تسجيل الدخول“ค่ะ” แล้วนิสราก็เดินขึ้นชั้นบนของบ้าน ที่เป็นเรือนไม้สักทั้งหลัง เพื่อตรงไปยังห้องนอน
เมื่อปิดประตูห้องแล้ว เธอก็เดินไปหยุดหน้ากระจกยาวที่วางอยู่ในมุมห้องใกล้กับโต๊ะเครื่องแป้ง
มองรูปร่างอวบระยะสุดท้ายของตนเอง แล้วถอนหายใจ กับส่วนสูง 167 แต่น้ำหนักปาเข้าไปแล้ว 75 กิโลกรัม ทำให้ใบหน้าอวบไปจนหาคางไม่เจอ ดวงตาที่เคยกลมโตเหมือนพระจันทร์เต็มดวง ก็เหลือแค่พระจันทร์เสี้ยว
สิ่งที่มีดีที่สุดในตอนนี้ก็แค่ความขาวอมชมพู แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรในเมื่อกลายเป็นคนอ้วนไปแล้ว สงสัยถึงเวลาที่เธอจะกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
แต่เฮ้อ คิดแล้วเหนื่อยเลย และหิวด้วย
แต่เพราะอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากเจอใคร นิสราเดินไปทิ้งตัวบนโซฟาอย่างแรง ทำให้โซฟาไม้ที่ยุบตัวไปมากแล้ว หักโครม ทำร่างอวบเธอกลิ้งอยู่กับพื้น
นิสราอยากกรีดร้องออกมา แต่เกรงว่าคนที่ชั้นล่างจะได้ยิน
ได้แต่คลานไปหยิบขนมคบเคี้ยวของโปรดที่ซุกอยู่ในตู้หน้าทีวีมาแกะกิน พร้อมกับเดินไปเปิดตู้เย็นเล็กบนเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม หยิบน้ำอัดลมกระป๋องมาดื่ม
พอร่างกายได้กินขนมและเครื่องดื่มโปรดเธอก็เริ่มคลายความโกรธลงบ้าง แต่ความแค้นที่มีต่อกรรณนั้นยังเหมือนเดิม!
และจะจดจำไปชั่วชีวิต!
วุ่นวายใจอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็เผลอหลับ ไม่ได้ไปส่งแขกกลับตามคำสั่งแม่
ตื่นมาในเวลาเย็น ลงมาชั้นล่างเพราะหิวข้าว แม่ก็บ่นใหญ่
“โอ๊ย บอกว่าไม่ให้หลับก็หลับ นิสก็รู้ไม่ใช่เหรอว่า
พี่กรรณเขาจะต้องเดินทางไปเรียนต่อโทที่เมกามะรืนนี้แล้ว แทนที่จะได้ล่ำลากัน”นิสรายังนิ่งเงียบเหมือนเดิม แม่ก็บ่นต่อ
“เด็กคนนี้ไม่รู้ความเลย”
“ถ้าเขากลับมา หนูจะหย่าค่ะ”
“อะไรนะ!” เธอตะโกนเสียงดัง ขนาดที่พ่อกับพี่ชายที่นั่งจิบเบียร์หน้าโทรทัศน์ ร้องขึ้นพร้อมกับเสียงแม่ เป็นเสียงประสานที่ดังก้องจนเธอแสบแก้วหู
“ถ้าเขากลับมาหนูจะหย่า!” นิสราตะโกนขึ้น แล้วสะบัดหน้าเดินขึ้นชั้นบนทันที
ปล่อยให้พ่อแม่และพี่ชายอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
ก็เพราะเธอเองมิใช่หรือ เพ้อคลั่งถึงความรักที่มีต่อกรรณมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาว จนพ่อแม่หาทางให้เธอแต่งงานกับเขาได้สำเร็จ
แต่ไหงจดทะเบียนสมรสกันได้ในวันเดียว ลูกสาวตัวดีกลับบอกจะหย่า
มันจะไม่งงได้อย่างไง!
“ทำไมต้องอยากหย่า” พ่อกับแม่ยังเดินตามมาตะโกนถามหน้าห้อง เพราะเธอไม่ยอมเปิดประตูให้
“หนูไม่รักเขาแล้ว!”
