เข้าสู่ระบบณ ตำหนักจวี๋ฮวา
หลังจากซิงอีออกไปก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เป็นเช่นไรบ้าง”
จางเหว่ยเอ่ยถามผู้ช่วยหนิงเกาของตนที่เดินเข้ามา
“เป็นอย่างที่ท่านคาดการณ์ขอรับ พวกนั้นแอบสับเปลี่ยนเกลือและข้าวเป็นอาวุธทั้งหมด”
หนิงเการีบรายงานทันที
“ดักปล้นให้หมด”
ชายหนุ่มพูดเสียงดังอย่างโมโห
“ขอรับ”
หนิงเการับคำสั่งจากนั้นทำท่าคารวะและเดินออกไป
“เมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายข้าจะสนองให้”
จางเหว่ยกล่าวขึ้นเมื่ออยู่คนเดียว เพราะเขามีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยม ไม่ว่าใครที่ขัดขวางเขาย่อมตายทั้งหมด และหากใครกล้ารุกรานเขาก็ฆ่าทิ้งทั้งหมดเช่นกัน ที่เขาต้องดักปล้นเช่นนี้เพราะเกลือและข้าวนั้นจะถูกส่งไปชายแดนเพื่อช่วยประชาชนที่ประสบภัยแล้ง แต่จื่อหยางองค์ชายสามกลับใช้โอกาสนี้ในการส่งอาวุธเพื่อสะสมกำลัง หากเขาดักปล้นเมื่อเรื่องตรวจพบย่อมต้องถูกตรวจสอบเป็นแน่
“เสด็จพ่อบุตรชายที่ท่านหวงแหน ข้าอยากเห็นสีหน้าท่านนัก ถ้าหากท่านรู้เรื่องนี้จะทำเช่นไร”
จางเหว่ยเอ่ยขึ้นพลางแสยะยิ้ม และเดินออกไปจากเรือน
.
ด้านซิงอีหลังจากออกมาจากตำหนักจวี๋ฮวาก็ตรงดิ่งไปที่โรงครัวทันที เพราะตอนนี้นางรู้สึกหิวเป็นอย่างมาก ไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานนอกจากกลิ่นมะเขือเทศที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ยิ่งชวนให้นางจะคลื่นไส้ แต่เมื่อนางมาถึงกลับไม่มีอาหารอะไรเหลือเลย
“อาหารหมดแล้วหรือเจ้าคะ”
ซิงอีเอ่ยถามพ่อครัวที่กำลังเก็บของให้เรียบร้อย
“นี่มันกี่ยามแล้ว เลยเวลาอาหารมามากแล้ว”
ชายวัย 40 กว่าปีที่เป็นพ่อครัวนามว่าเลี่ยงรุ่ย เอ่ยตอบหญิงสาว ซิงอีที่ได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีดเล็กน้อย เพราะอีกตั้ง 2 ชั่วยามถึงจะได้ทานมื้อต่อไป หากไม่กินตอนนี้นางไม่มีแรงทำงานเป็นแน่หญิงสาวมองไปรอบๆ พบว่ายังพอมีวัตถุดิบเหลือเล็กน้อย เพราะที่นี่ใช้วัตถุดิบทำอาหารสดใหม่ทุกวันจะมีคนออกไปซื้อวัตถุดิบมาไว้ทำ ฉะนั้นวัตถุดิบจะถูกเตรียมให้พอสำหรับทุกๆมื้อ และพอสำหรับทุกคน
“ต้องขออภัยที่ข้ามาช้า ข้าขอทำอาหารสักอย่างได้หรือไม่ ข้าเห็นว่ายังพอมีของเหลืออยู่เล็กน้อย แค่สักครู่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างอ้อนวอน
“ได้ เห็นแก่ที่เจ้าพึ่งเข้ามาใหม่ แต่ครั้งหน้าไม่ได้เด็ดขาด”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางโค้งตัวเล็กน้อย จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจว่าเหลืออะไรบ้างที่นางสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ แต่สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเต้าหู้ที่เหลืออยู่ จึงคิดว่าจะผัดเต้าหู้ทรงเครื่องกินก็น่าจะพอได้ แต่เสียดายที่ไม่มีเนื้อหมู แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแค่ไหนแล้ว
