างแต่ไม่ร้อนแผดเผา ทุกพื้นที่ในวังหลวงถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคลสีแดง การตกแต่งดูงดงามอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นอกวังหลวง ชาวบ้านที่ถึงแม้จะหวาดกลัวความโหดเหี้ยมของเจ้าบ่าวมานาน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมตกแต่งบ้านเรือนเพื่อร่วมแสดงความยินดี เพราะรู้ดีว่าคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องมาตลอดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้พรมแดงถูกปูตั้งแต่ด้านนอกจนถึงท้องพระโรง เหล่าทหารกล้ายืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหลายหมื่นนายเพื่อร่วมเป็นพยานรักให้แก่ทั้งคู่ จางเหว่ยในชุดสีแดงมงคลที่ถูกตัดทำขึ้นพิเศษ ทั้งประณีตและสง่างามมือหนากระชับมือบางที่กุมอยู่ ซิงอีก้มมองมือหนาและเงยขึ้นมายิ้มให้ชายหนุ่ม วันนี้นางสวมชุดสีแดงเข้าคู่กับจางเหว่ยและถูกคลุมหน้าด้วยผ้าบางมงคลสีแดง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพได้อย่างเลือนรางว่ามีใครอยู่ที่นี่กับนางบ้าง เมื่อพิธีเริ่มคู่บ่าวสาวก็กุมมือกันเดินเข้าท้องพระโรงด้วยท่าทางสง่างามและเหมาะสมกันอย่างเป็นที่สุด กลีบดอกกุหลาบสีแดงถูกโปรยขณะที่ทั้งคู่ค่อยๆก้าวเดิน เหล่าทหารที่
วันก่อนงานอภิเษกซิงอียืนอยู่ที่หน้าต่าง เหม่อมองด้านนอกที่อากาศเริ่มเย็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล"พรุ่งนี้ท่านจะมาใช่หรือไม่"ซิงอีเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ นี่ก็เกือบ 2อาทิตย์แล้วที่นางไม่ได้ข่าวคราวจากจางเหว่ยเลย และพรุ่งนี้ก็เป็นวันสมรสแล้วด้วย ถึงนางจะเป็นกังวลแต่ก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างที่เคยเชื่อมั่นมาโดยตลอด อีกด้านในตอนนี้ จื่อหยางกำลังเดินหมากกับฮ่องเต้ในห้องส่วนตัว แต่ระหว่างสองคนกลับไม่ได้เอ่ยคำสนทนาอันใดกันเลย มีเพียงเสียงของหมากกระทบที่กระดานเท่านั้น แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงของคนจำนวนมากรูเข้ามาที่ห้อง "นี่มันอะไรกัน ทหาร~~~~"ฮ่องเต้เอ่ยตะโกนเสียงดังลั่นห้อง แต่กลับไม่มีทหารเลยแม้แต่สักคนเข้ามาจื่อหยางที่กำลังเดินหมากอยู่กับฮ่องเต้ก็ต้องตกใจเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใดกัน หัวหน้าที่นำคนพวกนี้เข้ามานั่นก็คือลูกน้องคนสนิทอีกคนของเขาเอง อย่าบอกนะว่า....."ทหารไปที่ใดหมด"ฮ่องเต้ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง จากนั้นหันไปทางจื่อหยางที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆด้วยแววตาที่มีคำถามมากมาย จื่อหยางที่รู้แล้วว่าตอนนี้คนที่บุกเข้ามาทั้งหมดคือคนของตน นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าลูกน้องของเขาเข้าใจว่าเขาจะก่อกบฏ