“อ้าว เวร!” เกสรกับพาทิศผู้เป็นสามีถึงกับร้องออกมาพร้อมกันกับคำตอบของลูกสาว
เพราะก่อนหน้ายังคลั่งรัก วันนี้มาบอกว่าไม่รักแล้ว
“ทำไมถึงไม่รักแล้ว” เกสรถามลูกสาวสีหน้ากังวล เพราะเพิ่งจดทะเบียน แล้วจะมาคิดหย่า นั่นเท่ากับว่าลูกสาวคนเดียวจะเป็นม่ายตั้งแต่ยังไม่เข้าหอน่ะสิ
เกสรจึงเรียกลูกสาวออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง
“หนูได้ยินเขาคุยโทรศัพท์ พูดว่าหนูอ้วน กระเดือกไม่ลง”
จบคำพูดเสียงหัวเราะของนริศ พี่ชายเธอก็ดังลั่นบ้าน ทำเอานิสรามองพี่ชายตาเขียวปัด
“ไอ้เนส มึงหยุดหัวเราะก่อน” พาทิศตบขมับลูกชายเบาๆ เพราะกลัวเห็นมือลูกสาวค่อยๆ เอื้อมไปคว้าขวดน้ำดื่มที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ใช่ยกขึ้นดื่ม
และจริงดังคาด นิสราเหวี่ยงขวดไปยังหัวพี่ชาย แต่อีกฝ่ายก็ไวปานวอก หลบทัน ก่อนจะวิ่งลงจากเรือนไปทันที เพราะกลัวน้องสาวหาของอย่างอื่นปาซ้ำ
“ไอ้พี่เวร ไม่เคยให้กำลังใจมีแต่ซ้ำเติม”
“ใจเย็นๆ น่านิส พี่เขาล้อเล่น”
“ล้อเล่นพ่องมันสิ!”
“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไของพาทิศดังขึ้น ทำให้นิสรารู้สึกตัว
“พ่อ หนูขอโทษ” เธอถลาเข้าไปกราบแนบอกผู้ให้กำเนิด
“ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อรู้ว่าหนูนิสอารมณ์ไม่ดี”
“แงๆ พ่อจ๋า ขอบคุณที่เข้าใจหนู หนูรักพ่อที่สุดเลย”
“ไม่เป็นไรนะลูก ถ้าผู้ชายเขาว่าลูกขนาดนั้น หนูจะหย่าพ่อก็ไม่ว่าหรอก”
“เป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวนะพ่อ” เกสรที่ยังทำใจไม่ได้ กระซิบข้างหูสามี แต่พาทิศขยิบตาใส่ เป็นสัญลักษณ์ให้ภรรยาหยุดพูด
จากนั้นพาทิศก็โอ๋ลูกสาวต่อ
“สักวันหนึ่งหนูนิสของพ่อจะต้องเจอผู้ชายที่รักในตัวตนของลูกจริงๆ”
ลูกสาวซาบซึ้งในคำพูดของพ่อจนน้ำตาปริ่ม ขณะเกสรแอบมองสามีแล้วเบ้ปากนิดๆ เพราะพาทิศเลือกแต่งงานกับเธอ ด้วยหลงในความสวยและหุ่นดีก่อนนิสัยใจคอเสียอีก
ดีว่าเธอเป็นทั้งคนสวย หุ่นดี นิสัยก็ดีต่างหาก!
