로그인
คิริน อายุ26ปี สูง185cm
เจ้าของไร่ส้มขนาดใหญ่และมีบริษัทรถหรูในกรุงเทพ มิลค์ อายุ19ปี สูง160cm ทำงานเป็นลูกจ้างในไร่ส้ม มีหน้าที่ทำงานบ้าน ทำอาหารให้เจ้าของไร่ส้ม . . . . . . . . . . . . . . . ปึก! เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนกระจกโต๊ะทำงานหรูหราดังสะท้อนก้องห้องทำงานส่วนตัว บรรยากาศภายในห้องเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ แต่กลับร้อนระอุด้วยอารมณ์คุกรุ่นระหว่างแม่ลูก “แม่ไม่เข้าใจว่าลูกยังดึงดันจะคบกับผู้หญิงคนนี้ไปทำไม คิริน!” คุณหญิงรัตนาวดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตึงเครียด ปลายหางตาเหลือบมองไปยังอันดา แฟนสาวไฮโซหน้าตาโฉบเฉี่ยวของลูกชาย ซึ่งกำลังยืนตีหน้าเศร้าสร้อยทำตัวน่าสงสารอยู่ข้างๆโซฟา คิรินยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาติดเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ได้ ดวงตานิ่งขรึมมองมารดาด้วยแววตาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เขาเกลียดการถูกบงการ โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ “อันดาไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ครับแม่ ทำไมแม่ถึงต้องอคติกับเธอขนาดนี้ด้วย” คิรินเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ไม่ได้ทำผิดงั้นเหรอ? หึ!” คุณหญิงแค่นหัวเราะในลำคอ “ลูกหลับหูหลับตาจนไม่เห็นอะไรเลยสินะ ตาบอดเพราะความรักบังตา” “แม่ครับ!” คิรินกดเสียงต่ำอย่างเหลืออด ขณะที่อันดาเริ่มเบะปาก น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร พร้อมกับเอื้อมมือมาแตะแขนคิรินเบาๆ “พี่คิรินคะ อย่าทะเลาะกับคุณแม่เพราะอันดาเลยค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่ชอบอันดา อันดาขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ” อันดาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สะบัดหน้าหนีทำท่าจะเดินออกจากห้อง คิรินรีบคว้ามือบางของอันดาไว้ทันที ความรู้สึกปกป้องพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาหันไปมองมารดาด้วยสายตาที่ย้ำชัดว่าเขาไม่มีวันเปลี่ยนใจ “ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น อันดาอยู่ตรงนี้แหละ” คิรินหันมาบอกแฟนสาวเสียงอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับไปสบตากับมารดาตรงๆ “ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้วมันอึดอัด หายใจไม่ออกเพราะมีแต่คนคอยจับผิด ผมขอตัวลงไปดูแลไร่ส้มที่ต่างจังหวัดยาวๆดีกว่าครับ อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีใครมาคอยก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผม” คุณหญิงรัตนาวดีอ้าปากค้างเมื่อได้ยินลูกชายประกาศกร้าวแบบนั้น “นี่ลูกจะหนีปัญหาไปต่างจังหวัด เพื่อผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะ คิริน!” คิรินไม่ตอบคำถาม เขากวาดสายตามองมารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดึงมืออันดาให้เดินตามออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้คุณหญิงนั่งหายใจฮึดฮัดด้วยความโกรธเคืองที่ลูกชายดื้อดึงไม่ฟังใคร อีกด้าน ห่างจากความวุ่นวายของเมืองกรุงนับร้อยกิโลเมตร ท่ามกลางไร่ส้มสุดลูกหูลูกตา มิลค์ในวัยสิบเก้าปีเดินมาตามถนนลูกรัง ใบหน้าหวานไร้เครื่องสำอางเปรอะด้วยเหงื่อ แม้ชุดที่ใส่จะเก่าคร่ำคร่า แต่นัยน์ตากลมโตกลับฉายแววเด็ดเดี่ยว ภาพเมื่อไม่กี่วันก่อนยังชัดเจน วันที่แม่เก็บกระเป๋าตามสามีใหม่เข้ากรุงเทพฯ ทิ้งเธอยืนเคว้งคว้างไว้ลำพังในบ้านไม้เก่าๆไร้เงินติดตัว ‘แม่จำเป็นต้องไปนะมิลค์ แกโตแล้วดูแลตัวเองเถอะ’ คำพูดนั้นทำให้ความฝันที่จะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยดูริบหรี่ แต่เด็กสาวอย่างเธอไม่ยอมแพ้ ในเมื่อไม่มีเงิน เธอก็ต้องหาเอง มิลค์เงยหน้ามองป้ายไร่ส้มขนาดใหญ่ตรงหน้า นี่คือแหล่งจ้างงานใหญ่ที่สุดในอำเภอ และเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เธอเก็บเงินไปเรียนต่อ เธอสูดหายใจเข้าลึกแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในทันที วันต่อมา แสงแดดช่วงสายสาดส่องกระทบยอดต้นส้ม คิรินในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยืนกอดอกหน้านิ่งอยู่หน้าบ้านพักใจกลางไร่ ลุงหมายหัวหน้าคนงานรีบเดินเข้ามาหา “แม่บ้านคนเก่าเพิ่งลาออก จะให้ผมประกาศหาคนใหม่ไหมครับ” ลุงหมายเอ่ยถาม “ไม่ต้องหรอกลุง หาคนไว้ใจได้ ทำงานสะอาดและขยัน” จังหวะนั้น มิลค์ในชุดเสื้อยืดเก่าๆและหมวกปีกกว้างกำลังเดินแบกตะกร้าผ่านมา ลุงหมายจึงกวักมือเรียกทันที มิลค์รีบวางตะกร้าแล้วเดินเข้ามา พอเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของไร่ เธอก็ชะงักไปชั่วขณะ ผู้ชายอะไรจะหล่อเหลาและดูดีขนาดนี้ ผิวขาวจัด ใบหน้าคมคายราวกับนายแบบ แม้จะนิ่งขรึมแต่ก็ดึงดูดสายตา หัวใจดวงน้อยเต้นรัวจนต้องรีบเก็บอาการ “นี่มิลค์ครับ เพิ่งเรียนจบม.ปลายมาหมาดๆ เด็กคนนี้ขยันสู้งานแน่นอนครับคุณคิริน” คิรินมองสำรวจเด็กสาวตรงหน้า ร่างผอมบางสูงแค่ระดับอก “อายุเท่าไหร่?” “ส...สิบเก้าค่ะ” มิลค์รีบตอบเสียงเบา คิรินพิจารณาครู่หนึ่ง “ทำงานบ้านเป็นไหม กวาด ถู ทำอาหาร?” “เป็นค่ะ! มิลค์ทำเป็นทุกอย่างเลยค่ะ” มิลค์ตอบด้วยความกระตือรือร้นเพราะกำลังร้อนเงิน คิรินมองท่าทางนั้นแล้วพยักหน้า “งั้นตั้งแต่วันนี้ ก็มาเป็นแม่บ้านดูแลบ้านหลังนี้ ทำอาหาร ซักผ้า เงินเดือนบวกเพิ่มให้จากคนงานปกติ ทำงานให้ดีก็แล้วกัน” “ขอบคุณค่ะคุณคิริน มิลค์จะทำให้อย่างดีที่สุดเลยค่ะ!” หญิงสาวก้มหัวขอบคุณรัวๆ คิรินหันหลังเดินเข้าบ้าน ปล่อยให้มิลค์ยืนมองตามด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ในหัวใจณ โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกเนรมิตขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการและอบอุ่น มิลค์ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเดินเคียงคู่คุณพ่อมายังเวที โดยมีคิรินในชุดสูทสากลยืนรออยู่ด้วยแววตาเปี่ยมรัก เมื่อทั้งคู่ยืนเคียงข้างกัน คิรินบรรจงสวมแหวนเพชรลงบนนิ้วนางข้างซ้าย พร้อมกับกล่าวสัญญาว่าจะดูแลและรักมิลค์ด้วยชีวิต มิลค์ตอบรับด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาแห่งความตื้นตัน ก่อนที่คิรินจะประทับจูบลงบนเรียวปากอย่างอ่อนหวานท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีของแขกในงาน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการในช่วงค่ำ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสก็ดำเนินต่อไปด้วยความสนุกสนานและอบอุ่น จนกระทั่งค่ำคืนล่วงเลยเข้าสู่ยามดึก ทั้งคู่จึงได้ปลีกตัวกลับมายังเรือนหอสุดหรูที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างโรแมนติก ภายในห้องนอนที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากภายนอก คิรินสวมกอดมิลค์จากด้านหลัง ปลายคางเกยอยู่บนลาดไหล่เนียน ขณะที่มิลค์กำลังยืนมองวิวกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนผ่านกระจกบานใหญ่ “เหนื่อยไหมครับ คุณภรรยาของพี่” คิรินเอ่ยถามเสียงนุ่มพลางซุกใบหน้าลงที่ซอกคอหอมกรุ่น มิลค์ส่ายหน้าเบาๆพลางเอื้อมมือไปกุมมือหนาที่โอบเอวเธอไว้ “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ วันนี้มีความสุขที่สุดเลย เหม