ซิงอีเริ่มจากการทำน้ำซอสสำหรับผัดก่อน หญิงสาวใส่ของที่พอมีอยู่และน้ำเปล่าลงไป ถึงจะไม่ครบตามที่นางเคยทำเพราะยุคโบราณเช่นนี้มีครบก็แปลก และก็มีเครื่องปรุงบางอย่างที่ลักษณะและรสชาติคล้ายๆกันสามารถนำมาแทนกันได้ เพราะมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นเครื่องปรุงที่นางรู้จักดีในอนาคตเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าซอสเข้ากันได้ที่แล้วจึงตักน้ำซอสที่ผัดมาพักไว้
“แค่ผัดเครื่อง เหตุใดถึงได้หอมขนาดนี้เชียว” พ่อครัวที่อยู่ข้างๆเอ่ยถามด้วยความสงสัย และเดินมาดูหญิงสาว
“แน่นอนเจ้าค่ะ สูตรนี้หากมีเนื้อหมูสักเล็กน้อยยิ่งทำให้อร่อยกว่านี้อีกเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างมั่นใจ เมนูนี้ในโลกใบเก่านางทำกินบ่อยมากๆ
“เช่นนั้น เอาเนื้อหมูนี่ไป”
พ่อครัวหยิบเนื้อหมูสับให้หญิงสาวเล็กน้อย เขาเป็นพ่อครัวมานานยังไม่เคยเห็นการทำอาหารเช่นนี้ อาหารที่เขาทำก็นับว่าอร่อยแต่ไม่หอมอย่างที่นางทำ จึงทำให้อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ
จากนั้นใส่น้ำมันลงกระทะใส่กระเทียม ขิงสับลงผัดจนหอม แล้วจึงใส่หมูสับลงไปผัดจนสุก จากนั้นเทน้ำซอสที่เตรียมไว้แล้วลงไปต้มต่อจนน้ำซอสเดือด เติมแป้งมันที่ละลายน้ำแล้วลงในกระทะ คนเร็วๆให้แป้งมันสุกและไม่จับกันเป็นก้อน น้ำซอสจะเหนียวข้นขึ้น ใส่ต้นหอมซอยครึ่งหนึ่งลงไป ตามด้วยเต้าหู้อ่อน และน้ำมันงา ผัดคลุกเคล้าเบาๆพอให้เข้ากัน ก็เป็นอันเสร็จ ซิงอีตักใส่จานแบ่งเป็น 2 จาน หนึ่งจานสำหรับทานเองอีกจานสำหรับพ่อครัวที่อุตส่าห์แบ่งหมูมาให้นาง
“นี่ของท่าน ท่านลองชิมดูเจ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางยื่นให้พ่อครัว เลี่ยงรุ่ยรับมาจากนั้นใช้ตะเกียบคีบไปที่ก้อนเต้าหู้ตอนนี้มันชุ่มไปด้วยเครื่องปรุงที่นางผัด กลิ่นหอมจนทำให้เขาอยากลิ้มลองเป็นอย่างมาก ทันทีที่คีบเข้าปาก ชายหนุ่มถึงกับต้องหลับตาเคลิบเคลิ้มกับรสชาติ “อร่อยยิ่งนัก” เลี่ยงรุ่ยกล่าวกับตนเองในใจ
“อร่อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“อร่อยมาก เจ้าบอกสูตรนี้แก่ข้าได้หรือไม่”
พ่อครัวเอ่ยอย่างมีความหวัง หากนางบอกสูตรแก่เขาและทำให้คุณชายทาน คงต้องถูกตบรางวัลเป็นแน่ และอีกอย่างอาหารอร่อยเช่นนี้หากเขารู้สูตรก็นับว่าดีกับตัวเขาเป็นอย่างมาก ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และก็รีบตีหน้าเศร้าหันหลังให้เลี่ยงรุ่ย
“ข้าก็อยากบอกท่านนะเจ้าคะ แต่นี้คือสูตรอาหารของบ้านข้า จะให้บอกท่านก็เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์ต้องโกรธข้าเป็นแน่”
หญิงสาวทำหน้าเศร้าพลางหันมาทางพ่อครัว
“มันก็จริงของเจ้า ข้าลืมคิดไป”
เลี่ยงรุ่ยพูดอย่างนึกได้
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี ทางพ่อท่านแม่คิดค้นสูตรมาอย่างยากลำบากแต่ก็มีจิตใจเมตตา เผื่อแผ่ผู้อื่น เพียงแต่…. สูตรอาหารนี้หากข้านำไปขายให้โรงเตี๊ยมสักแห่งก็คงขายดีมากเป็นแน่ท่านว่าหรือไม่”