::::::::::::::::::::::
“คืองี้นะ...” เกศสิริเล่าเรื่องของตัวเอง ตั้งแต่พ่อเป็นหนี้ กระทั่งมาถึงวิธีแก้ปัญหาที่ต้องแต่งงานกับนริศ โดยมีนิสราช่วยอธิบายเป็นบางครั้ง“โอ๊ย นี่ฉันอยู่ในโลกของความจริงใช่ไหม ไม่ได้ทะลุมิติเข้าไปในโลกนิยายของนักเขียนคนไหนอยู่”นั่นคือคำพูดของพีชหลังจากฟังเรื่องเล่าของเพื่อนทั้งสองจบแล้ว“แล้วคือยัยเกดอยากสวยเพื่อพิชิตใจผัวว่างั้นเถอะ”“แหม แกก็พูดเกินไป” เกศสิริตีแขนเพื่อนหนุ่มหน้าสวยเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าว“โห อาการออกขนาดนี้ ว่าแต่ตัวจริงพี่เนสหล่อมากไหม” พีชก็เคยเห็นแต่ภาพที่นิสราอวดว่ามีพี่ชายหล่อ“ก็หล่อกว่าในภาพอยู่นะ” เกศสิริว่าแล้วเอาอัลบั้มภาพคู่ในชุดบ่าวสาวให้พีชดู“เชี่ย ยัยเกด ชาติที่แล้วแกทำบุญมาดีมากนะ ผัวทั้งหล่อและรวยขนาดนี้ แล้ว...เออ ใหญ่ด้วยไหม” คำถามสุดท้ายทำเกศสิริตกใจแรง ก่อนโวยวาย“บ้าเหรอ ฉันจะไปรู้ไหมล่ะ!”“อีบ้า เขายังไม่ได้กัน เพิ่งแต่งเนาะ” นิสรานั่นเองที่เป็นคนตอบ“โอ๊ย หล่อขนาดนี้ แกรีบเข้าเลยนะยัยเกด หลุดมือไปละแย่เลย”“ฉันก็ว่าแบบนั้นแหละ งั้นแกอย่าช้ารีบมาสอนแต่งหน้าก่อนเหอะ” นิสราหยิบเครื่องสำอางที่ซื้อมาทั้งหมดวางตรงหน้าเพื่อนหนุ่ม“จริงๆ แล้วแกสองคนห
“เกิดอะไรขึ้นยะ จู่ๆ อยากมาแต่งหน้าแต่งตา” พีชที่เพิ่งกลับจากเที่ยวกับครอบครัว แล้วถูกสองสาวเรียกตัวด่วนมาสอนแต่งหน้า ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็อยากสวยมั้ง” นิสราเป็นคนบอก“จู่ๆ อยากสวยขึ้นมานี่นะ มีอะไรเป็นพิเศษ บอกมาไม่งั้นไม่สอนนะ” พีชตั้งเงื่อนไขทันที เพราะรู้สึกว่าเพื่อนทั้งสองมีเรื่องราวของการอยากสวยปัจจุบันทันด่วนแบบนี้ทำเอาเกศสิริกับนิสราหันไปมองหน้ากัน เหมือนปรึกษาทางสายตาว่าใครจะเริ่มต้นเล่าก่อน“ว่าไงๆ ไม่เล่าฉันจะกลับละ ฉันเพิ่งกลับอยากเจอหนุ่มกลัดมันมากกว่าพวกแกทั้งสองนะยะ”“เออๆ เล่าก็ได้” นิสราเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจำยอม“งั้นก็เล่ามา”“คือเรื่องของฉัน มันเป็นแบบนี้นะ...” นิสราเริ่มต้นเล่าเรื่องการแต่งงานของตนเองกับกรรณ จบท้ายด้วยคำหยามเหยียดของเขาต่อรูปร่างหน้าตาของเธอ“เขาหล่อมากเหรอวะแก”“หล่อมาก เหมือนเทพบุตรลอยมาจากฟากฟ้า”“เว่อร์น่า หล่อขนาดนั้นทำไมไม่เป็นดาราให้รู้แล้วรู้รอด”“ก็เขาไม่อยากเป็นดาราไง”“อยากดูหน้าทันที”“ดูซะ” นิสราก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หาภาพของกรรณให้เพื่อนดู“โอ้พระเจ้า พระเจ้าๆ นี่คนใช่ไหม” พีชถึงกับอุทานออกมาทันที หน้าตาดูตื่นเต้นอย่างชัดเจน“ก็บอ