หลังจากกลับมาถึงคอนโดหรู มิลค์เดินไปวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความรู้สึกใจหายและหม่นหมองเล็กน้อยจากภาพที่เห็นอันดาถูกทำร้าย คิรินที่เดินตามเข้ามาติดๆ สังเกตเห็นสีหน้าครุ่นคิดและแววตาที่ยังคงฉายความกังวลของคนตัวเล็ก เขาจึงเดินเข้าไปโอบกอดร่างบางจากด้านหลัง ซบใบหน้าลงบนลาดไหล่เนียนแล้วกระซิบถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ยังคิดเรื่องที่ร้านอาหารอยู่เหรอหืม…” มิลค์พยักหน้ารับเบาๆ เธอหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มิลค์แค่รู้สึกใจหายน่ะค่ะ ถึงในอดีตอันดาเขาจะเคยทำร้ายและใจร้ายกับมิลค์มากแค่ไหน แต่พอมาเห็นเขาในสภาพที่ท้องโตแล้วถูกทำร้ายแบบนั้น มิลค์ก็อดสงสารไม่ได้จริงๆค่ะ” คิรินมองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และความภูมิใจอย่างล้นเอ่อ มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มใสของเธออย่างอ่อนโยน “นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้พี่รักเธอไม่เคยเปลี่ยนเลยนะมิลค์...” คิรินเอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เธอมีจิตใจที่อ่อนโยนและเมตตาเสมอ แม้กระทั่งกับคนที่เคยทำร้ายตัวเอง เธอก็ยังเลือกที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ” ชายหนุ่มกระชับกอดให้แน่นขึ้น พ
เมื่อคิรินจัดการเลียทำความสะอาดและกลืนกินหยาดน้ำรักของมิลค์จนหมดเกลี้ยง ชายหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นเล็กน้อยและเอนกายพิงหัวเตียงด้วยความอิ่มเอม ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้น มิลค์ที่เพิ่งผ่านจุดสุดยอดไปหมาดๆกลับขยับกายลงมานั่งคุกเข่าแทรกอยู่ระหว่างเรียวขาแกร่งของเขาแทน ดวงตากลมโตฉายแววแน่วแน่ปนเขินอายเล็กน้อย คิรินขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ หัวใจเต้นแรงโครมครามเมื่อเห็นท่าทางของเธอ “มิลค์...จะทำอะไรน่ะ?” มิลค์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา เม้มริมฝีปากด้วยความประหม่าแต่ก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “มิลค์...อยากลองทำให้พี่บ้างค่ะ พี่ชิมน้ำของมิลค์มาทั้งเดือนแล้ว มิลค์ขอกินของพี่บ้างนะคะ” คำพูดซื่อๆแต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่และยั่วเย้าในคราวเดียวกันทำเอาคิรินถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกรักใคร่และเอ็นดูพุ่งทะยานจนจุกอก ชายหนุ่มพยักหน้ารับอนุญาตด้วยแววตาปรารถนา มิลค์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ความเป็นชายขนาดใหญ่ที่กำลังผงาดตั้งชันและมีหยาดน้ำใสไหลซึมออกมาที่ส่วนหัว เธอยื่นปลายลิ้นเล็กออกมาตวัดเลียวนรอบส่วนปลายช้าๆ “ซี๊ด...อืม…” คิรินถึงกับครางกระเส่า ออกอาการส
แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มคล้อยต่ำลง บรรยากาศรอบบ้านพักเงียบสงบและอบอวลไปด้วยความอบอุ่น “หิวหรือยังหืม? ตัวเล็ก” คิรินเดินเข้ามาสวมกอดเอวบางจากด้านหลัง เอาคางเกยลงบนลาดไหล่เนียน พร้อมกับสูดดมความหอมจากซอกคอเธอเบาๆอย่างมันเขี้ยว มิลค์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะอมยิ้มเขินๆ เธอยกมือขึ้นจับแขนแกร่งที่โอบรัดเอวเธอไว้ “ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ค่ะ แต่ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน เราไปช่วยกันทำมื้อเย็นกันดีกว่านะคะ” คิรินพยักหน้ารับอย่างตามใจ ก่อนจะยอมปล่อยมือแล้วจูงมือพาเธอดิ่งตรงลงไปที่ห้องครัวชั้นล่าง บรรยากาศในครัววันนี้ต่างจากทุกๆวันที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มิลค์ต้องคอยทำอาหารให้เจ้านายหนุ่มทานคนเดียว แต่วันนี้พวกเขากลับช่วยกันเตรียมวัตถุดิบเคียงข้างกันอย่างสนิทสนม คิรินอาศัยจังหวะที่มิลค์กำลังหั่นผัก คอยโอบกอดเอวและแกล้งหอมแก้มเธออยู่เป็นระยะจนมิลค์ต้องเอ็ดเบาๆด้วยความเขินอายกลัวว่าอาหารจะไม่เสร็จ เมื่อจัดการมื้อค่ำและเก็บล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็พากันขึ้นมาพักผ่อนบนห้องนอน มิลค์ยืนมองกระเป๋าเดินทางของตัวเองที่ถูกจัดเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าปะปนกับเสื้อผ้าตัวใหญ่ของคิริน ค
เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง คิรินก็บอกให้มิลค์รออยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมทำมื้อเที่ยง ส่วนเขาจะเป็นคนขับรถออกไปร้านขายยาในตัวอำเภอเอง มิลค์พยักหน้ารับด้วยความโล่งใจ ก่อนจะเดินเข้าครัวเพื่อลงมือทำอาหารง่ายๆระหว่างรอเขา ใช้เวลาไม่นาน คิรินก็กลับมาถึงบ้านพร้อมยื่นถุงยาให้แล้วบอกวิธีทานตามที่เภสัชกรแนะนำ “กินเม็ดแรกตอนนี้เลย ส่วนเม็ดที่สองอีกสิบสองชั่วโมงนะ” มิลค์รับยามาทานตามคำบอกอย่างว่าง่าย จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังจากจัดการทานมื้อเที่ยงฝีมือของมิลค์จนหมดเกลี้ยง คิรินก็อาสาเป็นคนเก็บกวาดและล้างจานชามทั้งหมดด้วยตัวเอง แม้ว่ามิลค์จะพยายามแย่งทำเพราะเกรงใจในฐานะที่เธอเป็นลูกน้อง แต่ชายหนุ่มก็กดไหล่บางให้นั่งพักเฉยๆ พร้อมกับเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “วันนี้เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แถมร่างกายก็ยังระบมอยู่ พักผ่อนซะเถอะ หน้าที่นี้สามีคนนี้จัดการเอง” คำว่าสามีที่หลุดออกมาจากปากเขาทำเอาใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้นมาทันที มิลค์ได้แต่นั่งกอดหมอนอิงบนโซฟาด้วยความเขินอาย ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มหรือตอนนี้กลายเป็นคนรักและสามีไปเสียแล้วจัด
คิรินทิ้งตัวล้มลงนอนตะแคงข้างโดยไม่ยอมถอดถอนท่อนเอ็นที่ยังคงฝังคาอยู่ในความอบอุ่นของร่องรัก มือหนารั้งร่างบางของมิลค์ให้พลิกตะแคงหันมาหาเขา ก่อนจะกอดกระชับเธอไว้แนบอกหลวมๆแล้วโน้มใบหน้าลงกดจูบลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อย่างอ่อนโยน มิลค์กระพริบตาปริบๆด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นปนงอแง “มืดมากแล้ว มิลค์อยากกลับบ้านค่ะ” คิรินยกยิ้มมุมปากด้วยความเอ็นดู มองคนในอ้อมแขนที่เริ่มออกอาการงอแง “งอแงอยากกลับบ้านเหมือนเด็กเลยนะ คืนนี้เธอไม่ได้กลับบ้านหรอก ฉันจะให้เธอนอนค้างที่นี่แหละ” “แต่มิลค์ไม่เคยนอนที่ไหนนอกจากบ้านตัวเองเลยนะคะ...” มิลค์ท้วงเสียงแผ่ว ใบหน้าหวานฉายแวววิตกกังวล “มันรู้สึกไม่ชินค่ะ มิลค์คงนอนไม่หลับแน่ๆ” “นอนบ้านฉันบ่อยๆ เดี๋ยวเธอก็ชินเองแหละ” คิรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “อีกอย่าง...ตอนนี้เราเป็นมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องแล้วนะ” คำพูดนั้นทำให้มิลค์เม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มหน้าลงซบกับแผงอกกว้างอย่างจำนนต่อความจริง เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาได้ก้าวข้ามเส้นนั้นไปไกลแล้ว คิรินเห็นเธอนิ่งเงียบไป จ