พ่อครัวหลังจากได้ยินคำพูดหญิงสาวก็เข้าใจความหมายของนางทันที
“งั้นข้าขอซื้อสูตรนี้ 30 เหรียญทองแดงพอหรือไม่” พ่อครัวเอ่ยอย่างหมายมั่น เขาต้องได้สูตรนี้มาให้ได้ หากข้างนอกได้สูตรนี้ไปคงไม่ได้แน่
“แต่โรงเตี๊ยมข้างนอกให้ข้าตั้ง 50 เหรียญทองแดงข้าก็ยังไม่ขาย ข้าเห็นที่ท่านเป็นคนกันเองและยังเป็นพ่อครัวที่ทำอาหารอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทานมาข้าจะขายให้ท่าน 40 เหรียญทองแดงท่านยังสนใจหรือไม่”
หญิงสาวต่อรองราคาพร้อมทั้งยกยอพ่อครัว เลี่ยงรุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า
“ก็ได้”
พ่อครัวเอ่ยตอบ เงิน40 เหรียญทองแดงแทบจะเป็นเงินครึ่งเดือนที่เขาทำงานเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อนึกรางวัลที่จะได้และสูตรอาหารที่อร่อยเช่นนี้ย่อมคุ้มเป็นแน่
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเขียนสูตรที่ครบกว่านี้ให้ท่านอย่างละเอียดนะเจ้าคะ ส่วนเรื่องเงินท่านค่อยให้ข้าพรุ่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”
“ทำการค้าเก่งนะเจ้าเนี่ย”
พ่อครัวเอ่ยชมหญิงสาว จากนั้นถือจานออกไปให้คนอื่นๆชิมด้วย
ด้านหน้าประตูครัวมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนฟังทั้งคู่คุยกันนานแล้ว ผู่เย่วเพียงมาจากเรือนสมุนไพรเพราะเขาสนใจเรื่องนี้จึงได้สร้างเอาไว้ ซึ่งอยู่ติดกับโรงครัวแต่ขณะที่กำลังผ่านเส้นทางนี้กลับได้กลิ่นหอมของอาหาร ทำให้เขาสนใจ แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินทั้งคู่คุยกันเสียก่อน จึงหยุดฟังคำพูดของหญิงสาวทำให้เขาต้องยิ้มออกมาเพราะความเจ้าเล่ห์ของนาง จากนั้นจึงเดินออกไป
ซิงอีนั่งทานข้าวต่อ ตอนนี้นางมีเงินแล้ว 40 เหรียญทองแดงขาดอีกแค่ 10 เหรียญทองแดงก็ครบเงินที่นางนำมาจากจางเหว่ย แต่การจะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกก็ต้องมีเงินเก็บอีกสักหน่อย มีพอมากแล้วค่อยออกไปจากที่นี่ เจ้าของจวนโหดร้ายและอารมณ์ร้อนเช่นนี้นางไม่อยากอยู่ไปตลอดชีวิตเป็นแน่ “ข้าต้องเก็บเงินให้เยอะมากกว่านี้ แล้วออกไปจากที่นี่” หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่างหมายมั่นในใจและทานอาหารต่อ
หลังจากทานอาหารเสร็จ ซิงอีก็ไปทำงานต่อ เพราะนางได้เลื่อนจากปิ่นไม่ธรรมดามาเป็นปิ่นเหล็กในชั่วข้ามคืนแล้วฉะนั้นหน้าที่หลักๆ คือค่อยยกชาและขนมไปให้คุณชายต่างๆ หรือค่อยรับใช้หน้าเรือนวันนี้นางได้มายืนเฝ้าที่หน้าเรือนรุ่ยเซียงเช่นเคย ตอนนี้นางได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีใครเจ้ามาใช้งาน เพราะนางอยากยืนอยู่เฉยๆเป็นต้นไม้แบบนี้มากกว่า แต่ไม่ทันไรกลับมองไปเห็นร่างคุ้นตาเดินมาพอดี “ชีวิตอันสงบสุขของข้า” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ
“คารวะคุณชายจางเหว่ยเจ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ ชายหนุ่มเพียงเหลือบตามองเล็กน้อย และเดินเข้าไปด้านในหญิงสาวจึงรีบเดินไปเอาชามาให้ชายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว หากช้านางกลัวเขาจะฆ่านางทิ้งเสียก่อน