“ไปแก ซื้อเสื้อผ้าเถอะ” หลังจากกินชาบูจนอิ่มตามด้วยไอศกรีม นิสราก็ลากแขนเกศสิริเข้าไปในร้านเสื้อผ้า แบรนด์ที่วัยรุ่นหนุ่มสาวนิยม เพราะราคาไม่แพงมาก แต่ก็มีดีไซน์สวยๆ ให้เลือกหลากหลาย แต่ไม่ได้มีเสื้อผ้าพลัสไซส์สำหรับนิสรา แต่เธอก็ตั้งใจอยากเลือกซื้อให้เกศสิริมากกว่าขณะที่ทั้งสองกำลังชุดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงทักทายดังมาจากด้านหลัง“อ้วนผอมจอมเชยมาซื้อเสื้อผ้าเหรอจ๊ะ”เกศสิริกับนิสรามองหน้ากัน แล้วทำหน้าเบื่อหน่าย เพราะไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ก่อนจะหันไปมองเจ้าของเสียงที่แสนคุ้นหูวันนี้สาวสวยคนดังประจำคณะอยู่ในชุดกระโปรงยีนส์สั้นแค่คืบ และใส่เสื้อครอปเลยฐานอกมาแค่ไม่กี่เซ็น แต่งหน้าสวยเฉี่ยว อายไลน์เนอร์คมกริบ ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว“มาซื้อแมวมั้ง” นิสราว่า“นี่ยัยอ้วน ฉันถามดีๆ นะ!” แหวใส่ทันที“ก็มาซื้อเสื้อผ้านั่นแหละ” เกศสิริตอบเสียงเรียบ แม้จะไม่อยากคุยกับอีกฝ่ายเท่าไรนัก เพราะเจอหน้าทีไร ไม่เคยเรียกชื่อจริงๆ เรียกแต่อ้วนผอมจอมเชย ทุกครั้ง ถึงแม้เธอจะผอม และนิสราจะอ้วน แต่ไม่อยากให้ใครมาตอกย้ำ และเรียกในเชิงบูลลี่แบบนี้“ให้ฉันช่วยเลือกให้ไหม แต่อือ น่าจะเลือกให้ได้แต่ยัยผอม เพราะ
5เราจะสวยไปด้วยกัน“เรียบร้อยไหม” นิสราถามขึ้น หลังจากทั้งสองได้ภาพถ่ายจากสตูดิโอแล้ว เกศสิริก็ส่งภาพถ่ายคู่กับนริศและภาพที่ถ่ายร่วมกับครอบครัวของเขา รวมทั้งทะเบียนสมรสให้พ่อดู พร้อมโอนเงินให้แสนหนึ่ง“เรียบร้อย พอบอกว่าได้ผัวรวย พร้อมโอนเงินให้แสนหนึ่ง พ่อก็โอเคอยู่แล้ว”พ่อเธอสนแค่เงิน เพราะฉะนั้นเมื่อบอกว่าได้ผัวรวย โอนเงินให้แสนหนึ่งไปใช้หนี้ห้าหมื่น ที่เหลือเก็บไว้ใช้ พ่อก็พอใจ แต่ก็มีโวยวายว่าแต่งงานทั้งทีทำไมไม่ให้พ่อไปร่วมงาน เธอจึงได้แต่บอกไปว่า‘มันแต่งเร่งด่วนน่ะพ่อ หนูก็ไม่คิดว่าเขาจะใจอยากแต่งปุบปับ’[มึงท้องเหรอ]‘เปล่า แต่แบบมีผู้หญิงจ้องจับเขาเยอะ เขารำคาญเลยแต่งกับหนู เพื่อไม่ให้ผู้หญิงพวกนั้นรู้ว่าเขามีเมียแล้ว’[ท่าทางผัวมึงนี่จะเนื้อหอมจริงๆ]‘ก็เขาทั้งหล่อ รวยไงพ่อ สเปกของผู้หญิงทั้งโลก’[ไหนว่าผัวรวย ทำไมให้เงินแกแค่นี้]‘ก็หนูขอแค่นี้ไง ถ้าขอเยอะ เขาจะคิดว่าเราหน้าเงิน แล้วเกิดเขาเบื่อขอเลิกน่ะสิ จริงๆ แล้วฐานะขนาดเขาหาเมียฐานะเท่าเทียมกันไม่ยากเลย แต่เขาก็เลือกหนู เพราะงั้นหนูก็อยากให้เขารักนานๆ หรือตลอดไป พ่อเข้าใจไหม’[เออๆ เข้าใจแล้ว แต่มึงต้องส่งเงินให้กู