"องค์ชาย แม่นางซิงอีมาขอรับ"หนิงเกาที่อยู่หน้ากระโจมเอ่ยขึ้น ที่หนิงเกาเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะคนทั่วไปรู้จักหญิงสาวนาม ห่าวเข่อซิงเท่านั้น ส่วนซิงอีเป็นนามที่ไม่รู้จักมากนัก จึงใช้ชื่อนี้แทน "เข้ามา" จางเหว่ยเอ่ยอนุญาตอย่างรวดเร็ว ซิงอีตอนนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยชุดที่นางสวมใส่ แต่เป็นชุดของนางกำนัลแทน"หมอตัวจริงมาแล้วสินะ เช่นนั้นก็คงหมดหน้าที่ข้า"กู้จวินเอ่ยแซวสหายของตน ก่อนที่จะหันมายิ้มให้หญิงสาวและเดินออกไปจากกระโจม ปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง"ท่านเจ็บมากหรือไม่" ซิงอีเอ่ยถามชายหนุ่มและเข้าไปนั่งลงข้างๆ จางเหว่ยเอื้อมมือไปจับที่มือบางขึ้นมาหอมด้วยความคิดถึง"ขอเพียงกลับมาแล้วเจอหน้าเจ้า ไม่ว่าจะเจออะไร หนักหนามากแค่ไหนข้าก็ไม่มีทางเป็นอะไรไปแน่" ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงขึงตาใส่ชายหนุ่มเล็กน้อย"กู้จวินบอกว่า เจ้าบรรเลงเพลงกู่เจิงเช่นนั้นหรือ""เจ้าค่ะ ท่านคงไม่ว่าอะไรที่ข้าเอ่อ....""ไม่เป็นอันใด เจ้ามิต้องกังวลไม่ว่าเจ้าจะทำอันใด ทำเพื่อข้าหรือตัวเจ้าเองขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันโทษเจ้า" จางเหว่ยเอ่ยพลางดึงหญิงสาวเข้ามากอด "คืนนี้นอนกับข้าเถิด""ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าต้องร
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ด้านหลังลานพิธี ทุกคนหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับจางเหว่ยที่เดินเข้ามา ชายหนุ่มยิ้มกว้างแต่ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ หนิงเกาที่ได้เห็นก็รู้สึกโล่งใจและดีใจจนจางเหว่ยรู้สึกได้ ชายหนุ่มจึงพยักหน้าให้เล็กน้อยเพราะเขารู้ดีว่าลูกน้องคนนี้นั้นเป็นห่วงเขามากเช่นไร"น้องสามเหตุใดมองข้าอย่างกับเห็นผีเช่นนั้น" จางเหว่ยเอ่ยกับจื่อหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และจ้องไปที่ตาอย่างผู้ชนะ"ลูกขอประทานอภัยเสร็จพ่อที่มาช้า เป็นเพราะตอนเข้าป่าชุดลูกได้รับความเสียหาย ทำให้ฉีกขาดเกรงว่ามันอาจดูไม่ดีนักจึงรีบไปเปลี่ยนก่อนมาพ่ะย่ะค่ะ"จื่อหยางมองชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่พบว่ามันสะอาดจริงอย่างที่บอก มันเหมือนกับว่าไม่ได้ผ่านการต่อสู้อันใดมาเลยแม้แต่น้อย"ไม่เป็นอะไร เจ้ามาก็ดีแล้ว"ฮ่องเต้เอ่ยพลางยิ้มออกมา และส่งสัญญาณให้เริ่มทำการนับแต้มได้ ซิงอีมองมาทางจางเหว่ยและชายหนุ่มเองก็มองไปทางหญิงสาวพอดีทำให้ทั้งคู่สบตากัน จางเหว่ยพยักหน้าและยิ้มให้หญิงสาวเพื่อต้องการบอกว่าเขาไม่เป็นอันใด ซิงอีรู้ดีว่าเขาต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่เพราะจากท่าทางการเดินของเขามันดูไม่ปกติ หญิงสาวจำได้ครั้งแรกที่พบกับชายหนุ่ม เ