“ขออนุญาตนำชาเข้าไปเจ้าค่ะ”
ซิงอีตะโกนพูดอยู่หน้าห้องเพื่อขออนุญาต หลังจากวิ่งไปเอาชาที่โรงครัวมา
“เข้ามา”
เสียงจากในเรือนดังออกมา หญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไปและรินชาให้ชายหนุ่ม จากนั้นเตรียมตัวที่จะเดินออกไปทันที
“เดี๋ยวก่อน”
ชายหนุ่มพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“มีอันใดหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามและก้มหน้าไปกับพื้น “นี่ข้าทำอันใดผิดไปงั้นหรือ หรือว่าชาร้อนเกินไปหรือว่าเย็นเกินไป ข้าจะถูกไล่ออกเหมือนบ่าวรับใช้คนเมื่อเช้าไหมเนี่ย” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และคิดไปต่างๆนานา
“มาฝนหมึกให้ข้า”
จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกด้วยความโล่งอกและเดินไปนั่งฝนหมึกใกล้ๆ ชายหนุ่ม จางเหว่ยวุ่นวายกับการศึกษาเรื่องการค้าขายเกลือจนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม
“เจ้าลุกไปหยิบหนังสือการค้าเมื่อปีที่แล้วให้ข้าที่บนชั้นที”
ชายหนุ่มพูดขึ้นทั้งๆ ที่หน้ากำลังจดจ่อที่ตำราตรงหน้าอยู่หญิงสาวลุกไปที่ชั้นตามที่ชายหนุ่มบอก แต่เพราะบนชั้นมีหนังสือและตำรามาก ทำให้นางใช้เวลาในการหา ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อหญิงสาวจึงเหลือบไปเห็นหนังสือที่หน้าปกเขียนว่าการค้าไว้ จึงรีบหยิบขึ้นมาทันที และนำไปให้ชายหนุ่ม
“นี่เจ้าค่ะ”
ซิงอียื่นให้ชายหนุ่ม จางเหว่ยรับมาจากนั้นเปิดอ่าน แต่แล้วเขาก็พึ่งรู้สึกตัว เมื่อสักครู่เขาคิดว่าคนที่อยู่ข้างกายเขาคือหนิงเกาจึงได้ใช้ให้ไปหยิบหนังสือมาให้เพราะอ่านหนังสือได้ ชายหนุ่มพลิกหนังสือดูด้านหน้า พบว่าเป็นหนังสือการค้าจริงๆ นางนำมาให้เขาถูกได้อย่างไร
“เจ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
ซิงอีพูดด้วยความเหม่อลอยเล็กน้อย เพราะนั่งฝนหมึกเฉยๆ ทำให้นางรู้สึกง่วงเป็นอย่างมาก จางเหว่ยหันมาทางหญิงสาว ซิงอีจึงสะดุ้งนั่งตัวตรง “เมื่อสักครู่เขาถามอะไรข้าไปเนี่ย” หญิงสาวคิดในใจนางอยากจะเขกหัวตัวเองกนักตอนนี้
“ท่านถามข้าว่าเช่นไรนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความระแวงเล็กน้อย
“ข้าถามว่าเจ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
จางเหว่ยถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะถามหญิงสาวอีกครั้ง
“รู้เจ้าค่ะ เอ้ยไม่รู้เจ้าค่ะ”
ซิงอีตอบอย่างตะกุกตะกัก ชาวบ้านยากจนที่นี้ น้อยมากๆที่จะรู้หนังสือ นางที่เป็นแค่ขอทานหากบอกว่ารู้หนังสือ ต้องถูกเขาคาดคั้นหาคำตอบเป็นแน่
“ตกลงรู้หรือไม่รู้”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