“คุยกับสามีเป็นไงบ้างล่ะ” นิสราถามขึ้น เมื่อพ่อแม่และพี่ชายกลับบ้านไปแล้ว“ฉันเกือบเหวี่ยงหมอนอิงใส่หน้าพี่เขา” เกศสิริบอกเพื่อนไปตรงๆ“ฮ่าๆ” นิสราหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ“หมอนอิงไม่พอแก ต้องเจอขวดเบียร์เท่านั้น กวนตีนใช่ไหม”“ไม่ขนาดนั้น แต่ก็แบบกวนประสาทบอกไม่ถูก”“เขาพูดอะไรให้อยากเหวี่ยงหมอนใส่เหรอ”“ก็แบบ...” เกศสิริเล่าบทสนทนาของเธอกับนริศให้เพื่อนรักฟังทุกถ้อยคำ โดยเฉพาะคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ของนริศ“แก นี่พี่เนสซอฟกับแกแล้วนะ โห ถ้าเป็นฉัน กวนยิ่งกว่านี้อีก”“นี่ซอฟแล้วเหรอ”“ใช่แล้ว แต่จะว่าไปคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ของพี่เนสนั้น มันก็อาจหมายถึงเขายอมรับการเป็นผัวของแก โดยไม่มีการโต้แย้งใดๆ”“เฮ้ย แกก็คิดไป”“อ้าวจริงๆ ฉันเป็นน้องพี่เนส ฉันรู้นิสัยเขา ถ้าพี่เนสไม่ชอบใจอะไรเขาก็พูดออกมาเลย การตอบรับคำของแกว่าไม่เป็นไร ก็คือไม่เป็นไรจริงๆ”“แกหยุดพูดคำนี้ก่อนเหอะ ขอร้อง”“เออๆ ลืมไป กินข้าวกันดีกว่า” พูดจบนิสราทำท่าจะเดินเข้าแพนทรี“หยุดเลย แกไม่ต้องทำไรทั้งนั้น ฉันจะอุ่นอาหารคลีนให้”“เฮ้ย วันนี้ขอฉลองที่แกได้ผัว ด้วยอาหารอย่างอื่นไม่ได้เหรอ”“แม่สั่งไว้ว่าต้องเข้มงวดเรื่องการกินของแก นะ
“หนูเกด อู้ย สวยมากจริงๆ เหมือนนางฟ้า” แม่ของเธอชมเกศสิริด้วยน้ำเสียงชื่นชมอย่างจริงใจ “ใช่แล้ว สวยมากๆ ว่าไหมเจ้าเนส” พาทิศกระทุ้งศอกใส่สีข้างลูกชายที่ยังไม่หายตะลึง “เออ ครับ สวย” เขาตอบรับด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนได้สติ แล้วนริศคนเดิมก็กลับมา “สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า เออ พี่เนส” เกศสิริเอ่ยขึ้นพร้อมยกมือไหว้ทุกคน “โอ๊ย เลิกเรียกคุณลุงคุณป้าได้แล้วนะ ต่อไปต้องเรียกพ่อกับแม่” เกสรบอกด้วยสีหน้ายิ้มกว้าง มองเกศสิริด้วยความรักเอ็นดูราวกับเหมือนลูกสาวที่คลอดมาเอง “พี่เนสไปแต่งตัวได้แล้ว” นิสราเดินมาจับแขนพี่ชายไปยังห้องแต่งตัว ซึ่งมีช่างแต่งหน้าทำผมรออยู่ “เป็นไงล่ะ หน้าตาธรรมดาทั่วไป ถึงกับตะลึง” นิสราถือโอกาสแซวพี่ชาย นริศไม่ตอบ เขานั่งนิ่งให้ช่างแต่งหน้าทำผมจัดการแต่งหล่อให้เขาตามสะดวก กระทั่งเขาอยู่ในสูทสีเทาเรียบร้อย “โห หล่อเหมือนกันนะเนี่ย” นิสราชมจากใจ “ก็หล่อทุกวันอยู่แล้วไหม” นริศตอบเสียงเรียบ “จ้ะ หล่อไม่เว้นวัน” “ไปที่สตูฯ เลยนะคะ” ทีมงานเดินมาถาม “ค่ะ ไปได้เลย” นิสราตอบรับ จากนั้นก็พาพี่ชายเดินลงไปชั้นล่าง ทุกคนก็พากันไปยังสตูดิโอถ่ายภาพ ซึ่งช่างภาพและที