ในป่าลึกจางเหว่ยกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนร้ายฝีมือดีกว่า 20 คน พวกมันสามารถตั้งรับและเข้าจู่โจมเหมือนอย่างที่ฝึกฝนร่วมกันมาเป็นอย่างดี จางเหว่ยตวัดปลายดาบขึ้นจนปาดเข้าที่คอของคนร้าย โลหิตสีแดงพุ่งเป็นสายน้ำออกมา "1"จางเหว่ยเอ่ยขึ้นเมื่อสังหารได้ 1คน ยังเหลืออีก19 คน เขาใช้วรยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นเหนือพื้นแล้ววาดดาบมาตรงหน้า ใช้สองนิ้วกรีดเข้ากับดาบคมของตนจนมีโลหิตไหลออกมารวมกับดาบ ทุกครั้งที่เขาต้องต่อสู้มักจะทำเช่นนั้นเป็นประจำ จากนั้นรวบรวมสมาธิและหมุนตัวคล้ายพายุเกลียวพุ่งใส่ชายชุดดำตรงหน้า โลหิตสีแดงกระจายออกมาตรงที่เขาพุ่งใส่ จบกระบวนท่านี้เขาถึงกับทรุดลงไปกับพื้น โลหิตสีแดงกระเด็นจนเปื้อนที่แก้มเขาหนึ่งข้างจนดูน่ากลัว " 2 3 4 5 6"จางเหว่ยนับคนที่ตนพึ่งสังหารไป จากนั้นก็ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ ถึงท่าเมื่อสักครู่จะใช้กำลังไปมากแต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะหยุด เขาคาดการณ์ว่าการต่อสู้นี้ยังคงอีกหลายชั่วยามเป็นแน่ถึงรู้ผลแพ้ชนะ เขาใช้กระบวนท่าง่ายๆเพื่อไม่ให้ตนเองต้องใช้กำลังมากเกินไป แต่ก็ยังสังหารเพิ่มได้"บัดซบ หลงกลจนได้"จางเหว่ยอุทานออกมาเมื่อหลงกล จนตอนนี้ตนเองถูกแยกมาอีกทางที่ไกลจาก
เสียงสายลมพัดผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้เสียงกระดิ่งที่ตกแต่งอยู่ตรงหน้าต่างปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากการหลับใหล ซิงอีบิดขี้เกียจเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน ตลอด1 อาทิตย์ที่ผ่านมา นางใช้แรงกายแรงใจไปมากกับการเป็นผู้ช่วยของชายหนุ่ม การช่วยงานข้างกายก็เหนื่อยพอแรงแล้วยังต้องมารองรับอารมณ์อีก ดีนะที่โลกก่อนนางเป็นผ
“นางไปที่ใด”จางเหว่ยเอ่ยถามบ่าวรับใช้ที่ตนให้ไปตามหญิงสาว“บ่าวรับใช้ที่ห้องพักบอกว่านางออกไปด้านนอกจวนขอรับ”“หากนางมาถึงแล้วให้มาพบข้า” “ขอรับ” บ่าวรับใช้รับคำเสร็จก็วิ่งออกไปชายหนุ่มนั่งลงไปกับเตียงอย่างหมดแรง จากนั้นนอนเอามืออังที่หน้าผาก เพราะพิษจากอาการแพ้ ถึงแม้ผื่นจะหายไปแล้วแต่ยังหลงเหล
ซิงอีหลังจากโดนจางเหว่ยไล่ก็ตรงกลับที่พักของตน แต่กลับพบว่าถุงหอมที่ข้างเอวของตนหายอีกแล้ว ทุกครั้งที่ไปตำหนักจวี๋ฮวาเหตุใดถุงหอมมักหายทุกครั้ง นางเสียค่าปรับถุงหอมไปแล้วถึง 2 ครั้ง ครานี้นางไม่มีเงินจะเสียค่าปรับแล้ว เลยเลือกจะกลับไปหาถุงหอม "ถ้าแอบเข้าไปคงไม่เป็นไรหรอก" หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่า
"ฟางเหนียงคารวะญาติผู้พี่เจ้าค่ะ" เสียงหวานเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่หน้าประตูของเรือนรับรอง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหล่าชาวบ้านรวมถึงบ่าวรับใช้ชายบริเวณนั้นต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบเห็นรอยยิ้มของนาง ด้วยใบหน้าสวยหวานหยดย้อย กิริยาท่าทางเรียบร้อยดูสง่างามของนางล้วนมัดใจหนุ่มน้อยใหญ่ได้อย่างง่ายดาย "เจ้ามีอันใด