ณ ห้องโถงของเรือนรับรองบรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบจนชวนน่าอึดอัด จางเหว่ยนั่งที่หน้าสุดมีสีหน้าเหมือนอย่างจะฆ่าคนได้หากผู้ใดเผลอขยับตัวหรือส่งเสียงออกมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกหนิงเกาพาเข้ามาทั้งหมด รวมไปถึงเจียอิ๋นและฟางเหนียงด้วย"คุณชายเรียกพวกเรามามีอันใดหรือ"เป็นเจียอิ๋นเอ่ยถามขึ้น ที่จริงนางก็พอรู้ว่าชายหนุ่มเรียกมาเพราะเรื่องอันใด แต่ด้วยความที่นางมีอาวุโสมากที่สุดจึงกล้าที่จะเอ่ยถาม ถึงแม้ว่านางจะมีความผิดแต่ชายหนุ่มก็ยังต้องเกรงใจนางหลายส่วน"ที่ข้าเรียกทุกคนมาวันนี้ท่านก็น่าจะพอทราบมาแล้ว ข้าจึงอยากถามว่าเรื่องทุกอย่างมันเป็นมาอย่างไรจะได้ลงโทษคนให้ถูก"ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น จนทำให้เจียอิ๋นถึงกลับหน้าเสีย"ต้องลงโทษอันใดกันเจ้าคะนางเป็นเพียงแค่บ่าวรับใช้ เหตุใดท่านต้องเรียกพวกเรามาเพื่อสอบถามถึงเพียงนี้"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหจนลืมตัวที่จะรักษาภาพลักษณ์อ่อนหวานที่ตนทำมาตลอด นางทนไม่ได้ที่คุณชายทำเช่นนี้เพื่อบ่าวรับใช้คนเดียวเขาถึงขนาดเรียกนางและท่านแม่ของนางมาถามเช่นนี้"เหนียงเอ๋อร์" เจียอิ๋นรีบเอ่ยห้ามบุตรสาวของตนเอง
ผู่เย่วกำร่มในมือแน่นขณะที่มองจางเหว่ยอุ้มซิงอีเข้าไปในเรือน นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อนาง สุดท้ายก็ยังช้ากว่าอยู่ดี "คุณชายไปเถอะขอรับ ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว""ไปเถอะ"ผู่เย่วเอ่ยเพียงสั้นๆจากนั้นเดินกลับเรือนของตน บ่าวรับใช้คนสนิทมองผู่เย่วด้วยแววตาสงสาร เมื่อสักครู่ตอนที่คุณชายตามหาแม่นางซิงอีอย่างบ้าคลั่งยังติดตาเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้เมื่อมาเจอนางมากับคุณชายจางเหว่ยแล้วทำให้อดเห็นใจไม่ได้.จางเหว่ยหลังจากสั่งการลูกน้องเสร็จก็เดินเข้ามาในเรือน ชายหนุ่มนั่งที่เตียงข้างๆหญิงสาวที่ยังใช้เสื้อคลุมของเขาคลุมเอาไว้ มือหนาเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าขาวซีดของนางอย่างทะนุถนอม เขาพึ่งคลาดกับนางไม่นาน มาอีกทีกลับเห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้ ดีที่ตอนเขาคุยอยู่กับฝ่าบาทอยู่นั้นไม่มีองครักษ์แน่นหนามาก จึงทำให้องครักษ์ที่เขาให้ตามคอยดูแลนางสามารถเข้ามาใกล้ได้และใช้วรยุทธบอกกล่าวให้เขารู้ได้"เจ็บมากหรือไม่" จางเหว่ยเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความอ่อนโยน ซิงอีลืมตาขึ้นและทำท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกชายหนุ่มห้ามไว้"ข้าเปียกอยู่เจ้าค่ะ" "เจ้าบาดเจ็บอยู่ หากขยับมากจะทำให้บาดแผลอักเสบมากยิ่งขึ้น"
ณ ป้อมปราการทางเข้าประตูวังหลวง มีคนผู้หนึ่งที่เป็นถึงมังกรของแผ่นดิน และอีกคนที่มีฐานะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ยืนมองดูภาพชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอีกด้านของกำแพงวังหลวง ด้านในดูเงียบสงบจนวังเวงส่วนอีกด้านดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา"ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาวันนี้มีเรื่องอันใดก็บอก กล่าวมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"เสียงของชายชาวบ้านธรรมดาคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มคนนั้นคือจางเหว่ยที่จู่ๆก็ถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างลับๆ"ข้าเป็นพ่อของเจ้า เหตุใดไม่เรียกเช่นนั้น"ชายอายุวัยกลางคนที่เป็นถึงมังกรแผ่นดินเอ่ยเสียงเข้มพลางหันมามองหน้าบุตรชายของตนที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นแรมปี"ฝ่าบาทคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง พระองค์เป็นถึงเจ้าแผ่นดิน หม่อมฉันเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะไปเป็นถึงบุตรชายของพระองค์ได้เช่นไร" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบพลางมองภาพทิวทัศน์ของชาวบ้านด้านล่าง"เจ้ายังคงเป็นเช่นเคย""ฝ่าบาทก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ มีคนเคยบอกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความจริงก็คือความจริง ข้าไม่เคยลืมว่าฐานะตนเองเป็นใคร"ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบอย่างมั่นคง เพื่อทำให้คนตรงหน้าเขานั้นรับรู้ได้ว่า คำว่าพ่อคำนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอีกแล้ว ฮ่องเ
ก๊อกๆ"คุณชายข้าซิงอีเจ้าค่ะ" "เข้ามา"เสียงชายหนุ่มอนุญาตดังออกมาจากในเรือน หญิงสาวก้มสูดดมตัวเองเล็กน้อยว่าไร้กลิ่นสุราหรือไม่ จากนั้นใช้มือตบไปที่แก้มของตนอย่างเรียกสติ นางไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้กลับมึนๆหัวเสียอย่างนั้น หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไปหาชายหนุ่มแต่ก็ยังอยู่ห่างมากอยู่ดีเพราะกลัวเขาได้กลิ่นสุรา ถ้าขืนนางมัวแต่อาบน้ำแล้วมาช้าก็คงถูกดุอยู่ดี มาเร็วแบบนี้ยังดีเสียกว่า"เหตุใดมิเข้ามา" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย"คะ...คือว่าข้ายังไม่ได้อาบน้ำเจ้าค่ะ กลัวท่านจะเหม็น" "ข้าไม่ถือ"จางเหว่ยเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ เขาจะรังเกียจนางได้เช่นไร นางคือคนประเภทเดียวกับเขาที่ต้องอาบน้ำเช้าเย็น ถึงตอนนี้นางจะไม่ได้อาบน้ำตัวนางก็หอมเช่นเคย"ข้ายืนตรงนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านมีอันใดก็สั่งข้ามาได้เลย" ซิงอียังยืนยันคำเดิม "เข้ามานี่"จางเหว่ยเอ่ยสั่งเสียงเข้มขึ้น ซิงอีจึงจำใจต้องเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้ามาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุใดวันนี้นางถึงยืนอยู่ห่างเขามากเสียอย่างนั้น มือหนากำเข้ากันแน่นด้วยความโมโห นางพึ่งห่างกับเขาได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม เอาเวลาที่ไหนไปดื่มสุราได้ ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงส
ซิงอีปูที่นอนของตนที่ข้างเตียงใหญ่ โชคดีที่ทางโรงเตี๊ยมมีที่นอนสำรองเอาไว้ให้ ไม่งั้นคืนนี้หญิงสาวจะต้องนอนหนาวเพราะไม่มีผ้าห่มหรือที่นอนอุ่นๆให้นอนเป็นแน่ ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยกลิ่นหอมสดชื่น หญิงสาวก้มดมตนเองเพื่อดูว่ามีกลิ่นตัวหรือไม่ ปกตินางจะอาบน้ำทุกเย็นถึงแม้เข้าฤดูหนาวคนที่นี่จะไม่อาบน้ำกันเท่าไหร่ บางคนก็ 4-5 วันอาบครั้ง เมื่อพบว่าตนไม่มีกลิ่นตัวก็สบายใจขึ้นมา เพราะถ้าหากให้นางอาบน้ำทั้งที่ชายหนุ่มอยู่ในห้องข้างๆเช่นนี้นางยอมนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำยังจะดีกว่า จะให้นางทำเช่นไรได้ก็คนไม่ชินนี่หน่าหญิงสาวนอนพลิกไปมาท่ามกลางความมืด ตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้อาบน้ำ หญิงสาวยื่นหนูไปข้างเตียงเพื่อฟังว่าชายหนุ่มนั้นหลับหรือยัง แต่กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ "นี่เขายังหายใจอยู่หรือไม่กัน" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ เมื่อไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มมาสักพักใหญ่และแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว ซิงอีจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกาย นางใช้เวลาไม่นานก็ปลดเสื้อผ้าและลงไปแช่น้ำทันที โชคดีที่ยังมีน้ำอุ่นที่ยังไม่ได้ใช้เหลืออยู่ หากให้อาบน้ำเย็นพ
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวที่ถูกสะสมมาหลายวันตอนนี้เริ่มละลายลง จนพื้นดินกลายเป็นสีเขียวในรอบหลายวันจากสีของใบหญ้า แสงแดดสีทองในยามเย็นส่องกระทบมาที่ผิวของหญิงสาวในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่รีบเร่ง ม่านหน้าต่างทั้งสองข้างของรถม้าถูกเปิดออกเพื่อให้คนด้านในสามารถมองเห็นทัศนียภาพด้านนอกได้ซิงอีใช้แขนทั้งสองข้างเกาะหน้าต่างรถม้าเพื่อดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้รถม้ากำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเนินภูเขาสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า ทำให้เห็นภาพของบ้านเรือนด้านล่างและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด“สวยจังเลยเจ้าค่ะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่ได้ละสายตามาจากภาพวิวด้านนอก นางอยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไปนานๆ เป็นอย่างที่คนเคยว่าภาพถ่ายหรือภาพวาดต่อให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ไม่สู้เห็นด้วยตา"ย่อมงดงามอยู่แล้ว" จางเหว่ยที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมมองไปที่หญิงสาวแล้วเอ่ยตอบ"ว๊าย~~~" ซิงอีอุทานออกมาเสียงดัง เมื่อจู่ๆรถม้าก็โคลงเคลงเมื่อตกหลุม จังหวะนั้นทำให้นางที่กำลังเกาะริมหน้าต่างอยู่ต้องหงายหลัง จางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงใช้แขนรับร่างหญิงสาวไม่ให้กองไปกับพื้น เป็นช่วงเดียวกับที่ซิงอีเองก็พยายามหาอันใดยึดเกาะ จึงใช







